ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

Forever Crusade ศาสนสงคราม - บทที่1 ผู้ตรวจการ 6 โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค,แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Forever Crusade ศาสนสงคราม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค

แท็คที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ

รายละเอียด

Forever Crusade ศาสนสงคราม โดย spoiledlotus @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ

ผู้แต่ง

spoiledlotus

เรื่องย่อ

 

บทปฐมกาลแห่งผู้รอด ฉบับตีพิมพ์ที่ 211

มีคำกล่าวขานว่า—สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะพินาศด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง

นั่นคือถ้อยคำที่บรรพชนผู้หลงผิดเคยยึดถือ…จนกระทั่ง การมาถึงของพวกมัน

บันทึกใน คัมภีร์ปฐมกาลเก่า เล่าว่าในห้วงเวลาที่เหล่าผู้บูชาสิ่งลวงหลอกเรียกว่า ปี ค.ศ. 1800ทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกเผาผลาญด้วยไฟสงคราม—สงครามที่มนุษย์เชื่อผิด ๆ ว่าเป็น “น้ำพระทัยขององค์ผู้โป้ปดเดิม”

ความหลงงมงายเหล่านั้น แม้เราต่างรู้ดีว่าล้วนเหลวไหลทว่าผลร้ายนั้น จริงแท้ยิ่งกว่าเลือดที่แห้งกรังอยู่บนผืนแผ่นดิน

เพราะเมื่อโลหิตมนุษย์รินหลั่งไม่หยุด…เมื่อเสียงร่ำไห้ของวิญญาณร่วงหล่นสู่ขุมนรกนับศตวรรษสิ่งเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจให้พวกมันปกครองเหนือโลกกายภาพ

และเมื่อเหล่าสานุศิษย์แห่งความโสมมขานรับเป็นหนึ่งเดียว—ประตูสู่นรกก็เปิดออก

กองทัพทั้งเจ็ดย่างกรายขึ้นจากขุมนรกไร้การแจ้งเตือนไร้ผู้ส่งสารทั้งสี่ไร้เสียงแตรสังข์ไร้ “การเสด็จมา” ของเทพเจ้าจอมลวง

มีเพียง ความเงียบงันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลกทั้งใบ

แม้มนุษย์หลายคราพยายามตีโต้กลับแต่สุดท้ายก็จำต้องถอยร่นหอบซากความหวังลงไปซ่อนตัวในโลกเบื้องล่างปล่อยให้พื้นผิวกลายเป็นสนามเด็กเล่นของปีศาจอยู่นับร้อยปี

ทว่า—มนุษย์ไม่เคยรอดมาเพียงด้วยความฉลาดหรือความโหดร้ายหากแต่เพราะ สัญชาตญาณการอยู่รอดซึ่งถูกประทับไว้ในโลหิตของเราแต่กำเนิด

เมื่อการทะเลาะวิวาทแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือวิทยาการก็ผลิบานดั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ

และแล้ว มันก็ถูกค้นพบ—โอริคัลคุมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ อาพิษร้ายต่อเหล่าปีศาจซ่อนตัวอยู่ในโพรงลึกของโลกเบื้องล่างโดยชายผู้หนึ่ง…ผู้ซึ่งโลกต่อมาเรียกขานว่าพระมหาจักรพรรดิแห่งมวลมนุษยชาติ

พระองค์เสด็จมาพร้อมเหล่าผู้ติดตามอัศวินผู้ไถ่บาป—เทวทูตสงครามซึ่งร่างกายและโลหิตถูกชุบด้วยโอริคัลคุมเพื่อเป็นคมดาบแห่งพระหัตถ์

และเมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชูขึ้นสงครามครูเซดครั้งใหม่ก็ถือกำเนิด

แม้พระองค์จะตีโต้จนทวงคืนแผ่นทวีปยูเรเซียได้กว่าครึ่งแต่ศัตรูนั้นมากล้นเกินกำลังพลอัศวินผู้ไถ่บาปมีจำนวนเพียงหยิบมือไม่พอจะกวาดล้างคลื่นปีศาจที่ไม่รู้จบสิ้น

“พวกเราสูญเสียมามากเกินไป…”

นั่นคือดำรัสซึ่งถูกจารลงกลางหัวใจจักรวรรดิและด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงยอมสละพระวรกายเป็น ป้อมปราการท้ายสุดเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษยชาติหลบหนีผ่านเส้นทางพลังงานโกลาหลที่ฉีกกาลอวกาศออกเป็นรอยแยกสู่ดินแดนใหม่

เส้นทางแสวงบุญนั้น ให้คุณและให้โทษผู้ที่อ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายอันน่าเวทนาแต่ผู้ที่เข้มแข็ง—กลับได้รับพรจากพระองค์ให้ควบคุมพลังโกลาหลและผันมันให้กลายเป็น พลังจิต

และประจักษ์ชัดแล้วว่ามนุษยชาติรอดพ้นการล่มสลายเพราะ การเสียสละเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์

ดังนั้น—เราชาวจักรวรรดิฮิลเลริออสจึงขอสาบานด้วยโลหิตและลมหายใจว่า

สักวันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมาและจะทรงนำพาพวกเรายาตราทัพกลับไปทวงคืนมาตุภูมิในนามแห่งพระมหาจักรพรรดิและจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์ของพระองค์

 

ย่อหน้าหนึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งศาสนจักรมนุษย์

หมายเหตุผู้เขียน

นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัล มิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากแฟรนไชส์/จักรวาลใดโดยตรง

แต่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว dark sci-fi / สงครามศรัทธา / สมรภูมิสนามเพลาะ ในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่อง

ทั้งหมดในเรื่อง — ตัวละคร เหตุการณ์ และชื่อดวงดาว — ถูกแต่งขึ้นใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิและศาสนจักรในแบบของผู้เขียนเอง

ผนวก A  อัปเดตประจำวันที่ 5.1.26

นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟแฟนตาซี ที่มีธีมโลกอยู่ในยุคอณาคต จะไม่ใช่แนวไซไฟจ๋า ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีกลไกเป็นหลัก แต่จะเล่นเรื่องราวของ มนุษย์ และความเป็นมนุษย์มากกว่า พล็อตเรื่องมีการวางเอาไว้จนจบแล้วเพราะงั้นมั่นใจว่าจะไม่หายไม่ดอง และจะอัปเดตทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสองตอน ไม่เกินช่วง 18.00-19.30น. ตามเวลาประเทศไทยของ วันเสาร์และอาทิตย์

ช่วงองค์หนึ่งจะเป็นการปูซะส่วนใหญ่ จึงอาจเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อค่อนข้างมาก และศัพท์เฉพาะที่ทั้งแต่งขึ้นและยืมมาค่อนข้างเยอะ แต่สัญญาว่าไรท์จะทำหมวดคำอภิธานศัพท์ ฉบับภาษามนุษย์เข้าใจให้แน่นอนครับ

และขอบคุณทุกท่านที่แค่ผ่านเข้ามาแวะเวียนและเข้ามาอ่านเอาไว้ ณ ที่นี่

Spoiled Lotus

 

สารบัญ

Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทนำ .,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 4,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 5,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่1 ผู้ตรวจการ 6,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 1,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยากร 2,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 3,Forever Crusade ศาสนสงคราม-บทที่2 ผู้พยาการ 4

เนื้อหา

บทที่1 ผู้ตรวจการ 6

 

ข้าอยู่ที่ใด!

.

.

เสียงแหบพร่าแสนเลือนรางของ อาร์กัส ไคล์ ดังขึ้น ณ ห้วงหนึ่งในความมืดมิด

รอบกายไร้แสงหรือสิ่งใดให้นำทาง เขาพบว่าตนเองกำลังเดินย่ำอยู่บนทางเดินทอดยาว

สัมผัสเป็นเม็ดละเอียดเล็กกร้านทิ่มแทงอยู่ใต้ฝ่าเท้าบ่งบอกว่าตนกำลังย่ำอยู่บนสิ่งใด

“ทราย!”

อาร์กัสก้มมองฝ่ามือที่กอบกุมเม็ดละเอียดเหล่านั้นขึ้นพิจารณา... มันเย็นเยียบและหยาบกร้าน แม้จะคุ้นเคย แต่มิใช่ทรายจากทะเลหรือทะเลทรายทั่วไป

เมื่อเพ่งมองให้ดีท่ามกลางความมืดสลัว... มันคือ เถ้าถ่าน

เถ้าธุลีสีเทาหม่นที่ปะปนไปกับเกล็ดโลหะสีทองระยับราวกับเศษดาวที่แตกสลาย กลิ่นของมันไม่ใช่กลิ่นดิน แต่เป็นกลิ่นของสนิม เลือด และกาลเวลาอันยาวนานจนไม่อาจนับคำนวณ

และเมื่อนั้น สายลมไม่ทราบที่มาโหมกระพือผ่านตัวไปวูบหนึ่ง หอบเอาความมืดมิดรอบกายให้ค่อย ๆ จางไป

เผยให้เห็นทัศนียภาพที่ทำให้ดวงใจในช่วงอกเกือบหยุดเต้น

เขาไม่ได้ยืนอยู่ในห้องโถง... ไม่ได้อยู่ในยาน... และไม่แม้แต่จะอยู่บนอัลตรัส

หากแต่เบื้องหน้าของเขาคือ ทุ่งสังหาร ทอดยาวไกลราวไร้สิ้นสุด

พื้นดินถูกปูทับด้วยเถ้าถ่าน กระดูก และซากเกราะบุบเบี้ยวของนักรบนับล้าน ฝูงนกกินซากไม่ทราบชนิดบินวนเหนือทุ่ง บ้างก็ฉกกินเศษซากเหล่านั้นอย่างตะกละตะกลาม

เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนที่ถูกแต่งย้อมเป็นสีม่วงช้ำ และดวงตะวันที่ฉายเพียงริ้วแสงสีเดียวกัน

อีกทั้ง “รอยแยกมิติ” ขนาดมหึมาที่ฉีกขาดอยู่บนฟากฟ้า

และที่ใจกลางของทุ่งร้างนั้น... มีบางสิ่งตั้งตระหง่านอยู่

บัลลังก์ทองคำยักษ์ที่แตกร้าวและหักพังลงครึ่งซีก... ร่องรอยความวิจิตรบรรจงในอดีตถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลาจนเลือนราง ทว่ายังคงแผ่กลิ่นอายแห่งอำนาจที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องย่อกายลงด้วยความยำเกรง

และบนบัลลังก์ปรักหักพังนั้น... คือร่างยักษ์ของชายชราผู้หนึ่งที่ดูราวกับเป็นส่วนหนึ่งของความเงียบงันชั่วนิรันดร์

เขามิได้ดูเหมือนราชาผู้ทรงศักดิ์... หากแต่ดูเหมือนนักรบผู้แบกรับความเหนื่อยล้าของจักรวาลเอาไว้บนบ่า ชุดเกราะโบราณสีทองหม่นที่สวมใส่นั้นเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและคราบเลือดแห้งกรัง ทุกรอยแผลบนเกราะคือบทบันทึกแห่งสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น

และเกราะนั้นไม่แม้จะสร้างด้วยวิทยาการแห่งยุคสมัยปัจจุบัน…

ศีรษะของเขาก้มต่ำลงเล็กน้อยภายใต้เงามืดของหมวกคุม สองมือหยาบกร้านกุมด้ามดาบมหึมาที่ปักตรึงลงสู่พื้นธรณีเพื่อค้ำยันร่างเอาไว้... คมดาบนั้นแตกบิ่นและหักสะบั้นไม่ต่างไปจากสภาพจิตวิญญาณของผู้เป็นนาย

ไม่มีมงกุฎ... ไม่มีแสงรัศมี... มีเพียงความโดดเดี่ยวที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าคำบรรยาย… จนกระทั่ง—

ร่างนั้นกระตุกสั่นไหว เขาหอบสังขารที่ร่วงโรยลุกขึ้น ตวัดเศษซากแห่งชีวิตที่ก่อตัวขึ้นเป็นดาบในกำมือประทับกาย พลางจ้องมองสู่รอยปริแตกเบื้องบน

และเมื่อนั้นเสียงหวีดร้องแห่งมวลหายนะก็พลันปะทุขึ้น จนชายหนุ่มต้องใช้สองมือกอบกุมหูทั้งสองข้างเอาไว้ ทว่าสิ่งพรั่นพรึงตรงหน้ากลับร้ายแรงยิ่งกว่า

เมื่อหมู่มวลมหาอาคันตุกะแห่งความชั่วร้ายแหวกกาลอวกาศให้แยกออก และยาตราทัพของพวกมันลงมา เหล่าปีศาจระดับสูงที่ทั้งมีชื่อและไม่มีซึ่งอาร์กัสจดจำลักษณะของมันได้จากในบันทึก กำลังสยายปีกโสมมของพวกมันออกจนปกคลุมผืนฟ้า

และชายชราก็ไม่รอช้า เขาเพียงกระชับดาบในมือให้แน่นก่อนตวัดวาดดาบขึ้นหาพวกมัน บังเกิดคลื่นดาบรูปจันทร์เสี้ยวกวาดล้างจนร่างกายโสมมนั้นมอดไหม้เป็นจุณในพริบตา

แรงกระแทกนั้นไม่เพียงจะสังหารเหล่าศัตรู ทว่านั่นกลับรุนแรงเสียจนร่างกายเล็กจ้อยของชายหนุ่มลอยกระเด็นไปไกล

ก่อนทุกสิ่งจะถูกความมืดโหมกลืนให้หายไป...


แสงสว่างแรกปะทุขึ้นพร้อมเสียงสวดบริกรรมของเหล่านักบวชและนางชี ซึ่งขับเสียงสูงสลับต่ำ และบางคำก็หายลึกเข้าไปในลำคอ

กลิ่นธูปและกำยานคละคลุ้งไปทั่วห้อง อาร์กัสพบว่าตนเองกำลังนอนแช่อยู่ในแทงก์ของเหลวที่ประกอบขึ้นด้วยสารพยุงชีพซึ่งกำลังเรืองแสงสีฟ้าอ่อน

เสียงครางต่ำ ๆ ของข้อต่อและมอเตอร์บ่งบอกว่าเขากำลังอยู่ในชุดเกราะผู้ไถ่บาปประจำตัว และเมื่อดวงตาสีแดงเบิกกว้างภายใต้ช่องรับภาพของหมวกเกราะ สติสัมปชัญญะของเขาก็แจ่มชัดถึงการมีอยู่ของตัวเอง

อาร์กัสออกแรงเฮือกหนึ่งพยุงร่างของตนขึ้นจากบ่อ ท่ามกลางความตกตะลึงของนักบวชและนางชี เสียงหวีดร้องพลางก้มเคารพราวกับยินดีต่อการกลับมาของทูตสวรรค์ผู้ฟื้นคืนจากความตาย

ผู้ตรวจการหนุ่มกวาดสายตาจากมุมหนึ่งไปยังอีกมุมหนึ่ง ก่อนจะพบคัมภีร์บัญญัติประจำตนและดาบเทวะโลหะโอริคัลคุมที่ส่องประกายวาววับเป็นสีทองท่ามกลางความมืด ฝ่าเท้าโลหะหนาหนักก้าวผ่านขอบสระแห่งพิธีกรรมออกมาท่ามกลางของเหลวเรืองแสงที่ไหลเยิ้ม

ก่อนจะวางมันลงบนพื้นมายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าสิ่งของทั้งสองอันเป็นของตนอีกครั้ง

เขาจัดการให้ของสองสิ่งเข้าที่ ก่อนเดินผละออกมาโดยไม่แยแสต่อนักบวชและนางชีที่ยังคงสวดวิงวอนต่อไป

...

ที่ด้านนอกนั้น โถงทางเดินอันคุ้นตาบ่งบอกว่าเขายังคงอยู่บน “อัลตรัส” ...

มันทอดยาวนำเขากลับเข้าไปยังวิหารหลักภายในคฤหาสน์ของตระกูลไคล์ ที่ซึ่งตรงนั้น... วาร์กัส สหายร่างยักษ์กำลังคุกเข่าสวดภาวนาอยู่เบื้องหน้ารูปพระพักตร์จำลองขององค์จักรพรรดิ ด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง

“ข้าหลับไปนานเท่าไหร่...”

อาร์กัสเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ฉุดสหายร่วมภาคีให้หลุดออกจากภวังค์

“ฮึ! ก็ว่าเสียงเอะอะอะไรกัน... ที่แท้เจ้าก็ตื่นแล้ว”

“เจ้ายังไม่ตอบข้า” อาร์กัสย้ำคำเดิมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะเดินมาหยุดนิ่งที่ด้านข้าง แล้วก้มลงทำความเคารพต่อรูปพระพักตร์ด้วยความนอบน้อม

วาร์กัสถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มมุมปาก

“เฮ้อ... ให้ตายสิ เจ้าขอนไม้เดินได้คนเดิมกลับมาแล้วจริง ๆ”

ร่างยักษ์ในชุดเกราะลุกยืนขึ้นเต็มความสูง พลางปลดล็อกหมวกเกราะของตนออก... ไอควันจาง ๆ ลอยฟุ้งเมื่อใบหน้าคมเข้มปรากฏขึ้น และนั่นก็ทำให้เสียงของเขาฟังดูเป็นมนุษย์ขึ้นมาหน่อย

“หนึ่งอาทิตย์...” วาร์กัสตอบเสียงเรียบ “หากนั่นคือสิ่งที่เจ้าอยากรู้น่ะนะ”

“เรื่องทางโบสถ์กับงานเอกสารข้าจัดการให้แล้ว” วาร์กัสยิ้มอย่างภาคภูมิ จนเผยให้เห็นฟันซี่ขาวเรียงรายอยู่

“แต่เรื่องทางบ้านเนี่ยข้าไม่เกี่ยว เพราะงั้นเจ้าต้องไปจัดการเอาเอง” สหายร่างยักษ์กล่าวพลางชี้ไปยังท่านหญิงดูรานด้าซึ่งมายืนคอยอยู่ที่ทางเดินจากอีกมุมหนึ่ง พร้อมนางรับใช้อีกสองคน

“ท่านลอร์ด ไคล์ มีประสงค์จะพบเจ้า ท่านผู้ตรวจการ อาร์กัส” ดูรานด้ากล่าวเสียงเรียบ ทว่าแววตาที่ดูอ่อนล้าจากภาระตลอดช่วงหนึ่งอาทิตย์นั้นยังคงฉายแววเชือดเฉือน แม้จะพยายามเก็บซ่อนมันไว้

ผู้ตรวจการหนุ่มนิ่งงัน เขาพยักหน้าตอบอย่างเชื่องช้า ก่อนที่ถุงมือหนาจะเลื่อนปลดสลักล็อกและถอดหมวกเกราะของตนออก

“ข้าอยากถอดชุดนี้ออกเสียก่อนจะเข้าพบท่านลอร์ด” เขากล่าวเสียงเรียบ พลางจ้องมองเลยข้ามหัวไหล่อันหยิ่งยโสของแม่เลี้ยงไปหาข้ารับใช้อีกสองคน ทิ้งให้ดูรานด้ายืนกัดฟันกรอดด้วยความคับแค้นใจที่ถูกเมินเฉยราวกับเป็นธาตุอากาศ

...

เสียงฝ่าเท้าหนัก ๆ ย่ำสะท้อนโถงทางเดิน ในสายตาของดูรานด้า เด็กน้อยอาร์กัสผู้ขี้แยในวันวาน บัดนี้เคลื่อนไหวอย่างผู้ไม่เกรงกลัว แม้นางจะไม่รู้รายละเอียดเหตุการณ์ในห้องอาหาร แต่กลิ่นอายความตายที่ลอยฟุ้งออกมาก็ยังทำให้นางหวาดผวา

แต่ไม่ว่าอย่างไร นางจะไม่ยอมให้อำนาจผู้สืบทอด... ตกไปอยู่ในมือผู้อื่น!

ในห้องซ่อมบำรุงที่เงียบสงัด อาร์กัสยืนนิ่งบนแท่น แขนกลเคลื่อนไหววูบวาบถอดชิ้นส่วนเกราะออกทีละชิ้น เบื้องหน้าเขา... ดูรานด้ายืนจ้องมองอยู่ นางก้าวล่วงล้ำเข้ามาแม้รู้ว่าไม่ควร

“ท่านผู้ตรวจการ...” นางตัดสินใจเอ่ยทำลายความเงียบ “ข้าทราบดีว่าท่านมีอำนาจล้นฟ้า... แต่ในแง่กฎหมาย ท่านสละสิทธิ์ในตระกูลไปแล้ว! ทรัพย์สิน... ที่ดิน... และสัมปทานเหมืองทั้งหมด ต้องตกเป็นของลูกข้าตามสิทธิ์!”

สิ้นเสียงประกาศ อาร์กัสก้าวลงจากแท่น มายืนหยุดอยู่เบื้องหน้า เสียงกลไกดัง ครืด... เป็นครั้งสุดท้าย

ดูดมวลเส้นกล้ามเนื้อเทียมที่ห่อคลุมร่างหายลับลงใต้ฝ่าเท้า

“ดาวเล็กจ้อยดวงนี้ไม่มีความหมายใดต่อข้า... เฉกเช่นเดียวกับชายชราใกล้ตายผู้นั้น...” เขากล่าวเสียงเรียบ ไร้เยื่อใย ขณะขยับติดสลักเข็มขัดกางเกง

ดูรานด้าเผลอยิ้มกว้างอย่างพอใจ นางเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อเยาะเย้ย... แต่แล้วก็ต้องชะงักงันด้วยความหวาดผวา

สิ่งที่ปรากฏบนร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าของอาร์กัส... มิใช่เพียงกล้ามเนื้อจากการฝึกฝน แต่มันคือความสยดสยองเกินกว่าสตรีผู้ห่างไกลสงครามจะจินตนาการถึง

ผิวขาวซีดเต็มไปด้วยรอยแผลผ่าตัดและรอยเย็บนับไม่ถ้วนที่พาดผ่านกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง... ร่องรอยการชำแหละเพื่อยัดเยียด ‘บางสิ่ง’ เข้าไป จุดเชื่อมต่อโลหะฝังลึก เส้นเลือดปูดโปนผิดรูปที่เต้นตุบ ๆ และรอยไหม้จากสารเคมีศักดิ์สิทธิ์

มันคือรอยจารึกแห่งการ ‘ไถ่บาป’ ... ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกมาซึ่งพลังที่จะทำให้พวกเขารอดชีวิตและกลายเป็นยอดคน

ดูรานด้าก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว มือปิดปากกลั้นเสียงกรีดร้อง... นางเพิ่งตระหนักได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางกำลังต่อรองอยู่กับ ‘สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์’ อีกต่อไป

ชายหนุ่มมิได้แยแสต่อท่าทีของหญิงสูงศักดิ์ตรงหน้า เขาเพียงติดกระดุมเม็ดบนสุดของเสื้อลินินสีขาวสะอาดก่อนจะเดินจากไปโดยไม่หันแล


 

ประตูไม้บานหนาของโถงพยาบาลแง้มเปิดออก...

ภายในนั้นตกแต่งอย่างหรูหราด้วยลวดลายวิจิตรบรรจง ซึ่งตรงกลางมีฟูกเตียงโอ่อ่าสมฐานะผู้ปกครองดาววางตั้งอยู่

และนายเหนือของมันก็นอนแผ่หลาอยู่บนนั้น เคียงข้างกับบุตรทั้งสองซึ่งหลับใหลไม่ได้สติอยู่

แขนข้างที่ถูกตัดขาด บัดนี้แทนที่ด้วยแขนจักรกลที่ส่งตรงมาจากจักรวรรดิ มันคือตัวแทนของสิ่งปลอบขวัญ และยังเป็นตัวแทนของปลอกคอที่เรียกร้องหาความภักดีสุดท้าย

และชายชราก็ตอบรับ…

ชายหนุ่มไม่มั่นใจนักว่าตนเองก้าวเข้ามาในห้องนี้ด้วยเหตุผลใด แต่ตอนนี้เขากำลังหยุดยืนอยู่ข้างเตียงของบิดาชราผู้ให้กำเนิด

เปลือกตาของลอร์ดเอสเคอร์วีลขยับเปิดขึ้นช้า ๆ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่เคยคมกริบ บัดนี้ขุ่นมัวด้วยฤทธิ์ยาและความชราภาพ เขาขยับแขนจักรกลนั้นเล็กน้อยอย่างยากลำบาก วางลงบนหัวเด็กชายตัวน้อย

...น้องชายผู้ที่อาร์กัสยังไม่แม้แต่จะรู้ชื่อ

ก่อนจะล้วงหยิบเอาสร้อยกางเขนจักรพรรดิเส้นเดิมส่งคืนให้บุตรชายคนโต

“มันเป็นของแม่เจ้า…เช่นเดียวกับที่มันเป็นของเจ้า อาร์กัส” เขานิ่งงันก้มมองแขนซ้ายที่แปลเปลี่ยนไป “น่าละอายนัก...”

“แสงนั้น” อาร์กัสเอ่ยเสียงแผ่วพลางนึกย้อนไปสู่เหตุการณ์สุดท้ายในความทรงจำ “ข้ารู้สึกถึงศรัทธาแรงกล้าอย่างที่ข้าไม่เคยพบมาก่อน”

“ราวกับพระองค์—”

“ข้าก็แค่ขุนนางโลภมากบนดาวตายซากดวงหนึ่ง เจ้าลูกชาย!” เสียงแหบพร่าของลอร์ดเฒ่ากล่าวตัดห้วง “สิ่งนั้นโบราณเกินกว่าที่คนเยี่ยงข้าจะจินตนาการถึง... มันเก่าแก่เสียยิ่งกว่าการบุกเบิกบนดาวดวงนี้เสียอีก”

“เจ้าเข้าใจไหม” มือสั่นเทาของลอร์ดเอสเคอร์วีลเอื้อมคว้าชายเสื้อของบุตรชายดึงรั้งดวงตาสีแดงสดนั้นให้เหลือบกลับมามองตนเองเป็นครั้งสุดท้าย

อาร์กัสลดตัวลงจนนั่งอยู่เคียงกัน “แม่ข้าเป็นใคร…ท่านพ่อ” เขากำมือที่หยาบกร้านนั้นแน่น มันไม่เคยแน่นเท่านี้มานานกว่าครึ่งชีวิต

ชายชราเหลือบมองเพดานยกสูง ซึ่งโคมไฟพลังงานกำลังส่องแสงสลัวให้ริ้วระยับของมันสาดทับลงบนพื้นห้อง

“รูเนร่า... นางเป็นแม่มด!” เสียงแหบแตกนั้นเต็มไปด้วยสำนึกบาปแห่งความผิด “นั่นแหละสิ่งเดียวที่ข้ารู้ หลังนางยอมอุ้มท้องบุตรคนแรกแทนดูรานด้า...”

แม่มด...

เพียงแค่ได้ยินคำนั้น เลือดในกายของผู้ตรวจการหนุ่มก็เย็นเฉียบจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง ความรู้สึกคลื่นไส้ตีตื้นขึ้นมาจนเขาอยากจะคว้ามีดปอกผลไม้ข้างกายมาปาดคอตัวเองเสียให้สิ้นเรื่อง

ในจักรวรรดิฮิลเรลิออส... คำว่า “แม่มด” มิใช่เพียงชื่อเรียกในนิทาน แต่มันคือคำสาปส่งที่มอบแก่ผู้ที่ยังยึดติดกับความเชื่อดั้งเดิมอันป่าเถื่อน... ผู้ใช้ศาสตร์มืดที่บิดเบือนกฎแห่งความเป็นมนุษย์

และสิ่งนั้น... มันนอกรีต!

อาร์กัสถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว มือที่กุมบิดาคลายออกราวกับต้องของร้อน ดวงตาสีแดงฉานเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกที่หาได้ยากยิ่ง

“ท่าน... ท่านกำลังบอกว่า... ข้า... คือสายเลือดของพวกนอกรีตงั้นรึ!?”

ชายชรานิ่งเงียบไม่ตอบ เขาเพียงเอี้ยวหน้ามองลอดผ่านบานกระจกไปยังวิวทิวทัศน์ของโลกเบื้องล่างคฤหาสน์ ราวกับกำลังมองหาคำตอบที่โลกไม่อาจมอบให้เขาได้

“ในตอนนั้นข้าก็ไม่รู้ ข้าเพียงต้องการใครสักคนที่สามารถส่งบุตรคนแรกไปแทนดูรานด้าได้ก็เท่านั้น” ลอร์ดเฒ่าตอบเสียงสั่น

“แล้วข้าก็เจอนาง หญิงรับใช้คนใหม่ในวันที่หิมะโปรยปราย” ลอร์ดเอสเคอร์วีลเบือนหน้าไปทางเด็ก ๆ “เจ้าเชื่อไหมล่ะ ตอนนั้นข้าตกหลุมรักนาง... หรือตอนนั้นข้าโดนทำให้รักด้วยดวงตาสีทองแบบเจ้ากันนะ ข้าเองก็เกือบลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเจ้าเองก็มีสีตาประหลาดแบบเดียวกัน”

“แต่ท่านไม่เคยเล่า”

“สำหรับปศุสัตว์ที่ส่งไปเชือด ข้าว่ามันก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นหรอกนะ”

“ท่านมันนอกรีต!” อาร์กัสเริ่มกระแทกเสียง แต่ก็ต้องหยุดเมื่อเห็นว่าน้องทั้งสองกำลังขยับตัวจนเกือบตื่น

“มันก็แล้วแต่เจ้าจะคิด... หากเจ้ายึดติดต่อคำบัญญัติเหล่านั้นนัก ก็จงประหารข้าและตัวเองไปเสียเถอะ...” เสียงนั้นอ่อนแรงและเหนื่อยล้า ลอร์ดเอสเคอร์วีลเบือนหน้าพร้อมดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่ฉายแววลึกอย่างตั้งมั่นกลับไปหาผู้เป็นบุตรชายอีกครั้ง

“แต่แสงนั่นสำหรับข้ามันศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าที่สิ่งนอกรีตใดจะเจิดจรัสได้... เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ!?” ลอร์ดเฒ่าหัวเราะเสียงแหบในลำคอ

“ข้ากำลังจะตาย... เจ้าลูกชาย” เขายกแขนจักรกลขึ้นมาพิจารณา

“เจ้าเมล็ดพันธุ์นั่น... มันยังกัดกินข้าอยู่ ข้าต้องจบมันด้วยตนเอง... ข้าว่าเจ้าเองก็น่าจะรู้ดี”

ถ้อยคำนั้นทำหัวใจของผู้ตรวจการหนุ่มเจ็บแปลบ เขารู้ดีว่าหากเป็นร่างกายของคนธรรมดาย่อมไม่อาจทนทานต่อการคุกคามจากการสิงสู่ได้ และจุดจบของผู้ติดเชื้อ... มีเพียงความตายเท่านั้น

“ถึงข้าจะเป็นลอร์ดผู้ละโมบ... แต่ข้าก็เป็นผู้ศรัทธาแด่องค์จักรพรรดิเช่นกัน”

ลอร์ดเอสเคอร์วีลล้วงมือเข้าไปใต้ผืนผ้าห่ม หยิบวัตถุชิ้นเล็ก ๆ ออกมา... มันคือ เม็ดยาสีใส ที่บรรจุของเหลวเรืองแสง... ยาพิษสังหารที่ไร้ความเจ็บปวด สำหรับการการุณยฆาต

อาร์กัสมองเพียงแวบเดียวก็รู้ทันทีว่านั่นหมายถึงสิ่งใด

“เช่นนั้น... ข้าจะไปแล้ว” เขาเอ่ยเสียงสั่นพร่า... แม้จะพยายามตัดใจเพียงใด แต่ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายของชีวิต ชายตรงหน้าก็ยังคงเป็นบิดาของเขา ความจริงข้อนั้นมันบาดลึกเกินกว่าจะทานทน

“เดี๋ยวก่อน...” ลอร์ดเอสเคอร์วีลกล่าวปราม “มีอีกสิ่ง... ที่ข้าอยากให้เจ้ารับไว้” มือสั่นระริกของลอร์ดเฒ่าล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะหยิบบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือดาวอีกนับสิบดวงในอาณาเขตนี้

แหวนประจำตระกูล

อำนาจเหนือดวงดาว

ความมั่งคั่งเกินคณานับ

และสิ่งนั้น ชายหนุ่มรับไว้ไม่ได้ ไม่ใช่ด้วยสัญญาที่ให้ไว้กับแม่เลี้ยง หากแต่มันไม่ใช่หนทางที่ถูกควรตามวิถีทางของเขา แม้ว่านั่นจะมิได้บันทึกไว้ในกฎข้อใดของบัญญัติก็ตาม

อาร์กัสส่ายหน้าตอบ ถึงแม้จะยังครุ่นคิด เขาวางมันกลับคืนที่โต๊ะหัวเตียงข้างจานผลไม้

“หนทางข้ามุ่งสู่การไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ มิใช่อำนาจล้นฟ้าที่ทำให้ผู้คนไขว้เขวหรอก”

ลอร์ดเฒ่าก้มหน้ารับชะตา ก่อนจะระบายยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าที่ซีดเซียว อาร์กัสไม่เข้าใจถึงสิ่งที่บิดาของเขาทำ

ทั้ง ๆ ที่ในวัยเด็ก เขาต่างหากที่สร้างตนขึ้นเพื่อหยิบยื่นชีวิตนี้ให้ไปสู่หนทางอันโหดร้าย ทว่าตอนนี้กลับมาหยิบยื่นอำนาจแห่งผู้นำตระกูลไคล์ให้แก่เขา

“กลับมาคราวหน้า... ก็อย่าโหดร้ายกับดูรานด้านักล่ะ...”

สิ้นเสียงหัวเราะแห้ง ๆ อาร์กัสก้มศีรษะทำความเคารพเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันกลับมามองอีก...