ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ
ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค,แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Forever Crusade ศาสนสงครามในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ
บทปฐมกาลแห่งผู้รอด ฉบับตีพิมพ์ที่ 211
มีคำกล่าวขานว่า—สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะพินาศด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง
นั่นคือถ้อยคำที่บรรพชนผู้หลงผิดเคยยึดถือ…จนกระทั่ง การมาถึงของพวกมัน
บันทึกใน คัมภีร์ปฐมกาลเก่า เล่าว่าในห้วงเวลาที่เหล่าผู้บูชาสิ่งลวงหลอกเรียกว่า ปี ค.ศ. 1800ทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกเผาผลาญด้วยไฟสงคราม—สงครามที่มนุษย์เชื่อผิด ๆ ว่าเป็น “น้ำพระทัยขององค์ผู้โป้ปดเดิม”
ความหลงงมงายเหล่านั้น แม้เราต่างรู้ดีว่าล้วนเหลวไหลทว่าผลร้ายนั้น จริงแท้ยิ่งกว่าเลือดที่แห้งกรังอยู่บนผืนแผ่นดิน
เพราะเมื่อโลหิตมนุษย์รินหลั่งไม่หยุด…เมื่อเสียงร่ำไห้ของวิญญาณร่วงหล่นสู่ขุมนรกนับศตวรรษสิ่งเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจให้พวกมันปกครองเหนือโลกกายภาพ
และเมื่อเหล่าสานุศิษย์แห่งความโสมมขานรับเป็นหนึ่งเดียว—ประตูสู่นรกก็เปิดออก
กองทัพทั้งเจ็ดย่างกรายขึ้นจากขุมนรกไร้การแจ้งเตือนไร้ผู้ส่งสารทั้งสี่ไร้เสียงแตรสังข์ไร้ “การเสด็จมา” ของเทพเจ้าจอมลวง
มีเพียง ความเงียบงันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลกทั้งใบ
แม้มนุษย์หลายคราพยายามตีโต้กลับแต่สุดท้ายก็จำต้องถอยร่นหอบซากความหวังลงไปซ่อนตัวในโลกเบื้องล่างปล่อยให้พื้นผิวกลายเป็นสนามเด็กเล่นของปีศาจอยู่นับร้อยปี
ทว่า—มนุษย์ไม่เคยรอดมาเพียงด้วยความฉลาดหรือความโหดร้ายหากแต่เพราะ สัญชาตญาณการอยู่รอดซึ่งถูกประทับไว้ในโลหิตของเราแต่กำเนิด
เมื่อการทะเลาะวิวาทแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือวิทยาการก็ผลิบานดั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ
และแล้ว มันก็ถูกค้นพบ—โอริคัลคุมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ อาพิษร้ายต่อเหล่าปีศาจซ่อนตัวอยู่ในโพรงลึกของโลกเบื้องล่างโดยชายผู้หนึ่ง…ผู้ซึ่งโลกต่อมาเรียกขานว่าพระมหาจักรพรรดิแห่งมวลมนุษยชาติ
พระองค์เสด็จมาพร้อมเหล่าผู้ติดตามอัศวินผู้ไถ่บาป—เทวทูตสงครามซึ่งร่างกายและโลหิตถูกชุบด้วยโอริคัลคุมเพื่อเป็นคมดาบแห่งพระหัตถ์
และเมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชูขึ้นสงครามครูเซดครั้งใหม่ก็ถือกำเนิด
แม้พระองค์จะตีโต้จนทวงคืนแผ่นทวีปยูเรเซียได้กว่าครึ่งแต่ศัตรูนั้นมากล้นเกินกำลังพลอัศวินผู้ไถ่บาปมีจำนวนเพียงหยิบมือไม่พอจะกวาดล้างคลื่นปีศาจที่ไม่รู้จบสิ้น
“พวกเราสูญเสียมามากเกินไป…”
นั่นคือดำรัสซึ่งถูกจารลงกลางหัวใจจักรวรรดิและด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงยอมสละพระวรกายเป็น ป้อมปราการท้ายสุดเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษยชาติหลบหนีผ่านเส้นทางพลังงานโกลาหลที่ฉีกกาลอวกาศออกเป็นรอยแยกสู่ดินแดนใหม่
เส้นทางแสวงบุญนั้น ให้คุณและให้โทษผู้ที่อ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายอันน่าเวทนาแต่ผู้ที่เข้มแข็ง—กลับได้รับพรจากพระองค์ให้ควบคุมพลังโกลาหลและผันมันให้กลายเป็น พลังจิต
และประจักษ์ชัดแล้วว่ามนุษยชาติรอดพ้นการล่มสลายเพราะ การเสียสละเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์
ดังนั้น—เราชาวจักรวรรดิฮิลเลริออสจึงขอสาบานด้วยโลหิตและลมหายใจว่า
สักวันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมาและจะทรงนำพาพวกเรายาตราทัพกลับไปทวงคืนมาตุภูมิในนามแห่งพระมหาจักรพรรดิและจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์ของพระองค์
ย่อหน้าหนึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งศาสนจักรมนุษย์
หมายเหตุผู้เขียน
นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัล มิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากแฟรนไชส์/จักรวาลใดโดยตรง
แต่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว dark sci-fi / สงครามศรัทธา / สมรภูมิสนามเพลาะ ในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่อง
ทั้งหมดในเรื่อง — ตัวละคร เหตุการณ์ และชื่อดวงดาว — ถูกแต่งขึ้นใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิและศาสนจักรในแบบของผู้เขียนเอง
ผนวก A อัปเดตประจำวันที่ 5.1.26
นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟแฟนตาซี ที่มีธีมโลกอยู่ในยุคอณาคต จะไม่ใช่แนวไซไฟจ๋า ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีกลไกเป็นหลัก แต่จะเล่นเรื่องราวของ มนุษย์ และความเป็นมนุษย์มากกว่า พล็อตเรื่องมีการวางเอาไว้จนจบแล้วเพราะงั้นมั่นใจว่าจะไม่หายไม่ดอง และจะอัปเดตทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสองตอน ไม่เกินช่วง 18.00-19.30น. ตามเวลาประเทศไทยของ วันเสาร์และอาทิตย์
ช่วงองค์หนึ่งจะเป็นการปูซะส่วนใหญ่ จึงอาจเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อค่อนข้างมาก และศัพท์เฉพาะที่ทั้งแต่งขึ้นและยืมมาค่อนข้างเยอะ แต่สัญญาว่าไรท์จะทำหมวดคำอภิธานศัพท์ ฉบับภาษามนุษย์เข้าใจให้แน่นอนครับ
และขอบคุณทุกท่านที่แค่ผ่านเข้ามาแวะเวียนและเข้ามาอ่านเอาไว้ ณ ที่นี่
Spoiled Lotus
เฮือก!!!...
อาร์กัสสะดุ้งตัวแรง—ลมหายใจหอบถี่
มือหนาเลื่อนไปทั่วแผ่นเกราะอกตามสัญชาตญาณเพื่อสำรวจร่างกาย ก่อนพบว่าบาดแผลฉกรรจ์นั้นไม่มีอยู่จริง…สตรีนางนั้นก็เช่นกัน
บัดนี้เบื้องหน้ามีเพียงแสงกะพริบวูบวาบจากแผงควบคุมการบิน และระบบอัตโนมัติที่ยังคงทำงานตามคำสั่งที่เขาตั้งไว้ตอนพุ่งฝ่าชั้นบรรยากาศของอัลตรัส
พอสติสัมปชัญญะกลับมาครบถ้วน ระบบประมวลผลชีวภาพในชุดเกราะก็ส่งสัญญาณเตือนขึ้นทันที
"แจ้งสถานะระดับอะดรีนาลีนสูงเกินมาตรฐานความปลอดภัย"
อาร์กัสเอื้อมกดปุ่มเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้แผ่นเกราะต้นขาด้านซ้าย
ทันใดนั้น หัวฉีดแพทย์สนามภายในเกราะก็จ่ายของเหลวออกฤทธิ์เข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้จังหวะหายใจค่อย ๆ ชะลอลง กลับมาคงที่อีกครั้ง
“ฮู่ว...” เขาถอนหายใจยาวเหยียดต่อสิ่งย้ำเตือนว่าโลกตรงหน้านั้นคือความจริง คือผืนทะเลดาราสีดำสนิทอันระยับแสงด้วยการสะท้อนของดาวฤกษ์ ความทรงจำอันขุ่นมัวบอกกับเขาว่าเมื่อครู่นี้ เพียงเผลอหลับไปขณะกำลังนึกย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีต ก่อนที่มันจะผันกลายเป็นฝันร้าย...
อาร์กัสไล่เลียงสิ่งต่าง ๆ จากนิมิตนั้นทีละเรื่อง ทีละเรื่อง ก่อนที่ความทรงจำนั้นจะสะดุดกึก
เมื่อภาพของสตรีนางนั้นแทรกซ้อนกลับเข้ามาในหัว—พร้อมทุกสัมผัสและกลิ่นกายของนาง ที่ยังสลักแน่นติดอยู่บนริมฝีปากของเขา
...และมันไม่ยอมจากไปไหน แม้เขาจะไม่ต้องการจดจำก็ตาม
ถุงมือโลหะหนาเอื้อมบีบคันบังคับแน่น ก่อนที่อาร์กัสจะปรับระดับเพดานบินให้ลดต่ำลง ขณะตัวยานค่อย ๆ แล่นลึกเข้าไปใต้เงาของดวงจันทร์ นามของมันคืออัลตรัสทู
แสงจากดาวฤกษ์ด้านหลังถูกกลืนหายไปทีละน้อย เหลือเพียงความมืดของสุสานหินที่ลอยอยู่กลางสุญญากาศ เบื้องหน้าปรากฎสถานีเทียบอากาศยานข้ามดาราภพอันโอ่อ่า
โครงสร้างมหึมาของวิหารโลหะที่ถูกตรึงทาบลงบนผิวดวงจันทร์เกาะยึดด้วยขาหยั่งคล้ายแมงมุม ที่แต่ละข้างฝังลึกลงไปในเนื้อดาวจนไม่อาจประเมินความสูงแท้จริงของมันได้ ทั้งยังมีแผ่นเกราะและคานรับน้ำหนักไขว้สานกันเป็นซี่โครงของสัตว์ประหลาดยักษ์ ทอดตัวล้อมรัดดาวเคราะห์หินดวงนี้จนดูราวกับมันครอบครองพื้นที่ไปเกือบครึ่งผืนโลก เป็นทั้งเทวสถานกลางอวกาศ และเครื่องจักรสำหรับกลืนกินทุกชีวิตที่คิดจะจากอัลตรัสไป
.
.
ที่ด้านนอกตัวยาน...อาร์กัสเดินนำอยู่เบื้องหน้า ในมือหุ้มโลหะกำโซ่เส้นหนึ่ง ปลายอีกด้านคล้องตรึงกับโลงศพเหล็กกล้าเชื่อมปิดสนิท ซึ่งลอยเหนือพื้นไปอย่างเชื่องช้า ด้วยแรงขับของวงจรพยุงตัวที่ส่งเสียงหึ่งต่ำไม่ขาดสาย ภายในบรรจุ “สิ่งที่ยังพอเหลืออยู่” ของโซเลมผู้ทรยศแห่งภาคีเอาไว้ และมีวาร์กัสก้าวประกบท้ายขบวนด้วยท่าทีนิ่งสงบผิดปกติ
อากาศเย็นเยียบภายในโถงซ่อมบำรุงไม่อาจระคายกลไกปรับสมดุลอุณหภูมิของชุดเกราะผู้ไถ่บาปได้แม้เพียงนิด
ผู้ตรวจการทั้งสองจึงยังคงย่ำฝ่าไปอย่างหนักแน่นบนแผ่นพื้นโลหะทาทับสีแดงหม่นราวเลือดแห้งกรัง มุ่งหน้าสู่บานประตูทางเข้าขนาดมหึมาเบื้องหน้าที่กินพื้นที่ทั้งผนัง ถูกกัดลวดลายอย่างวิจิตรด้วยกางเขนศาสนจักรและสัญลักษณ์อินทรีสามหัวของจักรวรรดิ ราววิหารโบราณที่ถูกหล่อขึ้นจากเหล็กและศรัทธา
ครืด...
แรงสั่นสะเทือนพร้อมเสียงกัมปนาทลากยาวดังขึ้น ขณะที่วิหารเหล็กเบื้องหน้าเปิดออกกว้างจนอากาศในโถงซ่อมบำรุงสะเทือนเลื่อนลั่น
ที่ตรงนั้น คือกองทหารประจำการ พร้อมกับเหล่าอัศวินผู้ไถ่บาปในเกราะสีเหลืองคาดดำ อันประดับประดาไปด้วยขนสัตว์และคมเขี้ยวนักล่า ดูละม้ายคล้ายผู้ตรวจการวาร์กัสในบางมุม
ภาคีบัลลังก์โลหิต... ข้อมูลชุดหนึ่งลอยซัดเข้าหา อาร์กัสจำได้ดีว่าพวกเขาคือเหล่าผู้พิทักษ์แห่งป้อมปราการ ผู้เชี่ยวชาญการรบในพื้นที่จำกัดและพิทักษ์เขตแดน ทักษะรบของภาคีนี้ดุดันราวสัตว์ป่าหวงถิ่น และแม้จักรวรรดิจะมากด้วยอาวุธยิงระยะไกล แต่เหล่าอัศวินเกราะเหลืองเหล่านี้กลับชื่นชอบการใช้กรงเล็บจักรกลและขวานศึกเสียมากกว่า
“ขอสัจธรรมแห่งมนุษย์จงรุ่งเรือง” อาร์กัสกล่าวทักทาย
ก่อนที่หนึ่งในกลุ่มนั้นซึ่งดูออกได้ทันทีว่าเป็นผู้บังคับหมวดจะเดินก้าวออกมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของผู้ตรวจการหนุ่ม
ชายผู้นั้นชำเลืองมองข้ามผ่านหัวไหล่ของอาร์กัสไปยังผู้ตรวจการอีกคนด้วยท่าทีครุ่นคิดก่อนจะทักทายผู้ตรวจการหนุ่มตรงหน้ากลับ
"ขอสัจธรรมแห่งมนุษย์จงรุ่งเรือง" หัวหน้าหมวดผู้นั้นกล่าวทัก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความแข็งกระด้างของผู้กรำศึกมานาน ก่อนแจ้งหน้าที่ของตนให้แก่ผู้มาเยือนทั้งสองทราบ
"พวกข้าได้รับหน้าที่นำชิ้นส่วนของผู้ทรยศไปส่งมอบ" เขาชี้ปลายนิ้วโลหะสีเหลืองสดไปทางโลงศพสีซีดที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือระดับพื้น
"ส่วนพวกท่านมีภาระอื่นที่ต้องจัดการ เหล่าภคินีพยากรณ์หมายจะพบพวกท่านทั้งสอง พวกนางกำลังรออยู่บนห้องยุทธการ"
ผู้ตรวจการทั้งสองพยักหน้าพลางเลื่อนมือขวาขึ้นประสานบริเวณอกข้างซ้ายรับคำ
เสียงกลไกลั่นดังก่อนประตูวิหารเหล็กจะปิดลงเบื้องหลังพร้อมเสียงกระแทกทึบต่ำ
ทางเดินทอดยาวเบื้องหน้าถูกส่องด้วยแสงไฟสีขาวซีดเป็นช่วง ๆ เงาของผู้ตรวจการทั้งสองทอดยาวไปตามพื้นโลหะที่เต็มไปด้วยรอยขูดขีดจากรองเท้าเกราะของผู้คนหลายยุคสมัย กลิ่นโลหะเย็นและน้ำมันเครื่องยังคงคละคลุ้ง ไม่ต่างจากภายในวิหาร
บางจุดสลักลายด้วยอักขระโบราณและคราบเทียน
อาร์กัสก้าวเดินเงียบ ๆ อยู่ข้างหลังสหายร่างใหญ่ นิ้วมือของเขาขยับเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ ก่อนจะกำเข้าหากันแน่น
และเมื่อเสียงฝีเท้าของพวกเขาห่างออกจากประตูวิหารพอสมควร
“นี่!” อาร์กัสเป็นฝ่ายทักขึ้นก่อน
ท่าทีนั้นทำเอาสหายร่างยักษ์ชะงักไปชั่วขณะ เขาพุ่งปราดเข้ามาเบื้องหน้า เพื่อมองให้แน่ใจด้วยตาตัวเองว่าสหายที่ยืนอยู่ตรงหน้ากำลังพูดจริง ๆ
“ม..มีอะไรงั้นรึ!?” เสียงสังเคราะห์ของชายร่างใหญ่ขาดห้วงไปด้วยความตื่นตะลึง ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นว่าในมือของสหายร่วมภาคีกำลังบีบบางสิ่งจากบ้านเกิดเอาไว้
สร้อยสีทองเส้นนั้นส่องประกายวับท่ามกลางแสงน้อยนิดของโถงเหล็ก วาร์กัสเข้าใจในทันทีว่าท่าทีที่แปลกไปนี้มีสาเหตุมาจากสิ่งใด
“ระหว่างที่ข้าอยู่ในเครื่องพยุงชีพ เจ้าได้แจ้งเรื่องนี้ต่อภาคีหรือไม่” น้ำเสียงของอาร์กัสสงบนิ่ง ทว่าเนื้อเสียงกลับแฝงไว้ด้วยความฉงนปนขุ่นเคือง
วาร์กัสไม่ตอบ…เขานิ่งไปครู่ในขณะที่ขยับเข้าใกล้ พลางเยื้องแขนขวาขึ้นวางเหนือไหล่อีกฝ่าย
“ฮึ...ฮ่าฮ่าฮ่า... ที่เจ้าหน้านิ่วมาตั้งแต่ออกจากอัลตรัส ก็เพราะเจ้าสร้อยเส้นจิ๋วเนี่ยหรือ” เขากล่าว ก่อนผละมือออก ก่อนชี้ไปที่ดวงตาสีเหลืองคมดุจสัตว์ป่า “ไม่หรอก ตาข้างเดียวของข้ามันพร่ามัวจากแรงปะทะ” วาร์กัสกล่าวอย่างมั่นใจ ก่อนจะหายลับไปจากมุมมืดของทางเดินโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้เอ่ยสิ่งใดต่อ
และคำตอบของวาร์กัสนั้น...มันโกหกอยู่แล้ว
เขามั่นใจได้จากทักษะที่ผ่านการขัดเกลามาเป็นอย่างดีเพื่อจับคำลวงที่พวกปีศาจใช้งาน ทว่าดูเหมือนวาร์กัสก็จะรู้เรื่องนั้นและเขาก็ดูมิได้แยแสต่อท่าทีของสหายร่วมภาคีสักเท่าใดนัก
เขาเก็บสร้อยกลับเข้าไปใต้ช่องแผ่นเกราะและก้าวเดินตามไป
.
.
.
ไม่นาน ทั้งคู่ก็มาถึงหน้าห้องยุทธการ
ประตูเหล็กหนาทรงโค้งเลื่อนเปิดออกด้านข้าง หลังจากเทวาน้อยประจำธรณีประตูใช้ม่านตากลมโตของมันสแกนผู้มาเยือนทั้งสองจนพอใจ แสงนวลอ่อนก็พรั่งพรูออกมาจากภายในทันทีที่บานประตูกางออกจนสุด
แสงนั้นอาบไล้ไปทั่วชุดเกราะสีดำสนิทของทั้งสอง สัมผัสวาบอุ่นที่ซึมผ่านชั้นเซนเซอร์บนผิวเกราะบอกให้รู้ว่ามันเพียงพอจะขับความหนาวเย็นของสถานีเหล็กให้ถอยร่นไปจนหมด
ภายในคือห้องทรงกลมขนาดใหญ่ เพดานสูงลิบ รองรับชีวิตของนายทหารและเหล่าขุนนางผู้บัญชาการชั้นสูงอยู่นับร้อย ร่างในชุดเครื่องแบบหลากสีสันเรียงรายไปตามระเบียงชั้นต่างระดับรอบผนังห้องราวกับชั้นธรรมาสน์ในมหาวิหาร
ณ ใจกลางห้อง ภายในม่านพลังโปร่งใสซึ่งแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คือผู้บังคับหมวดแห่งภาคีบัลลังก์โลหิตอีกนายหนึ่งกำลังว่าความอย่างเคร่งขรึม นิ้วมือหุ้มถุงมือโลหะสีเหลืองของเขาชี้ไปยังแผนที่ดวงดาวโฮโลกราฟิกที่ลอยสว่างอยู่เหนือแท่นควบคุม
ริมฝีปากของเขาขยับไม่หยุด ทว่ามิได้มีเสียงใดลอดผ่านเขตแดนนั้นออกมาแม้เพียงแผ่วเดียว...
และที่เลยถัดไปอีกฟากของโต๊ะนั้น คือนักบวชหญิงในชุดคลุมซึ่งเนื้อผ้าสีดำด้านไร้ลวดลายของมันแทบไม่สะท้อนแสงใดกลับมาจนบางคราดูราวกับการมีอยู่ของพวกนางไม่อาจรับรู้ได้ด้วยตาเปล่า และเป็นเรื่องยากที่จะเห็นพวกนางออกมานอกเขตปกครองหลักของดาวโพรมีธีอุสเช่นนี้ แต่ตอนนี้แน่ชัดแล้วว่าทั้งสามนั้นกำลังสงบนิ่งใบหน้าเรียบตึงใต้ผ้าคลุมสีเดียวกับตัวชุดที่ปกปิดจนมิด
ผู้ตรวจการทั้งสองก้าวเข้าใกล้ ก่อนจะต้องชะงัก เมื่อเงาร่างบางหลุดแทรกออกมาจากชายผนังเหล็กด้านข้าง ยืนขวางอยู่เบื้องหน้าพร้อมมีดสังหารส่องประกายวาววับในมือ
พวกนาง คือนักฆ่าผู้รับใช้เหล่าภคินี—ฮัชชาซิน อาร์กัสแทบไม่ทันรู้เลยว่าพวกนางเข้ามาตอนไหน สิ่งแรกที่รับรู้ได้กลับกลายเป็นแรงกดเย็นเฉียบของคมมีด ที่จ่อตรงอยู่บริเวณคอหอยของทั้งคู่
"หยุดก่อน.." เสียงประสานหนึ่งดังขึ้นจนมือสังหารทั้งสองหยุดคมมีดห่างจากช่องว่างใต้หมวกเกราะไม่ถึงนิ้ว ภคินีผู้หนึ่งก้าวออกมาจากม่านพลังงานนั้น
"ลดอาวุธของท่านเสีย" ต้นตอเสียงประสานนั้นมาจากคนเพียงผู้เดียว และเสียงนั้นก็ราวกับมีอำนาจบางอย่างซึ่งทำให้วาร์กัสลดกรงเล็บสีทองวาววับกลับเข้าไปในถุงมือ
ทว่า สิ่งที่ทำให้ภคินีนางนั้นต้องประหลาดใจ คือมีดพกซ่อนเล่มน้อยที่ยังคงจ่อค้างอยู่ที่คอหอยของมือสังหารสาว—ซึ่งเจ้าของก็คือผู้ตรวจการอาร์กัสเอง เขาชักมันออกมาทันที โดยที่สายตายังแทบจับภาพพวกนางไม่ทัน... มันเป็นไปโดยสัญชาตญาณ
"ได้โปรด.." ภคินีนางนั้นลดระดับเสียงลงจนกลายเป็นคำวิงวอน อาร์กัสเลื่อนสายตาไปมองสหายร่างใหญ่ซึ่งก็ดูงุนงงกับท่าทีของตัวเอง ทว่าผู้ตรวจการหนุ่มก็ยอมทำตาม
มีดพกเล่มน้อยถูกเก็บกลับเข้าที่ในขณะที่เขาเดินตามนักบวชสาวเข้าไปในม่านพลัง
“ทำไม ‘นาวักตะ’ ถึงใช้กับเจ้าไม่ได้ผล” น้ำเสียงของนางอู้อี้จนแทบจับความไม่ได้ จากภายใต้ผ้าโพกศีรษะที่พันวนจนรอบ—หากแต่ความสับสนในคำถามนั้นกลับชัดเจนยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
"นาวักตะ มันคืออะไร" อาร์กัสหยุดเดิน
"โอ้ ท่านคงหูฝาด ข้าหมายถึง…ไยท่านจึงไม่แยแสต่อคำปรามของนาง"
ไม่ใช่ เขาหูไม่ฝาดแน่—อาร์กัสคิด ‘นาวักตะ’ ไม่ว่ามันจะคืออะไร แต่วิชาประหลาดนั่นร้ายแรงถึงขนาดสะกดคนอย่างวาร์กัสได้ย่อมเป็นอันตรายอยู่แล้ว “สงสัยนางจะพูดไม่ชัดกระมัง” เขาตอบก่อนเดินจากไป แม้จะยังครุ่นคิดถึงเหตุและผลของพลังนั้น
แต่สำหรับตอนนี้...คงต้องปล่อยไปก่อน