ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ
ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค,แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Forever Crusade ศาสนสงครามในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ
บทปฐมกาลแห่งผู้รอด ฉบับตีพิมพ์ที่ 211
มีคำกล่าวขานว่า—สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะพินาศด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง
นั่นคือถ้อยคำที่บรรพชนผู้หลงผิดเคยยึดถือ…จนกระทั่ง การมาถึงของพวกมัน
บันทึกใน คัมภีร์ปฐมกาลเก่า เล่าว่าในห้วงเวลาที่เหล่าผู้บูชาสิ่งลวงหลอกเรียกว่า ปี ค.ศ. 1800ทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกเผาผลาญด้วยไฟสงคราม—สงครามที่มนุษย์เชื่อผิด ๆ ว่าเป็น “น้ำพระทัยขององค์ผู้โป้ปดเดิม”
ความหลงงมงายเหล่านั้น แม้เราต่างรู้ดีว่าล้วนเหลวไหลทว่าผลร้ายนั้น จริงแท้ยิ่งกว่าเลือดที่แห้งกรังอยู่บนผืนแผ่นดิน
เพราะเมื่อโลหิตมนุษย์รินหลั่งไม่หยุด…เมื่อเสียงร่ำไห้ของวิญญาณร่วงหล่นสู่ขุมนรกนับศตวรรษสิ่งเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจให้พวกมันปกครองเหนือโลกกายภาพ
และเมื่อเหล่าสานุศิษย์แห่งความโสมมขานรับเป็นหนึ่งเดียว—ประตูสู่นรกก็เปิดออก
กองทัพทั้งเจ็ดย่างกรายขึ้นจากขุมนรกไร้การแจ้งเตือนไร้ผู้ส่งสารทั้งสี่ไร้เสียงแตรสังข์ไร้ “การเสด็จมา” ของเทพเจ้าจอมลวง
มีเพียง ความเงียบงันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลกทั้งใบ
แม้มนุษย์หลายคราพยายามตีโต้กลับแต่สุดท้ายก็จำต้องถอยร่นหอบซากความหวังลงไปซ่อนตัวในโลกเบื้องล่างปล่อยให้พื้นผิวกลายเป็นสนามเด็กเล่นของปีศาจอยู่นับร้อยปี
ทว่า—มนุษย์ไม่เคยรอดมาเพียงด้วยความฉลาดหรือความโหดร้ายหากแต่เพราะ สัญชาตญาณการอยู่รอดซึ่งถูกประทับไว้ในโลหิตของเราแต่กำเนิด
เมื่อการทะเลาะวิวาทแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือวิทยาการก็ผลิบานดั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ
และแล้ว มันก็ถูกค้นพบ—โอริคัลคุมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ อาพิษร้ายต่อเหล่าปีศาจซ่อนตัวอยู่ในโพรงลึกของโลกเบื้องล่างโดยชายผู้หนึ่ง…ผู้ซึ่งโลกต่อมาเรียกขานว่าพระมหาจักรพรรดิแห่งมวลมนุษยชาติ
พระองค์เสด็จมาพร้อมเหล่าผู้ติดตามอัศวินผู้ไถ่บาป—เทวทูตสงครามซึ่งร่างกายและโลหิตถูกชุบด้วยโอริคัลคุมเพื่อเป็นคมดาบแห่งพระหัตถ์
และเมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชูขึ้นสงครามครูเซดครั้งใหม่ก็ถือกำเนิด
แม้พระองค์จะตีโต้จนทวงคืนแผ่นทวีปยูเรเซียได้กว่าครึ่งแต่ศัตรูนั้นมากล้นเกินกำลังพลอัศวินผู้ไถ่บาปมีจำนวนเพียงหยิบมือไม่พอจะกวาดล้างคลื่นปีศาจที่ไม่รู้จบสิ้น
“พวกเราสูญเสียมามากเกินไป…”
นั่นคือดำรัสซึ่งถูกจารลงกลางหัวใจจักรวรรดิและด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงยอมสละพระวรกายเป็น ป้อมปราการท้ายสุดเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษยชาติหลบหนีผ่านเส้นทางพลังงานโกลาหลที่ฉีกกาลอวกาศออกเป็นรอยแยกสู่ดินแดนใหม่
เส้นทางแสวงบุญนั้น ให้คุณและให้โทษผู้ที่อ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายอันน่าเวทนาแต่ผู้ที่เข้มแข็ง—กลับได้รับพรจากพระองค์ให้ควบคุมพลังโกลาหลและผันมันให้กลายเป็น พลังจิต
และประจักษ์ชัดแล้วว่ามนุษยชาติรอดพ้นการล่มสลายเพราะ การเสียสละเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์
ดังนั้น—เราชาวจักรวรรดิฮิลเลริออสจึงขอสาบานด้วยโลหิตและลมหายใจว่า
สักวันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมาและจะทรงนำพาพวกเรายาตราทัพกลับไปทวงคืนมาตุภูมิในนามแห่งพระมหาจักรพรรดิและจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์ของพระองค์
ย่อหน้าหนึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งศาสนจักรมนุษย์
หมายเหตุผู้เขียน
นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัล มิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากแฟรนไชส์/จักรวาลใดโดยตรง
แต่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว dark sci-fi / สงครามศรัทธา / สมรภูมิสนามเพลาะ ในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่อง
ทั้งหมดในเรื่อง — ตัวละคร เหตุการณ์ และชื่อดวงดาว — ถูกแต่งขึ้นใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิและศาสนจักรในแบบของผู้เขียนเอง
ผนวก A อัปเดตประจำวันที่ 5.1.26
นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟแฟนตาซี ที่มีธีมโลกอยู่ในยุคอณาคต จะไม่ใช่แนวไซไฟจ๋า ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีกลไกเป็นหลัก แต่จะเล่นเรื่องราวของ มนุษย์ และความเป็นมนุษย์มากกว่า พล็อตเรื่องมีการวางเอาไว้จนจบแล้วเพราะงั้นมั่นใจว่าจะไม่หายไม่ดอง และจะอัปเดตทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสองตอน ไม่เกินช่วง 18.00-19.30น. ตามเวลาประเทศไทยของ วันเสาร์และอาทิตย์
ช่วงองค์หนึ่งจะเป็นการปูซะส่วนใหญ่ จึงอาจเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อค่อนข้างมาก และศัพท์เฉพาะที่ทั้งแต่งขึ้นและยืมมาค่อนข้างเยอะ แต่สัญญาว่าไรท์จะทำหมวดคำอภิธานศัพท์ ฉบับภาษามนุษย์เข้าใจให้แน่นอนครับ
และขอบคุณทุกท่านที่แค่ผ่านเข้ามาแวะเวียนและเข้ามาอ่านเอาไว้ ณ ที่นี่
Spoiled Lotus
“เมื่อดาราดับแสงสิ้นศรัทธาแลทูตสวรรค์มินำพาซึ่งความหวัง
เหลือเพียงเหล็กและเลือดเป็นพลัง
กู้ซากพังสร้างบัลลังก์ด้วยมือเรา”
…ศักราชมนุษย์ ปีที่ 10041
อีกสิบวินาทีจะออกจากเส้นทางแสวงบุญ…
เสียงสังเคราะห์ราบเรียบถูกกระจายไปทั่วโถงโลหะสีซีด ผ่านปากทรงกลมของเครื่องจักรรูปร่างเทวาตัวน้อย ที่กำลังขยับปีกปูนปั้นของมันอย่างเก้งก้างอยู่กลางอากาศ
ส่วนหัวถูกแทนที่ด้วยกะโหลกโลหะครอบทับลำโพงพลังจิตไซออนนิค รับสัญญาณมาจากสะพานเรือของยานอวกาศลำโตแห่งคณะผู้ตรวจการ กำลังอธิบายถึงการสิ้นสุดกระบวนการเดินทางไกลข้ามทะเลดารา สู่ที่หมายของมัน
เสียงสวดบริกรรมคาถาดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งนาวาเหล็ก ก่อนที่ยานทั้งลำจะสั่นอย่างบ้าคลั่ง เทวาน้อยบางตัวไม่อาจทรงตัวให้ลอยอยู่ได้ ร่วงกระแทกลงบนพื้นเหล็ก
เช่นเดียวกับกะลาสีที่ยังไม่ชำนาญการ หลายคนส่งเสียงกรีดร้องระงม บ้างก็ล้มลงไปกองกระแทกกับพื้นยาน
“ความเสียหายรวม 29 เปอร์เซ็นต์”
เสียงสังเคราะห์ยังคงดังแทรกออกมาจากเทวาตัวน้อยที่นอนหมอบอยู่บนพื้น เล่าบอกถึงความเสียหายของตัวยาน จากการกระโดดออกจากเส้นทางแสวงบุญอย่างกะทันหัน
ต่างออกไป…
ณ หอสูงตระหง่านของสะพานเรือ ที่ทอดมองสู่ดาวเคราะห์สีอำพันดวงยักษ์เบื้องหน้า บรรยากาศบนนั้นนิ่งสงบ มีเพียงเจ้าหน้าที่และนักบวชผู้ชำนาญการเท่านั้นที่ประจำการอยู่
แค่ก…
เสียงไอแรงของชายคนหนึ่งตัดผ่านห้วงความเงียบของห้องบัญชาการ เจ้าของเสียงนั้นคือ “ผู้ชี้ทาง” บนแท่นสารถีที่ประดับไปด้วยเทียนไข และกระดูกของนักบวชวายชนม์คนก่อนหน้า
เลือดสีสดไหลเยิ้มซึมออกมาจากปาก และดวงตาที่ถูกผ้าปิดสนิท ทว่ามือผอมแห้งยังคงกำแน่นอยู่ในท่าสวดภาวนาไม่ยอมคลาย
“เจ้ายังไหวหรือไม่ บุตรแห่งผู้ชี้นำ”
เสียงของผู้บัญชาการนาวาเหล็กดังทัก น้ำเสียงนั้นไม่ใช่เพราะความอาทร หากแต่แข็งกร้าวและเคร่งครัด
บัลลังก์ของผู้บัญชาการนั้นใหญ่โต เช่นเดียวกับร่างกายของเขาที่ถูกผูกติดกับมันด้วยท่อรับ–ส่งข้อมูลหลายร้อยเส้น เชื่อมตรงเข้าสู่สมอง ส่งภาพทุกภาพที่กล้องทุกตัวในยานมองเห็นได้ เข้าไปยังจิตของเขาโดยตรง
ผู้บัญชาการขยับศีรษะเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเด็กใหม่บางนายปวกเปียกเกินไป สำหรับการเดินทางผ่านเส้นทางแสวงบุญครั้งแรกของพวกมัน
“เหมือนยานของข้าจะเสียหายเล็กน้อย หวังว่าที่หมายของเราจะมีนายช่างเก่ง ๆ นะ”
ผู้บัญชาการกล่าวขึ้นกับเจ้าหน้าที่ตรวจการสองนาย ที่ยืนขนาบข้างอยู่ในชุดอัศวินผู้ไถ่บาป แห่งกองผู้ตรวจการ
“แน่นอนอยู่แล้ว มาตุภูมิเกิดของเจ้าหน้าที่อาร์กัสนั้น ปราดเปรื่องเรื่องเครื่องยนต์กลไกนัก”
เสียงสังเคราะห์แหบแตกแต่ฟังดูเป็นมิตร ลอยออกมาจากหน้ากากเกราะเหล็กของผู้ตรวจการร่างใหญ่กว่า อีกนายที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้าง ๆ เพียงมองลอดช่องมองเห็นตรงไปยังดาวเคราะห์เบื้องหน้าเท่านั้น
“เจ้าพูดมากไปแล้ว วาร์กัส”
ผู้ตรวจการอาร์กัสทิ้งคำไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหันหลังเดินออกจากสะพานเรือไปอย่างรวดเร็ว
วาร์กัสยักไหล่ที่คลุมทับแผ่นเกราะด้วยผ้าคลุมนักบวชสีแดงสด ตัดกับชุดเกราะสีดำสนิทตกแต่งด้วยเขี้ยวและขนของสัตว์นักล่าจากดาวบ้านเกิด ให้กับผู้บัญชาการบนบัลลังก์สั่งการ
“ช่างมันเถิด ท่านวาร์กัส ข้าไม่ถือโทษหรอก ยานเราจะจอดรอที่ท่าเทียบบนดวงจันทร์อีกสองอาทิตย์เพื่อซ่อม หวังว่าท่านจะกลับมาทันตามกำหนดนะ”
“หวังว่านายช่างที่ท่านว่า จะเก่งจริง”
ผู้ตรวจการในชุดเกราะหนาหนักพยักหน้ารับ ก่อนจะหมุนตัวเดินตามสหายร่วมภาคีของเขาออกไป
.
.
รองเท้าเกราะหนากระทบพื้นยานดังเป็นจังหวะอย่างเที่ยงตรง ราวเข็มนาฬิกาตีบอกเวลา เมื่อผู้ตรวจการอาร์กัสย่ำลง ส่งเสียงก้องไปทั่วโถงทางเดินยาว
แววตาภายใต้หมวกเกราะทรงอัศวินวูบไหวท่ามกลางแสงสลัว ตัวยานนั้นได้รับความเสียหายจริง บางช่วงมีสายไฟและท่อลำเลียงร่วงพาดลงมา พร้อมประกายไฟแตกเป็นระยะตามรายทาง
เหล่านักบวชและนายช่างกำลังง่วนกับการยกสายไฟที่หนักกว่าน้ำหนักตัวของพวกเขาให้เข้าที่เข้าทาง บ้างก็หยุดมือแล้วทำความเคารพเมื่อเขาเดินผ่าน
แต่สำหรับอาร์กัส พวกเขาเป็นเพียงเงาคนที่เลือนหายไปในมุมมืด เขาเดินผ่านอย่างไร้แยแส ราวภูเขาน้ำแข็งล่องไปกลางทะเลเปิด
ไม่นาน สหายร่วมวิถีก็มาถึง เมื่อถุงมือโลหะของวาร์กัสทุบลงบนไหล่เรียกสติผู้ตรวจการหนุ่มให้หันกลับมา
ตอนนี้ทั้งสองหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าประตูเหล็กบานยักษ์ สูงเลยศีรษะพวกเขาไปอีกหลายเมตร จนกะลาสีที่คอยอำนวยความสะดวกดูราวกับเด็กน้อยเมื่อเทียบกัน
“เจ้ามั่นใจนะ... ว่าจะทำงานบนมาตุภูมิเกิดได้”
เสียงแหบแตกจากเครื่องแปลงเสียงของวาร์กัสดังขึ้น ทว่าความเป็นมิตรด้านในกลับหายไป เหลือเพียงแรงกดดันราวสัตว์ร้ายร่างยักษ์ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางเสียงหึ่งของกลไกไฮดรอลิกเบื้องหน้า
ดูพร้อมจะฉีกกระชากผู้ตรวจการหนุ่มเป็นชิ้น ๆ หากพบว่า “ความยึดมั่น” ของเขาสั่นคลอน
ทว่า...
ไม่ทันให้วาร์กัสได้พูดจบ ชายตรงหน้าก็ชักดาบโอริคัลคุมเล่มเงาวับออกจากสลักยึดด้านหลังด้วยความเร็วที่ตามองไม่ทัน—ปลายดาบหยุดนิ่งสนิทจ่ออยู่ใต้คางเหล็กของชายตรงหน้า…ห่างเพียงเส้นผม
“อย่าได้สงสัยในศรัทธาของข้า... ผู้ตรวจการวาร์กัส”
อาร์กัสเอ่ยเสียงเรียบ แววตาภายใต้หน้ากากไร้ซึ่งความลังเล
“ฮึฮึ... ฮ่า ๆ ๆ!”
วาร์กัสแผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง—สะท้อนก้องไปทั่วโถงเหล็ก จนกะลาสีหลายนายต้องใช้สองมือเล็กจ้อยประคองปิดหูของตนเองไว้
เมื่อนั้นอาร์กัสจึงลดคมดาบลง พร้อมกับที่ถุงมือเหล็กเสริมกรงเล็บของวาร์กัสยกขึ้นถอดหมวกเกราะโลหะออก
ท่ามกลางไอควันจากระบบกลไกที่พวยพุ่ง ก็เผยใบหน้าคมเข้มได้รูปให้เห็นเบื้องหน้าดวงตาคมกริบใต้หมวกเกราะของอาร์กัส
ใบหน้าสีซีดของผู้ตรวจการร่างยักษ์กำลังแสยะยิ้มเย้ยหยันอย่างพึงพอใจ ที่ได้กวนประสาทเพื่อนร่วมงานคนสนิทสำเร็จ
“ฮึ... หากเช่นนั้น ก็เจอกันด้านล่าง”
วาร์กัสพูดจบก็ตบไหล่อาร์กัสเบา ๆ เป็นเชิงหยอก ก่อนจะเดินข้ามผ่านบานประตูยักษ์เข้าสู่กลไกบางอย่าง ที่เริ่มคำรามขึ้นทันทีเมื่อประตูเหล็กหนาปิดลงตามหลัง
เสียงถอนหายใจยาวดังลอดผ่านช่องระบายอากาศของชุด ก่อนที่ผู้ตรวจการหนุ่มจะเหวี่ยงดาบกลับเข้าฝัก
เขายังหวังเสมอว่า คมดาบโลหะศักดิ์สิทธิ์นี้จะมีไว้เพียงเพื่อประหัตประหารเหล่าอาคันตุกะโสมมอย่างพวกปีศาจเท่านั้น
.
.
ภายในห้องนั้น ทันทีที่อาร์กัสวางเท้าลงในตำแหน่งที่กำหนด แขนกลนับสิบข้างก็ยื่นออกจากผนังเช่นเดียวกับเทวาน้อยที่เคลื่อนไหวอย่างเก้งก้าง
มันช่วยถอดหมวกเกราะของเขาออก น็อตทุกตัว สกรูทุกชิ้น และแผ่นเหล็กโอริคัลคุมสังเคราะห์ทุกแผ่น ถูกถอดแยกออกจากเนื้อหนัง แล้วประกอบขึ้นใหม่อย่างเป็นระเบียบในตู้เก็บตรงหน้า ราวภาพสะท้อนของ “ตัวตนอีกด้าน” ที่เขาเป็น
และเมื่อไม่มีชุดเกราะยักษ์ปกคลุม แท้จริงแล้วเหล่าผู้สวมใส่ชุดเกราะผู้ไถ่บาป ก็มีขนาดร่างกายไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไปเท่านั้น
แต่ความเป็นจริงคือ ภายใต้ผิวกายสีซีดของพวกเขาเต็มไปด้วยอวัยวะจักรกลที่ช่วยเชื่อมต่อระบบประสาทเข้ากับชุด จนราวกับแขนขาหรือชิ้นส่วนที่ขยายขนาดเพิ่มออกมาเป็นเนื้อเดียวกันมาแต่กำเหนิด
.
.
เทวาน้อยตัวเดิมบินอย่างเก้งก้างเข้าใกล้ผู้เป็นนาย ก่อนจะส่งผ้าขนหนูผืนนุ่ม ที่ถักทออย่างดีจากดวงดาวหัตถกรรมของจักรวรรดิให้แก่เขา
“เจ้านาย... เจ้านาย... รับไป”
เสียงสังเคราะห์อู้อี้ ฟังไม่ค่อยชัดดังลอดออกมาจากช่องขยายเสียงของหุ่นเทวาตัวน้อย
อาร์กัสรับผ้ามา ก่อนจะดีดด้วยปลายนิ้วเบา ๆ ใส่โมดูลปรับสมดุลการบินของมัน ทำให้เครื่องเล็ก ๆ เสียหลักร่วงลงกระแทกพื้น
“ไว้กลับมา ข้าจะซ่อมเสียงเจ้าให้แล้วกัน”
แววตาคมกริบที่มีประกายแดงเรื่อ ลอบมองร่างเล็กของกลไกแขนขาที่กำลังพยุงตัวจ้ำม่ำของมันลุกขึ้นอย่างเก้งก้าง แล้วเขาก็เผลอยิ้มบาง ๆ ในใจ
“เจ้านาย... ไม่ดี...”
เสียงบ่นอู้อี้ยังดังตามหลังมา
อาร์กัสหันกลับมาจดจ่อยังแผงควบคุมที่ละลานตาไปด้วยปุ่มกด เพียงการขยับมือไม่กี่ครั้ง ระบบต่าง ๆ ก็เริ่มทำงานขึ้นในบัดดล
เชื่อมต่อตัวล็อก... สำเร็จ
ตรวจเช็กสัญญาณ... สำเร็จ
เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนถ่ายโอนข้อมูลข้ามห้องนักบิน... สำเร็จ
“ฝั่งข้าพร้อมแล้ว”
เสียงของผู้ตรวจการคนสนิทดังลอดออกจากช่องสื่อสาร พร้อมกับใบหน้าของเขาที่ลอยขึ้นกลางอากาศในรูปโฮโลแกรม
“อย่าทำเป็นเล่นนัก เรามาทำงานนะ”
“เฮ้อ... เจ้านั่นแหละ” วาร์กัสหัวเราะหึ ๆ “ก็แค่งานตรวจการทั่วไป ได้กลับบ้านสักที เป็นข้าคงดีใจจนโดนเจ้าหาว่านอกรีตไปแล้วล่ะ ฮ่าฮ่า”
มือหนาของอาร์กัสเลื่อนปิดช่องสื่อสารของสหายอย่างรำคาญใจ
บ้าน...
อาร์กัสชะงักไปเมื่อได้ยินคำนี้ เขานิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง สายตาจดจ้องผ่านจอแสดงผลที่ฉายภาพบ้านเกิดของตน ตัดฉากกับทะเลดาราสีดำที่ทอดยาวออกไปสุดสายตา