ในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ
ไซไฟ,แฟนตาซี,แอคชั่น,สงคราม,ดาร์ค,แฟนตาซี,สงครามครูเสด,สงคราม,การเมือง,ไซไฟ,ไซไฟ + ระทึกขวัญ (Science Fiction+Thriller),ไซไฟแฟนตาซี,ไซไฟ-แฟนตาซี,ปีศาจ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Forever Crusade ศาสนสงครามในสงครามที่ศาสนจักรสั่งการและนรกเฝ้ามอง อาร์กัส ไคล์ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลใหญ่ผู้ไร้การเหลียวแล ต้องเดินบนเส้นบางระหว่างหน้าที่กับความจริง เมื่อศรัทธาชี้นำเขาไปสู่บางสิ่ง—ที่อาจช่วยมวลมนุษย์ให้รอด…หรือพามันสู่จุดจบ
บทปฐมกาลแห่งผู้รอด ฉบับตีพิมพ์ที่ 211
มีคำกล่าวขานว่า—สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะพินาศด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง
นั่นคือถ้อยคำที่บรรพชนผู้หลงผิดเคยยึดถือ…จนกระทั่ง การมาถึงของพวกมัน
บันทึกใน คัมภีร์ปฐมกาลเก่า เล่าว่าในห้วงเวลาที่เหล่าผู้บูชาสิ่งลวงหลอกเรียกว่า ปี ค.ศ. 1800ทวีปศักดิ์สิทธิ์ถูกเผาผลาญด้วยไฟสงคราม—สงครามที่มนุษย์เชื่อผิด ๆ ว่าเป็น “น้ำพระทัยขององค์ผู้โป้ปดเดิม”
ความหลงงมงายเหล่านั้น แม้เราต่างรู้ดีว่าล้วนเหลวไหลทว่าผลร้ายนั้น จริงแท้ยิ่งกว่าเลือดที่แห้งกรังอยู่บนผืนแผ่นดิน
เพราะเมื่อโลหิตมนุษย์รินหลั่งไม่หยุด…เมื่อเสียงร่ำไห้ของวิญญาณร่วงหล่นสู่ขุมนรกนับศตวรรษสิ่งเหล่านั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจให้พวกมันปกครองเหนือโลกกายภาพ
และเมื่อเหล่าสานุศิษย์แห่งความโสมมขานรับเป็นหนึ่งเดียว—ประตูสู่นรกก็เปิดออก
กองทัพทั้งเจ็ดย่างกรายขึ้นจากขุมนรกไร้การแจ้งเตือนไร้ผู้ส่งสารทั้งสี่ไร้เสียงแตรสังข์ไร้ “การเสด็จมา” ของเทพเจ้าจอมลวง
มีเพียง ความเงียบงันตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของโลกทั้งใบ
แม้มนุษย์หลายคราพยายามตีโต้กลับแต่สุดท้ายก็จำต้องถอยร่นหอบซากความหวังลงไปซ่อนตัวในโลกเบื้องล่างปล่อยให้พื้นผิวกลายเป็นสนามเด็กเล่นของปีศาจอยู่นับร้อยปี
ทว่า—มนุษย์ไม่เคยรอดมาเพียงด้วยความฉลาดหรือความโหดร้ายหากแต่เพราะ สัญชาตญาณการอยู่รอดซึ่งถูกประทับไว้ในโลหิตของเราแต่กำเนิด
เมื่อการทะเลาะวิวาทแปรเปลี่ยนเป็นความร่วมมือวิทยาการก็ผลิบานดั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณ
และแล้ว มันก็ถูกค้นพบ—โอริคัลคุมแร่โลหะศักดิ์สิทธิ์ อาพิษร้ายต่อเหล่าปีศาจซ่อนตัวอยู่ในโพรงลึกของโลกเบื้องล่างโดยชายผู้หนึ่ง…ผู้ซึ่งโลกต่อมาเรียกขานว่าพระมหาจักรพรรดิแห่งมวลมนุษยชาติ
พระองค์เสด็จมาพร้อมเหล่าผู้ติดตามอัศวินผู้ไถ่บาป—เทวทูตสงครามซึ่งร่างกายและโลหิตถูกชุบด้วยโอริคัลคุมเพื่อเป็นคมดาบแห่งพระหัตถ์
และเมื่อดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชูขึ้นสงครามครูเซดครั้งใหม่ก็ถือกำเนิด
แม้พระองค์จะตีโต้จนทวงคืนแผ่นทวีปยูเรเซียได้กว่าครึ่งแต่ศัตรูนั้นมากล้นเกินกำลังพลอัศวินผู้ไถ่บาปมีจำนวนเพียงหยิบมือไม่พอจะกวาดล้างคลื่นปีศาจที่ไม่รู้จบสิ้น
“พวกเราสูญเสียมามากเกินไป…”
นั่นคือดำรัสซึ่งถูกจารลงกลางหัวใจจักรวรรดิและด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงยอมสละพระวรกายเป็น ป้อมปราการท้ายสุดเพื่อถ่วงเวลาให้มนุษยชาติหลบหนีผ่านเส้นทางพลังงานโกลาหลที่ฉีกกาลอวกาศออกเป็นรอยแยกสู่ดินแดนใหม่
เส้นทางแสวงบุญนั้น ให้คุณและให้โทษผู้ที่อ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายอันน่าเวทนาแต่ผู้ที่เข้มแข็ง—กลับได้รับพรจากพระองค์ให้ควบคุมพลังโกลาหลและผันมันให้กลายเป็น พลังจิต
และประจักษ์ชัดแล้วว่ามนุษยชาติรอดพ้นการล่มสลายเพราะ การเสียสละเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์
ดังนั้น—เราชาวจักรวรรดิฮิลเลริออสจึงขอสาบานด้วยโลหิตและลมหายใจว่า
สักวันหนึ่ง พระองค์จะเสด็จกลับมาและจะทรงนำพาพวกเรายาตราทัพกลับไปทวงคืนมาตุภูมิในนามแห่งพระมหาจักรพรรดิและจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์อันเป็นนิรันดร์ของพระองค์
ย่อหน้าหนึ่งจากบันทึกส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งศาสนจักรมนุษย์
หมายเหตุผู้เขียน
นิยายเรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัล มิได้เกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจากแฟรนไชส์/จักรวาลใดโดยตรง
แต่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากงานแนว dark sci-fi / สงครามศรัทธา / สมรภูมิสนามเพลาะ ในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่อง
ทั้งหมดในเรื่อง — ตัวละคร เหตุการณ์ และชื่อดวงดาว — ถูกแต่งขึ้นใหม่เพื่อเล่าเรื่องราวของจักรวรรดิและศาสนจักรในแบบของผู้เขียนเอง
ผนวก A อัปเดตประจำวันที่ 5.1.26
นิยายเรื่องนี้เป็นไซไฟแฟนตาซี ที่มีธีมโลกอยู่ในยุคอณาคต จะไม่ใช่แนวไซไฟจ๋า ๆ ที่เน้นเทคโนโลยีกลไกเป็นหลัก แต่จะเล่นเรื่องราวของ มนุษย์ และความเป็นมนุษย์มากกว่า พล็อตเรื่องมีการวางเอาไว้จนจบแล้วเพราะงั้นมั่นใจว่าจะไม่หายไม่ดอง และจะอัปเดตทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละสองตอน ไม่เกินช่วง 18.00-19.30น. ตามเวลาประเทศไทยของ วันเสาร์และอาทิตย์
ช่วงองค์หนึ่งจะเป็นการปูซะส่วนใหญ่ จึงอาจเต็มไปด้วยเรื่องน่าเบื่อค่อนข้างมาก และศัพท์เฉพาะที่ทั้งแต่งขึ้นและยืมมาค่อนข้างเยอะ แต่สัญญาว่าไรท์จะทำหมวดคำอภิธานศัพท์ ฉบับภาษามนุษย์เข้าใจให้แน่นอนครับ
และขอบคุณทุกท่านที่แค่ผ่านเข้ามาแวะเวียนและเข้ามาอ่านเอาไว้ ณ ที่นี่
Spoiled Lotus
เพียงพริบตาเดียว ม่านดาราจักรก็แหวกออกเป็นรอยแยก พร้อมกับที่นาวาเหล็กกระโจนข้ามกลับสู่มิติกายภาพสีดำสนิท
เสียงสัญญาณเตือนพร้อมไฟกระพริบสีแดงแล่นไปทั่วทั้งลำ ตัวเรือยังส่งเสียงบิดเสียดแหลมสูงไปตามเส้นสายโครงสร้าง จากแรงฉีกขาดของการเปลี่ยนผ่านการคงอยู่ของมวลสารในห้วงกาลอวกาศ
เสียงนั้นทิ่มแทงราวเสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้คนนับพันที่กำลังลุกไหม้
แข่งกับเสียงบทสวดบริกรรมที่ยังดังไม่ขาดช่วง—บทสวดซึ่งมีอยู่เพื่อปลอบประโลม ‘ดวงใจ’ ของเครื่องกลกำเนิดพลังงานที่กำลังกรีดร้องจนใกล้จุดปะทุ
แจ้งเตือน… ความเสียหายสามสิบเปอร์เซ็นต์
เสียงสังเคราะห์สะท้อนก้องไปตามโครงข่ายทั้งลำ ก่อนจะซ้อนทับกับเสียงสัญญาณเตือนกลายเป็นเสียงหึ่งยาวเดียวที่กดทับลงบนกะโหลกศีรษะ อาร์กัสยันตัวลุกจากราวกั้นเหล็ก หัวใจเต้นแรงจนได้ยินชัดในหู
และเมื่อดวงตาสีทองของเขาเบิกกว้าง ภาพตรงหน้าก็ทำให้ของเหลวในร่างกายเย็นเฉียบตั้งแต่ปลายนิ้วเท้าจนถึงแผ่นหลัง เพราะ!
เด็กทุกคนในห้อง… หันหน้ามาทางเขาในจังหวะเดียวกัน ราวกับมีมือมองไม่เห็นจับคอพวกเขาบิดหมุน ดวงตาของเด็ก ๆ—ทุกคู่—เรืองขึ้นเป็นสีทอง
แสงนั้นไม่สะท้อนจากหลอดไฟ
หากแต่ส่องออกมาจากหลุมลึกสีดำบนใบหน้า ราวกับบางสิ่งจากอีกโลกหนึ่งกำลังก้มมองผ่านเบ้าตาของเด็กเหล่านั้น ทะลวงลึกเข้ามาในหัวจนเขารู้สึกได้ถึง นิ้วมือนับพันที่กำลังไต่คลานอยู่ใต้ผิวหนัง
รู้สึก…ราวกับมีมือเย็นเยียบที่กำลังคลำหาอะไรบางอย่างในก้นบึ้งจิตวิญญาณ แล้วริมฝีปากของทุกชีวิตก็ขยับ—ช้า ชัด เหมือนเครื่องจักรทำงานตรงตามจังหวะเดียวกัน เสียงของพวกมันแตกเป็นพันเสียงก่อนจะหุบรวมกันเป็นเสียงเดียว หนา หนัก ก้องทั้งลำเรือและในหัวของเขาเอง
ชะตาลิขิตแล้ว
ชะตาตัดสินแล้ว
อาร์กัส ไคล์… ต้องตาย
นาวาเหล็กแผดเสียงคำรามไปตามโครงสร้างโลหะ เสียดรับกันดังก้องกลับมาดุดันราวแตรศึกเปิดม่านสงคราม อาร์กัสหลุบหน้ามองต่ำด้วยสัญชาตญาณของความหวาดกลัว แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่มือของเด็กชายวัยสิบปี
…หากแต่เป็นถุงมือโลหะสีดำสนิท นิ้วทั้งห้าชุ่มโชกด้วยของเหลวสีแดงสด
ซึ่งหยดเลือดที่เกาะตัวตามข้อต่อนั้น กำลังสั่นเทิ้มไปพร้อมกับลมหายใจของเขาเอง
สัมผัสอุ่นเหนียวที่ไหลมาแตะปลายรองเท้าทำให้เขาต้องก้มมองต่ำลงไปยังพื้นเบื้องล่าง… มัน!
มิใช่ทางเดินเหล็กของยานลำเลียงอีกต่อไป หากคือกองซากศพในชุดเกราะหนาทึบของพี่น้องร่วมภาคี—นับร้อยนับพันชีวิต
ผู้ร่วมฝึกฝนในนรกเดียวกันกำลังนอนกองทับซ้อนกันอย่างไร้ค่า
เลือดของพวกเขาไหลรินลงสู่ทะเลสีดำเบื้องล่าง และเขา—อาร์กัส ไคล์—กำลังยืนตระหง่านอยู่บนกองศพเหล่านั้นในเกราะผู้ไถ่บาปของเหล่าเด็กใหม่
“นี่มันอะไรกัน!?” มือโลหะเอื้อมจับหมวกเกราะ ก่อนที่กลไกโลหะจะปลดล็อกพ่นไอจนควันฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งทัศนะสัมผัสของชายหนุ่ม
และเมื่อเขาลืมตา ภาพตรงหน้าก็พลันเปลี่ยนไปอีกครั้ง
.
.
“รับมือ!!!” เสียงทุ้มต่ำฟังดูคุ้นเคยของชายร่างกำยำดังแทรกขึ้นเสียก่อนที่หมอกควันจากการถอดหมวกเกราะจะจางหายไป ทว่าเมื่อทัศนะวิสัยปลอดโปร่ง เขากลับพบว่าตนกลับมาอยู่ ณ ลานประลองดาบอันขนาบข้างด้วยสถาปัตย์เปิดโล่งของตระกูลไคล์…… และที่เบื้องหน้า
ลอร์ด เอสเคอร์วีล กำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว ซึ่งมันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงที่ตัวเขาจะยกดาบขึ้นปัดป้อง
ทว่า… เรี่ยวแรงและความเร็วที่มั่นใจกลับระเหิดหายด้วยวงแขนและอุ้งมือเล็กจ้อยที่สั่นเทิ้ม
ก่อนที่แรงกระแทกอันมหาศาลจากคมดาบไม้จะส่งร่างผอมบางของอาร์กัสลอยกระเด็นตกไปไกลอีกกว่าสองช่วงตัว
“ฮึ่ยย…!!” อาร์กัสพลิกตัวกลับ—กวัดแกว่งคมดาบไม้ไปในอากาศอย่างไร้ทิศทาง
ทว่าเมื่อดวงตาของเขาเบิกขึ้นอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างก็หายไป
ไม่มีดาบในกำมือ ไม่มีศัตรู ไม่มีศพของพี่น้อง
มีเพียงความมืด… และภาพของตัวเขาที่โอบล้อมสะท้อนอยู่รอบกาย ในวัยผู้ใหญ่
เปลือยเปล่าล่อนจ้อนจนเห็นผิวกายซีดขาวอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลจากคมกระสุนและการผ่าตัด
อาร์กัสไม่เข้าใจต่อสิ่งตรงหน้า ได้แต่เดินย่ำผ่านช่องทางแคบ ๆ ผ่านบานภาพเหล่านั้น
และสัมผัสหยาบละเอียดใต้ฝ่าเท้า
“ทรายอีกแล้วรึ!”
แต่เขาก็ยังคงก้าวต่อ
ทุกย่างเหยียบลงบนผืนทรายเถ้าธุลีที่ทอดยาวไม่สิ้นสุด ราวกับไม่ว่าจะแตะลงที่ใดก็มีแต่เสียงบางอย่างพังทลายในก้นบึ้งจิตใจของตนเอง
จนกระทั่ง…
บางสิ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
กระจกอีกบานหนึ่ง ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางความมืด สะท้อนเงาร่างของเขากลับมาเช่นทุกครั้ง ทว่า… คราวนี้ในเงาสะท้อนนั้น มิได้มีเพียงเขา
หากยังมี “ใครอีกคน” ยืนอยู่เบื้องหลัง
ภาพของสตรี!
นางเปลือยเปล่าไร้สิ่งใดปกปิด ราวกับรูปสลักที่ถูกปลดแอกออกจากหินผา กำลังยืนจ้องมาทางอาร์กัสอย่างนิ่งงัน แววตาเต็มไปด้วยการพินิจพิเคราะห์ มากกว่าความเขินอายหรือยั่วยวนแบบที่มนุษย์รู้จัก
ผิวเนียนขาวของนางขับแสงราวไข่มุกเนื้อดีบนจานบูชาศักดิ์สิทธิ์ ดวงหน้าได้รูปอ่อนช้อยเยี่ยงสตรีชั้นสูงจากยุคโบราณ กล้ามเนื้อและส่วนโค้งของเรือนกายล้วนสอดประสานกันจนสมบูรณ์แบบ ราวกับงานปั้นที่ช่างสลักจากมาตุภูมิเก่าเคยถวายไว้ในวิหาร
เรือนผมสีบลอนด์ทองยาวสลวยหล่นลงมาปิดอกอ่อนจากสายตา ดั่งผ้าม่านของพิธีกรรมที่ปิดบัง “สิ่งซึ่งไม่ควรถูกมองเห็น” หากแต่สิ่งที่ดึงดูดให้เขาก้าวเข้าใกล้นั้น กลับไม่ใช่เรือนกาย
หากเป็นดวงตากลมโตสีทอง ที่ทอแสงระยับลึกลงมาในเงามืด… และฉายเงาวาววับกลับเข้ามาใน “วิญญาณ” ของเขาเอง
เพียงสบตา แสงนั้นก็ปลุกบางสิ่งที่เขาไม่รู้จักชื่อให้ตื่นขึ้น บางสิ่งที่เขาเคยเชื่อว่าถูก ‘จุติใหม่’ ทับถมจนมอดดับไปแล้วในวันพิธีกรรม
และเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ร่างของเขาก็หยุดอยู่เบื้องหน้านางแล้ว—ใกล้เสียจนลมหายใจของทั้งสองแทบจะสัมผัสกัน
มือหนาเลื่อนไล้ไปตามส่วนโค้งของเงาในกระจก ราวกับจะยืนยันว่าร่างนั้นมีตัวตนอยู่จริง ก่อนจะขยับขึ้นไปประคองปลายคางงามให้เชิดขึ้น บังคับให้ดวงตาทองคำคู่นั้นต้องมองตอบเขาโดยตรง
“เจ้า…เป็นใครกัน” อาร์กัสเลื่อนใบหน้าเข้าใกล้ ในขณะที่สตรีนางนั้นกลับขยับกายเล็กน้อย ให้ส่วนหน้าของทั้งสองแนบชิดกันยิ่งกว่าเก่า จนเขาได้กลิ่นอายจาง ๆ ระหว่างผิวเนื้อของทั้งสองที่ผสานกัน
ความร้อนวาบแล่นขึ้นจากท้ายทอย ลามลงมาถึงกลางอก ตามเส้นทางที่เรือนกายของเธอแนบประสานกับเขา ความรู้สึกที่เขาเชื่อว่าควรตายไปพร้อมกับ “ความเป็นมนุษย์” ในตัวเอง… พลันหวนกลับมาอย่างดื้อดึง
มือของเขาขยับ… แซงหน้าการตัดสินใจของสมอง
“ข้าถามเจ้าอยู่… ตอบมา” เสียงต่ำของเขาแผ่วลงแต่หนักแน่น “เจ้าขี้ข้า…ของ แอสโมเดียส”
มือหนาเลื่อนต่ำลง กำรัดเข้าที่ลำคออีกฝ่ายแน่น เชิดให้ใบหน้างามเข้ามาใกล้จนแทบจะยึดติดกับเขา “คิดว่าแค่ร่างอันงดงามของเจ้า จะสั่นคลอนศรัทธาของข้าได้งั้นรึ”
สตรีนางนั้นไม่ตอบ…
แม้แต่แววทองในดวงตาก็ไม่สั่นไหวไปตามแรงบีบรัด มีเพียงสายตาคู่นั้นที่จ้องตอบกลับมาอย่างอาทร—อ่อนโยนเกินกว่าจะเรียกว่าดูหมิ่น แต่ก็แฝงความเมตตาจนดูน่าขยะแขยงในสายตาของผู้ตรวจการมือเปื้อนเลือด
เธอขยับเข้ามาใกล้อีก… ใกล้เสียจนเขาจำต้องถอยกรูด แผ่นหลังเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลจากพิธีกรรมดัดแปลงแนบติดกับผิวกระจกลื่นเย็นด้านหลังโดยไม่รู้ตัว
ริมฝีปากชมพูอ่อนอิ่มได้รูปของนางคลี่ยิ้มบาง—แทบจับสังเกตไม่ได้ หากแต่แฝงแรงดึงดูดที่ไร้คำอธิบาย เมื่อมือเรียวขาวของนางเลื่อนขึ้นแตะสัมผัสร่างของเขาด้วยจังหวะช้า ๆ ราวกับกำลังสำรวจรูปสลักชิ้นหนึ่ง มากกว่าจะลูบไล้เนื้อหนังของชายคนหนึ่ง
เขารู้ดีว่า นี่ควรจะเป็นสัมผัสที่เขาต้องผลักออกไป
แต่กลับไม่อาจขยับตัวได้แม้แต่นิ้วเดียว
ในที่สุดปลายนิ้วเรียวของนางก็จรดอยู่ที่สองแก้มซีดของอาร์กัส นางใช้นิ้วลูบไปตามขอบเบ้าตาของเขาอย่างแผ่วเบา ดุจจะสำรวจขอบภาชนะบาง ๆ ที่ขังเปลวไฟไว้ภายใน
ดวงเนตรสีแดงสดในเบ้าตามนุษย์ตอบสนองด้วยการส่องสว่างจ้า ราวกับเลือดในกายของเขากำลังเดือดพล่าน
และเป็นครั้งแรก… ที่แววตาสีทองของเธอวูบไหวขึ้น แลดูเศร้าสร้อยอย่างจับใจ
ความเศร้านั้นซึมลึกไปถึงศูนย์กลางของตัวเขาเองอย่างรวดเร็ว อาร์กัสผ่อนแรงจากลำคอของนาง ก่อนจะยกมืออีกข้างขึ้น ปาดหยาดน้ำใสที่คลออยู่ตรงมุมหางตาทองคำที่เขาไม่รู้ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด
“เจ้าเป็นใครกันแน่…” เสียงของเขาแผ่วลง “เหตุใดข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยกับเจ้า… ราวกับเคยเอ่ยนามของเจ้ามานับพันครั้งแล้ว”
เขาเลื่อนใบหน้าเข้าใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวของทั้งสองกระทบกันตรงกลางร่องอก
“ท่านยังไม่พร้อมหรอก… ลอร์ดของข้า”
เธอกล่าวตอบเป็นคำแรก
เสียงนั้นสะท้อนก้องในห้วงว่างรอบกาย—บางครั้งอ่อนเยาว์ราวเสียงเด็กสาวเพิ่งแตกเนื้อ บางคราวก็ห้าวลึกดั่งเสียงหญิงชราที่อยู่เหนือกาลเวลา และทุกชั้นของเสียงนั้น… เหมือนกำลังหมุนวนซ้ำไปมาในกะโหลกของเขา
คล้ายบทสวดเก่าแก่ที่เขาไม่เคยได้ยิน… แต่กลับจำท่วงทำนองได้ตั้งแต่พยางค์แรก
เขาไม่รู้ตัวเลยว่าในขณะใด ริมฝีปากของทั้งสองจึงโน้มเข้าหากันอย่างช้า ๆ
จุมพิตแรกนั้นอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ
ทว่าความอ่อนโยนนั้น ก็ค่ อย ๆ แทรกซึมกลายเป็นความโหยหา สายใยบางอย่างที่เขาเองเป็นฝ่ายไขว่คว้าผูกมัดตัวเองเอาไว้ทีละน้อย โดยไม่ทันรู้ตัวว่าศรัทธาที่เขายึดมั่นกำลังหลุดลุ่ยออกจากตะเข็บไปทีละเส้น
ในชั่วขณะที่สติยังลอยคว้างอยู่ในบทเพลงพิธีกรรมแปลกประหลาด ชายหนุ่มพลิกตัว ช้อนร่างของหญิงสาวขึ้นไปแนบกับผิวกระจกใสด้านหลังเหมือนจะตรึงนางเอาไว้กับโลกของเขา ก่อนจะบดจูบลงย้ำรอยรักอย่างไม่ถอดถอน
ฉึก!!
เสียงโลหะฉีกผ่านเนื้อดังแผ่วเพียงครั้งเดียว… แต่กลับดังก้องในหูเขายิ่งกว่าเสียงระเบิดใหญ่ใด ๆ ที่เขาเคยผ่านรบมา
สัมผัสร้อนวาบแล่นตรงจากกลางอกทะลุไปถึงแผ่นหลัง ก่อนที่เรี่ยวแรงทั้งหมดจะทรยศเขาในคราวเดียว
อาร์กัสทรุดฮวบลงไปกองอยู่แทบเท้าของนาง ลมหายใจขาดห้วง กองโลหิตสีสดแผ่ขยายบนพื้นสีดำสนิทรอบกาย
“…เจ้า…ทำแบบนี้…ทำไม”
เสียงของเขาขาดเป็นห้วง คำถามนั้นไม่แน่ชัดนักว่าพูดกับนาง หรือพูดกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง “ชะตา” ของตนเอง
ในหัตถ์ของสตรีลึกลับมีอาวุธบางอย่างคมกริบซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางชักมันออกมาจากที่ใด—มันชุ่มไปด้วยโลหิตของเขา แต่กลับสะท้อนแสงสีทองวาววับราวของโลหะศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในพิธี มากกว่าอาวุธของนักฆ่า
นางนิ่งเงียบอีกครั้ง ก่อนจะใช้ปลายลิ้นเลียคราบเลือดบางส่วนที่เลอะติดริมฝีปากตนเองอย่างแผ่วเบา คล้ายจะย้ำเตือนรสสัมผัสสุดท้ายที่ทั้งสองเพิ่งแบ่งปันกันไปเมื่อครู่ มากกว่าจะชื่นชมเลือดของเหยื่อ
ดวงตาสีทองนั้นยังคงทอประกายลงมาหาเขาเช่นเดิม—ทั้งอ่อนโยน ทั้งเย็นชา และทั้งโหดร้ายในคราเดียว
“ชะตาลิขิตแล้ว”
ริมฝีปากอิ่มเอ่ยช้า ๆ ราวกับกำลังสวดประกาศิต
“ชะตาตัดสินแล้ว”
แสงในดวงตาทองคำเรืองแรงขึ้น และเสียงนั้นก็ก้องสะท้อนจากทุกทิศทางในความมืด
“อาร์กัส ไคล์… ต้องตาย”
ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่ไต่ขึ้นมาจากปลายมือปลายเท้า ผสานกับความแสบปลาบของบาดแผลฉกรรจ์กลางลำตัว สติของอาร์กัสก็ถูกฉีกให้พร่าเลือน เขายังพยายามเอื้อมมือไปไขว่คว้าหานาง ทั้งจากสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า และจากเงาลางเลือนในกระจก
แต่ภาพสุดท้ายที่ติดตรึงในความทรงจำ คือร่างของสตรีนางนั้นค่อย ๆ ก้าวถอยหลัง
ถอยหายเข้าไปในผิวกระจกใส… ที่บัดนี้ไม่สะท้อนเงาของเขา หรือเงาของสิ่งใดกลับมาอีกแล้ว
“และชะตาของท่านกับข้า… จะได้บรรจบกันอีกครั้ง”
เสียงของนางดังแผ่วลงจากที่ใดสักแห่ง ซึ่งไม่ใช่ในห้องนี้ และไม่ใช่ในโลกนี้
“ลอร์ดของข้า”