คืนแรกของการได้ทำงานกะหลังเที่ยงคืน มันทำให้หลี่อี้ได้เห็นว่า โลกที่อยู่อีกฝั่งของคู่ขนานคือสิ่งใด
แฟนตาซี,ชาย-ชาย,ยุคปัจจุบัน,จีน,รัก,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
โรงน้ำชาคุณนายเมิ่งหลังเที่ยงคืน เล่ม 2คืนแรกของการได้ทำงานกะหลังเที่ยงคืน มันทำให้หลี่อี้ได้เห็นว่า โลกที่อยู่อีกฝั่งของคู่ขนานคือสิ่งใด
เรื่องย่อ เล่ม 2
นามปากกา : Kevinth M. PoTae
วาดปก : WALAN
.
หลังจากที่หลี่อี้ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มาได้อย่างฉิวเฉียด หลี่อี้ก็ถูกคุณนายเมิ่งสั่งให้มาอยู่ที่โรงน้ำชาแห่งนี้ แม้จะไม่ยินยอม แต่คงต้องยอมรับปากอย่างเสียไม่ได้
หลี่อี้ต้องมาทำงานหลังเที่ยงคืน และนั่น ทำให้หลี่อี้ได้เห็นร่างจริงของเสี่ยวมู่จื่อ แมวดำตัวน้อยที่ตำหนิหลี่อี้จนหน้าชาเมื่อคราวก่อน รวมถึงความตื่นตา ที่หลี่อี้ไม่คิดว่าจะได้เห็นในชีวิตนี้
.
.
นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของนักเขียน ดังนั้นตัวละคร/สถานที่/เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง จึงถูกสมมุติขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ทุกคำพูด ทุกตัวละครไม่มีอยู่จริง…โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน…
ฝากเป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยการกดไลก์ คอมเมนต์ และกดเข้าชั้นหนังสือด้วยนะครับ
ฝากช่องทางการติดต่อไว้ด้วยนะครับ^^
Threads : mungkorn_kevinth
Twitter : Kevinth_M
Tiktok : kevinth_m.author
Facebook : kevinthm.author
ตอนที่ 14
ข้าไม่เคยรักเจ้ากระต่ายตัวนี้
วันต่อมา
“นี่นายออกไปไหนมา ไหนบอกว่าจะกลับไปเอาของที่บ้านไง ไม่เห็นมีของสักชิ้น แล้วนี่…ทำไมถึงกลับมาช้านักล่ะ?”
“แหม ทู่เกอครับ วันนี้เป็นวันเสาร์นะครับ ผมก็อยากจะออกไปหาอะไรอร่อย ๆ กินบ้าง ไปนั่งเล่นบ้าง อะไรแบบนี้ไงครับ เดี๋ยวหลังหกโมงเย็นผมก็ต้องทำงานอีก ให้ผมได้ผ่อนคลายบ้างสิครับ”
“ช่วงนี้ฉันคงใจดีกับนายมากเลยสินะ นายถึงได้กล้าพูดเล่นกับฉันแบบนี้น่ะ ที่ฉันถามก็เพราะว่าฉันเป็นห่วง กลัวว่าพอคลาดสายตาจากหวังปว๋อ นายอาจจะโดนภูตผีพวกนั้นตามรังควานเอาก็ได้”
“ผมรู้ครับ งั้นผมสัญญาครับ ว่าผมจะระวังตัวให้ดี อีกอย่างผมมีหวังซูอยู่ข้าง ๆ ทั้งคน ผมปลอดภัยแน่นอนครับ”
“หึ เดี๋ยวนี้คงไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ หาอะไรมาปิดหน้าอย่างเมื่อก่อนแล้วสินะ…”
.
.
“ก็คงงั้นครับแต่อันที่จริงฉันก็ยังไม่ได้อยากจะเปิดตัวอะไรหรอกนะ แต่มันมีเหตุนิดหน่อยที่ทำให้ฉันต้องยอมรับความจริงกับหลี่อี้ไปน่ะ”
หวังซูตอบพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย จ้องมองไปยังคนที่กำลังง่วนอยู่กับงานมากมายหลังเคาน์เตอร์ชงชานั้น ทั้งที่วันทั้งวันก็แทบไม่มีลูกค้าอย่างเคย
“เหตุนั้น…งั้นเหรอ เหตุที่ว่าคือเรื่องอะไรกัน?”
“มันมีคนเข้ามาวุ่นวายนิดหน่อยน่ะ แต่เอ้…อันที่จริงก็ไม่ใช่คนหรอก…”
“นายหมายความว่ายังไง มีปีศาจไปก่อกวนที่มหาวิทยาลัยของนายงั้นเหรอหลี่อี้?” เมื่อได้ยินแบบนั้น ทู่เอ๋อเสินก็รีบหันไปถามหลี่อี้ทันทีด้วยความเป็นห่วง
“ก็ไม่เชิงปีศาจหรอกครับ เป็นพวกเทพกึ่งปีศาจน่ะครับ”
“เทพกึ่งปีศาจ?”
.
.
“ก็ใช่น่ะสิ…” หวังซูรีบชิงตอบ
“เป็นเพราะเจ้ากระต่ายจอมจุ้นจ้านนี่เชียว ที่เป็นคนทำให้ความลับที่ฉันปกปิดหลี่อี้เอาไว้นานแสนนานต้องถูกเปิดเผย ไม่อย่างนั้นตอนนี้หลี่อี้ก็คงยังไม่รู้หรอก ว่าแท้จริงแล้วฉันคือใครน่ะ”
“เมื่อกี้นายพูดว่ากระต่ายจอมจุ้นจ้านงั้นเหรอ เอ๊ะนี่…นายกำลังแดกดันฉันอยู่หรือยังไงหวังซู?”
“ฉันไม่ได้หมายถึงนายสักหน่อย…ทู่เอ๋อเสิน แต่ฉันหมายถึงคนนี้ต่างหากล่ะ”
หวังซูผายมือไปด้านหลังเพื่อแนะนำคนที่ตัวเองพามาด้วย ทู่เอ๋อเสินเงยหน้าขึ้น แล้วชะเง้อออกไปเล็กน้อยเพื่อดูว่าคนผู้นั้นคือใคร
“นี่เจ้า…”
“ทู่เอ๋อ…เราทั้งสองไม่เจอกันนานเลยนะ”
เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง กลับออกไปเสีย ไม่อย่างนั้นข้าจะให้คุณนายเมิ่งไล่เจ้าออกไปซะ”
ทู่เอ๋อเสินมีอาการเกรี้ยวกราดจนเกินความจำเป็นไปเสียหน่อย ทำให้หลี่อี้ที่จ้องมองอยู่ ก็ให้นึกสงสัยในท่าทางแบบนั้นขึ้นมา
“ทำไมทู่เกอถึงได้ดูเหมือนไม่ค่อยชอบเยว่หมิงชางเลยล่ะครับ?”
หลี่อี้ตั้งคำถามขึ้นท่ามกลางพายุที่กำลังตั้งเค้า โดยหวังว่าจะมีสักคนหนึ่งให้ความกระจ่างกับเรื่องนี้ได้ แล้วเยว่หมิงชางที่ยืนยิ้มชอบใจอยู่ก็หันมา….
“พอดีว่า ฉันเป็นต้นเหตุทำให้เขาเสียบรรยากาศอันแสนหวานในคืนจันทร์เต็มดวงน่ะ เขาก็เลยโกรธฉันนานสักหน่อย นับร้อยปีเชียวล่ะ”
.
.
“ที่นายบอกว่าทำให้ทู่เกอเสียบรรยากาศ มันต้องเป็นบรรยากาศแบบไหนกัน ที่จะทำให้คนที่ทั้งสุขุมเคร่งขรึมและวางตัวดีอย่างทู่เกอโกรธนายได้มากถึงขนาดนี้?”
“มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันกำลังตามล่าปีศาจนะ วันนั้นฉันบังเอิญผ่านไปยังภูเขาลูกหนึ่ง ข้างกันก็มีหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่แถวนั้น”
เยว่หมิงชางเริ่มเล่า เมื่อถูกเชิญให้ไปนั่งที่โต๊ะซึ่งอยู่ด้านในสุดของร้านโดยเป่าเหลียน เพื่อไม่ให้เกะกะลูกค้าซึ่งอันที่จริงแล้วก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ถึงอย่างนั้น ทู่เอ๋อเสินก็ยังคงสามารถได้ยินในสิ่งที่กระต่ายบนดวงจันทร์ผู้นั้นกำลังพูดถึงตัวเองอยู่ดี
“ก็ทู่เอ๋อน่ะสิ เขากำลังนั่งพลอดรักอยู่กับชายหนุ่มที่เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น แม้จะเป็นชาวบ้านธรรมดา แต่ก็ถือว่ารูปงามทีเดียวล่ะ”
“จริงหรือครับ ว่าแต่เรื่องนี้มันนานแค่ไหนแล้วล่ะครับ?”
“ถ้าฉันจำไม่ผิด ก็น่าจะสักร้อยกว่าหรืออาจจะสองร้อยปีได้แล้วล่ะมั้ง”
“สองร้อยกว่าปี นั่นนานมากเลยนะครับ สมัยนั้นเขายอมรับเรื่องแบบนี้กันแล้วงั้นเหรอครับ?”
“แน่นอนว่าไม่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีนี่นา เอาเข้าจริงสมัยโบราณน่ะ เขาไม่ได้ต่อต้านเรื่องนี้มากเท่าตอนนี้หรอก แค่อย่าเอามาเป็นเมียใหญ่ก็พอ ยุคช่วงไม่ถึงร้อยกว่าปีนี่ต่างหากล่ะ ที่เล่นใหญ่เสียจนฉันเองก็ยังสงสัย แต่ถึงจะอย่างนั้น ก็ใช่ว่าเจ้าคิดจะสุขสมกับใครก็ได้หากเขาไม่ยินยอม ดูอย่างทู่เอ๋อเสินสิ เพราะไปทำอะไรแบบนั้น ถึงได้โดนสั่งประหาร หากไม่แอบไปดูท่านผู้ตรวจการอาบน้ำ ไหนเลยจะต้องจบชีวิตด้วยความน่าอายเช่นนั้นล่ะจริงมั้ย…”
เยว่หมิงชางเล่ายาวเหยียดพลางยิ้มหัวอยู่ในลำคอ แต่นั่นก็ไม่อาจปกปิดความรู้สึกเอาไว้ได้ คนที่อยู่ห่างไปหลายช่วงโต๊ะ ถึงกับอดรนทนไม่ได้ที่จะสาวเท้าเดินมาหาพร้อมกับก้านชงกาแฟที่กำแน่นเอาไว้ในมือ
“นี่เจ้ากำลังพูดถึงข้า ถามข้าหรือยังว่าข้ายินดีหรือไม่?”
ทู่เอ๋อใช้ก้านชงกาแฟด้ามใหญ่ชี้ใส่หน้าของแขกผู้มาเยือน ที่เมื่อมาถึงก็เอาแต่พูดถึงเรื่องแต่เก่าก่อนของทูเอ๋ออยู่ไม่หยุดปาก จนเจ้าของเรื่องเริ่มจะทนไม่ไหว
“ข้าก็แค่พูดความจริงเท่านั้น เจ้าจะโกรธไปทำไมกัน”
“เรื่องจะจริงหรือไม่จริง มันก็เรื่องของข้า แต่สิ่งที่จริงยิ่งกว่านั้นก็คือ เจ้าทำให้คนที่ข้ารักตาย ข้ายังไม่ได้สะสางกับเจ้า เห็นว่าเจ้าเป็นสัตว์เทพของเทพธิดาฉางเอ๋อ ข้าจึงไม่อยากเอาความ”
“ที่เจ้าไม่เอาความข้า เพราะเจ้าตกหลุมรักข้าต่างหากเล่า…”
“นี่เจ้า!!! หน้าไม่อาย ข้าน่ะหรือที่จะตกหลุมรักเจ้า เจ้ามันก็แค่ปีศาจกระต่ายน่าเกลียดน่าขยะแขยงตนนึงเท่านั้น”
“ข้าไม่ใช่ปีศาจ แต่ข้าคือสัตว์เทพของเทพธิดาฉางเอ๋อ”
“จะอย่างไรก็ช่าง แต่ข้าก็จะมองว่าเจ้าคือปีศาจ ต่อให้ครึ่งหนึ่งของเจ้าเป็นเทพ แต่ครึ่งหนึ่งของเจ้าก็คือปีศาจเช่นเดียวกัน”
“นี่เจ้าพูดแบบนี้เจ้าคิดจะต่อสู้กับข้าใช่หรือไม่”
“ก็มาสิ ข้ากลัวเสียที่ไหน!!!”
กระต่ายทั้งสองทำท่าจะสู้กันด้วยสายตาที่ดุดัน หมิงชางที่เดิมทีดูกรุ้มกริ่ม แต่เมื่อถูกดูแคลนก็เริ่มจะไม่พอใจขึ้นมาเช่นเดียวกัน เพราะด้วยสถานะแล้ว ทู่เอ๋อเสินนั้นแม้จะอายุแค่สามร้อยกว่าปี แต่ก็มีสถานะเป็นเทพ การที่จะเรียกเยว่หมิงชางแบบนั้น…ก็ไม่ได้ผิดนัก
.
.
“พวกเจ้าทั้งสองใจเย็นหน่อยเถอะน่า คิดจะต่อสู้กันกลางวันแสก ๆ แบบนี้เลยหรือยังไง?”
ในขณะที่กระต่ายขาวและกระต่ายสีเทากำลังตั้งท่าจะต่อสู้กัน หลิงเซียงที่เพิ่งจะมาถึงก็รีบปรากฏร่างออกมา แล้วห้ามทั้งสองเอาไว้ได้อย่างทันควัน
“หลิงเซียง นี่เจ้าจะมาขวางข้าไว้ทำไม ออกไปเดี๋ยวนี้ วันนี้หากข้าไม่จัดการกับเจ้ากระต่ายปากเสียนี่ ข้าจะไม่ยอมหยุดเป็นอันขาด”
“ข้าน่ะหรือที่ปากเสีย ก็ข้าพูดความจริง ความจริงเช่นเดียวกับที่เจ้าพูดถึงข้า เจ้าเป็นเทพกึ่งปีศาจไม่ใช่หรือ หากข้าจะเรียกว่าปีศาจแล้วมันผิดตรงไหนกัน”
กระต่ายทั้งสองเถียงกันอย่างไม่ยอมความ ในขณะที่หลิงเซียงก็ใช้มือทั้งสองยันหน้าอกของกระต่ายทั้งสองให้ออกห่างจากกันอย่างสุดความสามารถ เท่าที่หญิงสาวคนหนึ่งจะทำได้
ฝ่ายหลี่อี้และหวังซูก็รีบมาดึงตัวของเยว่หมิงชางให้ออกห่างไป ส่วนหวังปว๋อและเป่าเหลียน ก็รีบจับตัวของทู่เอ๋อให้ถอยห่างออกมาเช่นเดียวกัน
“นี่พวกเจ้าคิดจะตีกันไปถึงไหนกัน เจ้าก็ด้วย มีใจให้ทู่เอ๋อจริงหรือเปล่าเนี่ย สีหน้าของเจ้าราวกับจะเอาชีวิตกันอย่างนั้นแหละ ข้าล่ะเหนื่อยใจกับเจ้าจริง ๆ เลย”
“ข้าไม่เคยรักเจ้ากระต่ายตัวนี้ ข้าเกลียด เกลียดมันด้วยซ้ำ มันทำให้คนที่ข้ารักตายไปทั้งคน ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้มันรอดออกไปจากร้านนี้ได้เป็นอันขาด”
“เจ้าก็ใจเย็นลงก่อนเถิด มีอะไรก็ค่อยคุยกัน อีกอย่างเรื่องราวพวกนั้นมันก็ผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว เท่าที่ข้ารู้ คราวนั้นหมิงชางก็ไม่ได้ตั้งใจไม่ใช่หรือ”
ด้วยความโมโหและคุมอารมณ์ไม่อยู่ ทู่เอ๋อหันมองค้อนใส่หลิงเซียงตาขวาง แม้จะเข้าใจในสิ่งที่หลิงเซียงพูด แต่ก็อดที่จะเสียใจไม่ได้
“นั่นคนที่ข้ารักมาเป็นร้อยปีนะหลิงเซียง ตอนแรกข้าก็คิดว่าจะแกล้งลืม ๆ ไปเสีย เพราะคิดว่าอย่างไรก็คงจะย้อนคืนทุกอย่างกลับไปไม่ได้อีกแล้ว…”
ทู่เอ๋อ พูดไปทั้งน้ำตาคลอเบ้า จ้องมองคนที่ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับเรื่องนี้อย่างหมิงชาง ด้วยหัวใจที่เกลียดชังอย่างถึงที่สุดแต่ก็ไม่ได้อยากจะก่อเรื่อง ทู่เอ๋อจึงเดินออกไปจากตรงนั้นในทันที โดยไม่คิดจะหันกลับมามองคนที่กำลังวุ่นวายอยู่ที่ตรงนั้นอีก
.
.