เสียงแว่วคลอยตามลม จะหวนสู่เพลาแห่งโชคชะตา
รัก,แฟนตาซี,ชาย-หญิง,ครอบครัว,ระทึกขวัญ,,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
นิยายชุด ปริญธิดา เรื่อง แว่วพาขวัญเสียงแว่วคลอยตามลม จะหวนสู่เพลาแห่งโชคชะตา
เท้าความนวนิยาย
เรื่อง ปิ่นลดา
คำสาปร้ายจากอัญมณีในป่าที่ผู้เป็นหัวหน้าตระกูลได้นำกลับมาจากป่าลึกครั้งที่ได้รับว่าจ้างให้ติดตามคณะสำรวจเข้าไปยังป่าที่มีขุมสมบัติโบราณมากจะจินตนาการได้นั้น ด้วยเหตุบางอย่างทำให้ตนได้รับกล่องไม้โบราณภายใน ได้บรรจุอัญมณีหลากสีส่องประกายอันสวยงาม
แต่ทว่าในความวิจิตงดงามนั้นเองกลับแฝงไปด้วยคำสาปร้ายที่จะคอยทำร้ายผู้ที่ได้ครอบครอง ด้วยความผิดพลาดของ ธราเทพ ในอดีตที่ตนไม่ได้ตะหนักถึงคำสาปที่ติดมากับอัญมณีด้วยนั้น ธราเทพ ได้ทำเครื่องประดับตามความถนัดของตน แบ่งออกเป็นเจ็ดชนิดภายในตัวเรือนเครื่องประดับ ธราเทพได้ฝังอัญมณีคำสาปร้ายเอาไว้ เนื่องด้วย ณ ตอนนั้นตนคิดเพียงว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่า และได้มอบให้เหล่าลูกๆ ของตนเพื่อเป็นของขวัญแต่งงานที่ตนจะให้เหล่าลูกๆ ได้ในขณะนั้น
แต่แล้วคำสาปก็ได้เริ่มสัมแดงฤทธิ์ หลังจากที่เหล่าลูกๆ ของตนได้รับของขวัญจากผู้เป็นพ่อในพิธีแต่งงาน และได้แยกย้ายไปมีครอบครัวของตน ทำให้ธราเทพ ไม่ได้รับรู้ถึงคำสาปร้ายที่เริ่มทำลายลูกของตนเองทีละนิด จนกระทั่งใช้เวลาหลายสิบปีที่ผู้เป็นพ่อถึงจะรับรู้ความผิดพลาดที่ได้ทำลงไป
ธราเทพ ได้มอบหมายให้หลานข้างกายอย่าง คิรัน ลูกชายของลูกคนสุดท้อง ออกตาหาเหล่าครอบครัวของลูกสาวทั้งหก ของตนที่แยกย้ายในที่ต่างกัน ด้วยความหวังที่ว่าเหตุการณ์จะไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้ จนในที่สุดก็ได้พบกับหนึ่งในลูกสาวของตน นั้นคือ “ทิมพิกา” ที่ได้ย้ายขึ้นมาเชียงรายตามผู้เป็นสามีของตน กว่าที่คิรันจะพบ ก็สายเกินไป ทิมพิกา ได้มอบ ปิ่นปักผมที่มีอัญมณีทับทิมสีแดงสด ให้กับ “ลดา” ลูกสาวอันเป็นที่รักไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้คำสาปได้ผูกมัดกับ ลดา ผู้เป็นลูกสาวของตน และโชคชะตาได้ชี้นำให้ได้รับรู้ถึงเรื่องราวบางอย่างของความลับของอัญมณีเหล่านั้น...
นิยายชุด ปริญธิดา เรื่อง แว่วพาขวัญ เป็นเนื้อหาที่สองในนิยายทั้งเจ็ดเรื่อง เรื่องราวจะเล่าถึงหญิงสาวนามว่าพาขวัญ ที่ได้รับกระพรวนที่ฝังอัญมณีมรกต ที่ได้รับสืบทอดมาจากมลิกา แม่ของตนตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งเรื่องราวกับต้องเข้าไปพัวพันกับความลับบางอย่างที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ จ้าวมรกต...
คำเตือน
เนื้อหาภายในนิยายเกิดจากจินตนาของผู้เขียนมิได้อ้างอิงถึงบุคคลภายนอกแต่อย่างใดชื่อตัวละคร และสถานที่
หากพาดพิงหรือกล่าวถึงต่อบุคคลในชีวิตจริงทางทีมงานขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
แว่วพาขวัญ
ผู้เขียน : แมวสลิดศรีสยาม
เผยแพร่ครั้งแรก : พฤษจิกายน ๒๕๖๘
© สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ.๒๕๕๘
ไม่อนุญาตให้สแกนหนังสือหรือคัดลอกเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดเพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์แล้วเท่านั้น
เรียบเรียง : แมวสลิดศรีสยาม
ออกแบบปก : แมวสลิดศรีสยาม รูปเล่ม : แมวสลิดศรีสยาม
เครื่องบินส่วนตัวลงจอดอย่างปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ในช่วงเช้าตรู่ ประตูเครื่องบินส่วนตัวเปิดออกลมเย็นๆ พัดกระทบหน้าพาขวัญ บรรยากาศอันสดชื่นเป็นสัญญาณเข้าสู่ฤดูหนาวในช่วงเดือนพฤศจิกายน
“สวัสดีครับ...ไม่ทราบว่าใช่ท่านประธานพาขวัญใช่ไหมครับ?” ชายท่าทางเก้ๆกังๆ เดินเข้ามาทางพาขวัญที่เพิ่งเดินลงจากเครื่อง
“ใช่ค่ะ...คุณคือ” พาขวัญถามกลับชายหนุ่มเมื่อครู่
“ขอโทษครับ...ขออนุญาตแนะนำตัว ผมสมาร์ท เป็นผู้จัดการโรงแรมธาราพันปี คนปัจจุบันครับ”
“ค่ะ...ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะคะ” พาขวัญยื่นมือเพื่อเป็นการทักทายสมาร์ทผู้จัดการหนุ่ม ก่อนที่มือสมาร์ทจะเอื้อมไปจับมือของพาขวัญนั่นเอง มีมือปริศนาจับมือของสมาร์ทตัดหน้าไปก่อน
“ดิฉันแจสเปอร์...เลขาส่วนตัว...คน...สนิท...ของคุณพาขวัญค่ะ” แจสเปอร์ยิ้มก่อนจะเดินตรงไปที่รถที่จัดเตรียมไว้ ตามด้วยเมฆาที่สะสึมสะลือ เดินมาจับมือสมาร์ท
“ผมเมฆาครับฝากตัวด้วยครับ...” ก่อนที่จะเดินหาว ตามแจสเปอร์ไปติดๆ พาขวัญทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ ให้สมาร์ทที่ดูงงๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“เราไปกันเถอะค่ะ...คุณสมาร์ท”
“รับทราบครับท่านประธาน”
เมื่อรถจอดสนิท ณ โรงแรมธาราพันปี ที่ขับจากสนามบินเพียงไม่กี่นาที พาขวัญเปิดประตูลงจากรถสิ่งแรกที่ได้รับรู้ คือกลิ่นไม้ที่ลอยคลุ้งในอาการผสมกับกลิ่นดอกไม้รอบๆ ตัวโรงแรมบนพื้นที่ตามข้อมูลในเอกสารสิบกว่าไร่ ตัวอาคารที่เป็นครึ่งไม้ครึ่งปูนตามการออกแบบของทางภาคเหนือที่ยังคงไว้เป็นเอกลักษณ์ ดูสวยงามและน่าขนลุกแปลกๆ
“เชิญท่านประธานและทุกคนไปที่ห้องประชุมก่อนดีกว่าครับพอดีว่ายังมีเอกสารขั้นตอนสุดท้ายที่ยังต้องตรวจสอบก่อนซื้อและถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ครับ” ผู้จัดการหนุ่มเดินนำ พาขวัญและคณะ ไปยังห้องประชุมที่ได้จัดเตรียมไว้ด้านในตัวอาคาร
“นี่คือเอกสารที่ได้ทำข้อตกลงไว้ครับ...” การประชุม และการเจรจาได้เริ่มต้นขึ้นโดยทางธราเทพ และคิรัน ได้ให้สิทธิการตัดสินใจให้พาขวัญอย่างเต็มที่ รวมถึงการวางแผนแนวทางการดำเนินกิจการต่อในอนาคตอีกด้วย สมาร์ทได้แจ้งรายละเอียด ทั้งแผนการดำเนินกิจการ จำนวนพนักงานที่คงเหลือ รวมถึงรายได้ และรายจ่ายของโรงแรมธาราพันปีอย่างละเอียด
พาขวัญที่กำลังอ่านเอกสาร และฟังการสรุปแผน รวมถึงข้อตกลงอยู่ เสียง “กรุ๊งกริ๊ง...” ดังมาเป็นรอบๆ แว่วมาตามลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้จิตใจพาขวัญแทบไม่อยู่กับตัว เนื่องด้วยเสียงนั้นทำให้อัญมณีมรกตบนกระพรวนข้อเท้าซ้าย ร้อนและสั่นไม่หยุด...
ในที่สุดการประชุมก็ได้จบลง...และได้เซ็นซื้อขายอย่างเป็นทางการ สมาร์ทได้ชักชวนทั้งสามคน เดินสำรวจรอบๆ โรงแรมทั้งห้องรับแขก โถงต้อนรับลูกค้า ห้องอาหาร จนในที่สุดได้เดินมาถึงบริเวณห้องจัดเลี้ยงเก่าที่ปัจจุบันยังคงใช้เป็นห้องเก็บของรอการซ่อมบำรุง ที่ทั้งสามได้รับข้อมูลว่าครั้งอดีตเคยเป็นโรงละครเก่าแก่...เมฆาหยิบสร้อยเฉลว แอบใช้พลังงานลับๆ ในขณะที่สมาร์ทแนะนำสถานที่อยู่ในขณะนั้น เมฆา ซึ่งเดินตามมาติดๆ ได้หลับตาลงครู่หนึ่ง ไม่นานนักเมฆา ลืมตาขึ้นพร้อมกับแสงสีฟ้าขาว ภายในตาของเมฆา และบนตัวสร้อยเฉลวที่เปล่งแสงออกมาพร้อมกัน
“พลังงานเข้มข้นมากครับท่านประธาน...” เมฆากระซิบข้างๆ พาขวัญ
“ผมคิดว่าสิ่งของชิ้นแรก...น่าจะอยู่ในนั้น...” เมฆาชี้ไปยังประตูไม้เก่าด้านในโถงห้องจัดเลี้ยง พาขวัญมองเข้าไปด้านในสุดสายตาเริ่มปรับแสง จนสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ด้านในที่เมฆาได้บอกตน เป็นประตูไม้เก่าๆ ที่มีการติดกลอนตรงบานประตูไว้แน่นหนา
“ผู้จัดการคะ...ประตูนั้นคืออะไรคะ” พาขวัญถามออกไป
“ประตูนั้น...เอ่อ...เราเอาไว้เก็บของครับ” ผู้จัดการแสดงสีหน้าซีดเผือกจนเห็นได้ชัด แต่พาขวัญไม่ได้ติดใจอะไรจากท่าทางนั้น แต่กลับทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าสิ่งที่ตามหาต้องอยู่ภายในหลังบานประตูนั้นเป็นแน่
หลังจากเสร็จสิ้นการแนะนำสถานที่ของคุณสาร์ท พาขวัญและทีม ขอตัวออกมาจากผู้จัดการหนุ่ม มายังห้องที่จัดเตรียมไว้ให้ทั้งสาม
“ผมแน่ใจแล้วครับ...ว่าสิ่งของที่เราตามหาต้องเป็น กำไลแก้วมายา แน่นอนครับ...”
“กำไลแก้วมายา หรือค่ะ...” พาขวัญถามด้วยความสงสัย
“ใช่ครับตามข้อมูลที่คุณพาขวัญได้รับมา...กำไลแก้วมายาวงนี้...คือหนึ่งในผนึกทั้งหมดที่เราต้องตามหา มันถูกสร้างขึ้นจากแก้วมรกตที่บริสุทธิ์ที่สุดในอดีต แต่ตอนนี้ถูกเคลือบแทนที่ด้วยความแค้นและอาถรรพ์...”
“เท่าที่ผมทราบมาจากรุ่นสู่รุ่น...คนที่ถือครองก่อนถูกผนึกชื่อว่า ม่านแก้ว ครับ”
“ม่านแก้ว?” พาขวัญขมวดคิ้ว
“ม่านแก้ว เป็นนักฟ้อนรำเอกของเมืองลับแลในสมัยนั้นครับ เธอเป็นที่รักและเป็นที่โปรดปรานของ จ้าวมรกต เป็นอย่างมากด้วยท่าทางการฟ้อนรำที่ดูอ่อนช้อย ผู้คนที่ได้ชมการฟ้อนรำนั้นต่างหลงใหลและหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ชั่วขณะ...”
“แต่เมื่อเมืองลับแลถูกทรยศ...ม่านแก้วเป็นคนแรกๆ ที่ถูกศัตรูจับตัวไปเพื่อพยายามบังคับให้เปิดเผยที่ซ่อนของอัญมณีหลัก จ้าวมรกตต้องยอมให้...เหล่าบริวารที่ภักดี... ทำการลอบสังหารม่านแก้วเพื่อเป็นการ ผนึกวิญญาณ ของเธอไว้ในกำไลวงนี้...ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
“ผนึก...เพื่อไม่ให้วิญญาญของเธอตกอยู่ในมือศัตรูเหรอคะ...” เสียงแจสเปอร์แทรกขึ้นมา เมฆามองไปที่แจสเปอร์ ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบออกไป
“ใช่ครับ... การผนึกดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์และภักดีของเธอไว้ในกำไลนี้ เป็นการสร้างเงื่อนไขบางอย่างให้กับคำสาปมรกต โดยผนึกทั้งยี่สิบชิ้นนี้จะทำหน้าที่เหมือนกับเครื่องรับส่งพลังงานบางอย่างที่จะทำให้ จ้าวมรกต กลับคืนสู่ร่างที่แท้จริงได้ เมื่อผนึกสุดท้ายถูกปลดปล่อยจนครบ...ข้อมูลเหล่านี้ผมรู้จากการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนมาถึงผมในปัจจุบันครับ” เมฆามองไปทั่วทั้งสองคน พาขวัญมองไปที่กระพรวนที่สวมอยู่บนข้อเท้าซ้าย...
“แต่ม่านแก้วคงไม่ได้เต็มใจที่จะถูกผนึกใช่ไหม... เธอจึงกลายเป็นวิญญาณที่อาฆาตแบบนั้น...” พาขวัญพูดออกไปด้วยความรู้สึกเศร้าจนออกมาทางใบหน้า...เมฆาเห็นอย่างนั้น
“วิญญาณที่ถูกผนึกย่อมมีความทุกข์ทรมานครับท่านประธาน แต่ผมเชื่อว่าลึกๆ แล้ว ม่านแก้วยังคงรอคอยที่จะกลับไปรับใช้ ผู้ปกครองของเธอ อีกครั้ง และกระพรวนมรกตที่ข้อเท้าซ้ายของท่านประธาน... คือสิ่งที่ม่านแก้วกำลังรอคอยมาหลายปีที่ผ่านมาผมคิดอย่างนั้นครับ...” เมฆายิ้มให้พาขวัญ พาขวัญพยักหน้าตอบเบาๆ
“เอาล่ะครับท่านประธาน เราทราบที่มาแล้ว... ถึงเวลาที่ต้องเตรียมตัว ไปปลดผนึก เพื่อช่วยม่านแก้ว และปลดคำสาปให้ท่านประธานแล้วครับ”
ทันทีที่พาขวัญรับรู้เรื่องราวจากเมฆา...อัญมณีมรกต ส่องสว่างขึ้นและเกิดการสั่นไหวจนทำให้กระพรวนเกิดเสียง “กรุ๊งกริ๊ง” ขึ้นทั้งเมฆา และแจสเปอร์มองไปที่กระพรวนของพาขวัญ ที่เหมือนตอบรับเรื่องราวเหล่านั้นไปพร้อมกับพาขวัญ แต่แล้วเมื่อแจสเปอร์จ้องมองไปที่แสงสีเขียวที่ส่องประกายออกมาจากอัญมณีเม็ดนั้น ดวงตาของแจสเปอร์ฉายแววลึกเข้าไปภายในดวงตาคู่นั้น ราวกับตอบสนองซึ่งกันและกัน
ก่อนที่แจสเปอร์จะโน้มตัวลงมาประชิดกับพาขวัญกลิ่นหอมเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากแจสเปอร์ ทำให้พาขวัญใจสั่นอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ไม่ต้องกังวลนะคะท่านประธาน...ดิฉันรับรู้ได้ว่าใครเป็นคนผนึกใคร ถ้าสิ่งนั้นออกมา...ดิฉันจะปกป้องท่านประธานเองค่ะ...” ทั้งคู่สบสายตากัน พาขวัญมองเข้าไปในตาของแจสเปอร์ดั่งถูกมนต์สะกดบางอย่าง แต่กลับรู้สึกปลอดภัยในคำพูดนั้น แต่ก็ยังมีความรู้สึกสับสน ในตัวตนของแจสเปอร์
บานประตูค่อยๆ เปิดออก แสงสว่างสาดเข้ามาภายในห้องจัดเลี้ยงที่มืดสนิท ทันทีที่ทั้งสามคนก้าวเข้ามาภายในห้อง ฝุ่นและใยแมงมุม กระจายอยู่ทั่วทั้งห้อง อุณภูมิลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด พาขวัญก้าวเท้าเข้ามานอกจากสิ่งรอบๆ แล้วนั้น พาขวัญกลับต้องแปลกใจ เมื่อตนได้กลิ่นดอกจำปาที่ลอยฟุ้งไปทั่วรอบๆ ห้อง
เมื่อพาขวัญเดินผ่านบานกระจกต้องตกใจกะทันหัน...ภาพตรงหน้าคือ เงาร่างของหญิงสาวสไบดำ ปรากฏขึ้นตรงหน้า เธอไม่ได้มาในรูปลักษณ์ที่น่ากลัว แต่ปรากฏในรูปร่างที่งดงาม แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ก่อนที่ร่างเงานั้นจะฟุบลงกับพื้น...
“กรี๊ด!!!” เสียงกรีดร้องดังขึ้นลากยาวจากร่างที่ล้มฟุบนั้นก่อนที่ใบหน้าจะหันมามองที่พาขวัญอย่างรวดเร็ว ด้วยสายตาที่อาฆาต ก่อนจะพุ่งเข้าหาพาขวัญอย่างรวดเร็วเพื่อพยายามเข้าหาพาขวัญ...ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง พาขวัญกลัวจนตัวสั่นก้มหน้าและหันหน้าหนีจากภาพตรงหน้าด้วยความกลัว
แจสเปอร์รวบรวมความกล้า รีบโผเข้ากอดพาขวัญก่อนที่จะหมุนตัวใช้ตัวเองปกป้องพาขวัญไว้จากวิญญาณที่พุ่งเข้ามา แสงสีเขียวกลับส่องประกายออกจากตัวของแจสเปอร์โดยไม่รู้ตัว อาจจะเป็นผลพวงมาจากพลังจากอัญมณีสีนิล ของคิรันที่ใช้สะกดพลังของแจสเปอร์ไว้ วิญญาณกระเด็นถอยกลับไปจากทั้งสองคน...จากแสงนั้น ร่างวิญญาณหายไปต่อหน้าทั้งสองคน...ไม่นานนัก เมฆาที่ได้นำหน้าไปไกล และได้เข้าไปในประตูห้องเก็บของก่อนหน้าแล้วนั้น...
“ทั้งสองคน ผมเจอ กำไลแก้วมายา แล้วครับ...” พาขวัญ และแจสเปอร์ มองตามเสียงเรียกของเมฆา พาขวัญได้พบว่า ประตูที่ล็อคไว้อย่างแน่นหนา กลับถูกเปิดออกดังคำเชื่อเชิญบางอย่าง เมฆาเอื้อมมือ เปิดหีบโบราณเก่าแก่ ที่มีแสงสีเขียวส่องลอดออกมาจากกล่อง รอบๆกล่องถูกปิดผนึกด้วยยันต์โบราณที่เริ่มทรุดโทรมตามกาลเวลา เมื่อเมฆาเปิดออกก็ได้พบกับกำไลสีเขียวส่องสว่าง และได้เอื้อมมือสัมผัส พลังงานวิญญาณที่ถูกกักขังได้พุ่งออกมาจากกำไลอย่างรุนแรง แสงสีดำที่ดูน่ากลัวฟุ้งกระจายไปทั่วห้องจัดเลี้ยงเก่าทั่วทั้งห้อง
ในขณะเดียวกัน พาขวัญที่กำลังตกใจกลัว ได้ย้ายมาอยู่ด้านหน้าทางเข้า โดยมีแจสเปอร์คอยอยู่ข้างๆ ด้วยความเป็นห่วง พาขวัญได้สังเกตว่าอัญมณีมรกต ส่องสว่างและสั่นอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงกระทบ “กรุ๊งกริ๊ง” บนข้อเท้าซ้ายของพาขวัญ พลังงานดำมืดที่กระจายอยู่ทั่วทั้งห้องถูกอัญมณีมรกต ดูดซับ พลังงานของม่านแก้วที่ลอยครุ่งในอากาศเข้ามาอย่างรวดเร็วพลังงานเหล่านั้น ทำให้พาขวัญทรุดลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวดเพราะพลังงานลึกลับยากจะรับมือได้ พร้อมกับเสียงกรีดร้องของม่านแก้วที่ค่อยๆ แผ่วเบาและหายไปพร้อมแสงสีเขียวที่ส่องสว่างออกมาจาก อัญมณีมรกต บนกระพรวนข้อเท้าซ้าย และหยุดสั่นลงในที่สุด...ผนึกแรกปลดผนึกสำเร็จ
“คุณพาขวัญ...” เมฆาวิ่งเข้ามาเมื่อเห็นพาขวัญทรุดตัวลงกับพื้น
“ท่านประธานๆ” แจสเปอร์โอบกอดพาขวัญไว้
พาขวัญที่นอนหมดสติ ได้ถูกนำมาที่ห้องพัก เมื่อคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากห้องไปแล้ว เมฆาเตรียมยาสมุนไพร และการรักษาสภาพร่างกายที่ได้รับสืบทอดมาจากเมืองลับแล
“พักผ่อนนะคะ ท่านประธาน” แจสเปอร์ห่มผ้าให้พาขวัญ และดูแลอยู่ไม่ห่าง ในขณะเดียวกันโดยที่เมฆา ไม่ทันได้สังเกต แจสเปอร์ยื่นมือลูบไปที่บริเวณขาของพาขวัญ ไปหยุดอยู่ที่กระพรวนของพาขวัญ ปลายนิ้วสัมผัสอัญมณีมรกตเบาๆ
“เก่งมาก...คนเก่ง...ความเจ็บปวดจะอยู่แค่ชั่วครู่เท่านั้น...ดิฉันจะอยู่ตรงนี้จนกว่าความสงบสุขจะกลับคืนมาหาคุณ...”
โดยการปลดผนึกนี้ ไม่มีใครคาดคิดว่าจิตวิญญาณ และความทรงจำของจ้าวมรกตได้กลับคืนมาสู่แจสเปอร์แล้ว แจสเปอร์เผยรอยยิ้มที่ต่างออกไปจากทุกที ออกมาทางใบหน้าและมองไปที่พาขวัญด้วยความปิติยินดี...