เคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล

Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล - ตอนที่ 5 ผู้พิทักษ์ขนฟูแห่งป่าหิมพานต์ โดย นักเขียนปวดหัว @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,แอคชั่น,ผจญภัย,อิงประวัติศาสตร์,รั้วโรงเรียน,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,ผจญภัย,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,แอคชั่น,ผจญภัย,อิงประวัติศาสตร์,รั้วโรงเรียน

แท็คที่เกี่ยวข้อง

พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,ผจญภัย,ดราม่า

รายละเอียด

Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล โดย นักเขียนปวดหัว @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล

ผู้แต่ง

นักเขียนปวดหัว

เรื่องย่อ

สารบัญ

Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 0 บทนำ,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 1.1 เคน,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 2.0 การบุกขององค์กรลับและการเปิดเผยความลับของตุลย์,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 2.1 การบุกขององค์กรลับและการเปิดเผยความลับของตุลย์,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 2.2 การบุกขององค์กรลับและการเปิดเผยความลับของตุลย์,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 2.3 การบุกขององค์กรลับและการเปิดเผยความลับของตุลย์,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 3.0 ภายใต้การเฝ้ามอง,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 3.1 คนแปลกหน้าในเสื้อโค้ตเก่า,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 3.2 เปิดโลก,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 4 กระแสธารเวทมนตร์ยามเย็น,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 5 ผู้พิทักษ์ขนฟูแห่งป่าหิมพานต์

เนื้อหา

ตอนที่ 5 ผู้พิทักษ์ขนฟูแห่งป่าหิมพานต์

ในวันหยุดที่ควรจะได้นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงเฉย ๆ ผมกลับยังต้องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่มาทำงานแบกหามอยู่อย่างเดิมแบบซ้ำ ๆ แสงแดดเมืองไทยยามสายแผดเผาลงมาจนแสบผิว เนื้อตัวของผมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อไคลจนเสื้อยืดตัวเก่าแนบเนื้อ สองมือต้องคอยแบกหามกระสอบปูนหนัก ๆ เดินขึ้นลงบันไดตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จจนกล้ามเนื้อท่อนแขนและขาเริ่มสั่นระริกช้าลงด้วยความล้าสะสม

"เฮ้ย! เร็ว ๆ หน่อยเด็กใหม่!" พี่เพื่อนร่วมงานไซค์ก่อสร้างตะโกนสั่ง

ผมสะดุ้งโหยง รีบกระชับสายกระสอบปูนหนัก 50 กิโลฯ บนบ่าแล้วก้าวฉับ ๆ ฝ่าแดดเปรี้ยง ขาผมสั่นพั่บ ๆ แขนล้าจนแทบไม่มีความรู้สึก แถมยังโดนบ่นไล่หลังเรื่องเดินช้าทำคนอื่นเสียจังหวะ วันหยุดที่ควรจะได้พักกลับต้องมารับแรงกระแทกจากงานกรรมกรจนเนื้อตัวระบม รากเลือดตั้งแต่เช้ายันเย็น พอหมดวันขาทั้งสองข้างก็แทบไม่มีแรงจะก้าวสับสู้ต่อแล้ว

 

วันแล้ววันเล่า ผมยืนเกร็งมือซ้ำ ๆ จนแขนชา จนหน้าแดง จนหมดแรง

บางวันมีประกายออกมาได้นิดหน่อยแล้วดับวูบทันที บางวันไม่มีอะไรเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว และบางวันที่แย่ที่สุดคือรู้สึกว่ามันเกือบจะออกมาแล้ว แต่มันก็ยังไม่ออกอยู่ดี

มันเป็นความรู้สึกที่ทรมานยิ่งกว่าการไม่ได้อะไรเลย เหมือนเฝ้ามองหยดนํ้าที่กำลังจะหยดจากปลายกิ่งไม้ แต่สุดท้ายมันก็แห้งเหือดหายไปต่อหน้าต่อตา ทุกครั้งที่ผมเค้นพลังจนสุดแรง สภาพของผมไม่ต่างอะไรกับคนบ้าที่ยืนกำหมัดแน่นชกใส่ความว่างเปล่า ยิ่งใส่แรงลงไปเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่สะท้อนกลับมาก็มีเพียงความเมื่อยล้าลึก ๆ ในกระดูกที่คอยย้ำเตือนว่าผมยังอยู่ที่เดิม

ผมไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด หรือยังทำไม่ถูก หรือมันแค่ไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรก

คำถามพวกนี้มันวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดหย่อนตลอดทั้งเดือน พลังวิเศษ พลังของมหาเทพ หรือแม้แต่แส้เส้นนั้นที่ด็อกเตอร์เคยทำโชว์... บางทีมันอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือเป็นแค่สิ่งทีผมคิดไปเองคนเดียวรึเปล่า ความพยายามทั้งหมดที่เสียไปมันเริ่มกลายเป็นความว่างเปล่าที่น่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ

 

ในวันหยุดช่วงสายที่แสงแดดเริ่มสาดแสงแรงขึ้น ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก ผมยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินริมนํ้าท่ามกลางความเงียบสงบตามคำสั่งของด็อกเตอร์ เสียงสายน้ำไหลเอื่อยและสายลมเอื่อย ๆ พัดผ่านผิวทำเอาเปลือกตาของผมเกือบจะปิดลงด้วยความง่วงอีกรอบ

“สัมผัสกระแสเวทย์รอบตัวซะ...” เสียงของด็อกเตอร์ตุลย์ดังแว่วเข้ามาขัดจังหวะความเคลิ้ม น้ำเสียงของเขาดูจริงจังขึ้นกว่าทุกที

ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามตัดความฟุ้งซ่านแล้วเพ่งสมาธิตามที่เขาบอก แต่แล้วในช่วงเวลาที่ด็อกเตอร์กำลังพูดอยู่นั้นเอง... จู่ ๆ ผมกลับเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่แปลกประหลาด

มันไม่ใช่แค่ความเงียบ หรือเสียงลมพัดผ่านธรรมดา ๆ อีกต่อไป ทว่าธรรมชาติรอบตัวในเวลานี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลัง ‘พูดคุย’ กันอยู่ เสียงของสายลมที่พัดหวีดหวิวผ่านช่องแคบของต้นไม้ และเสียงน้ำที่กระเซ็นกระทบโขดหิน มันไม่ได้ดังเป็นจังหวะเนิบนาบเหมือนเก่า แต่มันฟังดูคล้ายกับเสียงคนกำลังสนทนากันอย่างจอแจวุ่นวาย เป็นเสียงพึมพำเล็ก ๆ นับพันนับหมื่นเสียงที่สอดประสานกันจนฟังไม่ได้ศัพท์ ราวกับผมกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมากที่กำลังพูดคุยกันอย่างมีชีวิตชีวา

“ด็อก... เหมือนผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเลยครับ” ผมโพล่งพูดขึ้นมาทั้งที่ดวงตายังคงหลับสนิท คิ้วทั้งสองข้างเริ่มขมวดเข้าหากันด้วยความฉงน

“เสียงเหรอ?” ด็อกเตอร์ตุลย์ทวนคำเสียงหลง น้ำเสียงดูงุนงงเต็มประดาเหมือนยังไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อ

“ใช่ครับ... มันเหมือนพวกเขากำลังยืนพูดคุยกันอยู่รอบตัวผมเลย”

“เออ... นายน่าจะใกล้จับสัมผัสพวกมันได้แล้ว... มั้ง?” ด็อกเตอร์ตุลย์พึมพำตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจนัก ก่อนจะรีบเก๊กเสียงเข้มเฉียบขาดกลบเกลื่อนความเด๋อทันที “เอาล่ะ ลุกขึ้น!”

ผมรีบลุกขึ้นยืนทันควัน

“เอาล่ะ ลองทำท่าที่ฉันเคยสอนให้ดูซิ” ด็อกเตอร์พูดขึ้น

“ครับ” ผมตอบรับ ก่อนจะลองประกบมือทั้งสองข้างเข้าหากันในแนวนอนตามที่เคยเห็นเขาทำ

“ลองจับความรู้สึกแบบตอนนั่งสมาธิดูสิ”

ผมเริ่มทำตามคำสั่ง ลองดึงความรู้สึกนิ่งสงบตอนที่นั่งสมาธิเมื่อครู่กลับมาอีกครั้ง ทันใดนั้น ผมกลับรู้สึกถึงความอัศจรรย์บางอย่าง มันเหมือนกับว่าชั้นบรรยากาศรอบ ๆ ตัวกำลังบีบอัดและมารวมกันอยู่ที่ปลายนิ้วทั้งสองข้างของผมอย่างน่าประหลาด

“ลองจินตนาการพลังให้มันออกเป็นรูปร่าง” เสียงด็อกเตอร์สำทับมาอีกครั้ง

ผมค่อย ๆ รวบรวมสมาธิทำตามที่ด็อกบอกอย่างตั้งใจ เพ่งจิตไปที่ปลายนิ้วทั้งหมด และในที่สุด ความพยายามอดทนฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาตลอดทั้งเดือนของผมก็บรรลุผล!

แปะ... แปะ...

จู่ ๆ ก็มีประกายไฟสีส้มปะทุเสียงดังแผ่วเบา ดีดตัวพุ่งออกมาจากปลายนิ้วทั้งสิบของผมจนเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า!

ผมพยายามจะฝืนดึงกระแสพลังงานนั้นต่อ ตั้งใจจะควบแน่นพวกรอยสปาร์กสีส้มให้มันยืดตัวออกและถักทอเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเส้นแส้พลังงาน แบบที่ด็อกเตอร์เคยทำโชว์ ทว่า... พลังเวทในร่างของผมมันกลับไม่อยู่นิ่ง และไม่ยอมรวมกลุ่มกันอย่างที่คิด สุดท้ายทำได้เพียงแค่ปล่อยให้มีสะเก็ดไฟดิ้นพล่านปะทุออกมาเท่าเดิม

“ยังใช้ไม่ได้...” ด็อกเตอร์ตุลย์พูดขึ้นพลางทำหน้าเซ็งกะตายอย่างปิดไม่มิด แกถอนหายใจยาวเหยียดใส่ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของผม

พอเห็นปฏิกิริยาของตาแก่นั่น ความฮึดในตอนแรกก็ปลิวหายไปทันที ร่างกายของผมล้าไปหมดจนต้องยอมปล่อยมือลงพลางทรุดตัวหอบหายใจแฮก ๆ อย่างหมดสภาพ เหงื่อกาฬไหลทะลักโทรมกาย ราวกับพลังงานทั้งหมดในตัวถูกสูบออกไปจนเกลี้ยงตับ

ผมไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ ว่าการเค้นเอาเวทมนตร์ นี่ออกมาใช้งานแค่นิดเดียว มันจะทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าสาหัสได้ถึงขนาดนี้!

“ผมทำได้แค่นี้...” ผมพูดไปหอบไปจนตัวโยน

“ไม่! นายทำได้ดีกว่านี้” ด็อกเตอร์พูดขัดขึ้นทันควัน

“ผมทำได้แค่นี้ด็อก!!” ผมตะคอกกลับอย่างเหลืออด ก่อนจะทรุดตัวลงกุมหัวตัวเองไว้แน่นด้วยความเหนื่อยล้า “ผมมันห่วย...”

ท่ามกลางเสียงหอบหายใจของผม ด็อกเตอร์ตุลย์เดินเข้ามาหาแล้วย่อตัวลงตรงหน้า ใบหน้าของเขาในยามนี้ไม่มีแววล้อเล่นอยู่เลยแม้แต่น้อย

“เธอไม่ได้ห่วย” ตุลย์เอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะยื่นนิ้วชี้มาจิ้มตรงตำแหน่งหัวใจของผมเบา ๆ “แต่เธอยังไม่ยอมเปิดกว้าง”

ผมพลางก้มหน้าลงต่ำ สายตาจับจ้องไปที่พื้นดินอย่างคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต

ด็อกเตอร์ตุลย์ไม่ได้สวนคำพูดอะไรกลับมาเหมือนทุกที เขาทำเพียงแค่มองตรงมาที่ผมเงียบ ๆ บรรยากาศริมนํ้าพลันตกอยู่ในความสงัด มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่รัวของผมที่ยังดังอยู่

“อ้อ! ฉันรู้แล้ว”

จู่ ๆ เสียงของด็อกเตอร์ก็โพล่งขึ้นมาทำลายความเงียบ น้ำเสียงของแกดูตื่นเต้นขึ้นมาดื้อ ๆ ราวกับมีหลอดไฟขึ้นมาบนหัวไม่มีผิด “ฉันมีไอเดียเด็ด ๆ แล้ว!”

แกยิ้มกว้างออกมาจนเห็นฟันแทบทุกซี่พลางส่งเสียงหัวเราะ หึ ๆ ในลำคออย่างมีเลศนัย ผมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นไปมองดูสีหน้าของตาแก่นั่น... และบอกได้คำเดียวเลยจากเซนส์ทั้งหมดที่มี มันต้องเป็นไอเดียที่ไม่ดีแน่ ๆ!

ลมพัดตีหน้าจนผมต้องหรี่ตาพยายามทรงตัว ผมกับด็อกเตอร์มายืนอยู่ตรงริมขอบหน้าผาสูงชันชนิดที่ว่าเกือบจะเป็นเส้นตั้งฉากเก้าสิบองศา ผมก้มหน้าลองมองดิ่งลงไปด้านล่างแล้วแรนดอมความรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาถึงสมองทันที

ด้านล่างสุดนั่นมีบ่อน้ำขนาดใหญ่อยู่... ดูจากสายตาแล้วมันก็ลึกพอจะรองรับแรงกระแทกจากการกระโดดลงไปโดยไม่ตาย... มั้งนะ?

“ด็อก... พวกเรามาที่นี่ทำไมกันครับ...” ผมพูดกลืนน้ำลายลงคอฝืด ๆ ไปพร้อมกับเหงื่อที่เริ่มผุดไหลตกตามร่องแก้ม

“มันสูงเนอะเคน” เขาพูดลอยหน้าลอยตาเหมือนว่านี่เป็นเรื่องดินฟ้าอากาศปกติ “นายรู้ไหมว่า แอดรีนาลีนจะพุ่งสูงสุดตอนไหน”

คำถามนั่นทำไมมันทำให้ผมรู้สึกเสียววาบ ๆ ที่กลางหลังหนักข้อขึ้นกว่าเดิมวะน่ะ...

“คือ... จะพูดอะไรแน่ด็อก”

“นายเคยดู Doctor Strange สินะ ตอนที่สเตรนจ์โดน แอนเชียนวัน เอาไปปล่อยทิ้งไว้ที่ยอดเขาเอเวอเรสต์น่ะ”

ชิบหายละ... สมองของผมประมวลผลคำพูดตาแก่เสร็จปุ๊บ ผมเริ่มรู้อนาคตของตัวเองขึ้นมาทันที!

“อย่าด็อก!!” ผมรีบยื่นสองมือออกไปข้างหน้าเพื่อห้ามเขาไว้ “คิดดี ๆ ก่อนด็อก! ลงไปข้างล่างนั่นผมได้ตายแน่!”

“โอ้ ไม่เป็นไรหรอกน่า” เขาฉีกยิ้มกว้างขึ้นไปอีก พลางสับเท้าก้าวสามขุมขยับเข้ามาใกล้ตัวผมเรื่อย ๆ

ผมตระหนกจนหน้าถอดสี ตัดสินใจยื่นมือออกไปแปะหน้าอกด็อกเตอร์แล้วออกแรงผลัก พยายามดันเขาไว้อย่างสุดกำลังเพื่อไม่ให้ขยับเข้ามาใกล้กว่านี้ ทว่าร่างกายของตาแก่กลับหนักอึ้งและนิ่งสนิทราวกับเป็นภูเขาทั้งลูก ดันยังไงก็ไม่ขยับเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว!

“ทำไมอ่ะ!!” ผมตะโกนลั่นอย่างตกใจในพละกำลังผิดมนุษย์นั่น

“เวทเสริมกำลังไงไอ้หนู!”

สิ้นเสียงสบถสลัดคราบตาแก่ขี้เซา ขาขวาของด็อกเตอร์ตุลย์ก็พลันเรืองแสงสว่างวาบขึ้นมา แกรุกคืบก้าวสับเท้าดันร่างของผมให้ถอยร่นจนส้นเท้าแทบจะหลุดลอยออกไปจากขอบขอบหน้าผาชันเข้าไปทุกที!

“ผมขอถามอะไรก่อน!” ผมเค้นเสียงตะโกนฝ่าลมหายใจอันสั่นท้าน ทันใดนั้นด็อกเตอร์ตุลย์ก็ยอมหยุดกึกชั่วคราว แกเลิกคิ้วมองมาอย่างนึกสนุก

“คือว่านะ... มันมีเวทมนตร์รักษาไหม?” ผมถามคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิตออกไป ตาจ้องมองหน้าแกอย่างมีความหวังริบหรี่

“โอ้ย ของแบบนั้นใครมันจะมีกันล่ะ”

คำตอบสวนกลับมาทันควันพร้อมรอยยิ้มตาหยี และไม่เปิดโอกาสให้ผมได้สติ ทันใดนั้นด็อกเตอร์ก็หักขาเหวี่ยงหน้าแข้งถีบเข้ากลางอกของผมเต็มเหนี่ยว แรงกระแทกส่งร่างของผมลอยละลิ่วตกร่วงลงมาจากหน้าผาสูงชันทันที!

“ตาแก่หัว&^%$#^%#^%$&!!!”

เสียงสบถด่าสุดเสียงของผมดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งหุบเขา ร่างของผมกำลังดิ่งพสุธาร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างด้วยความเร็วสูง ลมตีแสกหน้าจนตาพร่า เลือดในกายสูบฉีดพล่านด้วยความกลัวตายขึ้นมาถึงขีดสุด!

“อ๊ากกกกก!!”

เสียงร้องของผมดังลั่นในขณะที่ร่างกำลังร่วงดิ่งพสุธาลงมาด้วยความเร็วสูง ผมพยายามคุมสติให้มั่นและพยายามประกบฝ่ามือเข้าหากันเพื่อสร้างแส้เวทมนตร์ขึ้นมา เพราะมันคือทางรอดเดียวของผมในตอนนี้! แต่ทว่า แรงลมปะทะร่างกายจากการตกผาสูงขนาดนี้ มันทำให้การบังคับประกบมือเข้าหากันตรง ๆ กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน

เร็วเกินไป!!!

บ้าเอ้ย!!... เราจะต้องมาตายตรงนี้จริง ๆ ความคิดนั้นแลบเข้าสมอง ผมตัดสินใจหลับตาลงชั่วครู่ รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มีเพื่อลองจับสัมผัสกระแสเวทตามที่เพิ่งเรียนมา

...ตั้งสติให้มั่น... ผมบอกตัวเองในใจ ท่ามกลางสภาวะล่องลอยเคว้งคว้างกลางอากาศที่ไร้ที่ยึดเกาะ

ผมลืมตาโพล่งขึ้นมาอีกครั้งด้วยสายตาที่แน่วแน่ สองมือฝืนขยับต้านแรงลมต้านอากาศพยายามประกบมือเข้าหากันให้ได้ และในที่สุดปลายนิ้วทั้งสองข้างก็แตะถึงกัน นิ้วมือที่แรงลมเล็ดรอดระหว่างนิ้วทั้ง 10 ทันใดนั้นรอยสปาร์กสะเก็ดไฟสีส้มก็ปะทุขึ้นมาดัง แปะ แปะ! แล้วปลิวลอยไปตามแรงลม

น้ำอยู่ข้างล่างแล้ว!!

ผมไม่ยอมแพ้ เค้นพลังเฮือกสุดท้ายพยายามทำการบีบแน่นสะเก็ดไฟเหล่านั้นบังคับให้มันกลายเป็นสายแส้แล้วกระชากดึงมันออกมา... และแล้วผมก็ทำมันสำเร็จ!

ในจังหวะเสี้ยววินาทีวิกฤตที่ร่างกำลังจะร่วงกระแทกพื้นน้ำเบื้องล่าง ผมรีบพลิกตัวกลางอากาศสะบัดเหวี่ยงเขวี้ยงแส้เวทมนตร์ในมือออกไปสุดแรง เกิดเสียงควับสายพลังงานพุ่งทแยงขึ้นฟ้าไปหวังให้มันเกาะเข้ากับกิ่งไม้ตามหน้าผา ตัวแส้ลอยตึงขึ้นไปอย่างมั่นคงสวนทางกับร่างของผมที่กำลังทิ้งดิ่งสู่พื้นน้ำ

ผมหลับตาปี๋อีกครั้งแล้วภาวนาในใจ—ขอให้ทันทีเถอะ!

กึก!!

ทันใดนั้นเอง มีแรงดึงฉุดกระชากอย่างรุนแรงเกิดขึ้นจนทำให้ผมรู้สึกเจ็บแปล๊บที่แขนขวาจนสะดุ้งเบิกตาตื่นขึ้นมา ปลายนิ้วเท้าของผมแตะสัมผัสผิวน้ำเย็นเฉียบขึ้นมาทันทีก่อนที่จะโดนดึงจากแรงกระชากลอยขึ้นสู่ฟ้า

ในขณะที่ร่างล่องลอยขึ้นไปตามแรงดึง สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นความจริงบางอย่าง...

สายแส้เวทมนตร์สีส้มของผม มันไม่ได้เกาะอยู่บนกิ่งไม้ อย่างที่คิด แต่มันกำลังพันเกลียวแน่นอยู่กับแส้เวทมนตร์อีกเส้นหนึ่ง

ร่างของผมลอยย้อนกลับขึ้นไปบนหน้าผาด้วยแรงดีดราวกับกำลังเล่นบันจี้จัมพ์ และในจังหวะที่ตัวลอยขึ้นมาจนพ้นขอบผา สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นว่าแส้เวทย์เส้นที่มาช่วยพันรั้งแส้ของผมเอาไว้นั้น มันผูกโยงแน่นอยู่กับต้นไม้ใหญ่ริมหน้าผา โดยมีร่างของด็อกเตอร์ตุลย์ยืนกอดอก คลี่ยิ้มกว้างพลางยกมือขึ้นมาโบกหยอย ๆ ให้ผมอย่างร่าเริง

กวนประสาทฉิบหาย! นั่นคือสิ่งเดียวที่ผมคิดได้ก่อนที่แรงดึงจะหมดลง และส่งร่างของผมร่วงดิ่งลงไปด้านล่างอีกรอบ

 

“โอ๊ย!!”

ผมนั่งกุมแขนขวาโอดครวญร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แรงกระชากเมื่อครู่มันทำเอาเนื้อเยื่อด้านในระบมแปล๊บสะท้านไปทั้งท่อนแขน จนแทบจะหมดแรงขยับเขยื้อน

“ยินดีด้วยนะ ในที่สุดก็ใช้เวทมนตร์ได้แล้ว!” ด็อกเตอร์ตุลย์เดินย่ำเท้าเข้ามาหาพลางฉีกยิ้มร่าเริงสดใสเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความฉิบหายที่ตัวเองเพิ่งก่อเลยแม้แต่น้อย

“ดีกับผีสิตาแก่!!” ผมตวัดสายตาเขียวปั้ดขึ้นไปแยกเขี้ยวใส่พลางกัดฟันเค้นเสียงด่าอย่างเหลืออด “ทำเอาแขนของฉันหลุดแล้วเนี่ย!!”

“ห้าๆๆ เอาเถอะ อย่างก่อนอื่นก็ต้องรักษาตัวก่อน แล้วค่อยกลับมาเรื่องเวทมนตร์ใหม่ละกันนะ”

อะไรของตาแก่เนี่ย... ถีบผมตกผาเองแท้ ๆ พอเห็นผมแขนเดี้ยงดันมาหัวเราะร่าชอบใจเฉยเลย!

หลังจากผ่านนาทีวิกฤตหน้าสิ่วหน้าขวานมาได้ ด็อกเตอร์ตุลย์ก็พาผมไปส่งที่โรงพยาบาล หมอตรวจวินิจฉัยอาการอยู่พักใหญ่ ก่อนจะสรุปว่ากระดูกไม่หักแต่เอ็นอักเสบเฉียบพลันจากแรงกระชากอย่างรุนแรง สุดท้ายผมเลยต้องยอมนั่งนิ่ง ๆ ให้หมอจัดการเข้าเฝือกอ่อนรักษาประคองแขนขวาไปตามระเบียบ'

จนกระทั่งย่างเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว... แทนที่จะได้พักแขนอยู่บ้านชิล ๆ ผมก็ยังต้องมานั่งฟังด็อกเตอร์สอนพร่ำเรื่องเวทมนตร์ต่อไปไม่เว้นวันหยุด

ซึ่งคิดแล้วมันช่างแตกต่างกันลิบลับ เพราะก่อนจะมาถึงวันหยุดยาวนี้ ทั้ง ‘เอม’ และ ‘ตั้ม’ สองเพื่อนสนิทของผม พอพวกมันเห็นสภาพผมหิ้วเฝือกแขนโตงเตงมาเรียน ทั้งคู่ก็รีบวิ่งโร่เข้ามาซักไซ้ไล่เลียงด้วยความสงสัยทันที แถมยังแสดงอาการเป็นห่วงเป็นใยผมมาก ๆ คอยถามไถ่ไม่หยุด แต่ตัดภาพมาที่ไอ้ตาแก่นี่สิ... นอกจากจะไม่รู้สึกล่ะอายใจแล้ว แกยังไม่หยุดเดินวนไปวนมาอยู่ได้ ปากก็บ่นเรื่องทฤษฎีเวทมนตร์พร่ำเพรื่อไปเรื่อย

“เฮ้ย...” ผมแอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ พลางมองตาแก่ด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ 

“เฮ้ย! ฟังอยู่ไหมเนี่ย” ด็อกเตอร์ขึ้นเสียงสูงขึ้นเมื่อเห็นผมนั่งหน้ามึน

“ครับ ๆ ฟังอยู่ครับ...” ผมตอบกลับเสียงเรียบ ๆ แกล้งทำหน้าตายใส่ประชดคนบ้าพลัง

“หน่อย! เจ้าเด็กนี่” ด็อกเตอร์เดาะลิ้นทีหนึ่งด้วยความขัดใจ ก่อนจะหันไปหยิบกิ่งไม้แห้งบนพื้นขึ้นมาอันหนึ่ง “ดูนี่นะเคน ว่าทำไมการควบคุมเวทมนตร์มันถึงสำคัญ!”

พอเข้าสู่บทเรียนจริงจัง ผมก็เลิกกวนแล้วหันไปจดจ้องสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างตั้งใจ

“ให้คิดซะว่าไม้นี้คือไม้กายสิทธิ์นะ แล้วเราลองใส่เวทไฟเข้าไปที่ปลายไม้นั้นดู”

สิ้นเสียงของตาแก่ จู่ ๆ ก็มีวงแหวนเวทมนตร์สีแดงค่อย ๆ วาบเรืองแสงขึ้นมา มันเต็มไปด้วยลวดลายอักขระอันซับซ้อนล่องลอยอยู่กลางอากาศ พร้อมกับส่งสะเก็ดไฟประกายระยิบระยับร่วงกราวลงมารอบ ๆ วงแหวน และในพริบตาถัดมา... เปลวไฟลุกพรึบพวยพุ่งจนไหม้ท่วมลามไปทั้งกิ่งไม้อย่างรวดเร็ว!

ด็อกเตอร์โยนกิ่งไม้ที่โดนไฟไหม้ท่วมจนกลายเป็นถ่านนั้นทิ้งไป จากนั้นแกก็ก้มลงไปหยิบกิ่งไม้แห้งขึ้นมาอีกอันหนึ่ง “คราวนี้ ดูอันนี้นะ...”

วงแหวนเวทมนตร์สีแดงอันเดิมลอยเด่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ทว่าในครั้งนี้... เปลวไฟกลับไม่ได้ไหม้ลามท่วมกิ่งไม้จนหมดเหมือนครั้งแรก แต่มันเลือกที่จะจุดประกายลุกอยู่แค่เฉพาะที่ปลายไม้เป๊ะ ๆ อย่างนิ่งสงบ

“เข้าใจแล้วสินะ การปล่อยมานาออกมาทั้งหมดน่ะมันไม่สำคัญเท่าการควบคุมหรอก... ตอนที่แกตกผาวันก่อน แกทำสำเร็จได้ก็เพราะควบคุมมานาได้พอดีได้ยังไงล่ะ”

‘เหมือนจักระในนารูโตะชะมัด...’ ผมแอบคิดในใจ

“ละ...แล้วไอ้ไม้กายสิทธิ์ล่ะครับ?” ผมเอ่ยปากถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “ถ้าเป็นไม้กายสิทธิ์ของจริง มันก็สามารถช่วยควบคุมให้ง่ายขึ้นใช่ไหม?”

“โอ้! เริ่มฉลาดขึ้นมาแล้วสินะ” ด็อกเตอร์ตุลย์เลิกคิ้วมองผมอย่างแปลกใจ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง “ใช่แล้วล่ะ ไอ้พวกของวิเศษวันก่อนที่ฉันบอกไปน่ะ มันช่วยให้เหล่าพ่อมดแม่มดสามารถควบคุมเวทมนตร์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ตาแก่พูดพลางหลับตาลงอย่างภาคภูมิใจในความรู้ของตัวเอง ก่อนจะลืมตากลับขึ้นมาจ้องหน้าผมอีกครั้ง “แต่ก็นะ... มันก็มีระดับความยากหรือง่ายต่างกันออกไปด้วยล่ะ”

หลังจากด็อกเตอร์ตุลย์สาธิตการควบคุมเวทมนตร์ให้ดูเสร็จ แกก็ยื่นกิ่งไม้แห้งอันนั้นมาให้ ผมใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้เข้าเฝือกยื่นไปรับมันมาถือไว้ 

“แล้วผมต้องทำยังไงต่อล่ะ?” ผมเอ่ยถามพลางจ้องกิ่งไม้ในมือสลับกับหน้าตาแก่

“แกต้องร่ายตามนี้นะ... ‘ขอให้พลังแห่งการทำลายล้างจงแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการปกป้อง เผาผลาญซึ่งความมืดมน ความหนาวเหน็บ และความอ่อนแอให้สิ้นซาก ด้วยเลือดเนื้อและกระดูกที่หลอมรวมกับเถ้าถ่านศักดิ์สิทธิ์ ข้าขอเบิกทางสู่แสงสว่างชั่วนิรันดร์... จงลุกโชน! อิกนิส เอเทอร์นัม!’

“ยาวเกินไปแล้วโว้ย!!” ผมขึ้นเสียงหลงทันทีที่แกท่องจบ บทสวดบ้าอะไรยาวเป็นกิโลฯ ขนาดนั้น ใครมันจะไปจำได้ในรอบเดียวฟะ!

“โอ้... งั้นใช้แค่ ‘อิกนิส เอเทอร์นัม’ สั้น ๆ แค่นี้ก็ได้นะ” ด็อกเตอร์ตุลย์หัวเราะแหะ ๆ 

ผมถึงกับต้องยกมือข้างที่ว่างขึ้นมากุมขมับทันทีกับสิ่งที่ด็อกเตอร์พูด... กวนประสาทไม่มีแผ่วเลยจริง ๆ ตาแก่คนนี้!

“อิกนิส เอเทอร์นัม...”

ผมร่ายเวทย์พร้อมกับหลับตาตั้งสมาธิ ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านจากอกตรงดิ่งไปยังปลายนิ้ว และในวินาทีนั้นเอง วงแหวนเวทมนตร์ขนาดจิ๋วก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงปลายไม้ ก่อนที่ไฟจะติดพรึบลุกโชติช่วงขึ้นมาสว่างไสวอยู่แค่เฉพาะตรงปลายไม้

เป๊ะ ๆ 

“โอ้! นี่นายอัจฉริยะนะเนี่ย แค่ครั้งแรกก็สามารถควบคุมได้ละเอียดขนาดนี้เลยเรารึ!” ด็อกเตอร์ตุลย์เบิกตากว้างพลางตบมือฉาดใหญ่ 

ทว่า หลังจากด็อกเตอร์ยืนชมผมอยู่ได้สักพัก... จู่ ๆ ก็มีบางอย่างขนาดกะทัดรัดพุ่งทะยานแหวกอากาศมาด้วยความเร็ว มันบินตัดหน้าด็อกเตอร์ตุลย์ไปแบบฉิวเฉียดชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนจะพุ่งเข้าชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้ามอย่างจังดัง 

ตึ้ง!!

พวกเราทั้งสองคนสะดุ้งโหยงรีบหันขวับไปมองตามเสียงทันที

เศษใบไม้ปลิวร่วงกราวลงมาจากแรงกระแทก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ นกตัวป้อม ๆ อ้วนกลมฟูคล้ายก้อนขน ขนหางของมันยาวสลวยเรืองรอง มีขนสีทองแทรกสลับกับขนสีแดงเพลิงเป็นลวดลายประหลาดสะดุดตา เจ้าก้อนกลมเดินเซไปมา ก่อนจะค่อย ๆ โบกปีกบินร่อนลอยขึ้นมากลางอากาศอย่างสะลืมสะลือ ตาปรือ ๆ มึนงงจากการเอาหัวพุ่งชนต้นไม้ใหญ่เมื่อครู่

“อะไรกัน... นกการเวกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?!” ด็อกเตอร์ตุลย์อุทานลั่น สีหน้ากวนโอ๊ยเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึงทันที

เจ้านกอ้วนกลมสะบัดหัวตัวเองไปมาสองสามทีเพื่อตั้งสติ ขนฟู ๆ ของมันปลิวพะยับ ก่อนที่มันจะหันหน้ากลม ๆ มาทางพวกเรา

“เจ้ามนุษย์! ช่วยเราด้วย จี๊บ!” มันอ้าปากร้องพูดออกมาเป็นภาษาคนเสียงแหลมสูงปรี๊ดจนแก้วหูแทบดับ

“ช่วยหรอ? มีเรื่องอะไร... แล้วแกรู้ได้ไงว่าพวกเราอยู่ที่นี่?” ด็อกเตอร์ตุลย์กอดอกพลางทำหน้าสงสัยขมวดคิ้วมุ่น นิ้วเคาะแขนตัวเองยิก ๆ

“ฉันสัมผัสได้ถึงกระแสเวทมนตร์น่ะสิ! ฉันเลยรีบบินดิ่งมาตรงนี้ไงล่ะ จี๊บ!” เจ้านกอ้วนเชิดหน้าตอบอย่างภาคภูมิใจทั้งที่หัวยังปูดอยู่

“ด็อกเตอร์ครับ... นี่คือ...” ผมหันขวับไปถามด็อกเตอร์ตุลย์ 

“อ่อ นกการเวกน่ะ มันเป็นสัตว์วิเศษในป่าหิมพานต์น่ะ” ด็อกเตอร์ตอบเสียงเรียบเหมือนเรื่องธรรมดาซะเหลือเกิน

“แค่มันพูดได้ผมก็พอรู้แล้วล่ะครับ...” ผมพึมพำด้วยความเหนื่อยใจ

“ยังไงก็ช่างเรื่องนั้นมันก่อนเถอะ จี๊บ!” เจ้านกการเวกเริ่มร้อนรนขึ้นมา มันบินร่อนวนไปวนมาแล้วขึ้นเสียงสูงหลง “รีบไปช่วย ‘กิหมี’ ที่บาดเจ็บก่อน!!”

หลังจากได้ยินคำขอความช่วยเหลือจากเจ้านกอ้วนตัวนี้ ผมและด็อกเตอร์ก็รีบออกเดินทางทันที พวกเราเดินตัดลึกเข้าไปในผืนป่าที่ทึบและรกชันขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีเจ้านกการเวกอ้วนกลมบินร่อนนำทางอยู่ข้างหน้าอย่างกระตือรือร้น แม้แขนขวาของผมจะยังเข้าเฝือกโตงเตงจนเดินทุลักทุเลไปบ้าง แต่สถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ก็ทำเอาลืมเจ็บไปชั่วขณะ

“ทางนี้ จี๊บ!”

เสียงแหลม ๆ ของมันร้องเรียกพลางกระพือปีกพั่บ ๆ บินดิ่งตรงไปข้างหน้า ก่อนที่มันจะร่อนลงจอดนิ่งอยู่บนชะง่อนโขดหินมหึมาก้อนหนึ่ง

ซ่า... ซ่า...

เสียงกระแสน้ำจากลำธารไหลเชี่ยวสาดกระทบโขดหินดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท บรรยากาศรอบข้างเริ่มชื้นแฉะและมีไอหมอกบาง ๆ ลอยอวลอยู่เหนือน้ำ 

ผมและด็อกเตอร์ค่อย ๆ ก้าวเท้าหลบมุมเดินเข้าไปด้านหลังโขดหินใหญ่ก้อนนั้น พลางชะโงกหน้าแง้มมองลงไปดูบริเวณด้านล่างอย่างระมัดระวัง

สายตาของผมกวาดผ่านโขดหินและพุ่มไม้ลงไป... ที่บริเวณก้อนหินใหญ่ใจกลางริมน้ำลึกเข้าไป มีร่างของสิ่งมีชีวิตตนหนึ่งขนฟูนอนนิ่งสนิทอยู่ สภาพของมันตรงตามที่เจ้านกอ้วนตัวเป๊ะ ๆ 

“เราต้องรีบแล้ว!” ด็อกเตอร์ตุลย์เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมจริงจัง

แกไม่รอช้าสปริงข้อเท้ากระโดดพุ่งตัวลงจากโขดหินผาอย่างรวดเร็วและแคล่วคล่องว่องไว ร่างของแกดิ่งตรงดิ่งเข้าไปหาร่างที่นอนนิ่งตรงริมน้ำนั้นทันทีเพื่อตรวจเช็กอาการบาดเจ็บ

ด็อกเตอร์ตุลย์ประคองอุ้มร่างที่นอนนิ่งนั้นขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะหันกลับมาทางผม เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมันอย่างชัดเจนเต็มสองตา

และเมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘กิหมี’ แบบเต็ม ๆ... 

‘รูปร่างของมันแม่งเหมือนหมาปอมชัดๆ!!’ นั่นคือความคิดเดียวที่ตะโกนลั่นอยู่ในหัวของผมตอนนี้ ขนฟู ๆ ตัวสั้น ๆ ป้อม ๆ หน้าแหลมจิ้มลิ้มจมูกดำดุ๊กดิ๊ก นี่มันหมาปอมเมอเรเนียนชัด ๆ ! 

“เดี๋ยวนะ! กิหมีที่แกพูดถึง... คือหมาปอมหรอวะ!!” ผมหันขวับไปอ้าปากค้างใส่เจ้านกอ้วนตัวป้อมทันทีด้วยความอึ้ง

“อย่ามาดูถูกพวกเรานะ จี๊บ! ถึงจะเห็นหน้าตาแบบนั้น แต่ยังไงกิหมีก็คือสัตว์วิเศษนะ!” เจ้านกอ้วนกระพือปีกพั่บ ๆ พลางแผดเสียงแหลมเถียงคอเป็นเอ็นอย่างไม่ยอมแพ้

ผมกุมขมับ... มองเจ้านกอ้วนกลมสีแดงสลับทอง ย้ายสายตาไปมองไอ้ตัวขนฟูหน้าหมาปอมในอ้อมแขนด็อกเตอร์

‘เออ... สงสัยคนสร้างอยากได้มาสคอตโลกเวทมนตร์สินะ ถึงได้ดีไซน์สัตว์วิเศษออกมาหน้าตาน่ารักขนาดนี้!’ 

ด็อกเตอร์ตุลย์อุ้มเจ้ากิหมีพลางก้าวเท้าตะเกียตะกายปีนฝั่งลำธารขึ้นมาอย่างทุลักทุเล แกวางมันลงบนริมธารเพื่อเช็กดูอาการบาดเจ็บอย่างละเอียด ซึ่งก็พบว่ามีรอยเลือด ไหลซึมเยิ้มออกมาจากตรงช่วงขาขวาของมันไม่หยุด

“ด็อกเตอร์... เราจะเอายังไงดี จะพามันไปคลินิกสัตว์เลยไหมครับ?” ผมเอ่ยปากถามด้วยความร้อนรน

“เออ มันคงต้องเป็นอย่างนั้นแหละ!” ด็อกเตอร์พยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว แกช้อนตัวเจ้าขนฟูขึ้นมาอุ้มแนบอักอีกครั้ง ก่อนที่พวกเราทั้งหมดจะรีบสับเท้าโกยอ้าววิ่งออกจากป่าลึกเพื่อมุ่งหน้าไปคลินิกสัตว์ที่ใกล้ที่สุดทันที

ในระหว่างที่กำลังวิ่งหน้าตั้งอยู่นั้น สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นเจ้านกอ้วนกลมบินร่อนตามมาติด ๆ

“ส่วนนาย...” ผมหันขวับไปหา “อยู่เงียบ ๆ เดี๋ยวคนแถวนี้ได้แตกตื่นกันหมดพอดี”

“โอ้โห! เจ้าเด็กนี่ คิดว่าฉันอยู่ไม่เป็นหรือไง จี๊บ!” เจ้านกอ้วนกระพือปีกพั่บ ๆ บินเชิดหน้าพยายามอวดเบ่งเต็มที่ก่อนจะสำทับต่อ “และอีกอย่างนะ ฉันไม่ได้ชื่อว่านาย! ฉันมีชื่ออันไพเราะเพราะพริ้งว่า ‘ทิสเทล’ ต่างหากล่ะ จี๊บ!"

'นกการเวก สัตว์วิเศษในตำนานของไทย แต่ดันมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษแหะ'

พวกเราลนลานหิ้วร่างเจ้ากิหมีมาถึงคลินิกสัตว์ คุณหมอก็รีบนำตัวมันเข้าห้องฉุกเฉินเพื่อตรวจอาการและทำการรักษาทันที โชคดีที่แผลไม่ได้ลึกถึงกระดูก หมอจึงช่วยห้ามเลือดและเย็บแผลให้จนมันพ้นขีดอันตรายเรียบร้อย

หลังจากผ่านเรื่องวุ่น ๆ ไปได้ ตอนนี้มันจำเป็นต้องนอนพักฟื้นดูอาการอยู่ที่คลินิกต่ออีกสักพักใหญ่ ๆ ผมที่ยืนพิงผนังคลินิกอยู่ก็เริ่มหันมาสนใจปัญหาต่อไปทันที

“เฮ้ย... แล้วจะเอายังไงต่อล่ะทีนี้?” ผมหันไปกระซิบถามเจ้าทิสเทลเสียงเบา

“ฉันก็ต้องรอจนกว่าเจ้านั่นจะหายดีนั่นแหละ ถึงจะพามันกลับป่าหิมพานต์ได้ จี๊บ!” ทิสเทลพูดตอบในขณะที่ตัวของมันกำลังขยับดุ๊กดิ๊ก ขนปุย ๆ ย่ำเท้าจัดแจงท่าทางเพื่อขยับลงมานั่งแหมะอยู่บนหัวของผม

ผมถอนหายใจยาว ช่างมันเถอะ... ผมหันไปหาตาแก่ที่ยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ

“ด็อกเตอร์ครับ... คุณเคยไปป่าหิมพานต์มาก่อนไหมครับ"

“ก็เคยอยู่ครั้งหนึ่งล่ะนะ ตอนที่ต้องไปหาน้ำตาพญานาคาน่ะ” ด็อกเตอร์ตุลย์ตอบพลางยักไหล่

“นาคา... พญานาคหรอ!!” ตาผมลุกวาวทันที

“อืม ใช่... แต่บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ใช่พญานาคธรรมดา ๆ แบบที่แกเคยเห็นหรอก แต่เป็นถึงนาคราชระดับสูงเลยล่ะ”

“ผมอยากฟัง!!” ผมรีบพูดสวนขึ้นมาแทบจะทันที

“งั้นหรอ? ถ้าอย่างนั้นเรากลับบ้านกันเถอะ เดี๋ยวฉันจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง” ด็อกเตอร์ตุลย์ฉีกยิ้มกว้างอย่างชอบใจ

เมื่อตกลงกันได้ ผมกับด็อกเตอร์ก็ตรงดิ่งกลับกระท่อมกันทันที โดยที่ในคราวนี้... พวกเราได้สมาชิกใหม่เจ้าอ้วนกลมอย่างเจ้าทิสเทล เกาะแน่นอยู่บนหัวของผมกลับเข้าบ้านเพิ่มมาอีกตัวหนึ่ง

 

สองวันต่อมา...

วันนี้ก็ถึงเวลาที่พวกเราต้องกลับไปคลินิก ผม ด็อกเตอร์ตุลย์ และเจ้าทิสเทลที่ยังคงเนียนเกาะอยู่บนหัวของผม เดินดิ่งตรงไปยังโซนรับฝาก

“บ๊อก ๆ ๆ!”

เสียงเห่าเล็ก ๆ แหลม ๆ ดังระงมขึ้นมาทันทีที่พวกเราก้าวขาเข้าห้อง พวกเราเดินมาหยุดยืนอยู่ต่อหน้ากรงเหล็กขนาดพอดีตัวซึ่งเป็นที่พักฟื้นของเจ้ากิหมี ขาขวาของมันมีผ้าพันแผลสีขาวพันเอาไว้แน่นหนา แต่นั่นก็ไม่ได้ลดความดีดกะดกลุกขึ้นมายืนสองขาเอาขาหน้าเกาะกรง พวงหางฟู ๆ ของมันสะบัดแกว่งไปมาขยับกระดิกระรัวดิ๊ก ๆ ด้วยความดีใจ

ผมหรี่ตามองไอ้ก้อนขนฟูสีน้ำตาลอ่อนตรงหน้าพลางถอนหายใจยาวรอบที่ล้าน

‘ดูมันยังไง... ก็หมาปอมดี ๆ นี่แหละ!’

“เอาล่ะ ในเมื่อแผลเริ่มแห้งดีแล้ว... ด็อกเตอร์ครับ เราจะพามันกลับเลยไหม?” ผมหันไปถามด็อกเตอร์ที่ยืนกอดอกมองหมาปอมหิมพานต์หน้าขนอยู่ข้าง ๆ

“โอเค รับมันแล้วพามันกลับบ้านกัน” ด็อกเตอร์ตุลย์พยักหน้า ก่อนจะเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์เพื่อจัดการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด

 

พวกเราออกเดินทางกลับมายังชายป่าแห่งเดิม ด็อกเตอร์ค่อย ๆ วางร่างเจ้ากิหมีลงสู่พื้นดิน ทันทีที่อุ้งเท้าเล็ก ๆ สัมผัสพื้นดิน เจ้าขนฟูก็ทิ้งตัวลงไปวิ่งเล่นหน้าตั้ง แถมยังพยายามเอี้ยวตัวงับหางตัวเองหมุนวนเป็นวงกลมอย่างร่าเริง วินาทีนั้นในหัวของผม มีแต่คำว่า ‘น่ารัก’ ลอยวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตลอด

และแล้ว เจ้าทิสเทลก็โผบินร่อนลงมาจากบนหัวของผม เปลี่ยนตำแหน่งย้ายไปเกาะแหมะอยู่บนหัวของเจ้ากิหมีแทน

“ขอบใจมากนะเจ้ามนุษย์ที่ช่วยเหลือ! จากนี้เดี๋ยวฉันจะนำทางพามันกลับเข้าป่าหิมพานต์เองนะ จี๊บ!” ทิสเทลเชิดหน้าพูดด้วยน้ำเสียงแหลมใส

“อืม คราวหลังคราวต่อไปก็ระวังตัวกันด้วยล่ะ” ด็อกเตอร์ตุลย์พูดเตือนด้วยรอยยิ้ม

“และอีกอย่างนะ จี๊บ...” ทิสเทลหลับตาลงอยู่ครู่หนึ่งคล้ายกำลังซาบซึ้งกับบางสิ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาพยักหน้าหงึก ๆ “กับข้าวที่โลกแห่งนี้มันอร่อยมากเลย! ไว้เดี๋ยวพวกเราจะแวะมาหาใหม่นะ จี๊บ!”

‘เจ้านกตะกละเอ้ย... ที่แท้ก็ติดใจของกินฝั่งนี้สินะ’ ผมแอบค่อนขอดประชดมันในใจ

“งั้นพวกเราไปก่อนนะ จี๊บ!”

สิ้นเสียงเจ้านกอ้วน เจ้ากิหมีก็หันหลังกลับสะบัดก้นวิ่งดุ๊กดิ๊กมุ่งหน้าตรงเข้าสู่ผืนป่า ทั้งสองตัววิ่งลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งร่างของเจ้ากิหมีและนกการเวกค่อย ๆ เลือนหายลับตา