เคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล
แฟนตาซี,แอคชั่น,ผจญภัย,อิงประวัติศาสตร์,รั้วโรงเรียน,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,ผจญภัย,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาลเคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล
เสียงออดเลิกเรียนแผดเสียงยาวตัดผ่านความเงียบของคาบสุดท้าย เป็นสัญญาณให้เหล่านักเรียนเริ่มเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้าน
ท่ามกลางความวุ่นวายของเพื่อนร่วมห้องที่เริ่มจับกลุ่มพูดคุย ผมยังคงก้มหน้าเขียนการบ้านวิชาที่เรียนวันนี้อย่างเร่งรีบเพื่อให้เสร็จสิ้นก่อนจะไปทำงานพิเศษอีก
“เคนปะกลับบ้านกัน”
นั้นคือเสียงของไอ้ตั้ม ตั้มเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างผอมสูงที่มักจะยืนหลังค่อมเล็กน้อยในชุดนักเรียนที่ปล่อยชายเสื้อหลุดลุ่ยตามสไตล์เด็กหลังห้องทั่วไป ใบหน้าของเขาดูจืดชืดและมีรอยสิวประปรายตามประสาวัยรุ่น
“ค่อยไปทำตอนกลับบ้าน”
“ไม่ได้หรอกกุมีงานพิเศษที่ต้องไปทำ การบ้านกุจึงรีบทำเสร็จก่อน”
เคนตอบกลับโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เนื้อหาในสมุด มือของเขาขยับปากกาจดสมุดอยู่
“กุเห็นมึงทำงานนี้มาแล้ว 1เดือนมึงทำทำไมว่ะ? หรือหาตังไปเที่ยว?”
“เปล่าหรอกก็ไม่มีอะไรพิเศษ”
ภาพในความทรงจำฉายชัดถึงคืนที่แสงไฟสลัวที่ห้องนั่งเล่น ผมแอบเห็นด็อกเตอร์บ่นพึมพำและมองดูกระดาษบางอย่าง “เฮ้ยการเรียนสมัยนี้ต้องมีโทรศัพท์สินะ”
ในวันนั้นเป็นวันที่ผมกำลังเปิดเรียนผมรู้อยู่แก่ใจว่าด็อกเตอร์ต้องการให้ผมได้รับสิ่งดีๆ แต่ในใจผมนั้นไม่อยากหนี้บุญคุณให้กับด็อกเตอร์หรอก ด็อกเตอร์เขาไม่มีทั้งภรรยา และแน่นอนว่าลูกก็ไม่มี เขาคงคิดว่าผมนี่แหละเป็นลูกของเขา ผมเลยจึงสัญญาจะเป็นคนดูแลด็อกเตอร์เอง
“ไม่ต้องห่วงหรอกตั้มเราก็อยู่ด้วย”
เอมแทรกกะทันหันพร้อมพลางเท้าสะเอวทั้งสองข้างด้วยท่าทีที่ดูมั่นใจ
“อุ๊ย คู่รักมาว่ะ”
ตั้มพูดด้วยเสียงลากยาว
“ม ไม่ได้!!เป็นสักหน่อย”
เอมลนลานพร้อมหน้าแดงไปด้วย
"เราว่าจะมาทำการบ้านพร้อมกับเคนอ่ะ
“หรอเออๆงั้นกุไปก่อนล่ะ”
ตั้มไหวไหล่พลางยกมือขึ้นโบกหยอย ๆ แบบไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะหันหลังเดินทอดน่องออกจากห้องไป เอมยกโต๊ะข้างๆเคนมาแนบชิดโต๊ะของเคนและเธอนั่งข้างๆหยิบสมุดการบ้านขึ้นมาและยิ้มเล็กน้อย
“งั้นเรามาทำการบ้านกันเถอะ”
“อื้ม”
ผ่านเวลาไปประมาณ30นาทีผมจรดปากกาเขียนคำตอบสุดท้ายลงในสมุดก่อนจะปิดมันลงเสียงดัง ปึก เป็นสัญญาณว่าภาระงานในมือเสร็จสิ้นลงทันเวลาพอดี
"โอเคเสร็จแล้วกลับกันเอม"
“อื้ม”
ผมและเอมกวาดอุปกรณ์การเรียนบนโต๊ะลงกระเป๋าเป้อย่างรวดเร็วเราจัดระเบียบของข้างในอย่างคล่องแคล่วเพื่อให้กระเป๋าปิดลงได้สนิท ก่อนจะดึงซิปรูดปิดเสียงดัง ครืด ยาวๆ
พวกเราเดินไปลานจอดรถเพื่อไปรับจักรยาน
“แบบเดิมใช่ไหมจะรอพ่อมารับที่ร้านลุงชัย”
“ใช่เราจะช่วยเคนทำงานด้วย”
“เฮ้ย!!เอาจริงดิไม่ต้องก็ได้มั้ง”
“อยู่นั้นมันไม่มีอะไรทำอ่ะเลยอยากช่วย”
“อือ งั้นขอลุงแก่เองล่ะกัน”
“ได้”
ผมเหวี่ยงขาขึ้นคร่อมจักรยานคันเก่งอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะรอให้เอมขยับขึ้นมานั่งบนเบาะหลังอย่างมั่นคง สองเท้าออกแรงถีบแป้นจักรยาน พาคนทั้งคู่มุ่งหน้าออกจากรั้วโรงเรียนไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยเพื่อตรงไปยังร้านข้าวมันไก่ของลุงชัย โดยมีลมเย็นยามเย็นพัดผ่าน
กลิ่นหอมของน้ำซุปและไก่ต้มที่คุ้นเคยโชยมาเตะจมูกทันทีที่ผมเลี้ยวจักรยานเข้ามาจอดหน้าร้านข้าวมันไก่ลุงชัย ผมรีบลงจากรถพลางมองดูบรรยากาศในร้านที่เริ่มมีลูกค้าทยอยเข้ามานั่งจับจองโต๊ะ เป็นสัญญาณว่าเวลาการทำงานของผมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
“เอ้ารีบเร็วเคน!!” ลุงตะโกนเรียก "หนูเอมก็มาด้วยหรอ? ช่างเถอะไปเก็บของเร็ว!!"
ผมก้าวฉับ ๆ เข้าไปหลังร้านเพื่อวางกระเป๋าเป้ไว้บนชั้นวางของที่คุ้นเคย ก่อนจะหยิบผ้ากันเปื้อนสีตุ่นขึ้นมาสวมและผูกเชือกที่เอวอย่างคล่องแคล่วเพื่อเตรียมตัวรับศึกหนักในกะเย็นนี้ ขณะที่ผมกำลังจะเดินออกไปประจำที่หน้าเขียง เอมกลับก้าวเข้ามาหาลุงชัยที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมจาน เธอพนมมือไหว้อย่างอ่อนน้อมพลางเอ่ยปากขออนุญาตลุงชัยช่วยงานในร้านอีกแรง เพื่อหวังจะช่วยแบ่งเบาภาระและอยู่เป็นเพื่อนผมไปในตัว โดยลุงชัยได้แต่มองหน้าเราสองคนสลับกันไปมาด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
“โอเคๆ ได้ๆ ไปหยิบผ้ากันเปื้อนมาใส่เลย”
เอมวิ่งไปหยิบผ้ากันเปื้อนอย่างหน้าตั้งเธอสวมผ้าอย่างรวดเร็วและไปรับลูกค้าที่เข้ามาร้าน และไม่สมุดน้อยจดเมนูที่ลูกค้าสั่ง
ส่วนผมมีน่าที่เสริฟอาหารและเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้นั้นคือการล้างจานผมไม่ได้รับหน้าที่การสับไก่อ่ะนะ เรื่องพวกนี้มันต้องระดับผู้ชำนาญอย่างลุงชัยเท่านั้นที่จะทำหน้าที่นี้ ถ้าผมได้ทำมันล่ะก็มีหวังเขียงและโต๊ะของร้านได้พังพอดีด้วยแรงมหาศาลของผม ถึงจะกะแรงได้ก็ตามเรื่องแบบนี้อย่างไงก็ต้องลุงชัยเท่านั้นแหละ
“น้องสาวจ๊ะๆ” ลูกค้าชายคนหนึ่งยกมือเรียกเอมมาหา “พี่ขอสั่งข้าวหมูแดง และ ข้าวมันไก่แซ่บนะ”
“คะ” เธอคานรับพร้อมจดโน๊ต “ข้าวหมูแดงหนึ่ง ข้าวมันไก่แซ่บหนึ่งนะคะ”
“ใช่จ๊ะ”
“งั้นรอสักครู่นะคะ”
หลังจากเธอได้รับเมนูจากลูกค้าเธอก็เอาโน๊ตเอาไปให้ลุงชัย
“ลุง!!ลูกสาวน่ารักจังมีแฟนหรือยังเพื่อนผมจะจีบ" ลูกค้าที่เอมไปรับออเดอร์จากเขาตะโกนขึ้นมา
“มึงอย่าไปยอกน้องเขา”ลูกค้่าชายรูปร่างอ้วนท้วนที่นั่งตรงข้ามตอบโต้
“เฮ้ย!!ไอ้พวกนี้เนี่ย น้องเขาไม่ใช่ลูกข้าโว้ย!! และแฟนเขาก็อยู่โน่น" ลุงชัยมองหน้ามาทางผม
“ไม่ใช่หรอกครับเป็นแค่เพื่อน” ผมเอานํ้าไปเสริฟลูกค้าที่โต๊ะ
พอได้ยินคำว่า "แค่เพื่อน" เต็มสองหู เอมก็ถึงกับเข่าอ่อนจนแทบจะลงไปกองกับพื้น มือที่กำลังถือถ้วยน้ำซุปสั่นระริกจนเกือบทำน้ำหกใส่หัวลูกค้า ราวกับมีฟ้าผ่าลงมากลางร้านข้าวมันไก่ ลุงชัยที่ยืนสับไก่อยู่ถึงกับชะงักปังตอ มองดูนางเอกประจำร้านที่วิญญาณเกือบออกจากร่างเพราะโดน "Friendzone" เข้าอย่างจัง
“พ..เพื่อน..เป็นได้แค่เพื่อน”
เอมเดินขยับร่างกายอย่างแข็งทื่อเหมือนซอมบี้ที่วิญญาณหลุดลอยไปแล้ว มือไม้สั่นเทาขณะพยายามเสริฟอาหารให้ลูกค้า
วันนี้ร้านดูคึกคักกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด อาจจะเป็นเพราะพลังดึงดูดของเอมก็ได้ จากวันก่อนที่เธอเป็นเพียงลูกค้าผู้น่ารักซึ่งนั่งรอคุณพ่อมารับ แต่วันนี้เธอกลับสวมบทบาทเป็นเด็กฝึกงานจำเป็นเคียงข้างผม ยิ่งเห็นลูกค้าหลายคนแอบมองตามรอยยิ้มพิมพ์ใจของเธอแล้ว ผมก็ได้แต่คิดในใจว่าคนหน้าตาดีนี่หยิบจับอะไรก็ดูจะทำให้บรรยากาศรอบตัวสดใสและสะดวกสบายไปหมดเสียจริง
ร้านข้าวมันไก่เริ่มเข้าสู่ช่วงชุลมุน เอมที่พยายามพิสูจน์ตัวเองเริ่มสะสมจานชามจากโต๊ะต่าง ๆ จนกองสูงท่วมหัวเป็นภูเขาเลากา เธอฝืนประคองกองพะเนินนั้นเดินตรงไปยังโซนล้างจานด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เพราะความล้าที่เริ่มเข้าจู่โจม
ในขณะที่เธอกำลังจะก้าวเข้าสู่พื้นที่เปียกหลังร้าน เท้าเจ้ากรรมกลับลื่นน้ำขังจนเสียการทรงตัว กองจานยักษ์เอียงวูบเตรียมร่วงลงกระแทกพื้นในเสี้ยววินาที แต่ก่อนที่ความชิบหายจะเกิดขึ้น เคนพุ่งตัวด้วยความเร็วที่แทบมองไม่ทันคว้ากองจานทั้งหมดไว้ได้ด้วยมือเดียวอย่างมั่นคง พร้อมกับวาดวงแขนหนารัดโอบเอวเอมดึงเข้าหาตัวเพื่อพยุงไม่ให้เธอล้มลง ทิ้งให้ทั้งคู่อยู่ในท่าที่ใกล้ชิดกันจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวท่ามกลางความเงียบกริบของหลังร้าน
“ไม่เป็นไรนะ”
“อะ…อืม”
เอมตะลึงกับความไวของเคนที่เขานั้นสามารถรับจานชามได้ทันหมดด้วยไม่มีอะไรตกลงพื้น
ท่ามกลางความเงียบที่น่าใจหายของทั้งคู่ เสียงส้อมคันหนึ่งก็ร่วงหลุดจากกองจานลงกระทบพื้นดัง เคร้ง! จนบาดหู ส่งผลให้ทั้งเคนและเอมสะดุ้งสุดตัวและรีบหันขวับไปมองที่ต้นเสียงพร้อมกันในทันที
“เหมือนยังเหลือชิ้นหนึ่ง”
“เคน!!หนูเอมอย่าพึ่งจีบกันทำงานก่อน”
ลุงชัยที่ยืนสับไก่อยู่ถึงกับชะงักมือแล้วเงยหน้าขึ้นมาตะโกนแซวเสียงดังลั่นร้าน จนทั้งสองคนรีบผละออกจากกันแทบไม่ทัน
ผมรีบแยกตัวไปที่ซิงค์ล้างจานหลังร้านทันที เขาเพ่งสมาธิไปกับการล้างจานในกะละมังอย่างรวดเร็วเพื่อพยายามกะแรงมหาศาลของตนเองไม่ให้จานแตก ขณะที่เอมรีบคว้าสมุดจดออเดอร์เดินจ้ำไปรับลูกค้ากลุ่มใหม่หน้าร้านเพื่อกลบเกลื่อนอาการหน้าแดง ส่วนลุงชัยยังคงสับไก่เสียงดังสนั่นพร้อมรอยยิ้มกริ่มที่เห็นทั้งคู่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานโดยไม่ยอมมองหน้ากัน
เวลาผ่านไปไม่นานรถเก๋งสีขาวมันวาวแล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทหน้าร้านข้าวมันไก่พอดิบพอดี ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานก้าวลงจากรถพร้อมกับมองตรงเข้ามาในร้าน เขาคือพ่อของเอมที่มารับลูกสาวตามนัดหมาย
“พ่อมาแล้วหรอคะ!”
“อุ๊ย..มาทำงานพิเศษหรอลูก”
เอมรีบถอดผ้ากันเปื้อนอย่างรวดเร็ว
“เปล่าคะแค่ช่วยเพื่อนทำงานคะ นั่งรอพ่อมารับมันนานไม่มีอะไรทำเลยอยากช่วยเคนคะ”
“หรอแล้วเคนอยู่ไหนล่ะ”
เอมชี้เข้าไปหลังร้าน
“เขากำลังล้างจานอยู่หลังร้านคะ ให้เรียกให้ไหมคะ”
“ก็ได้นะ”
“เคน!!”
เอมตะโกนเรียกเสียงดังจนก้องไปถึงหลังบ้าน เคนรีบละมือจากกะละมังล้างจานแล้วเดินกึ่งวิ่งออกมาหน้าร้านด้วยท่าทีลนลานเล็กน้อย เมื่อเห็นชายภูมิฐานที่ยืนอยู่ข้างรถเก๋งสีขาว เคนก็รีบหยุดยืนตรงแล้วยกมือไหว้พ่อของเอมอย่างนอบน้อมทันทีตามมารยาท พร้อมกับกล่าวคำทักทายขณะที่มือยังชื้นน้ำอยู่เล็กน้อย จนเอมที่ยืนอยู่ข้างๆ แอบยิ้มออกมากับท่าทางเกร็งๆ ของเพื่อนชายคนนี้
“ขอบใจนะเคนที่ดูแลเอม”
พ่อของเอมยิ้มพลางๆ
“ไม่เป็นครับวันนี้นางก็ช่วยผมไว้เยอะเลย”
เอมส่งยื่นผ้ากันเปื้อนให้เคนรับไปถือไว้
“อ่ะเคน”
"งั้นเรากลับกันเถอะ" พ่อหันไปทางเอมแล้วเอ่ยถามขึ้นมาว่า "เอาข้าวมันไก่กลับไปกินมื้อเย็นไหมลูก?"
“ก็ได้นะคะ”
“ลุงข้าวมันสามกล่องนะ”
พ่อของเอมตะโกนสั่งข้าวมันไก่กับลุงชัยเสียงดังฟังชัด เพื่อนำกลับไปทานกันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูกที่บ้าน หลังจากรอเพียงชั่วอึดใจ ลุงชัยก็จัดการห่อข้าวมันไก่ร้อนๆ เสร็จเรียบร้อย เมื่อได้รับของแล้ว เอมก็หันมาโบกมือลาลุงชัยและเคนด้วยรอยยิ้มสดใสก่อนจะก้าวขึ้นรถเก๋งสีขาวหายลับไปจากหน้าร้าน
ลุงชัยที่ยืนมองอยู่ก็เปรยขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มกริ่ม
“เฮ้ย เคนเอ้ยเล่นของสูงเลยนะมึง”
“ของสูงอะไรลุงแค่เพื่อนกัน”
“หรออออ” ลุงชัยลากเสียงสูงอย่างไม่เชื่อสายตา ทำเอาเคนได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อด้วยความขัดเขิน
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงเลิกกะของเคนในเวลาประมาณ 20:00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกค้าในร้านเริ่มบางตาลง ผมจึงหันไปบอกกับลุงชัยว่า
"ผมกลับก่อนนะลุง"
แต่ลุงชัยรีบเบรคเคนไว้เสียก่อน แกหันไปหยิบห่อข้าวมันไก่ที่เตรียมไว้แล้วยื่นให้เด็กหนุ่ม
"อ่ะเคน เอาข้าวมันไก่ไปกินซะ" ลุงชัยกล่าวด้วยรอยยิ้ม "เอาไปฝากลุงตุลย์ด้วยล่ะ"
“ไม่เป็นไรน่าลุงเดี๋ยวไปหาซื้อกินได้”
“เอาเถอะน๊าเคนดีกว่าไปหาซื้อกิน อ่าๆเอาไป เคนช่วยงานลุงไว้เยอะมากแล้ว”
“งั้นผมรับไว้ความเต็มใจล่ะกัน”
ผมรับห่อข้าวมันไก่มาไว้ในมือ ความอุ่นของห่อข้าวแผ่ซ่านผ่านถุงพลาสติก เขาพยักหน้าขอบคุณลุงชัยที่ดูแลและนึกถึงด็อกเตอร์ตุลย์อยู่เสมอ ก่อนจะเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน
ผมออกแรงถีบจักรยานไปตามเส้นทางกลับบ้านท่ามกลางความมืด แต่ขี่ไปได้เพียงสักพัก ผมก็ต้องชะงักเมื่อเห็นร่างอันอ้วนท้วนของด็อกเตอร์ตุลย์กำลังวิ่งหน้าตั้งสวนทางมาด้วยอาการหอบหืดจากความเหนื่อยรากเลือด
ใบหน้าของด็อกเตอร์ซีดเผือกราวกับกระดาษ ดูตื่นตระหนกผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด แกพุ่งตรงเข้ามาหาผมและหยุดกะทันหันตรงหน้าจักรยาน ทิ้งให้ผมยืนมองด้วยความตกใจพร้อมห่อข้าวมันไก่ที่ยังอยู่ในมือ
"เคนเธอเป็นอะไรไหม!!!"