เคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล
แฟนตาซี,แอคชั่น,ผจญภัย,อิงประวัติศาสตร์,รั้วโรงเรียน,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,ผจญภัย,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาลเคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล
ท่ามกลางความมืดครึ้มในป่าสนหลังฝนหยุดตก หยดน้ำยังเกาะพราวอยู่ตามใบไม้และกิ่งก้าน ชายร่างท้วมคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการเก็บสมุนไพร เขาสวมเสื้อกันฝนคลุมศีรษะจนมองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจนนัก
เขาเก็บเห็ดใส่ย่ามก่อนจะลุกขึ้นเดินลึกเข้าไปจนถึงทางลาดลงเขา ระหว่างที่ค่อยๆ ก้าวลงเนิน สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นร่างของใครบางคนนอนหมดสติอยู่ไม่ไกล เขาจึงรีบเร่งฝีเท้าลงไป พร้อมส่องไฟฉายไปยังจุดนั้นทันที
เด็กชายอายุราวสิบสี่ปีนอนนิ่งอยู่ริมลำธารน้ำป่า
“เฮ้ย!”
ชายคนนั้นพุ่งลงจากเนินอย่างไม่คิดชีวิต กิ่งไม้และรากไม้ที่ขวางทางไม่อาจหยุดยั้งเขาได้ ร่างอ้วนท้วมไถลลงมาตามดินเปียกจนแขนมีรอยถลอกเลือดซึมเล็กน้อย เขาเข้าไปเขย่าตัวเด็กชายอย่างแรง
“ตื่นสิ! เฮ้ย!”
เมื่อไร้เสียงตอบสนอง เขาจึงตัดสินใจแบกร่างเด็กชายขึ้นหลัง แล้วพากลับไปยังกระท่อมกลางป่าทันที
(วรรค)
เสียงปะทุของฟืนไม้และความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากเตาผิง ปลุกให้เด็กหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ในความสะลึมสะลือนั้น สายตาของเขาปะทะเข้ากับชายวัยเกษียณคนหนึ่ง ชายรูปร่างอ้วนท้วน ศีรษะล้าน และไว้เคราสีเงินรุงรัง เขากำลังสาละวนกับการเติมเชื้อไฟเพื่อให้กระท่อมคงความอบอุ่น
เมื่อสังเกตเห็นว่าแขกตัวน้อยตื่นแล้ว ชายชราก็ละมือจากงานเดินเข้ามานั่งลงตรงหน้า
“เป็นอะไรไหม?”
เขาถามออกไป แต่ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะไม่เข้าใจคำถามนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาได้แต่จ้องมองกลับมาด้วยแววตาว่างเปล่า จนตุลย์นึกขึ้นได้
“เอ่อ... จริงสิ ฉันต้องแนะนำตัวก่อน ฉันชื่อตุลย์ แล้วเธอชื่ออะไรล่ะ?”
นัยน์ตาสีแดงฉานราวกับอัญมณีทับทิมจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของตุลย์ แววตาคู่นั้นดูโศกเศร้าจนน่าใจหาย ราวกับว่าเด็กคนนี้กำลังแบกรับภาระหนักอึ้งของโลกทั้งใบไว้เพียงลำพัง
“อ...อา...อ่า...” เสียงที่เล็ดลอดออกมาฟังไม่ได้ความ คล้ายคนใบ้ที่พยายามจะสื่อสาร
“เป็นใบ้อย่างนั้นเหรอ? ถ้างั้นลองเขียนดูไหม”
ตุลย์รีบคว้ากระดาษและปากกาส่งให้ แต่เจ้าของดวงตาสีทับทิมกลับไม่เข้าใจเจตนา มือเรียวเล็กรับปากกาไปลากเส้นสะเปะสะแปะจนเต็มกระดาษด้วยรอยขีดเขียนที่ไร้ความหมาย
“ฉันไม่ได้ให้เธอวาดรูปเล่นนะ~~” ตุลย์กุมขมับพลางถอนหายใจ เขาเริ่มตระหนักว่าอุปสรรคครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการสื่อสาร “หรือว่าเธอ... จะสูญเสียความทรงจำไปหมดแล้ว”
เด็กน้อยยังคงละเลงรอยหมึกต่อไปไม่หยุด จนกระทั่งความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำและผล็อยหลับไปพร้อมกับกระดาษแผ่นนั้น ตุลย์มองภาพตรงหน้าด้วยความเวทนา เขาค่อยๆ ประคองศีรษะเด็กหนุ่มขึ้นเพื่อสอดหมอนและห่มผ้าให้ด้วยความทะนุถนอม
“เฮ้อ... พรุ่งนี้เช้าฉันจะพาเธอลงไปที่หมู่บ้าน ลองถามดูหน่อยแล้วกันว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร”
(วรรค)
เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศสดใสและชุ่มชื่นจากฝนที่โปรยปรายเมื่อคืน ตุลย์พาเด็กน้อยตื่นแต่เช้าตรู่ เพราะการเดินลงจากเขาเข้าสู่หมู่บ้านต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาที แถมยังต้องคอยระวังพวกสัตว์มีพิษอย่างแมงป่องหรือพวกงูที่มักจะออกมาหลังฝนตก
“เอาล่ะ พร้อมหรือยังเรา?” ตุลย์หันไปถาม
เด็กน้อยทำหน้าฉงนเอียงคอเล็กน้อย สื่อสารชัดเจนว่าไม่เข้าใจที่พูดเลยสักนิด ตุลย์ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะกุมมือเล็กๆ นั้นไว้แน่นแล้วเริ่มพากันเดินไต่ลงจากเขา ระหว่างทางเขาพยายามชวนคุยลองเชิงเพื่อเช็กความจำ แต่ก็ได้เพียงความเงียบกลับมา เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในใจได้แต่ภาวนาว่าคนในหมู่บ้านอาจจะพอรู้จักเด็กคนนี้บ้าง
ในที่สุด ทั้งคู่ก็มาถึงทางเข้าหมู่บ้าน บรรยากาศยามเช้าเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่ สองข้างทางมีร้านรวงวางขายของสดและของแห้ง ตุลย์ไม่รอช้า รีบพาเด็กน้อยเดินเข้าไปในย่านตลาดทันที แม่ค้าแผงผักคนหนึ่งรีบกวักมือเรียกทักทายอย่างเป็นกันเอง
“รับอะไรดีจ๊ะลุง? ผักสดๆ ผลไม้ก็เพิ่งมาส่งเมื่อเช้านี้เองนะ”
“เอ่อ... คือผมอยากมาสอบถามหน่อยน่ะครับ ว่าพอจะรู้จักหรือเคยเห็นหน้าเด็กคนนี้บ้างไหม?”
เด็กน้อยที่หลบอยู่ข้างหลังค่อยๆ โผล่หน้าออกมาตามแรงดึง
“หืม... ไม่นะคะ ไม่คุ้นหน้าเลยค่ะ” แม่ค้าตอบพลางหรี่ตามองอย่างใช้ความคิด
“อย่างนั้นหรอครับ...” ตุลย์ตอบเสียงอ่อนลงอย่างผิดหวัง
“หนูจ๊ะ ชื่ออะไรหรอเรา?” แม่ค้าถามด้วยรอยยิ้ม แต่เด็กน้อยยิ่งเบียดตัวเข้าหาตุลย์ เกาะชายเสื้อไว้แน่นด้วยความประหม่า
“ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่ต้องกลัวป้าหรอก ป้าไม่กัดหรอกลูก”
“คือ... แกพูดไม่ได้น่ะครับ” ตุลย์รีบอธิบายแทน “แถมดูเหมือนจะจำอะไรไม่ได้เลยด้วย”
“อ้าว... โถ น่าสงสารจัง ฉันก็อยากช่วยนะลุง แต่ไม่คุ้นหน้าน้องจริงๆ จ้ะ”
“ครับ... ไม่เป็นไร ขอบคุณมาก” ตุลย์เตรียมจะพาน้องเดินต่อ แต่แล้วแม่ค้าก็ร้องเรียกขึ้น
“เดี๋ยวจ้ะหนุ่มน้อย!! อ่ะ ป้าให้” เธอยื่นแอปเปิ้ลสีแดงลูกสวยให้เด็กชาย
“โอ้ ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจ่ายเอง!” ตุลย์รีบล้วงกระเป๋ากางเกงหาเงินทันที
“ไม่เป็นไรหรอกลุง ฉันให้เป็นของขวัญรับขวัญน้องแล้วกันนะ” แม่ค้ายิ้มกว้างอย่างใจดี “โอ๊ย!! น่ารักจังลูกเอ๋ย!! ขอให้เจอครอบครัวเร็วๆ นะจ๊ะ”
แม่ค้าโบกมือลาด้วยสายตาเอ็นดู ตุลย์พยักหน้าขอบคุณก่อนจะเดินทางต่อ เด็กน้อยก้มมองแอปเปิ้ลในมือครู่หนึ่ง แล้วจึงยกขึ้นมาพนมมือไหว้ขอบคุณไปทางแม่ค้าแบบเก้ๆ กังๆ ก่อนจะกัดคำโต
“หืม? นายรู้จักขอบคุณคนอื่นด้วยหรอเนี่ย” ตุลย์ทักขึ้นอย่างแปลกใจ เด็กน้อยเพียงแต่มองหน้าตุลย์ด้วยสายตาใสซื่อ เคี้ยวแอปเปิ้ลจนแก้มตุ่ยพลางเดินกึ่งวิ่งตามแรงจูงมือ
ตุลย์พาเด็กน้อยตระเวนถามผู้คนไปทั่วตลาด ทั้งวินมอเตอร์ไซค์ คนขับรถพุ่มพ่วง ไปจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ผลลัพธ์กลับเป็นศูนย์ ไม่มีใครเคยเห็นหรือได้ยินข่าวคราวเด็กหายเลย
ความหวังเริ่มถูกแทนที่ด้วยความล้า แสงแดดเริ่มแก่จัดจนเหงื่อซึมโชกแผ่นหลัง ตุลย์มองดูเด็กน้อยที่เริ่มเดินลากเท้าและกินแอปเปิ้ลจนเหลือแต่แกน
“เฮ้อ... ท่าจะยากกว่าที่คิดแฮะ” เขาสบถเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปนั่งพักที่ร้านข้าวมันไก่ข้างทาง กลิ่นหอมของน้ำซุปโชยมาแตะจมูกจนท้องเริ่มส่งเสียงประท้วง
เด็กหนุ่มนั่งมองตาปริบๆ
“ถ้ายังไม่ได้เรื่องอีก เห็นทีคงต้องให้ตำรวจจัดการแล้วนะ” ตุลย์บ่นอุบ “เฮียครับ ข้าวมันไก่เนื้อน่องสองจาน จานหนึ่งไม่เอาหนังให้เด็กด้วยนะครับ”
เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ เด็กหนุ่มก็นั่งมองตุลย์ตักข้าวเข้าปากทีละคำ โดยที่ตัวเองยังนั่งนิ่งไม่ยอมแตะต้องจานข้าว
“อะไรกัน... ลืมวิธีกินข้าวไปแล้วหรอ? นี่ ดูนะ จับช้อนแบบนี้ แล้วก็ตักเข้าปากแบบนี้”
เด็กหนุ่มตั้งใจดูการสาธิตอย่างจดจ่อ จากนั้นเขาก็เริ่มลองทำตาม แม้การจับช้อนจะดูเงอะงะเหมือนคนที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต แต่เมื่อข้าวคำแรกเข้าปาก ดวงตาของเขาก็ลุกวาวราวกับไม่เคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้ เขาเริ่มกินอย่างตะกละตะกลามจนข้าวเลอะเต็มหน้าและกระจายเกลื่อนโต๊ะ
“ใจเย็นๆ!! ไอ้หนู เดี๋ยวก็ติดคอหรอก!! ไม่มีใครแย่งหรอกน่า”
ไม่ทันขาดคำ เด็กหนุ่มก็เริ่มมีอาการแน่นหน้าอกและทุบหน้าอกตัวเองแรงๆ ตุลย์รีบคว้าแก้วน้ำส่งให้ทันที
“นั่นไง พูดไม่ทันขาดคำ กินช้าๆ หน่อยก็ได้”
หลังทานเสร็จ พวกเขาก็ลุกไปจ่ายเงินกับเฮียเจ้าของร้าน
“เฮียรู้จักเด็กคนนี้ไหมครับ?”
เฮียเจ้าของร้านขมวดคิ้ว “ไม่รู้จักเลย เขาเป็นใครล่ะ?”
“เด็กที่ผมเจอในป่าเมื่อคืนน่ะครับ ไม่รู้ทำไมถึงไปนอนสลบอยู่ที่นั่น ผมเลยพามาหาทางส่งกลับบ้าน”
“อ๋อ... งั้นเหรอ ขอให้เจอญาติไวๆ นะไอ้หนู”
ชาวบ้านพากันวิ่งแตกตื่นรุมไปที่จุดเดียว จนเจ้าของร้านข้าวมันไก่ต้องตะโกนเรียกถามคนรู้จักที่กำลังวิ่งผ่านหน้าไป
“เฮ้ย!! ไอ้ยอด เกิดอะไรขึ้นวะ!!”
ชายที่ชื่อยอดรีบวิ่งเข้ามาหาด้วยท่าทางลนลาน เหงื่อไหลโชกเต็มหน้า “บ้านป้ามิงไฟไหม้!!”
“ห๊ะ!!! บ้านยัยมิงไฟไหม้!!”
เฮียเจ้าของร้านทิ้งข้าวของทันที เขาโยนผ้ากันเปื้อนทิ้งอย่างไม่ใยดีก่อนจะรีบวิ่งแจ้นตามยอดไปทางบ้านป้ามิง ตุลย์ที่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าจึงหันมาถามเด็กน้อย
“เราควรไปดูไหม?”
ตุลย์ก้มลงถามเด็กน้อยด้วยความสงสัย เขาเองก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงจูงมือเด็กน้อยเดินตามกลุ่มชาวบ้านไปจนถึงบ้านของป้ามิง
ที่นั่นมีผู้คนยืนมุงดูบ้านไม้สองชั้นที่กำลังถูกไฟลุกท่วม ชาวบ้านที่เป็นผู้ชายต่างพากันวิ่งไปตักน้ำจากลำคลองมาช่วยกันสาดหวังจะดับไฟที่โหมกระหน่ำ
“เร็วเข้า!!” เสียงตะโกนเร่งเร้าของชาวบ้านดังระงมขณะช่วยกันสาดน้ำเข้าไปในตัวบ้าน แต่ยิ่งสาดน้ำไปเท่าไหร่ เปลวไฟกลับยิ่งลุกลามจนดูไม่มีหวังว่าจะมอดลงได้เลย
ท่ามกลางความชุลมุน เด็กสาวมัธยมปลายผมยาวตัดหน้าม้าคนหนึ่งพยายามจะพุ่งเข้าไปในกองเพลิง แต่ถูกชาวบ้านช่วยกันกอดรั้งเอาไว้ เธอร้องไห้โฮจนน้ำตาอาบแก้มด้วยความสิ้นหวัง
“แม่คะ!!!!”
“ใจเย็นก่อนไอ้เมย์!!”
“ปล่อยนะป้า! แม่ยังติดอยู่ข้างในนั้น!!!”
“ถ้ามึงเข้าไป มึงก็ตายตามแม่มึงไปอีกคนนะ!!”
“แม่คะ!! แม่คะ!!!”
“ม..แม..แม่?”
ตุลย์ได้ยินเสียงพึมพำแผ่วเบามาจากข้างตัว เขาหันไปมองเด็กน้อยที่ตอนนี้ดวงตากลมโตสั่นระริกเหมือนกำลังช็อกกับภาพตรงหน้าอย่างรุนแรง ร่างกายของเด็กหนุ่มแข็งทื่อ มือไม้สั่นเทา และริมฝีปากเริ่มซีดเผือดราวกับคนเห็นผี
“ม…แม…แม่”
“นี่เธอ?”
“แม่!!!”
เด็กหนุ่มสะบัดมือตุลย์ออกอย่างรุนแรงก่อนจะพุ่งตัวมุ่งหน้าไปยังบ้านที่ไฟกำลังลุกโชน ตุลย์รีบคว้าไหล่เขาไว้ได้ทัน ทว่าแม้ตุลย์จะเป็นชายวัยเกษียณที่อายุใกล้เลข 60 แต่ยังมีพละกำลังอยู่บ้าง กลับไม่สามารถต้านทานแรงมหาศาลของเด็กหนุ่มได้เลย
ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์พยายามเข้ามาช่วยกันรวบตัวเด็กหนุ่มเอาไว้ แต่ก็ไม่มีใครเอาชนะแรงส่งของเขาได้แม้แต่คนเดียว
“แรงบ้าอะไรวะเนี่ย!!!” ชาวบ้านคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ตุลย์ได้แต่ยืนมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่กำลังพุ่งเข้าหากองไฟ ภาพตรงหน้าหวนคืนกลับไปซ้อนทับกับโศกนาฏกรรมในอดีต... ภาพของเปลวเพลิงที่โหมล้อมรอบป่าไม้ หญิงสาวที่ยืนอยู่บนแท่นบูชา และมือของตุลย์ที่พยายามเอื้อมไปหาเธอ แต่กลับทำได้เพียงแค่มองเธอยิ้มให้ด้วยความอ่อนโยนเป็นครั้งสุดท้าย
ตัวฉันที่เคยล้มเหลวในการช่วยหญิงสาวคนนั้น... แล้วตอนนี้ฉันจะต้องมาเสียเด็กคนนี้ไปอีกคนงั้นเหรอ!!!
เอ็งจะทำตัวขี้แพ้แบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ตุลย์!! แกจะหนีไปถึงไหน!!!
ตุลย์กำหมัดแน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อคิดถึงความทรงจำที่ไม่อาจลบเลือนนั้น เขาตัดสินใจวิ่งพุ่งตามเด็กหนุ่มเข้าไปในกองเพลิงทันที
“เฮ้ย!! ลุง! อย่าเข้าไป!!!”
เสียงชาวบ้านตะโกนห้ามกันระงม แต่ก็ไม่มีใครรั้งตุลย์ไว้ได้ทันเสียแล้ว
ตุลย์ฝ่าเปลวเพลิงเข้าไปภายในบ้าน ไฟลุกลามหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไม้บนคานเริ่มไหม้เกรียมเป็นถ่านและมีสิทธิ์พังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ เขาใช้มือปิดจมูกแน่นเพื่อกันไม่ให้ควันไฟสูดเข้าไปในปอด
“ไอ้หนู!! อยู่ไหน!!!”
ตุลย์ตะโกนสุดเสียง หวังเพียงให้เด็กหนุ่มส่งสัญญาณกลับมา
“แม่!!!”
ถึงจะไม่ใช่เสียงตอบรับอย่างที่หวังไว้ แต่เขาก็คิดในใจว่า ขอบใจมากไอ้หนู! ที่อย่างน้อยก็ทำให้รู้ตำแหน่ง
ตุลย์รีบวิ่งไปตามทิศทางเสียงจนถึงห้องโถง ที่นั่นเต็มไปด้วยตู้และข้าวของที่ถูกไฟพรมลามไปทั่ว เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนอนสลบไสลอยู่บนพื้น โดยมีเด็กหนุ่มกำลังพยายามเขย่าตัวเธออย่างสุดแรงพลางสำลักควันจนไอตัวโยน
“ไอ้หนู!!”
“แม่!!”
“นี่แม่แกเหรอ?” ตุลย์ถามขณะเข้าไปถึงตัว แต่เด็กหนุ่มยังคงเอาแต่พึมพำคำเดิมซ้ำๆ เหมือนหลุดลอยไปแล้ว
ตุลย์รีบแบกร่างหญิงสาวที่สลบขึ้นหลัง แล้วสั่งให้เด็กหนุ่มก้มตัวลงต่ำ “ฟังนะ! เราต้องหมอบลงแบบนี้ จะได้พอมีอากาศหายใจ!”
ทั้งสามพยายามคลานฝ่ากลุ่มควันจนเกือบจะถึงทางออก แต่แล้วไม้คานบ้านกลับพังครืนลงมาขวางหน้าเอาไว้ ตุลย์รีบหันไปด้านหลังแต่เปลวเพลิงก็ไล่ตามมาทันจนถูกล้อมกรอบไว้ทุกทิศทาง ไม่มีทางให้เดินฝ่าไปได้ง่ายๆ เลย
“โถ่เอ๊ย!! ไม่มีทางไปเลยเหรอวะ!!” ตุลย์สบถออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เหงื่อไหลโชกท่วมหน้า
ไม่มีเวลาแล้ว... ต้องใช้เวทมนตร์ ไม่งั้นทั้งเด็ก ทั้งผู้หญิง รวมถึงตัวเราได้ตายที่นี่แน่!!!
อากาศเริ่มเบาบางลงทุกที ตุลย์ตัดสินใจยื่นมือออกไปข้างหน้า วงแหวนเวทสีฟ้าสว่างวาบออกมาจากฝ่ามือ แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
บ้าชะมัด! ที่นี่แห้งแล้งเกินไป เสกน้ำออกมาไม่ได้เลย! พวกเราได้ตายกันหมดแน่!!
ตุลย์พยายามฝืนร่ายเวทครั้งแล้วครั้งเล่าขณะที่สติเริ่มพร่าเลือนเพราะขาดออกซิเจน แต่เวทมนตร์ก็ยังไม่ทำงาน เปลวเพลิงบีบกระชั้นเข้ามาทุกขณะ
จู่ๆ เด็กหนุ่มก็ล้มลงไปกองกับพื้น เขาเริ่มดิ้นทุรนทุรายเพราะกำลังจะขาดใจตาย
“อ้ากกกกกกกกกกกกกกก!!!”
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสดังระงมไปทั่วกองเพลิง เสียงนั้นเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจตุลย์ เป็นเสียงย้ำเตือนว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่าง... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!
ครืนนนน!!!
เสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่นจนบ้านทั้งหลังสั่นสะเทือน ตุลย์เบิกตากว้างด้วยความฉงน เสียงฟ้าร้องงั้นเหรอ? ทั้งที่ท้องฟ้าข้างนอกยังสดใสอยู่เนี่ยนะ?
“อ้ากกกกกกกกกกกกก!!!”
เด็กหนุ่มกรีดร้องสุดเสียง และทุกครั้งที่เขาร้อง เสียงฟ้าร้องก็คำรามรับเป็นจังหวะเดียวกันอย่างน่าประหลาด น้ำตาของเด็กน้อยไหลพรากออกมา ก่อนที่เขาจะฟุบสลบไปพร้อมกับเสียงที่นำพาความหวังมาให้...
ซ่าาาาาาาา!
เสียงเม็ดฝนตกลงมากระทบหลังคาอย่างหนัก ความชื้นและไอเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาคือสัญญาณรอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาในตอนนี้
“คราวนี้แหละ... ต้องใช้ได้แน่!!”
ตุลย์รวบรวมสมาธิเฮือกสุดท้ายยกมือขึ้น วงแหวนเวทสีฟ้าปรากฏชัดและหมุนวนอย่างรวดเร็วท่ามกลางความชื้นจากฝนธรรมชาติ
“เรนกราเกีย!!!”
เมฆครึ้มขนาดย่อมพวยพุ่งออกมาจากวงแหวนเวท ก่อนจะกลั่นตัวเป็นสายฝนกระหน่ำตกลงมาเฉพาะจุด ดับเปลวเพลิงบนไม้คานที่ขวางทางจนมอดสนิท ไม่เพียงเท่านั้น ไฟที่ไล่หลังมาติดๆ ก็เริ่มอ่อนกำลังลงจนเปิดทางสว่างให้เห็น
ตุลย์ไม่รอช้า เขาฝืนพละกำลังทั้งหมดอุ้มเด็กหนุ่มแนบอกและแบกหญิงสาวขึ้นหลัง ก้าวข้ามคานไม้ที่ไหม้เกรียมแล้วรีบวิ่งฝ่าควันไฟออกมาข้างนอกทันที
ทันทีที่ตุลย์พาทั้งสองออกมาสู่พื้นที่ปลอดภัย เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจและเสียงสรรเสริญจากชาวบ้านก็ดังระงมไปทั่ว ทุกคนที่ยืนมุงดูต่างพากันเข้ามาช่วยพยุงและขอบคุณเขาด้วยความซาบซึ้งใจ
“ขอบคุณมากค่ะลุง!!! ที่ช่วยแม่หนูไว้!!”
เหล่าญาติๆ ของหญิงสาวรีบเข้ามาช่วยแบกร่างแม่ของเมย์ลงจากหลังของตุลย์เพื่อพาไปขึ้นรถ ตุลย์ที่ยังอุ้มเด็กหนุ่มเอาไว้รีบเรียกทักขึ้น
“เดี๋ยว!! เอ่อ... คือว่า?”
ตุลย์พยายามยื่นตัวเด็กหนุ่มไปทางกลุ่มญาติเพื่อให้พวกเขาช่วยพิจารณา
“เด็กคนนี้เรียกแม่ของคุณว่าแม่... เขาเป็นญาติของคุณหรือเปล่าครับ?”
เหล่าญาติๆ ต่างพินิจมองใบหน้าของเด็กหนุ่มที่นอนสลบอยู่ในอ้อมแขนของตุลย์ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า
“ไม่ใช่หรอกครับ ไม่เคยเห็นหน้าเลย” ญาติฝ่ายชายเอ่ยตอบอย่างรีบร้อนก่อนจะพาแม่ของเมย์มุ่งหน้าไปโรงพยาบาลทันที
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกเหรอ...” ตุลย์พึมพำกับตัวเอง “แสดงว่าเธอคงมีเรื่องฝังใจเกี่ยวกับแม่สินะ... และที่สำคัญ เธอเองก็อาจจะมีเวทมนตร์เหมือนกับฉันด้วย”
ตุลย์ก้มลงมองเด็กหนุ่มที่ยังคงหลับใหล ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม สายฝนที่ยังคงตกลงมากระทบใบหน้าให้ความรู้สึกราวกับว่าท้องฟ้ากำลังร้องไห้ไปกับพวกเขา
(วรรค)
เมื่อถึงยามค่ำคืน หลังจากผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญมาทั้งวัน ตุลย์อุ้มเด็กหนุ่มกลับมายังกระท่อมของเขา เขาช่วยเช็ดตัวที่เปื้อนคราบเถ้าถ่านและหาเสื้อผ้าชุดใหม่มาเปลี่ยนให้ เด็กหนุ่มยังคงไม่ได้สติและนอนนิ่งอยู่บนโซฟา
ตุลย์เข้าครัวทำซุปเห็ดร้อนๆ เตรียมไว้ หวังว่าถ้าเด็กหนุ่มตื่นขึ้นมาจะได้มีอะไรรองท้องทันที
ไม่นานนัก เด็กหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขาพยุงตัวลุกขึ้นนั่งพลางทำหน้างอยๆ เหมือนยังปรับตัวไม่ถูก ตุลย์ยกแกงเห็ดพร้อมข้าวเหนียวมาวางให้ แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“ฉันทำเอง... กินสิ”
เด็กหนุ่มค่อยๆ ตักแกงเห็ดเข้าปากทีละคำอย่างช้าๆ ตุลย์มองภาพนั้นพลางครุ่นคิดในใจ
“ฉันนึกว่าเธอจะพูดไม่ได้ซะอีก... เธอเองก็คงเจอเรื่องร้ายๆ มาเหมือนกับฉันสินะ แบบนี้ค่อยพอจะเข้าใจกันได้หน่อย”
ตุลย์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้น
“ถ้าเธอไม่มีที่ไป... จะมาอยู่กับฉันก่อนก็ได้นะ”
หลังจากมื้อค่ำที่เงียบเชียบทิ้งไว้เพียงเสียงลมหวีดหวิวภายนอก ตุลย์ขยับเก้าอี้ไม้เสียงดังครืดก่อนจะหยิบแผ่นกระดาษที่เด็กหนุ่มขีดเขียนทิ้งไว้เมื่อคืนขึ้นมาดูอีกครั้ง ชายชราหรี่ตาเพ่งมองรอยปากกาที่ยุ่งเหยิงราวกับรังนกเหล่านั้น ในตอนแรกมันดูไร้ความหมายและรนรานเหมือนอาการของคนสติหลุด ทว่าเมื่อเขาลองหมุนกระดาษไปมาภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่วูบไหว เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ทำให้สันหลังวูบวาบ
บนชั้นวางหนังสือเก่าคร่ำครึ ตุลย์เอื้อมมือที่สั่นเทาเล็กน้อยไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่สันปกพังยับเยินจนเหลือตัวอักษรสีทองเลือนรางเพียงไม่กี่ตัว มันคือตำราโบราณว่าด้วย "ความรู้แห่งสรรพสิ่ง" หรือในภาษาที่นักปราชญ์ใช้กันคือ "KNOWLEDGE"
สายตาของตุลย์มองสลับไปมาระหว่าง 'ตัวอักษรตัวแรก' บนสันปกหนังสือ กับ 'รอยขีดข่วน' บนกระดาษของเด็กหนุ่มที่ดันไปบังเอิญคล้ายกับสัญลักษณ์โบราณตัวหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ เขาลูบเคราสีเงินรุงรังพลางใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนจะหันไปมองร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งกอดเข่าจ้องมองกองไฟในเตาผิงอย่างเหม่อลอย แสงไฟสีส้มฉายกระทบใบหน้าซูบซีด ทำให้เขามองดูเหมือนรูปปั้นที่ไร้วิญญาณ
"เธอยังไม่มีชื่อ... และฉันก็ไม่รู้ว่าเธอมาจากไหน" ตุลย์พึมพำ น้ำเสียงแหบพร่าของเขาแฝงไปด้วยความเอ็นดูที่เริ่มก่อตัวขึ้น ชายชราใช้นิ้วหยาบกร้านลากผ่านตัวอักษร K บนปกหนังสือด้วยความทะนุถนอม ราวกับกำลังหยิบยืมพลังจากมันมามอบให้เด็กหนุ่ม
"ในภาษาที่ฉันเคยเรียนมา... Ken มันแปลว่าขอบเขตของความเข้าใจ หรือการมองเห็น" ตุลย์ยิ้มออกมา รอยย่นบนใบหน้าขยับตามอารมณ์ที่เริ่มผ่อนคลาย "มันเป็นชื่อที่สั้น เรียบง่าย แต่มีความหมายว่า 'ผู้รู้' หรือ 'ผู้ที่มองเห็นโลก' แถมมันยังฟังดูเหมือนชื่อของคนจากดินแดนไกลโพ้นที่พวกพ่อค้าชอบใช้กันด้วยนะ"
ชายชราหยิบปากกาขึ้นมา บรรจงเขียนตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ลงบนกระดาษว่างสีขาวโพลนอย่างช้าๆ
"K - E - N"
"ต่อจากนี้... ชื่อของเธอคือ เคน เข้าใจไหม?"
เมื่อได้ยินเสียงเรียก เด็กหนุ่มค่อยๆ หันใบหน้ามามองกระดาษแผ่นนั้น นัยน์ตาสีแดงราวอัญมณีทับทิมสะท้อนแสงจากตัวอักษรจ้าขึ้นวูบหนึ่งอย่างประหลาด เขาไม่ได้พยักหน้าตอบรับในทันที แต่กลับยื่นมือที่เรียวยาวและสั่นน้อยๆ ออกมา เขาไม่ได้หยิบกระดาษขึ้นมาดู แต่กลับใช้นิ้วแตะลงบนตัวอักษรแต่ละตัวอย่างแผ่วเบาและเชื่องช้า
เริ่มจากตัว K ลากไล้ลงมายัง E และหยุดนิ่งอยู่ที่ตัว N ราวกับเขากำลังแกะรอยอดีตที่สูญหายผ่านสัมผัสปลายนิ้ว ทุกครั้งที่นิ้วขยับไปตามเส้นหมึก ลมหายใจของเขาเริ่มสม่ำเสมอขึ้น หัวใจที่เคยเต้นระรัวเริ่มเข้าสู่จังหวะที่มั่นคง มันเปรียบเสมือน "กุญแจ" ดอกแรกที่ถูกไขเข้าไปในแม่กุญแจที่สนิมเขรอะ กำลังจะเปิดประตูความทรงจำที่ถูกปิดตายมานานแสนนาน
"เคน..."
เด็กหนุ่มขยับริมฝีปากที่ซีดเซียว ออกเสียงนั้นแผ่วเบาราวกับกลัวว่ามันจะสลายไป มันไม่ใช่เสียงละเมอที่ฟังไม่ได้ศัพท์เหมือนก่อนหน้านี้ แต่มันคือการเปล่งเสียงที่มาจากเจตจำนงที่ชัดเจน เขาจ้องมองอักษรสามตัวนั้นราวกับมันคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับตุลย์ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป... แววตาที่ยอมรับตัวตนใหม่และพันธนาการใหม่ในโลกใบนี้