เคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล

Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล - ตอนที่ 4 กระแสธารเวทมนตร์ยามเย็น โดย นักเขียนปวดหัว @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,แอคชั่น,ผจญภัย,อิงประวัติศาสตร์,รั้วโรงเรียน,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,ผจญภัย,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,แอคชั่น,ผจญภัย,อิงประวัติศาสตร์,รั้วโรงเรียน

แท็คที่เกี่ยวข้อง

พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,ผจญภัย,ดราม่า

รายละเอียด

Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล โดย นักเขียนปวดหัว @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล

ผู้แต่ง

นักเขียนปวดหัว

เรื่องย่อ

สารบัญ

Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 0 บทนำ,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 1.1 เคน,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 2.0 การบุกขององค์กรลับและการเปิดเผยความลับของตุลย์,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 2.1 การบุกขององค์กรลับและการเปิดเผยความลับของตุลย์,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 2.2 การบุกขององค์กรลับและการเปิดเผยความลับของตุลย์,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 2.3 การบุกขององค์กรลับและการเปิดเผยความลับของตุลย์,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 3.0 ภายใต้การเฝ้ามอง,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 3.1 คนแปลกหน้าในเสื้อโค้ตเก่า,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 3.2 เปิดโลก,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 4 กระแสธารเวทมนตร์ยามเย็น,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 5 ผู้พิทักษ์ขนฟูแห่งป่าหิมพานต์

เนื้อหา

ตอนที่ 4 กระแสธารเวทมนตร์ยามเย็น

ซ่า... ซ่า...

เสียงน้ำตกไหลผ่านตามบานกระจกดังระงมท่ามกลางความเงียบ ภายในห้องรับรองอันหรูหรามีเพียงแสงไฟสลัวส่องสว่างกระทบกับความมืด

ชายคนหนึ่งกำลังยืนถือสายโทรศัพท์แนบหู

ตึก... ตึก...

เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้ดังขึ้นเป็นจังหวะเชื่องช้าขณะที่เขาเริ่มก้าวเดิน

“...ครับ” ไซลาสเอ่ยเสียงทุ้มต่ำทำลายความเงียบด้วยความนอบน้อม

เขาเดินมาหยุดลงที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ ทอดมองลงไปดูแสงสีของเมืองหลวงเบื้องล่างที่สะท้อนเข้ามาในดวงตา

“เด็กคนนั้น... พวกเราจับตาอยู่ครับ”

ไซลาสนิ่งฟังปลายสายครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวละสายตาจากกระจกบานใหญ่ แล้วก้าวเดินตรงไปยังโซฟาตัวยาวที่ตั้งอยู่กลางห้อง

“...ครับนายท่าน พวกเราจะทำตามแผนครับ”

ไซลาสกดวางสาย ทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาหนานุ่มอย่างเชื่องช้า เขาโยนโทรศัพท์มือถือทิ้งไปบนเบาะโซฟาข้าง ๆ อย่างไม่แยแส ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบรีโมทขึ้นมากดเปิดทีวีฉายช่องเพลง

Now you say you're lonely... You cry me a river...

เสียงร้องแหบเสน่ห์และนุ่มลึกของ Julie London ดังแว่วออกมาจากลำโพง ท่วงทำนองแจ๊สเนิบนาบสอดประสานเข้ากับเสียงน้ำตกอย่างอ้างว้าง

ไซลาสปล่อยลมหายใจยาว เอนตัวจมลึกลงไปในโซฟาหนานุ่ม ดวงตาเหม่อมองเพดานห้องอย่างว่างเปล่า แสงไฟสีส้มสลัวสะท้อนผ่านแก้วเหล้าที่ยังไม่ได้แตะ

ปลายนิ้วของเขาค่อยๆ กำแน่นขึ้นเล็กน้อย

ก่อนจะพึมพำออกมาแผ่วเบาราวกับกลัวว่าแม้แต่ตัวเองจะได้ยิน

“...แมรี่”

เปลือกตาของไซลาสปิดลงเชื่องช้า

ในความฝันอันดำดิ่ง เสียงดนตรีจากทีวีพลันก้องสะท้อนลึกเข้ามาในหัว แว่วเสียงแก้วเหล้ากระทบกันและกลิ่นอายของบาร์แจ๊สในอดีตวูบผ่านเข้ามาในห้วงคำนึง ภาพของหญิงสาวคนนั้นบนเวทีสลัวขยับริมฝีปากร้องแผ่วเบา

“...You cry me a river”

เสียงนั้นดังก้องอยู่เนิ่นนาน... ก่อนที่ภาพความทรงจำทั้งหมดจะดับวูบลง
“พวกนายเคยสงสัยไหมว่าทำไมไม่ว่าจะในโลกนี้ จักรวาลไหน หรือแม้แต่สิ่งที่พวกเราเรียกว่า ‘เวทมนตร์’... มันถึงมีกฎเกณฑ์ของมัน”

____________________________________________________________________________________

ด็อกเตอร์ตุลย์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบสนิททว่าก้องกังวาน สองมือของเขากอดอกพลางก้าวเท้าเดินวนไปวนมาเชื่องช้า ดวงตาจับจ้องไปยังความว่างเปล่าราวกับกำลังมองเห็นตัวเลขสมการลอยอยู่กลางอากาศ

เดี๋ยวก้าวเดินไปทางซ้าย เดี๋ยวก้าวเดินกลับมาทางขวา วนเวียนอยู่อย่างนั้นซ้ำ ๆ หลายรอบ ราวกับความคิดในหัวไม่เคยหยุดแล่น

“บนโลกเรามีสนามแม่เหล็กไฟฟ้า มีสนามแรงโน้มถ่วง พอเราไปรบกวนมัน มันก็แสดงผลออกมาเป็นกระแสไฟหรือแรงดึงดูด สิ่งที่พวกเธอเรียกว่ากระแสธารเวทมนตร์บนดาวดวงนี้ มันก็แค่อีกหนึ่งสนามพลังงานพื้นฐานที่รอการค้นพบและถอดสมการเท่านั้นแหละ มนุษย์เราเรียกมันว่าฟิสิกส์ พวกจอมเวทอาจจะเรียกว่ามนตรา...”

ตุลย์หยุดเท้าลงฉับพลัน หมุนตัวกลับมาสบสายตานิ่ง ก่อนจะเริ่มออกเดินวนใหม่อีกรอบ

“...แต่เชื่อรากฐานของมันสิ ไม่ว่าจะอยู่บนดาวบ้าดวงไหนในจักรวาล ทุกสรรพสิ่งมันทำงานบนระบบคณิตศาสตร์และสมการฟิสิกส์ชุดเดียวกันทั้งนั้นแหละ”

ครอก... ฟี้... ครอก... ฟี้...

เสียงกรนสม่ำเสมอดังแทรกขึ้นมาทำลายความตึงเครียดของทฤษฎีจักรวาล

เปลือกตาของผมปรือเปิดขึ้นมาอย่างงัวเงีย ภาพด็อกเตอร์ตุลย์ที่กำลังเดินวนเวียนพล่ามเรื่องพลังงานอะไรสักอย่างเริ่มชัดขึ้นในสายตา

บอกตามตรง... ผมก็นอนหลับไปตั้งแต่มีคำว่าฟิสิกส์หลุดออกมาจากปากหมอนั่นคำแรกแล้ว

“อย่ามาหลับตรงนี้สิโว้ย!!”

ด็อกเตอร์ตุลย์หันขวับมาแยกเขี้ยวใส่พลางโวยวายลั่นห้อง ใบหน้าที่เคยนิ่งขรึมเมื่อครู่พังทลายกลายเป็นความประสาทเสียทันที

เสียงตะคอกหลุดโลกทำเอาผมต้องกะพริบตาถี่ ๆ พลางขยี้ตาบิดขี้เกียจไล่ความงัวเงีย โดยไม่สะท้านสะเทือนกับอาการประสาทเสียของคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

“อ้าว... เช้าแล้วเหรอ” ผมพึมพำเสียงสะลึมสะลือ

“....................”

ด็อกเตอร์ตุลย์ชะงักกึก ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งสนิทจนดูด้านชา เส้นเลือดตรงขมับกระตุกถี่ ๆ ขณะจ้องเขม็งมาที่ผมด้วยสายตาสุดว่างเปล่า

เฮ้ย~~ ไอ้เด็กเปรต! ตุลย์โกรธในใจอย่างดุเดือด แขนสองข้างที่กอดอกสั่นระริกด้วยความพยายามอย่างหนักที่เก็บอารมณ์ไว้

“แล้วเราจะเรียนเวทมนตร์ตอนไหน” ผมโพล่งถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น ตาเป็นประกายทันที

ด็อกเตอร์ตุลย์ถอนหายใจเฮือกหนัก นวดขมับตัวเองไปมาอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะยอมลดมือที่กอดอกลง

“ก็ได้... ฉันจะเปลี่ยนวิธีสอนก็ได้” ตุลย์เอ่ยเสียงเรียบพลางเดินไปหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงจริงจังขึ้นมาแวบหนึ่ง

“เราไม่ได้แค่เสกไฟ แต่เรากำลัง ‘จัดเรียง’ อะตอมในอากาศใหม่...”

ด็อกเตอร์ตุลย์ก้าวเดินอย่างมั่นคง วาดแขนทั้งสองข้างหมุนวนเป็นวงกลมกลางอากาศ ทันใดนั้นประกายไฟสีส้มก็ปะทุออกมา มันไม่ใช่แค่ไฟ แต่เป็น กลุ่มอนุภาคที่ถูกเร่งพลังงานด้วยสนามไฟฟ้า จนหมุนวนตามแรงเหวี่ยงจากฝ่ามืออย่างบ้าคลั่ง

“...นี่คือการควบคุมพันธะเคมีผ่านสนามควอนตัม”

เขาสะบัดนิ้วลากเส้นสายพลังงานให้ถักทอเป็นวงแหวนเรขาคณิตซ้อนทับกันหลายชั้น บรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยวและอบอวลด้วยกลิ่นโอโซนรุนแรง วงแหวนหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดแหลมราวกับเครื่องยนต์เจ็ท

“พูดง่าย ๆ คือเราบังคับให้อิเล็กตรอนกระโดดข้ามชั้นพลังงาน จนมันปลดปล่อยแสงและความร้อนออกมา... และนั่นแหละคือสิ่งที่พวกเราเรียกกันว่า เวทมนตร์”

สิ้นประโยค ด็อกเตอร์ตุลย์ก็สะบัดมือออกด้านข้าง วงแหวนเวทย์ที่เคยแข็งแกร่งพลันแตกตัวระเบิดออกเป็นละอองแสงนับล้านชิ้น กระจัดกระจายปลิวว่อนไปทั่วห้องราวกับฝุ่นประกายทอง ก่อนจะดับวูบหายไปในอากาศทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและกลิ่นอายของพลังงานที่ยังหลงเหลืออยู่

“นี่คุณก๊อปมาจากหนัง Dr. Strange ใช่ไหม?” ผมโพล่งแทรกขึ้นมาขัดจังหวะความขรึม สายตาหรี่มองด็อกเตอร์อย่างจับผิด

ด็อกเตอร์ตุลย์ถึงกับชะงัก ชนวนความใจเย็นในหัวพลันขาดผึง ใบหน้ากระตุกเลิ่กลั่กอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะรีบเก๊กขรึมกลบเกลื่อน

“Dr. Strange? อะ...อะไรของแก ฉันไม่ได้ก๊อป!” ด็อกเตอร์ขึ้นเสียงสูงปฏิเสธทันควัน

ผมขมวดคิ้วแน่น จ้องหน้าไอ้ด็อกเตอร์ตรงหน้าอย่างไม่ลดละ “คุณก๊อปชัด ๆ! ทั้งท่าหมุนแขน ทั้งคำพูดประสานอะตอมเลียนแบบมิติมัลติเวิร์สอะไรนั่นน่ะ คุณก๊อปมาเห็น ๆ!”

“ฉันไม่ได้ก๊อป!!!” ด็อกเตอร์ตุลย์ตวาดลั่นสวนกลับมาทันควันพลางแยกเขี้ยวใส่ หน้าดำหน้าแดงจนเก็บทรงไม่อยู่ “ฉันรู้จัก Dr. Strange ใน comic เท่านั้น!!”

ผมถึงกับหน้าเหวอ ไปไม่เป็นกับความเด๋อของไอ้คนอัจฉริยะตรงหน้า จ้องมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่าอยู่สามวิก่อนจะหลุดปากถามออกไป

“...คุณไม่เคยดูหนังหรอ?”

ผมไม่พูดพร่ำทำเพลง ล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิด YouTube กดค้นหาฉากเปิดตัวเอนเชนวันร่ายเวทมนตร์โชว์หมอแปลก แล้วยื่นหน้าจอไปจ่อตรงหน้าเขาแทบจะทันที

ด็อกเตอร์ตุลย์เพ่งมองคลิปบนหน้าจอ ตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ แสงสีส้มจากวงแหวนเวทในคลิปสะท้อนวิบวับอยู่ในตาของเขา ตัวแข็งทื่อราวกับโดนแช่แข็ง

หลังจากคลิปเล่นจบลง ด็อกเตอร์ตุลย์ก็ทรุดตัวลงไปนั่งคุดคู้กอดเข่าอยู่ที่มุมโต๊ะ เขาขยับนิ้วเขี่ยเศษฝุ่นบนพื้นเล่นเบาๆ พลางพึมพำออกมาช้าๆ ด้วยน้ำเสียงหมดสภาพ

“ฉันก๊อปจากหนัง...”

“...........”

“ขอโทษครับ... ที่ผมก๊อปจากหนัง”

เขายังคงนั่งเขี่ยดินเขี่ยฝุ่นเล่นไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตา เสียงพึมพำแผ่วเบาเหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่างลอยตามมาอีกประโยค

“จะโดนลิขสิทธิ์ไหมนะ...”

แล้วเขาก็หัวเราะ หึ... หึ... ในลำคอแบบคนสติแตก ทำเอาผมที่ยืนมองอยู่ถึงกับกุมขมับทันที

ผมเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าพลางถอนหายใจยาว มองดูสภาพหมดรูปของคนตรงหน้าแล้ว

“สรุปแล้วเราโยนทฤษฎีทิ้งไป... เวทมนตร์กับกฎเกณฑ์ในโลกนี้มันก็คล้ายกับหนัง Dr. Strange สินะ”

“ทำอะไรก็ตามใจเถอะ...”

ด็อกเตอร์ตุลย์ตอบกลับเสียงอ่อย ขยับนิ้วเขี่ยฝุ่นต่อโดยไม่คิดจะเถียงอะไรอีก เขายังคงนั่งจ๋อยคุดคู้อยู่อย่างนั้นราวกับวิญญาณได้หลุดลอยออกจากร่างไปเรียบร้อยแล้ว

ด็อกเตอร์ตุลย์ยังคงนั่งคุดคู้หมดสภาพอยู่อย่างนั้น เขานั่งนิ่งจ้องเศษฝุ่นบนพื้นอยู่ตั้งนานสองนาน จนในที่สุดความอดทนของผมก็ขาดผึง

"เลิกนั่งจ้อยมาสอนได้แล้วน๊า!!!"

ผมตะคอกใส่ลั่นห้อง ด็อกเตอร์ถึงกับสะดุ้งโหยงหลุดออกจากภวังค์ความสิ้นหวังทันที เขารีบลนลานลุกขึ้นยืนพลางปัดเนื้อปัดตัวพัลวัน ทำเอาหมดกันมาดอัจฉริยะที่สะสมมา!

“อะแฮ่ม! แฮ่ม...”

ด็อกเตอร์ตุลย์กระแอมไอเสียงดังแก้เก้อลุกขึ้นมายืนทรงตัวพยายามกู้มาดเก่งกลับคืนมา ใบหน้ากระตุกนิด ๆ ก่อนจะเอ่ยปากยอมรับสภาวะจำยอม

“เออ... ฉันยอมรับก็ได้ว่าฉันน่ะก๊อปมาจาก Dr. Strange”

แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง ท่าทางกลับมาดูน่าเลื่อมใสขึ้นมาวูบหนึ่ง ด็อกเตอร์ชูนิ้วชี้ขึ้นฟ้าขยับไปมา

“แต่ทว่า! เวทมนตร์ในโลกของเรามันยังมีอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นก็คือ...”

ผมเผลอขยับตัวเข้าไปใกล้ ตั้งอกตั้งใจฟังตาเขม็ง

“การควบคุมไงล่ะ! การควบคุมเวทมนตร์น่ะมันมีหลายรูปแบบ มีทั้งการใช้สื่อนำอย่าง ไม้กายสิทธิ์—”

“อ๋อ... แฮรี่ พอตเตอร์” ผมพูดโพล่งแทรกขึ้นมาขัดจังหวะทันควัน

“...และมีทั้งดาบเวทมนตร์—” ด็อกเตอร์รีบสับเกียร์พล่ามต่อทันที

“อ๋อ... Sword Art Online”

“ยังมีอีกนะอย่าง... คทา หนังสือเวทมนตร์ ลูกแก้วคริสตัล!”

ด็อกเตอร์ตุลย์พยายามฝืนตะเบ็งเสียงสู้ แกทำท่าทางกางแขนโอบรอบอากาศเหมือนกอดโลกไว้

ผมยกมือขึ้นตบมือแปะ ๆ ด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย

“อ๋อ... อย่างนี้เอง ไอ้เรื่องนี้ก๊อปแม่งหมดทุกเรื่องเลยสินะ”

พอได้ยินผมพูดแบบนั้น ด็อกเตอร์เริ่มหน้าถอดสีสลับเขียวครามด้วยความอับอาย ก่อนจะมีเส้นเลือดปูดขึ้นมาที่หน้าผากเด่นหราด้วยความโมโห แกแยกเขี้ยวใส่ผมแล้วแผดเสียงด่าลั่นห้อง

“แกก็หัดฟังคนอื่นพูดก่อนสิวะ!!!”

สิ้นเสียงตะโกน ด็อกเตอร์ตุลย์ก็ก้าวพรวดเข้ามาหาด้วยความไวแสง ก่อนจะยกมือขึ้นแล้วเอาสันมือฟาดลงมาที่กลางหัวของผมเต็มแรงดัง โป๊ก!

“โอ๊ย!”

ผมร้องลั่นลูบหัวตัวเองปอย ๆ ด้วยความเจ็บจนหน้าเบี้ยว ส่วนตัวการยืนหอบหายใจแฮ่ก หน้าดำหน้าแดง

____________________________________________________________________________________

แว่วเสียงแม่น้ำไหลเอื่อยกระทบโขดหิน สลับกับเสียงนกในป่าที่พากันส่งเสียงร้องจิ๊บจับเป็นระยะ ท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวที่สงบเงียบและร่มรื่นแบบนี้ ผมกำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาลงเพื่อพยายามซึมซับสิ่งรอบตัวและทำสมาธิให้แน่วแน่ตามที่ด็อกเตอร์สั่ง

แต่นั่งเพ่งจิตไปได้สักพักใหญ่ กล้ามเนื้อเริ่มประท้วงจนรู้สึกเมื่อยล้าขัดยอกจนทนไม่ไหว ผมเลยเผลอปล่อยตัวงอหลังค่อมลงมาหน่อยเพื่อพักคลายความตึง

เพียะ!

“อ้าวว!”

ผมสะดุ้งโหยงร้องลั่นลูบหลังปอย ๆ เมื่อไม้เรียวของด็อกเตอร์ตุลย์ฟาดเพียะลงมาที่กลางหลังเต็มเหนี่ยวจนเนื้อเต้น

“หลังตรง” ด็อกเตอร์พูดเสียงเข้มแถมยังทำหน้านิ่งใส่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมรีบเด้งตัวกลับมานั่งหลังตรงเป๊ะเหมือนเดิมทันควัน ก่อนจะหลับตาลงข้างหนึ่งแล้วแอบลืมตาอีกข้างขึ้นมามองขวาง

“นี่ด็อก... ทำไมเราต้องนั่งสมาธิก่อนล่ะ”

ด็อกเตอร์ตุลย์ยืนกอดอกสะบัดไม้เรียวในมือเล่นไปมาจนเกิดเสียงขวับ ๆ ในอากาศ

“ก็บอกไปแล้วไง ว่าก่อนจะเริ่มฝึกเวทมนตร์น่ะ นายต้องซึมซับกับธรรมชาติก่อน” ด็อกเตอร์ว่าพร้อมกับเอามือค้ำเอวท่าทางอวดภูมิ “เวทมนตร์มันมีอยู่ทุกที่และอยู่รอบตัวเรา การฝึกนี้จะทำให้นายสามารถจับกระแสธารเวทย์ได้... เพราะเวทมนตร์มันก็คือ อะตอม

อะไรของตาแก่นี่ พูดอะตอม ๆ อยู่ได้ ผมแอบคิดในใจด้วยความหมั่นไส้

สุดท้ายก็ยอมหลับตาลงอีกครั้งเพื่อทำสมาธิต่อ คราวนี้ลองตั้งใจฟังเสียงของธรรมชาติรอบตัวอย่างจริงจัง มันช่างสงบ สบาย และเย็นร่มรื่นจนใจเริ่มนิ่ง ผิวเริ่มสัมผัสได้ถึงสายลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่านไป หรือว่าผมกำลังจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างเข้าแล้วจริง ๆ มันคือสิ่งที่เรียกว่ากระแสธารเวทย์หรือไอ้อะตอมที่ตาแก่พูดถึงไหมนะ...

เดี๋ยวก่อน!

ความรู้สึกเย็นสงบเมื่อกี้มลายหายไปในพริบตา จู่ ๆ ข้าศึกก็บุกจู่โจม ลำไส้เริ่มบิดตัวอย่างรุนแรงจนหน้าถอดสี... ชิบหายแล้ว ปวดท้องขึ้นมาซะงั้น!

ผมรีบเด้งตัวลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งจ้ำอ้าวสับตีนแตกมุ่งหน้าไปทางห้องน้ำทันทีโดยไม่สนสี่สนแปดอะไรทั้งนั้น

“ไม่ไหวแล้วโว้ยยย!!” ผมตะโกนลั่นป่าข้ามหลังไป

ด็อกเตอร์ตุลย์ที่ยืนเก๊กอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง มองตามหลังผมตาปริบ ๆ ก่อนจะตะโกนไล่หลังมาเสียงหลง

“เฮ้ย!!”

แกปล่อยมือจากไม้เรียวแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความระอาพิกัดสูงสุด ยืนกุมขมับมองซ้ายมองขวาอยู่คนเดียวท่ามกลางความเงียบสงบของป่าเขา

“โธ่... ไอ้เด็กคนนี้!”

 

ผมยืนอยู่กลางลานฝึก สายตาจดจ้องไปยังเบื้องหน้าด้วยความจริงจังที่ต่างไปจากเดิม ท่ามกลางเสียงใบไม้ไหวและสายลมที่พัดผ่าน ผมขยับแขนทั้งสองข้างขึ้นมาด้านหน้า ก่อนจะประกบฝ่ามือเข้าหากันในแนวนอน

แปะ...

ผมเริ่มออกแรงเกร็งข้อมือและนิ้วมือทั้งสองข้างอย่างสุดกำลัง เกร็งแน่นเสียจนท่อนแขนเริ่มสั่นระริก หน้าดำหน้าแดงดันทุรังสุดชีวิต ที่ผมต้องมาทนอยู่สภาพนี้ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่ด็อกเตอร์บอกให้ทำนั่นแหละ ภาพเหตุการณ์ตอนที่หมอนั่นสาธิตให้ดูยังคงติดตา...

“ดูนะเคน”

ตอนนั้นด็อกเตอร์เริ่มทำการประกบมือเข้าหากันในแนวนอนแบบเดียวกับที่ผมกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ท่าทางของเขาดูนิ่งสงบผิดกับตอนกวนประสาท จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ คายฝ่ามือแยกออกจากกันเชื่องช้า

ผมเบิกตากว้างเพ่งมองด้วยความทึ่ง สังเกตเห็นประกายไฟสีส้มปะทุเสียงดังแปะ ๆ ดีดตัวออกมาจากปลายนิ้วทั้งสองข้าง และที่น่าเหลือเชื่อคือมันเริ่มถักทอตัวกลายเป็นเส้นสายพลังงานโยงยึดระหว่างมือทั้งสองข้างของเขา ด็อกเตอร์ค่อย ๆ ลากดึงมือแยกออกจากกันเรื่อย ๆ จนเส้นสายประกายไฟนั้นขยายยาวได้ขนาดที่พอดี ทันใดนั้นเขาก็ใช้มือขวาจับปลายสายพลังงานนั้นไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างปล่อยออก ก่อนจะสะบัดมันออกไปในอากาศอย่างแรงดังกึกก้อง

ฟู่มมม!

“นี่คือ แส้เวทมนตร์” ด็อกเตอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงขรึมพลางถือบังคับสายฟ้าสีส้มที่สั่นระริกราวกับมีชีวิต

ตาของผมเบิกกว้างเป็นประกายลุกวาวทันทีที่เห็น

ผมก็ยังคงยืนเกร็งฝ่ามือดันกันอยู่อย่างนั้นจนกล้ามเนื้อประท้วง ท่อนแขนเริ่มล้าสั่นระริกจนแทบจะทนไม่ไหว พลังส้มพลังสปาร์กอะไรก็ยังไม่โผล่มาสักแอะ!

“พยายามเข้านะไอ้หนู! อีกนิดเดียวเวทมนตร์มันก็ออกมาแล้ว!”

เสียงตะโกนเชียร์แบบเนือย ๆ ดังแว่วมาจากใต้ร่มไม้ ผมเลยแอบเหลือบตาไปมอง... ไอ้ด็อกเตอร์กำลังนอนเอนหลังวนเล่นอย่างสบายอารมณ์ ในมือถือโทรศัพท์ แสงสะท้อนจากหน้าจอส่องวิบวับเข้าตาเต็ม ๆ

และเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากลำโพงเครื่องมันก็คือ... เสียงร่ายเวทมนตร์เอฟเฟกต์ชวิ้งชวับของหนัง Marvel! แกเปิดดูฉากต่อสู้ของ Dr. Strange สด ๆ ร้อน ๆ หน้างานเลยนี่หว่า!

หน่อย... ไอ้ตาแก่นี้! แกเล่นเปิดหนังดูแล้วเอาบท จากในจอมาสอนฉันดื้อ ๆ เลยสินะ!! ผมกัดฟันกรอดก่นด่าในใจ

ผมเกร็งอยู่อย่างนานแสนนานจนกล้ามเนื้อล้าไปทั้งแขน ความตื่นเต้นในตอนแรกมลายหายไปจนเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาแทน

"โธ่--เอ้ย!! ทำไมไม่ออกมาสักที!!" ผมสบถลั่นพลางคลายมือที่ประกบกันออกอย่างหัวเสีย ส่วนไอ้ด็อกเตอร์ตัวดีที่นอนเอนหลังอยู่บนเปลก็ทำเพียงแค่เหลือบตามามองขำ ๆ แล้วหันไปสนใจหน้าจอโทรศัพท์ต่ออย่างไม่แยแส

 

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงในช่วงบ่าย ด็อกเตอร์ก็บอกให้ผมนั้นเปลี่ยนเสื้อผ้า เห็นว่าการฝึกครั้งถัดไปคือการออกกำลังกาย

"เอาล่ะ--ฝึกครั้งถัดไปคือการออกกำลังกาย"

ผมจ้องมองไปที่ด็อกเตอร์ด้วยสายตาเย้ยหยันพลางทำหน้าเซ็ง "เอ่อ...คือว่า..." ผมพูดเปิดประเด็น

"มีอะไร?" ด็อกเตอร์เลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย

"ผมว่าผมไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายก็ได้มั้ง... เพราะปกติผมก็วิ่งเร็วกว่าชาวบ้านแถมยังแข็งแรงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว" ผมขิงกลับไปตามตรง ก็แหงล่ะ พลังกายเดิม ๆ ของผมมันก็เหนือมาตรฐานมนุษย์มนาไปไกลแล้วนี่หว่า

"หึ ๆ อย่าเพิ่งประมาทไปไอ้หนู" ด็อกเตอร์ตุลย์หัวเราะในลำคอพลางยืดอกขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจ "ถึงเธอจะมีกำลังและความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปในตอนนี้ แต่...มันก็แค่นั้นแหละ เพราะในโลกนี้มันมีเวทมนตร์ชนิดหนึ่งที่สามารถเพิ่มศักยภาพของมนุษย์ให้พุ่งทะยานขึ้นสูงได้ในชั่วขณะเหมือนกัน และเวทมนตร์ประเภทนั้นแหละ เป็นเวทที่ต้องใช้ร่างกายเป็นภาชนะรองรับพลังงานมหาศาล เพื่อไม่ให้ร่างของเธอต้องฉีกขาดออกจากกันตอนใช้งาน!"

"ฉีกขาด!!" ผมถึงกับหน้าถอดสี อุทานเสียงหลง

"อืม!! แบบนั้นเลยแหละ" ตาแก่พยักหน้ารับหน้าตาเฉย

"เอ่อ..อืม..." ผมกลืนน้ำลงคออย่างยากลำบาก ในใจได้แต่คิดว่า 'ขอไม่เรียนเวทมนตร์พรรค์นั้นได้ไหมเนี่ย แค่คิดภาพตามก็สยองจะแย่แล้วแฮะ'

แต่ทว่า... พอมาลองนั่งนึกดูดี ๆ ไอ้เรื่องเวทมนตร์สายเสริมพลังที่ต้องฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งเป็นภาชนะเพื่อไม่ให้ร่างฉีกขาดเนี่ย... มันฟังดูคุ้น ๆ หูยังไงชอบกลไม่รู้แฮะ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย

"แต่ในเมื่อเธอมีพละกำลังที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปอยู่แล้ว การฝึกของเธอจะให้มาทำเหมือนมนุษย์ทั่วไปก็น่าเบื่อแย่" ด็อกเตอร์ยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัยก่อนจะกวักมือเรียกให้ผมเดินตามไป

เขาพาผมเดินลัดเลาะเข้าไปในซอยลึกที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ยิ่งเดินลึกเข้าไป หัวใจผมก็ยิ่งเต้นรัวด้วยความลุ้นระทึก ในหัวเริ่มจินตนาการภาพตัวเองเป็นพระเอกการ์ตูนโชเน็น ‘หรือว่า... ตาแก่นี่จะพาเรามาวิ่งแบกขยะเพื่อภาชนะรองรับพลังใช่แน่ ๆ ’

แต่ทว่า... พอเดินพ้นหัวมุมซอย ภาพตรงหน้ากลับทำเอาผมแทบค้าง บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนเป็นความวุ่นวายของเขตก่อสร้างที่มีเสียงเครื่องจักรดังกระหึ่มและฝุ่นควันตลบอบอวล แทนที่จะเป็นกองขยะริมหาดแบบในวิชั่นของผม และที่นั่นเอง... พวกเราก็เจอกับหัวหน้าคนงานกลุ่มหนึ่งที่กำลังยืนคุมงานอยู่

"หวัดดีครับลุง" หัวหน้าคนงานหันมาสบตาแล้วยกมือไหว้ทักทายด็อกเตอร์ด้วยท่าทีนอบน้อม

ด็อกเตอร์พยักหน้ารับอย่างเป็นกันเอง ก่อนทำหน้าเลิ่กลั่กอยู่ข้างหลัง

"ตามที่เคยคุยกันไว้นั่นแหละ... วันนี้ฉันจะให้หลานชายของฉันมาเริ่มทำงานที่นี่"

ผมอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่านทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น

ห๊า!!

"เดี๋ยวสิตาแก่!! จะให้ฉันมาทำงานที่นี่หรอ?!" ผมขึ้นเสียงสูงใส่ทันทีพลางอ้าปากค้างด้วยความช็อก

"ก็เงินมันสำคัญนี่นา" ด็อกเตอร์ทำหน้าตายพลางยกมือขึ้นมาทำนิ้วเป็นรูปวงกลมเลียนแบบเหรียญเงินแบบไม่อายฟ้าดิน "ก็ตามนั้นแหละ ฉันจะให้ไอ้หมอนี่ทำงานที่นี่ ฝากด้วยแล้วกัน"

"โอเคครับลุงตุลย์... ผมจะเคี่ยวให้หนักเลย หึ ๆ" หัวหน้าไซต์ก่อสร้างหันมาตอบรับด็อกเตอร์ด้วยรอยยิ้มกว้าง

แต่พอเขาสลับสายตาหันมามองทางผม... ผมรู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากดวงตาคู่นั้นทันที! สายตาแบบนั้นมันไม่ใช่สายตาต้อนรับเด็กฝึกงานธรรมดา ๆ แล้วโว้ย แต่มันเหมือนสายตาของพญามัจจุราชที่กำลังมองเหยื่ออันโอชะอยู่ชัด ๆ!!

“ไม่น๊าาาา!!”

กาลเวลาหมุนผ่านไปจนหลายสัปดาห์... จากความล้าปวดระบมไปทั้งตัวในวันแรก ๆ ร่างกายของผมก็เริ่มปรับตัวเข้ากับงานกรรมกรได้อย่างน่าประหลาด ความถึกทนเริ่มหล่อหลอมขึ้นมาทีละน้อย กล้ามเนื้อเริ่มแน่นขึ้นจนรับน้ำหนักได้สบาย ๆ แม้ว่าไอ้พลังประกายไฟส้ม ๆ ถึงยังไม่ยอมโผล่ออกมาให้เห็นเลยแม้แต่แอะเดียวก็ตาม

 

ผมไปโรงเรียนโดยสภาพที่เหี่ยวเฉาไร้เรี่ยวแรง แทบจะเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วครึ่งหนึ่ง ร่างกายระบมระบวดไปหมดจากการโหมงานหนักและตารางชีวิตที่แน่นเอี๊ยด ทั้งโดนเคี่ยวเข็ญให้ขนกระสอบปูนทีละ 5 กระสอบรวดในไซต์ก่อสร้าง แถมตอนเย็นยังต้องวิ่งรอกไปช่วยงานเสิร์ฟงานสับไก่ที่ร้านข้าวมันไก่ของลุงชัย ซ้ำร้ายพอซมซานกลับมาถึงบ้านตอนดึก ๆ แทนที่จะได้นอน ตาแก่ตุลย์ก็ยังบังคับให้นั่งสมาธิจับกระแสเวทมนตร์บ้าบออะไรนั่นอีก!

ในตอนนี้ผมนั่งเหม่อลอยมองกระดานดำตาปรือ สติสตังค์ลอยหลุดไปในอากาศจนแทบไม่ได้เรียนหนังสือเลยสักวิชาเดียว

“นี่...ไอ้เคน” เสียงผู้ชายคนที่นั่งข้าง ๆ ดังขึ้นแว่ว ๆ

“เฮ้ย!” ผมสะดุ้งโหยงหลุดจากภวังค์ หันขวับไปมอง ตาที่เกือบจะปิดเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงเรียกนั้น... ที่แท้มันคือเสียงของไอ้ตั้ม เพื่อนสนิทของผมเอง

"มึงไปโดนอะไรมาวะเนี่ย" ตั้มถามพลางขยับแว่นสายตา จ้องหน้าผมเขม็งด้วยความตกใจ "หน้าเหมือนศพเดินได้เลยว่ะเพื่อน"

“เอ่อ…กูก็แค่ทำงานเพิ่มน่ะ” ผมพึมพำตอบเสียงเบา พยายามประคองสติที่พร้อมจะดับได้ทุกเมื่อ

พอได้ยินแบบนั้น ไอ้ตั้มก็เปลี่ยนสีหน้าจากที่กวนตีนเมื่อกี้กลายเป็นฉายแววเป็นห่วงขึ้นมาทันที มันตบไหล่ผมเบา ๆ “อย่าหักโหมมากล่ะมึง เงินน่ะหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าร่างกายมึงพังขึ้นมามันไม่คุ้มหรอกนะเว้ย”

“อืม ๆ” ผมพยักหน้ารับคำมันส่ง ๆ ไปแบบนั้นเอง

เสียงกระดิ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น ผมกึ่งเดินกึ่งลากขาจูงจักรยานคู่ใจออกจากโรงเรียนด้วยสภาพไร้เรี่ยวแรง แสงแดดยามเย็นสีส้มยิ่งชวนให้ผมง่วงจนตาจะปิด

ในขณะที่กำลังจะเดินพ้นประตูรั้วโรงเรียนนั้นเอง...

“เคน...”

เสียงอ่อนหวานลอยมาจนผมต้องหยุดกึก พอหันไปมองก็พบว่าเป็น 'เอม' ที่เดินตามมาด้วยแววตาเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด "ดูนายเหนื่อยมาทั้งวันเลยนะ... วันนี้ไม่ต้องไปทำงานก็ได้นะ กลับไปพักผ่อนเถอะ"

“ไม่เป็นไร ๆ~” ผมฝืนยิ้มแห้งตอบกลับไปเสียงยานคาง ทั้งที่ในใจอยากจะทรุดลงไปนอนแหมะกับพื้นซะให้รู้แล้วรู้รอด!

ในเวลานั้นเอง ก็มีผู้ชายร่างท่วมหัวล้านคนหนึ่งเดินดุ่ม ๆ เข้ามาขวางทางผมกับเอมไว้ดื้อ ๆ ชนิดที่พอมองแวบเดียวก็รู้ทันทีว่า... เขาคือ ด็อกเตอร์ตุลย์

“อ้าวปู่…” ผมครางชื่อแกออกมาด้วยน้ำเสียงเพลีย ๆ

เอมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองหน้าผมกับด็อกเตอร์ตุลย์สลับกันไปมาด้วยความงง ก่อนจะจับสังเกตสถานการณ์ได้ “ดูเหมือนว่าวันนี้นายจะมีธุระนะ... งั้นวันนี้ฉันรอพ่อมารับที่โรงเรียนก็ได้”

พูดจบเอมก็ยกมือไหว้ด็อกเตอร์ตุลย์อย่างมีมารยาท แล้วหันมาโบกมือลาผมก่อนจะเดินแยกจากไป

“มีเรื่องอะไร?” ผมถามและเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย

“วันนี้ไม่ต้องไปทำงานหรอก” ด็อกเตอร์ตุลย์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ห๊าา!!” ผมร้องลั่น ทึ่งกับสิ่งที่ได้ยิน คนอย่างแกเนี่ยนะจะปล่อยให้ผมพัก?

“ฉันขอเฮียชัยให้แกพักวันนึง” แกบอกง่าย ๆ

“ทำไมล่ะ?” ผมถามย้ำ

ด็อกเตอร์ตุลย์เงียบไปอึดใจหนึ่ง ขยับหันมามองหน้าผมแล้วเอ่ยชวนด้วยท่าทีที่แปลกไปจากทุกที...

“เราไปเดินเล่นกันไหม?”

ผมเดินจูงจักรยานลัดเลาะไปตามทางเดินกับด็อกเตอร์เพื่อมุ่งหน้าไปยังตลาด แสงจากดวงอาทิตย์ยามเย็นย้อมท้องฟ้าจนกลายเป็นสีส้มอร่าม

“เคนเอ๋ย เราไม่ได้ค่อยเดินเล่นแบบนี้นานแล้วนะ” เขาเอ่ยขึ้นลอย ๆ สายตามองไปข้างหน้า

“ก็จริงน่ะ ตั้งแต่ผมเข้าโรงเรียนก็ไม่ได้ค่อยเดินด้วยกัน” ผมตอบกลับ นึกย้อนไปถึงช่วงเวลาเก่า ๆ ก่อนที่ชีวิตจะวุ่นวายขนาดนี้

“บรรยากาศตอนนี้ทำเอาคิดถึงโลกฝั่งนั้นจังเลยแฮะ” เขาเอ่ยขึ้น

“โลกฝั่งนั้นเหรอ?” ผมสงสัยเลยถามกลับทันที “โลกฝั่งนั้นที่คุณพูดคือโลกเวทมนตร์เหรอครับ?”

“เอ่อ…อืม ใช่” แกพยักหน้ารับเบา ๆ

ผมตาวาวขึ้นมาอีกครั้ง ความเหนื่อยล้าเมื่อกี้หายเป็นปลิดทิ้ง “โลกฝั่งนั้นเป็นยังไงเหรอครับ?!”

“หึ ๆ โลกฝั่งนั้นเป็นโลกที่งดงามมาก ผู้คนมากมายต่างหลากหลายเผ่าพันธุ์อยู่ด้วยกัน พึ่งพาอาศัยกัน” เขาพูดและแหงนมองดูพระอาทิตย์ “รู้ไหม... ตำนานเมืองลับแลมันก็มาจากที่นั่นเหมือนกัน มันเป็นเมืองที่อารยธรรมก้าวหน้าไปไกลกว่ามนุษย์มาก และไม่ใช่แค่นั้นนะ เมืองแต่ละที่และภูมิภาคก็มีอารยธรรมที่ต่างกันไปอีก”

“ภูมิภาคเหรอ?” ผมทวนคำ

“ใช่ เมืองเวทมนตร์มีอยู่ 4 ภูมิภาค แต่ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ ยังมีศูนย์กลางเมืองหลวงอย่างอามาคัสที่เป็นเมืองศรีวิไลแห่งความเจริญด้วย ส่วนประเทศไทยเราตั้งอยู่ในเอเชีย เมืองฝั่งนั้นเลยมีชื่อว่าเซนเทระล่ะนะ”

ตุลย์ล้วงหยิบของบางสิ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นมาให้ผม มันเป็นบัตรประจำตัวที่มีรูปด็อกเตอร์ในวัยที่ยังมีผมดกดำ น่าจะอายุราว ๆ 30-40 ปี แต่ที่เด่นชัดและสะดุดตามากที่สุดคือรูปถ่ายของเขาบนบัตรสามารถขยับเคลื่อนไหวไปมาได้ บนบัตรลงชื่อออกโดยอามาคัส และมีระบุวันหมดอายุการใช้งาน ซึ่งมันเลยวันหมดอายุไปแล้ว

“นี่มัน...” ผมเบิกตากว้างลูบคลำบัตรใบนั้นด้วยความทึ่ง

“เซนเทระน่ะนะ...” พวกเราเดินคุยกันต่อท่ามกลางแสงแดดยามเย็น

“เป็นเมืองที่ผสมผสานเข้ากับธรรมชาติมากๆ มีภูเขาล้อมรอบ มีการปลูกต้นไม้ใบหญ้ากลมกลืนไปกับตัวเมือง และมีลำธารสายใหญ่ไหลผ่านตรงศูนย์กลางการค้าขายทำเป็นตลาดน้ำ โอ๊ะๆ! เกือบลืมไปเลย... ที่นั่นมีรถไฟใต้บาดาลคอยวิ่งส่งผู้คนเพื่อเดินทางไปมาระหว่าง 4 ภูมิภาคด้วยนะ” ด็อกเตอร์ตุลย์อธิบายพลางทำท่าทางประกอบอย่างตื่นเต้น

ผมฟังแล้วแทบจะจินตนาการภาพตามไม่ออก เมืองเวทมนตร์ที่ผสมธรรมชาติ แถมมีรถไฟใต้บาดาลเนี่ยนะ!

“แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่กระท่อมกลางป่าคนเดียวล่ะครับ” ผมถามด้วยความสงสัย “อยู่ที่นู่นน่าจะสะดวกสบายกว่าตั้งเยอะ”

ด็อกเตอร์หยุดเดินชั่วขณะ แกก้มหน้ามองต่ำลงนิดหนึ่ง ก่อนจะก้าวขาเดินต่อไป

“นั่นสินะ…” น้ำเสียงแกดูแผ่วลงจนเห็นได้ชัดว่าไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้สักเท่าไหร่ แต่แล้วอยู่ ๆ แกก็โพล่งขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “อ้อใช่!! ฉันเองก็เคยเป็นแบบเธอเหมือนกันนะ!”

“แบบผมเหรอ?” ผมทวนคำงง ๆ

“ฉันเองก็ไม่ใช่พวกที่มีพลังเวทมนตร์มาแต่กำเนิดเหมือนกัน!”

“เอ๋!! จริงเหรอครับ!” ผมเบิกตากว้าง ร้องอุทานลั่นด้วยความตกใจ

“อืม... ใช่แล้ว ฉันเพิ่งได้พลังมาตอนกำลังจะเข้ามหาลัยน่ะนะ” เขาหัวเราะหึ ๆ ในลำคออย่างอารมณ์ดี

“ปานนั้นเลยเหรอ... มันเป็นเพราะไม่ได้รับการฝึกมาตั้งแต่เด็กใช่ไหมครับ?” ผมถามต่อทันที

“โอ้ ๆ ไม่ใช่เลย... ยังไงดีล่ะ จะอธิบายยังไงดี” ด็อกเตอร์ตุลย์เกาหัวล้านของตัวเองเบา ๆ “พูดง่าย ๆ ก็คือ พลังของฉันมันเพิ่งตื่นขึ้นมาตอนนั้นต่างหาก”

“ถ้าอย่างนั้น พลังของผมก็คงยังไม่ตื่นเหมือนกันสินะครับ” ผมสรุปเอาเองพลางถอนหายใจ

“ผิดเลยล่ะ! ของนายมันตื่นมาแล้ว แค่ยังไม่ได้รับการฝึกที่เหมาะสม” ด็อกเตอร์ตุลย์หันมาบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“หลักฐานก็คือตอนที่ฉันช่วยเธอเมื่อสองปีก่อนไงล่ะ” ด็อกเตอร์ตุลย์เล่าความหลัง “จู่ ๆ นายก็พุ่งพรวดเข้าไปในบ้านที่กำลังไฟไหม้ ตอนนั้นนายกำลังทรมานมากเพราะข้างในมันไม่มีออกซิเจนแล้ว แต่ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด... อยู่ ๆ ท้องฟ้าก็มืดครึ้ม เมฆตั้งเค้า จากนั้นฝนก็เทลงมาห่าใหญ่ตามเสียงร้องของแก ทำให้ฉันสามารถช่วยนายรวมถึงคนที่ติดอยู่ในบ้านหลังนั้นออกมาได้”

“ไม่เห็นจะจำได้เลย...” ผมขมวดคิ้ว พยายามนึกเท่าไหร่ก็กู้ความทรงจำช่วงนั้นกลับมาไม่ได้สักเสี้ยวเดียว

“ก็แหงล่ะ!” ด็อกเตอร์ตุลย์หันมาตบไหล่ผมเบา ๆ “ตอนนั้นนายสลบไปแล้วนี่หว่า”

พวกเขาทั้งสองก้าวขาเข้ามาถึงบริเวณตลาดที่มีผู้คนมากมายพลุกพล่านเดินสวนทางกันไปมาอย่างวุ่นวาย ยามเย็นแบบนี้ตลาดจะเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่และชีวิตชีวา

ถัดออกไปไม่ไกลนัก มีภาพของพ่อลูกคู่หนึ่งกำลังยืนคุยกัน เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองคนเป็นพ่อด้วยสายตาอ้อนวอน พลางเขย่าแขนเสื้อเบา ๆ แล้วพูดขึ้นว่า

“พ่อ... ผมอยากกินไอติม”

คนเป็นพ่อก้มลงมองลูกชายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเอ็นดู

“งั้นเหรอ... งั้นเราไปดูกัน”

“เย้!!”

เด็กน้อยกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจเมื่อได้ยินคำตอบรับ ทั้งสองคนพากันเดินจูงมือตรงไปยังร้านไอติม ทิ้งรอยยิ้มและบรรยากาศแห่งความสุขเล็ก ๆ

ด็อกเตอร์ตุลย์ปรายสายตามองเคนที่กำลังยืนนิ่ง ทอดสายตามองตามหลังสองพ่อลูกคู่นั้นไปไม่วางตา

“กินไอติมไหม?” เขาพูดขึ้นลอย ๆ

“อะไรนะ?” ผมหันขวับตอบกลับทันควัน

“เห็นสายตานายที่จ้องพ่อลูกคู่นั้นแล้ว แปลว่านายอยากกินไอติมสินะ”

“เปล่าซะหน่อย... ผมก็แค่...” ผมนิ่งคิดทบทวนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากตอบช้า ๆ ด้วยท่าทีขัดเขิน “แต่ได้กินสักหน่อย... ก็ดีเหมือนกันครับ”

สุดท้ายพวกเราก็มาหยุดอยู่หน้ารถไอติมกะทิโบราณ ด็อกเตอร์ตุลย์สั่งแบบใส่ขนมปังแซนวิชมาสองอัน และแน่นอนว่าไอติมทั้งสองอันนี้เงินในกระเป๋าผมเป็นคนจ่ายเอง... เฮ้อ แต่อย่างน้อยมันก็รู้สึกดีเหมือนกันนะ ที่ได้มาเดินเที่ยวเดินกินอะไรแบบนี้กับด็อกเตอร์

 

 

มุมแจกจ่ายยาพาราของนักเขียน

ไงครับทุกคนตอนที่ 4 มาแล้ว!! เฮ้ยเหนื่อยจริงๆขอบคุณมากเลยถ้าใครหลงเข้า ครั้งนี้ผมอยากลอง ใส่ตัวหนากับเอียงมาไม่รู้เป็นไงมันจะดีไหมขอลองก่อนนะครับ ส่วนผมไปล่ะ!!

นามปากกา            
        นักเขียนปวดหัว