เคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล
แฟนตาซี,แอคชั่น,ผจญภัย,อิงประวัติศาสตร์,รั้วโรงเรียน,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,ผจญภัย,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาลเคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล
หลังจากเคลียร์งานพาร์ตไทม์จนเสร็จ ผมก็เดินจูงจักรยานออกจากตลาดสดท้ายซอยพร้อมถุงกับข้าวเย็นของด็อกเตอร์ที่แขวนไว้บนแฮนด์รถ
ดีนะลุงชัยแกใจดี เลยยอมอลุ้มอล่วยไม่หักเงินเดือน เฮ้ย~~ โล่งอก รอดตายไปที เงินยังอยู่ครบ
แต่ความสบายใจกลับอยู่ได้ไม่นาน... ขณะที่กำลังเดินลัดเลาะไปตามทางเปลี่ยวที่เริ่มมืด ความรู้สึกแปลก ๆ ก็แล่นพล่านขึ้นมาจุกที่ท้ายทอยอีกครั้ง มันคือความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังแอบมองผมอยู่
ทว่ารอบนี้มันต่างจากตอนกลางวันตรงที่... ผมไม่ได้แค่รู้สึกไปเอง เพราะไอ้สายตาปริศนานี้มันจ้องสะกดรอยตามมาตั้งแต่ก้าวขาออกจากร้านลุงชัยแล้ว!
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงโซ่จักรยานดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ ทุกย่างก้าวที่เดินขยับช้าลง เงาดำในมุมมืดนั้นก็คืบคลานใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนน่าขนลุก...
ผมหันขวับกลับไปมองข้างหลัง... ทว่ากลับมีเพียงความว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลยสักคน
“คิดไปเองหรอ...” ผมพึมพำกับตัวเองจนเหงื่อเริ่มซึมผ่านข้างแก้ม หัวเราะแห้ง ๆ ในลำคอเพื่อปลอบใจ
“ไม่ได้คิดไปเองหรอก”
เสียงทุ้มต่ำปริศนาดังขึ้นสวนกลับมาทันควัน แต่อัตราความสยองคือรอบนี้มันไม่ได้ดังมาจากระยะไกล... แต่มันดังอยู่ชิดติดใบหูซ้ายของผมเลยต่างหาก!
ผมสะดุ้งโหยงหันหัวกลับไปมองทันที!
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือชายร่างใหญ่ท้วม หัวล้านเลี่ยน กำลังยืนจ้องเขม็งลงมาด้วยนัยน์ตาดุดันเคร่งขรึม และที่ชวนขวัญผวาที่สุดคือใบหน้าขนาดยักษ์ของเขาคนนั้นยื่นเข้ามาใกล้ชิดติดหน้าผมจนแทบจะชนกันอยู่แล้ว!
“แว๊กกกกกกกกกกก!!”
ผมร้องอุทานเสียงหลงแต๋วแตกดังลั่นซอยด้วยความช็อกสุดขีด ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นถนนทันที ถุงกับข้าวเกือบกระจัดกระจาย หัวใจเต้นรัวทะลุอกด้วยความกลัวผสมความเหวอ
ชายร่างใหญ่ท้วมคนนั้นหลุดขำก๊ากก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นซอย
“ฮ่าๆๆๆๆ! ฉันเอง—ฉันเอง!” เขาหัวเราะเอิ๊กอ๊ากพูดไปอย่างอารมณ์ดีจนตัวโยน
พอเริ่มตั้งสติได้ ผมก็เพ่งสายตามองดูดี ๆ... ชายร่างท้วมหัวล้านคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น ‘ด็อกเตอร์ตุลย์’ นั่นเอง
ความกลัวเมื่อกี้หายวับไปทันที เปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดแทน ผมรีบลุกขึ้นยืนแล้วว่าเขาไป
“ทำบ้าอะไรของแกตาแก่!!” ผมพูดเสียงดังด้วยความโกรธ “เกือบหัวใจวายแล้วเห็นไหม!!”
ด็อกเตอร์ยังคงหัวเราะชอบใจกับท่าทางตกใจเมื่อครู่ของผมอย่างอารมณ์ดี โดยไม่ทันคิดว่าคนโดนแกล้งจะขวัญเสียขนาดไหน
“ท่าทางตอนแกกรี๊ดเสียงหลงนี่โคตรตลกเลย ฮ่าๆ!” ด็อกเตอร์ยังคงกุมท้องหัวเราะไม่ยอมหยุด
ฮึ้ย! ผมได้แต่กัดฟันข่มอารมณ์อยู่เงียบ ๆ แต่ในระหว่างที่เขากำลังหัวเราะอยู่นั้น จู่ ๆ ในหัวก็เอะใจขึ้นมาบางอย่าง
ถนนซอยนี้เป็นทางตรงเปลี่ยวขนาบด้วยกำแพงยาว และเมื่อกี้ผมเพิ่งหันกลับไปมองข้างหลังจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครตามมาเลย แล้วด็อกเตอร์โผล่มาประชิดข้างหลังอย่างรวดเร็วขนาดนั้นได้ยังไงกัน... เขาวาร์ปมางั้นเหรอ?
ผมจ้องมองตาแก่ตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความสงสัยเริ่มเข้ามาแทนที่ความโกรธทันที
ผมขยับเข้าไปใกล้แล้วยื่นมือไปจับตัวด็อกเตอร์ พยายามคลำเช็กตามตัวทุกซอกทุกมุม แถมยังคว้าข้อมือของเขาขึ้นมาเพื่อกดเช็กชีพจรดูให้แน่ใจ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับพบว่าเขาก็เป็นคนปกติ นี่คือด็อกเตอร์ตุลย์ตัวจริงเสียงจริงร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างไม่ต้องสงสัย
“เป็นอะไรไปล่ะ... สงสัยล่ะสิว่าฉันโผล่มาข้างหลังเธอได้ยังไง” ด็อกเตอร์เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มกริ่ม สายตาจ้องมองมาอย่างมีเลศนัย
คำพูดของเขาทำเอาผมยิ่งเอะใจและเบิกตากว้างขึ้นไปใหญ่ เพราะไม่เพียงแต่เขาจะรู้ว่าผมกำลังคาใจเรื่องอะไร แต่ด็อกเตอร์ตาแก่คนนี้กลับอ่านความคิดในหัวออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“อยากรู้ใช่ไหมล่ะ…” ด็อกเตอร์ลากเสียงยาวอย่างมีลีลา ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ทำท่าทางเหมือนกำลังจะเผยความลับ
ผมเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ตั้งใจรอฟังและลุ้นสิ่งลึกลับที่ด็อกเตอร์กำลังจะพูดอย่างใจจดใจจ่อ
“ก็เมื่อกี้ผู้กำกับเขาเพิ่งสั่งคัต แล้วให้ฉันเดินมาสแตนด์บายรอข้างหลังเธอไงล่ะ แฮะๆ” ด็อกเตอร์พูดทำท่าทำทางเหมือนหลุดออกมาจากกองถ่ายหน้าตาเฉย
“...”
ผมทำหน้านิ่ง เดินจูงจักรยานหนีไปทันทีโดยไม่เหลียวหลัง
เสียเวลาลุ้นฉิบหาย!
“ก็ได้ๆ ฉันบอกความจริงก็ได้!” ด็อกเตอร์รีบก้าวมาดักข้างหน้าเพื่อเบรกผมไว้
เขาล้วงขวดแก้วขนาดพอดีมือออกมาจากกระเป๋า ข้างในบรรจุผงประกายสีส้มอมแดงระยิบระยับ
“มันคือ ขี้เถ้าอังคีรส” ด็อกเตอร์ยืดอกภูมิใจเต็มที่ “มันคือขี้เถ้าเวทมนตร์ ถ้าโปรยไว้ตรงไหนก็สามารถไปตรงไหนก็ได้ทันที”
ผมหรี่ตา มองผงในขวดสลับกับใบหน้าทะเล้นของด็อกเตอร์ด้วยสายตาไม่ไว้ใจ...
“เมื่อเช้าฉันแอบใส่ผงนี่ในรองเท้าเธอไงล่ะ นั่นแหละเหตุผลที่ฉันโผล่มาข้างหลังเธอได้!”
“เหอๆ... ขี้เถ้าอะไรกัน” ผมหัวเราะประชดในลำคอ หรี่ตามอง “คิดจะอำผมอีกแล้วหรอ ทั้งเรื่องแหวนเรื่องดาบ แล้วนี่ยังจะมีเรื่องขี้เถ้าอีก!”
พูดจบ ผมก็เอื้อมมือพุ่งไปหมายจะคว้าขวดแก้วในมือเขามาพิสูจน์ แต่ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะสัมผัสโดน ร่างของด็อกเตอร์ก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาในทันที!
“อะไรน่ะ!?” ผมเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความช็อกสุดขีด
“กำลังมองหาอะไรอยู่หรอ...”
เสียงของด็อกเตอร์ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ผมสะดุ้งรีบหันขวับกลับไปมอง ก็พบว่าเขากำลังยืนนิ่งโยนขวดเล่น ยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะราวกับสะใจ
ผมไม่รอช้า รีบก้มถอดรองเท้าโยนออกไปไกล ๆ ตัวเพื่อไม่ให้เขาโผล่ข้างหลังได้อีก
“พิสูจน์อีกรอบสิ!” ผมยืดอกท้า
“พิสูจน์อะไร?” ด็อกเตอร์ยิ้มเยาะ ย้อนถามหน้าระรื่นเหมือนถือไพ่เหนือกว่า
“ก็พิสูจน์ว่าคุณใช้เวทมนตร์ได้จริง..”
“ฉันไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรอีก” ด็อกเตอร์พูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ
“หรือคุณกลัว?” ผมยิ้มเยาะเย้ยกลับ
“ฉันไม่กลัว”
“งั้นก็พิสูจน์สิ”
ด็อกเตอร์หลับตานิ่งอยู่สักพัก ก่อนจะลืมตาขึ้นมา “งั้นก็ตอบคำถามฉันมาก่อน แล้วฉันจะโชว์ให้ดูอีกรอบ”
“คำถามอะไร?” ผมขมวดคิ้วถามอย่างระแวง
“รู้ตัวเองหรือเปล่าว่าเธอไม่เหมือนมนุษย์ปกติ” ด็อกเตอร์ถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท
“หมายความว่าอะไร?”
“ก็เรื่องพละกำลังของเธอ กับความเร็วที่เหนือมนุษย์พวกนั้น... เธอจะอธิบายมันยังไงล่ะ?”
“ก็... อะดรีนาลีนไง สารเคมีในร่างกายมันสามารถปลดล็อกศักยภาพของมนุษย์ได้ไงล่ะ” ผมแถน้ำขุ่น ๆ
ด็อกเตอร์ถึงกับอึ้งไปกับคำตอบ ตาแก่ทำหน้านึกตามอยู่สามวิ
“...เออ ก็จริงแฮะ”
“เห็นไหมเล่า! งั้นตาผมแล้ว!” ผมรีบทวงสัญญา “โชว์พลังโผล่จากด้านหลังของผมอีกทีสิ”
“หึๆ เธอน่ะมักจะมองแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าจริงๆ...” ด็อกเตอร์หัวเราะในลำคอ “ลองมองดูรอบๆ แล้วลองขยับตัวดูสิ”
“ขยับตัว?”
ผมขมวดคิ้ว พยายามจะหันมองรอบตัวตามที่บอก แต่ทว่า... ร่างกายกลับแข็งทื่อ ไม่ว่าจะพยายามออกแรงยังไงก็ไม่สามารถขยับหรือเปลี่ยนท่าทางได้เลย
ผมสังเกตเห็นที่ข้อมือมีมือเล็ก ๆ คล้ายมือเด็กจำนวนมากพุ่งทะลุออกมาจากเงาใต้เท้า ขยับเข้ามาพันธนาการตรึงร่างเอาไว้แน่น
เอ๊ะ...!?
“เวทเงาพันธนาการ” เสียงของด็อกเตอร์ดังขึ้น พร้อมกับร่างของเขาที่พุ่งตรงเข้ามาประจันหน้า วางฝ่ามือหมับลงบนหน้าผากของผมทันที
“ได้เวลาเปิดโลกแล้ว...”
ห๊ะ...!?
สิ้นประโยคนั้น สติและจิตวิญญาณของผมก็ร่วงหล่น ดำดิ่งลงสู่หลุมดำขนาดใหญ่มหึมาอย่างไร้ก้นบึ้งในทันที
ร่างกายถูกยืดออกอย่างรุนแรง แขนขาและลำตัวบิดยาวราวกับเส้นสปาเกตตี ก่อนจะพุ่งทะลุหลุดออกจากหลุมดำไปยังพื้นที่ประหลาดที่เต็มไปด้วยแสงออโรร่าหลากสี
“ทะ... ที่นี่มันที่ไหนกันวะเนี่ย” ผมสบถออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ตรงหน้ามีตัวผมอีกคนลอยคว้างอยู่ ผมตัดสินใจลองแหวกว่ายเข้าไปหาเพื่อดูให้ชัด ๆ พอผมขยับแขนขวา เขาก็ขยับแขนขวาตามเหมือนส่องกระจก
“แปลกแฮะ...” ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ด้วยความฉงน
แต่พอลองหันไปมองด้านหลัง... กลับมีตัวผมอีกคนยืนจ้องอยู่ และพอเงยหน้าขึ้นมองด้านบน ก็เจอตัวเองอีกคนกำลังก้มหน้าสบตาลงมา ทุกทิศทางล้อมรอบไปด้วยตัวผมเต็มไปหมด ที่นี่เหมือนมิติกระจกไม่มีผิด แต่อีกร่างในกระจกเหล่านั้นกลับอ้าปากขยับริมฝีปากพูดคำเดียวกันออกมาพร้อมกันโดยไม่มีเสียง
‘เธอคิดว่าโลกที่เธอรู้จักคือความจริงทั้งหมดงั้นเหรอ?’ เสียงของด็อกเตอร์ดังสะท้อนก้องอยู่ในหัว
‘มิติจักรวาลนี้มันกว้างใหญ่เกินกว่าที่สมองเธอจะจินตนาการได้ไอ้หนู สิ่งที่เธอเห็นอยู่รอบตัว... มันคือความเป็นไปได้นับล้านของตัวเธอในจักรวาลอื่นต่างหาก’
เพล้ง!!!
จู่ ๆ มิติกระจกโดยรอบก็แตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ เศษกระจกสะท้อนแสงออโรร่าหลากสีปลิวหมุนคว้างไปทั่วห้วงมิติ ก่อนที่ร่างของ ‘ตัวผม’ นับร้อยนับพันในเศษกระจกเหล่านั้นจะพุ่งทะยานตรงดิ่งเข้ามาหาพร้อมกันด้วยแววตาดุดันบ้าคลั่ง
“เชี้ยล่ะ!”
พวกมันเข้ามารุมทึ้งและฉีกกระชากร่างออกทีละชิ้น ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างจนสติแทบหลุดลอย
“อ๊ากกกกกกกก”
ร่างกายของผมเริ่มเล็กลง...
เล็กลงเรื่อย ๆ...
ทุกสิ่งรอบตัวค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ราวกับโลกทั้งใบกำลังเติบโตสวนทางกับตัวผม
วิ้งงงงง—
บรรยากาศรอบตัวพลิกกลับตาลปัตรในพริบตา ความมืดมลายหายไป กลายเป็นห้องโถงกว้างสุดลูกหูลูกตา
ผมพยายามยันตัวลุกขึ้น สะบัดหัวไล่ความมึนงง แต่ทันทีที่เงยหน้ามอง...
“บ้าอะไรว่ะเนี่ย!” ผมอ้าปากค้าง สายตากวาดมองขาสิ่งก่อสร้างรอบตัวด้วยความมึนตึบ
โต๊ะ เก้าอี้ และข้าวของรอบตัวกลับมีขนาดมหึมาราวกับสิ่งก่อสร้างของยักษ์ และตอนนั้นเอง ผมถึงได้รู้ว่า— ตัวของผมในตอนนี้... เล็กพอ ๆ กับมดไปแล้ว
“อย่าบอกนะว่า... โดนย่อส่วนหรอ!?”
จี๊ดๆๆ...
ลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดลงมาที่หลังคอจนผมเสียววาบ พอค่อย ๆ หันไปดูก็เจอหนูตัวใหญ่ยักษ์กำลังแยกเขี้ยวใส่
“เชี้ยแล้ว!”
ผมสับตีนแตก วิ่งโกยอ้าวหนีตายแบบไม่คิดชีวิต!
ผมเห็นรูรอยร้าวข้างหน้า ก็รีบพุ่งตัวมุดหนีเข้าไป จนกระทั่งวาร์ปกลับมาโผล่ที่ถนนเดิม
ผมทรุดเข่าลงกับพื้นทันที ตัวสั่นระริก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงพยายามกอบโกยเอาอากาศเข้าปอด หอบหายใจแฮก ๆ จนคอแห้งผากด้วยความเหนื่อยล้าสะสมจากหนูยักษ์ จู่ ๆ ด็อกเตอร์ก็เดินเข้ามาจับไหล่จากด้านหลัง
“ดูเหมือนเหนื่อยนะ เอาน้ำไหม?” เขายิ้มหน้าระรื่นอย่างสบายใจ
เอ๊ะ...!?
ในช่วงพริบตา พื้นถนนใต้เท้าก็แตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ ร่างของผมร่วงดิ่งหล่นลงสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล
“เวรๆ!!!!” ผมสบถลั่นออกมา "ใกล้ตกแล้ว!"
ตูมมม!!!
เสียงน้ำทะเลระเบิดออกเป็นวงกว้างตามแรงกระแทก ร่างของผมจมดิ่งลงสู่ความเย็นยะเยือกใต้ผิวน้ำอันบ้าคลั่ง ก่อนจะพยายามตะเกียกตะกายเสือกสนทะลักพ้นผิวน้ำขึ้นมาได้สำเร็จ ท้องฟ้าด้านบนมืดครึ้มไปด้วยเมฆฝนฟ้าร้องคะนอง สายฟ้าฟาดสลับกับเกลียวคลื่นยักษ์ที่ซัดโถมเข้าใส่ไม่หยุด
แฮ่ก... แฮ่ก... ผมสำลักน้ำทะเล พยายามโกยอากาศเข้าปอดพลางตะโกนแหกปากถามฟ้าถามฝนอย่างเหลืออด
‘เธอคือใครในจักรวาลนี้…’ เสียงของด็อกเตอร์เข้ามาในหัว
"แล้วอะไรอีก!"
เหวออออ!
วินาทีต่อมา คลื่นยักษ์ม้วนตัวกลายเป็นน้ำวนขนาดมหึมา ดูดกลืนร่างดิ่งลึกลงสู่ก้นมหาสมุทรอันมืดมิด สติของผมดับวูบไปชั่วครู่
พอสิ้นฤทธิ์และลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง...
เบื้องหน้ามีต้นไม้สีทองขนาดใหญ่ยักษ์มหึมาแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างสง่างาม และที่ใต้ร่มเงาของมันคือชายลึกลับคนหนึ่งในชุดผ้าคลุม เขานั่งนิ่งเฉย ยกขาชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง นัยน์ตาของเขาช่างดูแปลกประหลาดและน่าเกรงขาม มันเป็นดวงตาสีทองอร่ามที่ราวกับมีกลุ่มแก๊สเนบิวลาและระบบจักรวาลหมุนวนอยู่ภายใน แววตาคู่นั้นสะกดจิตใจจนนิ่งค้าง ไม่สามารถละสายตาไปไหนได้เลย
เฮือก!!!
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง จิตของผมถูกกระชากอย่างรุนแรงพุ่งทะยานหลุดพ้นจากดวงตาเนบิวลาและต้นไม้สีทองยักษ์ ดิ่งกลับคืนสู่ร่างเนื้อในโลกความจริงทันที!
โครมมม!!!
ผมล้มคว่ำหน้ากระแทกพื้นถนนคอนกรีตแข็ง ๆ นอนหมดสภาพในท่าหยำฉ่าตาย ทั่วทั้งตัวหอบระทึกจนตัวโยน เสื้อผ้าเปียกปอนโชกไปด้วยน้ำราวกับเพิ่งขึ้นมาจากมหาสมุทรจริงๆ
ผมค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นมาจากพื้นอย่างยากลำบาก เงยหน้าขึ้นสบตากับตาแก่ตรงหน้าแล้วเอ่ยปากพูดออกมา
“ช่วยสอนผมที...” ด็อกเตอร์ยิ้มกรุบกริบด้วยความพึงพอใจ ทว่าวินาทีต่อมา ผมก็ชี้หน้าตรงไปที่ด็อกเตอร์ทันที “แล้วอีกอย่าง... อย่าทำแบบนั้นอีก”
มุมแจกจ่ายยาพาราของนักเขียน
ไงครับทุกคนที่หลงมาอ่านไหน แหม…ในที่สุดก็จบตอนที่ 3 แล้ว มันสุดๆไปเลย ผมคิดพล็อตตอนกำลังเตรียมสอบอ่ะนะ 555 แต่ก็วางไว้หลังจากสอบเสร็จก็มาแก้คำให้ Flow มากขึ้น ต้องขอบคุณที่คนเข้ามาอ่านด้วยนะครับ
นามปากกา
นักเขียนปวดหัว