เคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล

Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล - ตอนที่ 3.2 เปิดโลก โดย นักเขียนปวดหัว @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,แอคชั่น,ผจญภัย,อิงประวัติศาสตร์,รั้วโรงเรียน,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,ผจญภัย,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,แอคชั่น,ผจญภัย,อิงประวัติศาสตร์,รั้วโรงเรียน

แท็คที่เกี่ยวข้อง

พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,ผจญภัย,ดราม่า

รายละเอียด

Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล โดย นักเขียนปวดหัว @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล

ผู้แต่ง

นักเขียนปวดหัว

เรื่องย่อ

สารบัญ

Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 0 บทนำ,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 1.1 เคน,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 2.0 การบุกขององค์กรลับและการเปิดเผยความลับของตุลย์,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 2.1 การบุกขององค์กรลับและการเปิดเผยความลับของตุลย์,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 2.2 การบุกขององค์กรลับและการเปิดเผยความลับของตุลย์,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 2.3 การบุกขององค์กรลับและการเปิดเผยความลับของตุลย์,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 3.0 ภายใต้การเฝ้ามอง,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 3.1 คนแปลกหน้าในเสื้อโค้ตเก่า,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 3.2 เปิดโลก,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 4 กระแสธารเวทมนตร์ยามเย็น,Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาล-ตอนที่ 5 ผู้พิทักษ์ขนฟูแห่งป่าหิมพานต์

เนื้อหา

ตอนที่ 3.2 เปิดโลก

หลังจากเคลียร์งานพาร์ตไทม์จนเสร็จ ผมก็เดินจูงจักรยานออกจากตลาดสดท้ายซอยพร้อมถุงกับข้าวเย็นของด็อกเตอร์ที่แขวนไว้บนแฮนด์รถ

ดีนะลุงชัยแกใจดี เลยยอมอลุ้มอล่วยไม่หักเงินเดือน เฮ้ย~~ โล่งอก รอดตายไปที เงินยังอยู่ครบ

แต่ความสบายใจกลับอยู่ได้ไม่นาน... ขณะที่กำลังเดินลัดเลาะไปตามทางเปลี่ยวที่เริ่มมืด ความรู้สึกแปลก ๆ ก็แล่นพล่านขึ้นมาจุกที่ท้ายทอยอีกครั้ง มันคือความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังแอบมองผมอยู่

ทว่ารอบนี้มันต่างจากตอนกลางวันตรงที่... ผมไม่ได้แค่รู้สึกไปเอง เพราะไอ้สายตาปริศนานี้มันจ้องสะกดรอยตามมาตั้งแต่ก้าวขาออกจากร้านลุงชัยแล้ว!

บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงโซ่จักรยานดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ ทุกย่างก้าวที่เดินขยับช้าลง เงาดำในมุมมืดนั้นก็คืบคลานใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนน่าขนลุก...

ผมหันขวับกลับไปมองข้างหลัง... ทว่ากลับมีเพียงความว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลยสักคน

“คิดไปเองหรอ...” ผมพึมพำกับตัวเองจนเหงื่อเริ่มซึมผ่านข้างแก้ม หัวเราะแห้ง ๆ ในลำคอเพื่อปลอบใจ

“ไม่ได้คิดไปเองหรอก”

เสียงทุ้มต่ำปริศนาดังขึ้นสวนกลับมาทันควัน แต่อัตราความสยองคือรอบนี้มันไม่ได้ดังมาจากระยะไกล... แต่มันดังอยู่ชิดติดใบหูซ้ายของผมเลยต่างหาก!

ผมสะดุ้งโหยงหันหัวกลับไปมองทันที!

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือชายร่างใหญ่ท้วม หัวล้านเลี่ยน กำลังยืนจ้องเขม็งลงมาด้วยนัยน์ตาดุดันเคร่งขรึม และที่ชวนขวัญผวาที่สุดคือใบหน้าขนาดยักษ์ของเขาคนนั้นยื่นเข้ามาใกล้ชิดติดหน้าผมจนแทบจะชนกันอยู่แล้ว!

“แว๊กกกกกกกกกกก!!”

ผมร้องอุทานเสียงหลงแต๋วแตกดังลั่นซอยด้วยความช็อกสุดขีด ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นถนนทันที ถุงกับข้าวเกือบกระจัดกระจาย หัวใจเต้นรัวทะลุอกด้วยความกลัวผสมความเหวอ

ชายร่างใหญ่ท้วมคนนั้นหลุดขำก๊ากก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นซอย

“ฮ่าๆๆๆๆ! ฉันเอง—ฉันเอง!” เขาหัวเราะเอิ๊กอ๊ากพูดไปอย่างอารมณ์ดีจนตัวโยน

พอเริ่มตั้งสติได้ ผมก็เพ่งสายตามองดูดี ๆ... ชายร่างท้วมหัวล้านคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น ‘ด็อกเตอร์ตุลย์’ นั่นเอง

ความกลัวเมื่อกี้หายวับไปทันที เปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดแทน ผมรีบลุกขึ้นยืนแล้วว่าเขาไป

“ทำบ้าอะไรของแกตาแก่!!” ผมพูดเสียงดังด้วยความโกรธ “เกือบหัวใจวายแล้วเห็นไหม!!”

ด็อกเตอร์ยังคงหัวเราะชอบใจกับท่าทางตกใจเมื่อครู่ของผมอย่างอารมณ์ดี โดยไม่ทันคิดว่าคนโดนแกล้งจะขวัญเสียขนาดไหน

“ท่าทางตอนแกกรี๊ดเสียงหลงนี่โคตรตลกเลย ฮ่าๆ!” ด็อกเตอร์ยังคงกุมท้องหัวเราะไม่ยอมหยุด

ฮึ้ย! ผมได้แต่กัดฟันข่มอารมณ์อยู่เงียบ ๆ แต่ในระหว่างที่เขากำลังหัวเราะอยู่นั้น จู่ ๆ ในหัวก็เอะใจขึ้นมาบางอย่าง

ถนนซอยนี้เป็นทางตรงเปลี่ยวขนาบด้วยกำแพงยาว และเมื่อกี้ผมเพิ่งหันกลับไปมองข้างหลังจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครตามมาเลย แล้วด็อกเตอร์โผล่มาประชิดข้างหลังอย่างรวดเร็วขนาดนั้นได้ยังไงกัน... เขาวาร์ปมางั้นเหรอ?

ผมจ้องมองตาแก่ตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความสงสัยเริ่มเข้ามาแทนที่ความโกรธทันที

ผมขยับเข้าไปใกล้แล้วยื่นมือไปจับตัวด็อกเตอร์ พยายามคลำเช็กตามตัวทุกซอกทุกมุม แถมยังคว้าข้อมือของเขาขึ้นมาเพื่อกดเช็กชีพจรดูให้แน่ใจ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับพบว่าเขาก็เป็นคนปกติ นี่คือด็อกเตอร์ตุลย์ตัวจริงเสียงจริงร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างไม่ต้องสงสัย

“เป็นอะไรไปล่ะ... สงสัยล่ะสิว่าฉันโผล่มาข้างหลังเธอได้ยังไง” ด็อกเตอร์เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มกริ่ม สายตาจ้องมองมาอย่างมีเลศนัย

คำพูดของเขาทำเอาผมยิ่งเอะใจและเบิกตากว้างขึ้นไปใหญ่ เพราะไม่เพียงแต่เขาจะรู้ว่าผมกำลังคาใจเรื่องอะไร แต่ด็อกเตอร์ตาแก่คนนี้กลับอ่านความคิดในหัวออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

“อยากรู้ใช่ไหมล่ะ…” ด็อกเตอร์ลากเสียงยาวอย่างมีลีลา ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ทำท่าทางเหมือนกำลังจะเผยความลับ

ผมเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ตั้งใจรอฟังและลุ้นสิ่งลึกลับที่ด็อกเตอร์กำลังจะพูดอย่างใจจดใจจ่อ

“ก็เมื่อกี้ผู้กำกับเขาเพิ่งสั่งคัต แล้วให้ฉันเดินมาสแตนด์บายรอข้างหลังเธอไงล่ะ แฮะๆ” ด็อกเตอร์พูดทำท่าทำทางเหมือนหลุดออกมาจากกองถ่ายหน้าตาเฉย

“...”

ผมทำหน้านิ่ง เดินจูงจักรยานหนีไปทันทีโดยไม่เหลียวหลัง

เสียเวลาลุ้นฉิบหาย!

“ก็ได้ๆ ฉันบอกความจริงก็ได้!” ด็อกเตอร์รีบก้าวมาดักข้างหน้าเพื่อเบรกผมไว้

เขาล้วงขวดแก้วขนาดพอดีมือออกมาจากกระเป๋า ข้างในบรรจุผงประกายสีส้มอมแดงระยิบระยับ

“มันคือ ขี้เถ้าอังคีรส” ด็อกเตอร์ยืดอกภูมิใจเต็มที่ “มันคือขี้เถ้าเวทมนตร์ ถ้าโปรยไว้ตรงไหนก็สามารถไปตรงไหนก็ได้ทันที”

ผมหรี่ตา มองผงในขวดสลับกับใบหน้าทะเล้นของด็อกเตอร์ด้วยสายตาไม่ไว้ใจ...

“เมื่อเช้าฉันแอบใส่ผงนี่ในรองเท้าเธอไงล่ะ นั่นแหละเหตุผลที่ฉันโผล่มาข้างหลังเธอได้!”

“เหอๆ... ขี้เถ้าอะไรกัน” ผมหัวเราะประชดในลำคอ หรี่ตามอง “คิดจะอำผมอีกแล้วหรอ ทั้งเรื่องแหวนเรื่องดาบ แล้วนี่ยังจะมีเรื่องขี้เถ้าอีก!”

พูดจบ ผมก็เอื้อมมือพุ่งไปหมายจะคว้าขวดแก้วในมือเขามาพิสูจน์ แต่ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะสัมผัสโดน ร่างของด็อกเตอร์ก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาในทันที!

“อะไรน่ะ!?” ผมเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความช็อกสุดขีด

“กำลังมองหาอะไรอยู่หรอ...”

เสียงของด็อกเตอร์ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ผมสะดุ้งรีบหันขวับกลับไปมอง ก็พบว่าเขากำลังยืนนิ่งโยนขวดเล่น ยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะราวกับสะใจ

ผมไม่รอช้า รีบก้มถอดรองเท้าโยนออกไปไกล ๆ ตัวเพื่อไม่ให้เขาโผล่ข้างหลังได้อีก

“พิสูจน์อีกรอบสิ!” ผมยืดอกท้า

“พิสูจน์อะไร?” ด็อกเตอร์ยิ้มเยาะ ย้อนถามหน้าระรื่นเหมือนถือไพ่เหนือกว่า

“ก็พิสูจน์ว่าคุณใช้เวทมนตร์ได้จริง..”

“ฉันไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรอีก” ด็อกเตอร์พูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ

“หรือคุณกลัว?” ผมยิ้มเยาะเย้ยกลับ

“ฉันไม่กลัว”

“งั้นก็พิสูจน์สิ”

ด็อกเตอร์หลับตานิ่งอยู่สักพัก ก่อนจะลืมตาขึ้นมา “งั้นก็ตอบคำถามฉันมาก่อน แล้วฉันจะโชว์ให้ดูอีกรอบ”

“คำถามอะไร?” ผมขมวดคิ้วถามอย่างระแวง

“รู้ตัวเองหรือเปล่าว่าเธอไม่เหมือนมนุษย์ปกติ” ด็อกเตอร์ถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท

“หมายความว่าอะไร?”

“ก็เรื่องพละกำลังของเธอ กับความเร็วที่เหนือมนุษย์พวกนั้น... เธอจะอธิบายมันยังไงล่ะ?”

“ก็... อะดรีนาลีนไง สารเคมีในร่างกายมันสามารถปลดล็อกศักยภาพของมนุษย์ได้ไงล่ะ” ผมแถน้ำขุ่น ๆ

ด็อกเตอร์ถึงกับอึ้งไปกับคำตอบ ตาแก่ทำหน้านึกตามอยู่สามวิ

“...เออ ก็จริงแฮะ”

“เห็นไหมเล่า! งั้นตาผมแล้ว!” ผมรีบทวงสัญญา “โชว์พลังโผล่จากด้านหลังของผมอีกทีสิ”

“หึๆ เธอน่ะมักจะมองแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าจริงๆ...” ด็อกเตอร์หัวเราะในลำคอ “ลองมองดูรอบๆ แล้วลองขยับตัวดูสิ”

“ขยับตัว?”

ผมขมวดคิ้ว พยายามจะหันมองรอบตัวตามที่บอก แต่ทว่า... ร่างกายกลับแข็งทื่อ ไม่ว่าจะพยายามออกแรงยังไงก็ไม่สามารถขยับหรือเปลี่ยนท่าทางได้เลย

ผมสังเกตเห็นที่ข้อมือมีมือเล็ก ๆ คล้ายมือเด็กจำนวนมากพุ่งทะลุออกมาจากเงาใต้เท้า ขยับเข้ามาพันธนาการตรึงร่างเอาไว้แน่น

เอ๊ะ...!?

“เวทเงาพันธนาการ” เสียงของด็อกเตอร์ดังขึ้น พร้อมกับร่างของเขาที่พุ่งตรงเข้ามาประจันหน้า วางฝ่ามือหมับลงบนหน้าผากของผมทันที

“ได้เวลาเปิดโลกแล้ว...”

ห๊ะ...!?

สิ้นประโยคนั้น สติและจิตวิญญาณของผมก็ร่วงหล่น ดำดิ่งลงสู่หลุมดำขนาดใหญ่มหึมาอย่างไร้ก้นบึ้งในทันที

ร่างกายถูกยืดออกอย่างรุนแรง แขนขาและลำตัวบิดยาวราวกับเส้นสปาเกตตี ก่อนจะพุ่งทะลุหลุดออกจากหลุมดำไปยังพื้นที่ประหลาดที่เต็มไปด้วยแสงออโรร่าหลากสี

“ทะ... ที่นี่มันที่ไหนกันวะเนี่ย” ผมสบถออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ตรงหน้ามีตัวผมอีกคนลอยคว้างอยู่ ผมตัดสินใจลองแหวกว่ายเข้าไปหาเพื่อดูให้ชัด ๆ พอผมขยับแขนขวา เขาก็ขยับแขนขวาตามเหมือนส่องกระจก

“แปลกแฮะ...” ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ด้วยความฉงน

แต่พอลองหันไปมองด้านหลัง... กลับมีตัวผมอีกคนยืนจ้องอยู่ และพอเงยหน้าขึ้นมองด้านบน ก็เจอตัวเองอีกคนกำลังก้มหน้าสบตาลงมา ทุกทิศทางล้อมรอบไปด้วยตัวผมเต็มไปหมด ที่นี่เหมือนมิติกระจกไม่มีผิด แต่อีกร่างในกระจกเหล่านั้นกลับอ้าปากขยับริมฝีปากพูดคำเดียวกันออกมาพร้อมกันโดยไม่มีเสียง

‘เธอคิดว่าโลกที่เธอรู้จักคือความจริงทั้งหมดงั้นเหรอ?’ เสียงของด็อกเตอร์ดังสะท้อนก้องอยู่ในหัว

‘มิติจักรวาลนี้มันกว้างใหญ่เกินกว่าที่สมองเธอจะจินตนาการได้ไอ้หนู สิ่งที่เธอเห็นอยู่รอบตัว... มันคือความเป็นไปได้นับล้านของตัวเธอในจักรวาลอื่นต่างหาก’

เพล้ง!!!

จู่ ๆ มิติกระจกโดยรอบก็แตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ เศษกระจกสะท้อนแสงออโรร่าหลากสีปลิวหมุนคว้างไปทั่วห้วงมิติ ก่อนที่ร่างของ ‘ตัวผม’ นับร้อยนับพันในเศษกระจกเหล่านั้นจะพุ่งทะยานตรงดิ่งเข้ามาหาพร้อมกันด้วยแววตาดุดันบ้าคลั่ง

“เชี้ยล่ะ!”

พวกมันเข้ามารุมทึ้งและฉีกกระชากร่างออกทีละชิ้น ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างจนสติแทบหลุดลอย

“อ๊ากกกกกกกก”

ร่างกายของผมเริ่มเล็กลง...

เล็กลงเรื่อย ๆ...

ทุกสิ่งรอบตัวค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ราวกับโลกทั้งใบกำลังเติบโตสวนทางกับตัวผม

วิ้งงงงง—

บรรยากาศรอบตัวพลิกกลับตาลปัตรในพริบตา ความมืดมลายหายไป กลายเป็นห้องโถงกว้างสุดลูกหูลูกตา

ผมพยายามยันตัวลุกขึ้น สะบัดหัวไล่ความมึนงง แต่ทันทีที่เงยหน้ามอง...

“บ้าอะไรว่ะเนี่ย!” ผมอ้าปากค้าง สายตากวาดมองขาสิ่งก่อสร้างรอบตัวด้วยความมึนตึบ

โต๊ะ เก้าอี้ และข้าวของรอบตัวกลับมีขนาดมหึมาราวกับสิ่งก่อสร้างของยักษ์ และตอนนั้นเอง ผมถึงได้รู้ว่า— ตัวของผมในตอนนี้... เล็กพอ ๆ กับมดไปแล้ว

“อย่าบอกนะว่า... โดนย่อส่วนหรอ!?”

จี๊ดๆๆ...

ลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดลงมาที่หลังคอจนผมเสียววาบ พอค่อย ๆ หันไปดูก็เจอหนูตัวใหญ่ยักษ์กำลังแยกเขี้ยวใส่

“เชี้ยแล้ว!”

ผมสับตีนแตก วิ่งโกยอ้าวหนีตายแบบไม่คิดชีวิต!

ผมเห็นรูรอยร้าวข้างหน้า ก็รีบพุ่งตัวมุดหนีเข้าไป จนกระทั่งวาร์ปกลับมาโผล่ที่ถนนเดิม

ผมทรุดเข่าลงกับพื้นทันที ตัวสั่นระริก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงพยายามกอบโกยเอาอากาศเข้าปอด หอบหายใจแฮก ๆ จนคอแห้งผากด้วยความเหนื่อยล้าสะสมจากหนูยักษ์ จู่ ๆ ด็อกเตอร์ก็เดินเข้ามาจับไหล่จากด้านหลัง

“ดูเหมือนเหนื่อยนะ เอาน้ำไหม?” เขายิ้มหน้าระรื่นอย่างสบายใจ

เอ๊ะ...!?

ในช่วงพริบตา พื้นถนนใต้เท้าก็แตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ ร่างของผมร่วงดิ่งหล่นลงสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล

“เวรๆ!!!!” ผมสบถลั่นออกมา "ใกล้ตกแล้ว!"

ตูมมม!!!

เสียงน้ำทะเลระเบิดออกเป็นวงกว้างตามแรงกระแทก ร่างของผมจมดิ่งลงสู่ความเย็นยะเยือกใต้ผิวน้ำอันบ้าคลั่ง ก่อนจะพยายามตะเกียกตะกายเสือกสนทะลักพ้นผิวน้ำขึ้นมาได้สำเร็จ ท้องฟ้าด้านบนมืดครึ้มไปด้วยเมฆฝนฟ้าร้องคะนอง สายฟ้าฟาดสลับกับเกลียวคลื่นยักษ์ที่ซัดโถมเข้าใส่ไม่หยุด

แฮ่ก... แฮ่ก...  ผมสำลักน้ำทะเล พยายามโกยอากาศเข้าปอดพลางตะโกนแหกปากถามฟ้าถามฝนอย่างเหลืออด

‘เธอคือใครในจักรวาลนี้…’ เสียงของด็อกเตอร์เข้ามาในหัว

"แล้วอะไรอีก!"

เหวออออ!

วินาทีต่อมา คลื่นยักษ์ม้วนตัวกลายเป็นน้ำวนขนาดมหึมา ดูดกลืนร่างดิ่งลึกลงสู่ก้นมหาสมุทรอันมืดมิด สติของผมดับวูบไปชั่วครู่

พอสิ้นฤทธิ์และลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง...

เบื้องหน้ามีต้นไม้สีทองขนาดใหญ่ยักษ์มหึมาแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างสง่างาม และที่ใต้ร่มเงาของมันคือชายลึกลับคนหนึ่งในชุดผ้าคลุม เขานั่งนิ่งเฉย ยกขาชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง นัยน์ตาของเขาช่างดูแปลกประหลาดและน่าเกรงขาม มันเป็นดวงตาสีทองอร่ามที่ราวกับมีกลุ่มแก๊สเนบิวลาและระบบจักรวาลหมุนวนอยู่ภายใน แววตาคู่นั้นสะกดจิตใจจนนิ่งค้าง ไม่สามารถละสายตาไปไหนได้เลย

เฮือก!!!

ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง จิตของผมถูกกระชากอย่างรุนแรงพุ่งทะยานหลุดพ้นจากดวงตาเนบิวลาและต้นไม้สีทองยักษ์ ดิ่งกลับคืนสู่ร่างเนื้อในโลกความจริงทันที!

โครมมม!!!

ผมล้มคว่ำหน้ากระแทกพื้นถนนคอนกรีตแข็ง ๆ นอนหมดสภาพในท่าหยำฉ่าตาย ทั่วทั้งตัวหอบระทึกจนตัวโยน เสื้อผ้าเปียกปอนโชกไปด้วยน้ำราวกับเพิ่งขึ้นมาจากมหาสมุทรจริงๆ

ผมค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นมาจากพื้นอย่างยากลำบาก เงยหน้าขึ้นสบตากับตาแก่ตรงหน้าแล้วเอ่ยปากพูดออกมา

“ช่วยสอนผมที...” ด็อกเตอร์ยิ้มกรุบกริบด้วยความพึงพอใจ ทว่าวินาทีต่อมา ผมก็ชี้หน้าตรงไปที่ด็อกเตอร์ทันที “แล้วอีกอย่าง... อย่าทำแบบนั้นอีก”

 

มุมแจกจ่ายยาพาราของนักเขียน

ไงครับทุกคนที่หลงมาอ่านไหน แหม…ในที่สุดก็จบตอนที่ 3 แล้ว มันสุดๆไปเลย ผมคิดพล็อตตอนกำลังเตรียมสอบอ่ะนะ 555 แต่ก็วางไว้หลังจากสอบเสร็จก็มาแก้คำให้ Flow มากขึ้น ต้องขอบคุณที่คนเข้ามาอ่านด้วยนะครับ

นามปากกา            
        นักเขียนปวดหัว