เคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล
แฟนตาซี,แอคชั่น,ผจญภัย,อิงประวัติศาสตร์,รั้วโรงเรียน,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,ผจญภัย,ดราม่า,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Theos-ผจญภัยล่าขุดทรัพย์แหวนแห่งปฐมกาลเคนเด็กหนุ่มอายุ16ปี ต้องมาเสียความทรงจำตัวเองไป14ปี จู่ๆก็มีองค์กรลับเข้ามาจู่โจมพวกเขาและเอาด็อกเตอร์ตุลย์นักโบราณคดีที่อุปการะเลี้ยงเขา โดนจับตัวไปไขปริศนาสมบัติแหวนแห่งปฐมกาล
ผมปั่นจักรยานไปตามทางเพื่อมุ่งหน้าไปทำงานพิเศษ แล้วเหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินเก้ๆ กังๆ เหมือนกำลังก้มหาของอยู่ข้างทาง
พอผมปั่นเข้าไปใกล้ จู่ๆ ชายคนนั้นก็พุ่งพรวดมาปาดหน้าจักรยานทันทีจนผมเสียหลัก ล้มโครมลงไปกองอยู่ข้างทาง
โอ๊ย!!
ผมก้มมองหัวเข่าตัวเองที่ถลอกจนมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าหันกลับไปมองชายคนนั้น
ผมจึงเอ่ยปากถามเขาออกไปว่า
“เป็นอะไรไหมครับ”
“I’m okay…(ผมไม่เป็นไร)”
ชาวต่างชาติเหรอ? ผมคิดในใจ สายตากวาดมองรูปร่างของเขา ชายคนนี้ซูบผอมแต่ไม่ได้ถึงกับแห้งกรัง ผิวซีดเซียวจนเห็นเส้นเลือด ใต้ตาคล้ำปูดและบวมช้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายวัน เส้นผมยุ่งกระเซิงมีเศษใบไม้ติดอยู่ประปราย ที่แปลกที่สุดคือเสื้อโค้ตเก่า ๆ ตัวหนาสีมอซอ ท่าทางของเขาลุกลี้ลุกรน สายตาระแวงซ้ายขวาอยู่ตลอดเวลา
ผมดึงตัวเขาลุกขึ้น เขาปัดฝุ่นตามร่างกายของเขาสองครั้ง
“I'm so sorry, I didn't see you.” (ฉันขอโทษจริง ๆ นะ ไม่ทันมองเธอเลย)
“เออ… เอ้อ.. N... Never mind.” (มะ... ไม่เป็นไรครับ) ผมตอบกลับท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ยกรถจักรยานขึ้นมาอย่างทุลักทุเล “I... I'm okay.” (ผม... ผมไม่เป็นไร)
หลังจากนั้นเขาก็เดินข้ามถนน ขยับตัวก้ม ๆ เงย ๆ หาของต่อ
“What... What are you looking for?” (คะ... คุณกำลังหาอะไรอยู่เหรอครับ?) ผมมองตามท่าทางลนลานของเขา
”My passport.” (พาสปอร์ตของฉันน่ะ)
พาสปอร์ตเหรอ? อย่างนี้นี่เอง ถึงว่าทำไมลนลานขนาดนั้น
“I... I'll help you.” (ด..เดี๋ยว... ผมช่วยหาครับ) ผมจอดจักรยานทิ้งไว้ริมทาง ก้าวเท้าเดินข้ามถนนตามไป
ชายต่างชาติชะงัก หันมองผมด้วยสายตานิ่งสนิทอยู่วูบหนึ่งก่อนจะพยักหน้า “Oh... thank you. Thank you, boy.” (โอ้... ขอบใจนะ ขอบใจมากไอ้หนู)
“No problem. Where did you lose it?” (ไม่มีปัญหาครับ แล้วมันน่าจะตกแถวไหน?) ผมถามเสียงเรียบ
เขาชี้มือลงพื้นถนนสลับกับกระเป๋าเสื้อโค้ตเก่า ๆ ที่ขาดเป็นรูโหว่ “Around here, I think. Please, I really need to find it.” (น่าจะแถวนี้แหละ... ได้โปรดเถอะ ฉันต้องหาเจอมันให้ได้)
แม้ท่าทางของเขาจะดูนิ่งสงบขึ้น แต่แววตากลับแฝงความเครียดเอาไว้ชัดเจน ผมทรุดตัวลงช่วยก้มแหวกกองเศษใบไม้ตามริมฟุตบาท ส่วนเขาก็ก้มลงหาอย่างตั้งใจโดยไม่พูดอะไรอีก บรรยากาศรอบตัวเงียบสนิท มีเพียงเสียงสวบสาบของการแหวกเศษหญ้า พวกเราช่วยกันหาอยู่ตรงนั้นเกือบห้านาที
จนกระทั่ง มือของผมไปปัดโดนวัตถุบางอย่าง ที่จมอยู่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่
“I found it!” ผมพูดพร้อมกับดึงพาสปอร์ตเล่มนั้นขึ้นมาจากซอกดิน
ก่อนจะยื่นคืนให้ ผมแอบชำเลืองสายตามองหน้าพาสปอร์ตแวบหนึ่ง ตัวอักษรภาษาอังกฤษสะกดชื่อ ‘Dan Cooper’ ชัดเจน รูปถ่ายบนนั้นก็ตรงกับใบหน้าซีดเซียวของเขาไม่มีผิด พอได้แล้วผมจึงตะโกนเรียกเขาให้มารับไป
“Hey! Dan, right? I found it!” (เฮ้! แดน ใช่ไหม? ผมเจอแล้ว!)
เขาดูตื่นเต้นมากตอนที่รีบพุ่งมารับพาสปอร์ตไปจากมือผม แถมยังชูมันขึ้นฟ้าเหมือนคนเพิ่งชนะรางวัลใหญ่
“Thank you, kid! You saved my life! Come on, let me buy you something!” (ขอบใจมากไอ้หนู! เธอช่วยชีวิตฉันไว้เลย! มาเลย เดี๋ยวฉันเลี้ยงอะไรสักอย่าง)
แดนหันมาบอกผมด้วยท่าทางมั่นใจเต็มที่ ควักกระเป๋าสตางค์ใบเก่าออกมาเปิดกว้างโชว์ความป๋า
แต่ทว่า... พอสายตาจ้องเข้าไปข้างใน แดนกลับนิ่งแข็งทื่อไปทันที ดวงตาโหลลึกคู่นั้นเบิกกว้าง ท่าทางช็อกสุดขีด ใบหน้าซีดเซียวถอดสีกลายเป็นเหลอหลา เพราะในนั้นไม่มีเงินเลยสักเหรียญเดียว ข้างในว่างเปล่า มีแค่อากาศ
โครกคราก~~
ทันใดนั้น เสียงท้องร้องดังลั่นก็ประจานความหิวทะลุออกมาจากตัวเขา ทลายความมั่นใจเมื่อครู่จนราบคาบ
ผมยืนมองภาพตรงหน้าแล้วได้แต่ถอนหายใจขำ ๆ ก่อนจะพูดออกไป
“Uh… How about I get you something to eat?” (เอ่อ... ให้ผมหาอะไรให้คุณกินดีกว่าครับ)
พอได้ยินแบบนั้น แดนที่กำลังหน้าแตกสะกดอารมณ์ไม่ถูกก็ตาเป็นประกายวับ ท่าทางตื่นเต้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แววตาลิงโลดเหมือนเห็นพระมาโปรด
กลิ่นหอมมันของหมูปิ้งไหม้นิด ๆ บนเตาถ่านโชยเตะจมูก ควันสีขาวฟุ้งอบอวลหน้าร้านรถเข็นริมทาง เสียงน้ำมันหมูหยดลงบนถ่านร้อน ๆ ดังซู่ ๆ ชวนให้น้ำลายสอ แดนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตาโตเท่าไข่ห่าน เขาไม่รอช้ารีบชูสี่นิ้วแล้วหันไปสั่งแม่ค้าเสียงดังฟังชัด
“Four! Four, please!” (สี่ไม้ครับ!)
ส่วนผมแยกตัวออกมายืนห่างจากหน้าร้านนิดหน่อย มือล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายตรงหาลุงชัย เจ้าของร้านที่ผมทำงานพิเศษอยู่ รอสายไม่นานปลายทางก็กดรับ
“ฮัลโหล... ลุงชัยครับ วันนี้ผมไปทำงานช้าหน่อยนะครับ พอดีมีธุระกะทันหันนิดหน่อยครับ” ผมรีบบอกแกไว้ก่อนจะได้ไม่โดนเพ่งเล็งเวลาเข้างานสาย
“เออๆ ให้มันจริงเถอะไอ้เคน อย่าให้เลทนานนักล่ะ งานการมันค้ำคออยู่” เสียงลุงชัยบ่นกระปอดกระแปดลอดผ่านลำโพงโทรศัพท์ตามสไตล์คนแก่ขี้บ่น แต่สุดท้ายแกก็ยอมผ่อนปรนให้ “เอ้า! รีบเคลียร์ธุระให้เสร็จ แล้วรีบมาล่ะ”
“ขอบคุณครับลุงชัย”
ผมกดวางสาย ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยลุงชัยก็ยังใจดี ยอมให้ไปสายได้นิดหน่อยโดยไม่หักเงินเดือน
ในระหว่างที่ผมยืนเคลียร์สาย แดนไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไป เขายืนตัวตรงแน่ว สายตาจับจ้องหมูปิ้งสี่ไม้บนเตาถ่านแบบไม่กะพริบตา ราวกับกำลังใช้พลังจิตสะกดให้หมูสุกเร็วขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความหิวโหยปนคาดหวังขั้นสุด จนแทบมีน้ำลายไหลออกมาตรงมุมปาก
แม่ค้าที่กำลังกลับไม้หมูไปมาเหลือบเห็นท่าทางของฝรั่งร่างยักษ์ ที่ยืนจ้องเตาตาค้างเหมือนเด็กน้อยมองขนม ก็ถึงกับหลุดขำคิกคักด้วยความเอ็นดู
“เอ้า! เห็นท่าทางหิวจัดขนาดนี้ ยายแถมข้าวเหนียวให้ห่อหนึ่งละกันนะพ่อหนุ่ม” ยายแม่ค้าหัวเราะร่า หยิบกระติ๊บเปิดออก แล้วใช้มือจ้วงปั้นข้าวเหนียวร้อน ๆ ยัดใส่ถุงปุ๊บปั๊บยื่นแถมให้ทันทีพร้อมหมูปิ้งสี่ไม้
แดนรับถุงหมูปิ้งกับข้าวเหนียวไปปุ๊บก็ไม่รอช้า เขารีบยัดหมูปิ้งเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ด้วยความเร็วแสงเหมือนคนอดอยากมาหลายวัน ทว่าถึงจะหิวโซขนาดไหน สัญชาตญาณมารยาทที่หลงเหลืออยู่ก็ยังทำงาน แดนพยายามเคี้ยวโดยไม่ให้มีเสียงดังโช่กช่าก และคอยใช้หลังมือเช็ดคราบน้ำจิ้มที่มุมปากอย่างสุภาพเท่าที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย
ผมเห็นสภาพฝรั่งถังแตกกินอย่างเอาเป็นเอาตายแล้วก็อดขำไม่ได้ พลันนึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เย็น จึงหันไปสั่งหมูปิ้งของตัวเองมาสองสามไม้พร้อมข้าวเหนียวอีกห่อ
พอได้ของมา ผมก็เดินไปทรุดตัวลงนั่งแปะอยู่ตรงขอบฟุตบาทข้างรถเข็น แดนเห็นแบบนั้นก็ย่อตัวลงมานั่งยอง ๆ ข้างผมด้วย ท่ามกลางเสียงรถยนต์ที่แล่นผ่านไปมาบนท้องถนนกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน พวกเราสองคน—เด็กไทยที่กำลังจะไปทำงานสาย กับฝรั่งต่างชาติชุดโค้ตซอมซ่อ—นั่งล้อมวงกินหมูปิ้งเตาถ่านด้วยกันตรงฟุตบาทริมทางอย่างเป็นกันเอง
พอหมูปิ้งไม้สุดท้ายหมดลง ผมก็ใช้ไม้เสียบขูดเศษเนื้อที่ติดอยู่กินจนเกลี้ยงก่อนจะหันไปมองหน้าฝรั่งข้างตัวที่ดูอิ่มหนำสำราญขึ้นมาหน่อย
“So… where are you from? (แล้ว… คุณมาจากไหนเหรอ)” ผมลองเอ่ยปากถาม ทำลายความเงียบขึ้นมา
แดนชะงักไปนิดหนึ่ง เขาหลบสายตาผม ก้มปัดเศษข้าวเหนียวที่ติดมืออยู่พักใหญ่ก่อนตอบกลับมา
“Uh… far away. Just… North America, you know? Many places. (เอ่อ… มาจากที่ไกลๆ น่ะ แถวอเมริกาเหนือมั้ง? ไปมาหลายที่น่ะ)”
เขาตอบกว้างซะจนเหมือนไม่ได้ตอบ แถมยังรีบเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยการยกน้ำขึ้นมาดื่มอึก ๆ เหมือนกลัวว่าจะโดนผมซักไซ้ไล่เลียงไปมากกว่านี้
“Then, why did you come to Thailand? (งั้น ทำไมคุณถึงมาที่ประเทศไทยล่ะ)” ผมถามต่อ นึกสงสัยว่าอะไรทำให้ฝรั่งอเมริกาเหนือคนหนึ่งต้องโซซัดโซเซมาอยู่ริมถนนในกรุงเทพฯ ในสภาพนี้
แดนเงียบไปอึดใจหนึ่ง แววตาขี้เล่นที่ดูเลี่ยง ๆ เมื่อกี้วูบไหวลงจนเปลี่ยนเป็นความเครียดขรึม เขากำขวดน้ำในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วตอบออกมาตามตรงด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าเดิม
“I came here… to work. I need money to cure my daughter. (ฉันมาที่นี้เพื่อ… มาทำงานหาเงิน…ไปรักษาลูกสาวน่ะ)”
พอได้ยินคำตอบนั้น ผมถึงกับชะงัก ความรู้สึกระแวงในตอนแรกหายวับไปทันที แทนที่ด้วยความรู้สึกเห็นใจเมื่อรู้เบื้องหลังเสื้อโค้ตซอมซ่อและความถังแตก ของเขา ถึงว่าทำไมเขาถึงดูหมดสภาพขนาดนี้
“She is around your age, you know? (ลูกสาวของฉันอายุใกล้ๆ เธอนี่แหละ)” แดนพูด จุดรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าเมื่อนึกถึงลูก “She’s quite stubborn, always speaks her mind, but she’s got a big heart. (เป็นเด็กค่อนข้างดื้อ รั้น ชอบพูดอะไรตรงๆ แต่จริงๆ แล้วใจดีมากเลยล่ะ)”
แดนหันมามองหน้าผมเงียบ ๆ สีหน้าดูต่างจากตอนแรกไปเยอะ
“You are a good kid. (นายเป็นเด็กดีนะไอ้หนู)” เขาบอก ก่อนจะขมวดคิ้วนิด ๆ เหมือนมีเรื่องคาใจแล้วเอ่ยถามขึ้นมา “Why? Why did you help a stranger like me? (ทำไมล่ะ… ทำไมเธอถึงยอมช่วยคนแปลกหน้าแบบฉัน)”
“Well… you were in trouble. (ก็… คุณกำลังเดือดร้อนนี่นา)” ผมตอบกลับไป ยักไหล่นิด ๆ พูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายตามธรรมชาติ ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่ผู้ใจบุญอะไรขนาดนั้น
ในระหว่างที่พวกเรากำลังนั่งกินหมูปิ้งกันต่อ จู่ ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองพวกเราอยู่ ผมสะดุ้งนิด ๆ ก่อนจะรีบหันขวับไปมองรอบตัวทันที... แต่บนฟุตบาทและมุมมืดแถวนั้นกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่เลย
แดนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นท่าทางระแวงของผม เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ดวงตาโหลลึกคู่นั้นมองตามสายตาของผมไปเงียบ ๆ แววตานิ่งลึกเหมือนกำลังคิดหรือสงสัยอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
พอซดน้ำดื่มหยดสุดท้ายเสร็จ แดนก็ทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ เขาล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง ขยับมือยุกยิกขัดเขิน พยายามควานหาเงินมาคืนค่าหมูปิ้งให้ผม ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าในกระเป๋าตังค์ตัวเองว่างเปล่าไม่มีสักเหรียญเดียว
ผมเห็นท่าทางโก๊ะ ๆ แบบนั้นก็หลุดขำพรืดออกมา “Keep it. You can treat me back next time. (เก็บไว้เถอะ ไว้ วันหลังค่อยเลี้ยงคืนก็ได้)”
แดนชะงักกับคำพูดนั้นไปนิดหนึ่ง แววตานิ่งลึกขึ้นมาแวบหนึ่งเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนที่เขาจะพยักหน้ารับช้า ๆ
“Uh... I have to go now. I’m going to be late for work.” ผมบอกพร้อมกับชี้มือไปทางจักรยานของตัวเองที่จอดอยู่
“Okay, thank you again, kid. Take care of yourself.” (โอเค ขอบใจเธออีกครั้งนะไอ้หนู ดูแลตัวเองด้วย) แดนโบกมือลาด้วยท่าทางที่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าตอนแรกมาก
เคนพยักหน้ารับ เดินข้ามถนนกลับไปพยุงจักรยานคู่ใจขึ้นมา ลองกดเบรกเช็กความเรียบร้อยสั้น ๆ ก่อนจะก้าวขาขึ้นคร่อมพ้นขอบฟุตบาท สายตายังแอบเหลือบไปมองฝั่งตรงข้ามแวบหนึ่ง เห็นแผ่นหลังของฝรั่งในเสื้อโค้ตตัวหนากำลังเดินกระชับปกเสื้อหายลับเข้าไปในฝูงชนอย่างเงียบ ๆ
พอแยกย้ายกันเสร็จ เคนก็ไม่มีเวลามานั่งคิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป ในหัวของเขาตอนนี้มีเพียงเรื่องเดียวที่วิ่งวนอยู่ซ้ำ ๆ
หวังว่าจะไม่โดนตัดเงินเดือนนะเนี่ย~~