เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1 - บทที่ 12 เด็กสาวคนนั้น โดย แมวชื่อคอตต้อน @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี

แท็คที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม

รายละเอียด

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1 โดย แมวชื่อคอตต้อน @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก

ผู้แต่ง

แมวชื่อคอตต้อน

เรื่องย่อ

ถูกสร้างมาในฐานะ... อาวุธ

เติบโตมาในฐานะ... อาวุธ

แต่เมื่อความตายมาเยือน... เขาเลือกที่จะตายในฐานะ "มนุษย์"

​หมายเลขทดลอง 0082 สิ้นใจลงเพราะต้องการปลดปล่อยพวกพ้อง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ มันคือปฐมบทของการเกิดใหม่ใน 'อาร์เคนัส' ทวีปที่ยึดถือว่าเวทมนตร์คือพระเจ้า และค่าของคนวัดกันที่พลังเวทย์

​ในร่างใหม่... พลังเวทย์ที่เขามีนั้นช่างต่ำต้อยจนใครต่างตราหน้าว่า "เจ้าชายขยะ"

แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือภาพลักษณ์ที่เขาสจงใจสร้างขึ้น!

​สำหรับเขา... พลังเวทย์ไม่ใช่คมเขี้ยว

พลังเวทย์ไม่ใช่ตัวบ่งบอกศักยภาพ

และพลังเวทย์... ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เขามี!

​เตรียมพบกับเรื่องราวของชายที่ทั่วโลกมองว่าเป็นเพียงขยะ แต่หารู้ไม่ว่าขยะชิ้นนี้... คือผู้ที่จะมาเขียนกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ใหม่ด้วยมือของเขาเอง

สารบัญ

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทนำ 00,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 1 เจ้าชายขยะ เออร์วิน ไพร์ล็อก,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 2 คนแคระนักล่าค่าหัว,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 3 ความลับของเออร์วิน,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 4 ความลับของมานาและระบบเวทย์มนต์,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 5 การมาเยือนของแดนศักดิ์สิทธิ์,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 6 เริ่มแผนการปฏิรูป,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 7 หญิงสาวปริศนา,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 8 เห็นแมวเลียไข่ตัวเอง,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 9 ความวุ่นวายยามเช้า,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 10 ฟันเฟืองที่เริ่มหมุน,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 11 ยาแอสไพริน,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 12 เด็กสาวคนนั้น

เนื้อหา

บทที่ 12 เด็กสาวคนนั้น

เจคโยนถุงใส่เงินให้ดอนที่อยู่บนเตียงดอนคว้าเอาไว้ก่อนจะส่งให้ชายที่มีร่างกายผอมซูบ เขาเปิดถุงเงินแล้วทำการนับทีละเหรียญใช้เวลาไม่นานก็นับเสร็จ

“ทั้งหมด19เหรียญทองแดงขอรับนายท่าน” ทันทีที่ทราบจำนวนเงินโอนก็มีหน้าตาบูดบึ้ง

“อะไรวะมีเพียงแค่นี้เองนี่หว่า”

“นั่นคือทั้งหมดที่หล่อนมี” เจตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบๆ ดอนมองหน้าเจคด้วยสีหน้าไม่พอใจแล้วบอกว่า

“"ข้าว่าข้าบอกแกไปแล้วนะว่าถ้านังนั่นหาเงินมาคืนไม่ได้ก็ให้ฉุดมันมาซะ”

“ข้ารับจ้างทวงหนี้ไม่ใช่ฉุดคร่าผู้หญิง” เจคยังตอบด้วยน้ำเสียงเช่นเดิม ดอนที่ได้ฟังก็ลุกขึ้นลงจากเตียงแล้วพาร่างอุ้ยอ้ายมาหาเจคแล้วพูดช้าๆ ว่า

“สิ่งที่แกต้องทำคือทำตามที่ข้าสั่งไอ้ขี้ข้าไปจับตัวนังนั่นมาเดี๋ยวนี้” ดอนออกคำสั่งแต่สิ่งที่ได้กลับมาจากเจคคือความเงียบ “ไม่เข้าใจที่ข้าบอกหรือไงวะไอ้ขยะไปจับตัวนังนั่นมาซะ” ทว่าเจคยังคงเงียบแล้วสบตากับดอนอย่างไม่สะทกสะท้าน

ถ้าพูดถึงเรื่องพลังเวทย์มนต์แล้วล่ะก็ดอนจะมีพลังเวทย์อยู่ในระดับที่สูงกว่าเจคเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยการใช้ชีวิตที่ต่างกันสุดขั้วของทั้งสองที่ฝ่ายหนึ่งเสวยสุขอย่างสุขสบายบนกองเงินกองทอง แต่อีกฝ่ายกลับใช้ชีวิตเหมือนนักเลงข้างถนน ทำให้เจคไม่มีความเกรงกลัวหากต้องปะทะกับอีกฝ่ายขึ้นมา แต่ที่เจคต้องระวังจริงคือเหล่าคนในชุดเกราะที่ยืนตามมุมต่าง ๆ ในห้องที่ตอนนี้เริ่มทำท่าชักอาวุธตั้งแต่ที่ดอนลงมาจากเตียงแล้วเดินมาหาเขา

ดอนที่เห็นว่าเจคยังคงไม่มีปฏิกิริยาต่อคำสั่งตนก็เริ่มเปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนโยนขึ้นชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เขาแสร้งทำเป็นถอนหายใจแล้วทำเป็นพูดว่า

“ก็ได้ก็ได้ ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการฉุดนังนั่นมาข้าก็จะไม่ไม่ฝืนใจเจ้า” ดอนยกฝ่ามือขวาตบไหล่ซ้ายเจคเบาๆ แล้วเผยรอยยิ้มออกมา กลับท่าทีที่เปลี่ยนไปมาของอีกฝ่ายนี้เจคเองก็มีท่าทีระแวดระวัง ทันใดนั้นเพชรสีน้ำตาลบนแหวนของดอนก็เรืองแสงขึ้นมา เจครับรู้ได้ถึงความผิดปกติตั้งใจจะถอยห่างจากดอนแต่ไม่ทันการ ดอนจับไหล่ซ้ายของเจคแน่นจนเขารู้สึกเหมือนว่ามือของอีกฝ่ายเป็นคีมเหล็กที่บีบไหล่เขาจนรู้สึกเจ็บไปถึงกระดูก

“อ้าก!!!” เจคร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเขาพยายามใช้มือขวาง้างมือของดอนออกแต่ไร้ผล มือของดอนเวลานี้คล้ายไม่ใช่มือมนุษย์แต่เป็นสิ่งที่หลอมจากเหล็กกล้า ความเจ็บปวดที่ไหล่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยจนหน้าผากหลั่งเหงื่อเย็นออกมา เส้นเลือดที่หน้าผากปูดขึ้นจนเห็นชัด

“อ้าก!!!” เจคยังคงร้องไม่หยุดในขณะที่ดอนกลับมามีท่าทีเย้ยหยัน เขาแล้วแสยะยิ้มออกมาก่อนจะปล่อยมือจากไหล่ของเจค ขณะที่เจคยังไม่ทันรู้สึกผ่อนคลายจากไหล่ที่ถูกปล่อยดอนก็ใช้มือขวาจับที่ศีรษะของเจคแล้วฟาดลงกับพื้นอย่างแรง เหล่าหญิงสาวในชุดนุ่งน้อยห่มน้อยที่อยู่บนต่างมองภาพที่เห็นแล้วอุทานออกมาพร้อมกับเอามือปิดปากไว้

ดอนเอาเท้าเหยียบที่หน้าของเจคแล้วพูดว่า

“ไอ้ขยะอย่าลำพองตัวเกินสิวะลืมแล้วหรือไงว่าเพราะใครถึงทำให้แกมีเงินซื้ออาหารให้เด็กกำพร้าที่แกรับเลี้ยงน่ะหา” ดอนกดเท้าลงหนักกว่าเดิมพร้อมทั้งสั่งว่า “ข้าให้เวลาแกสามวันถ้านังนั่นหาเงินมาจ่ายคืนข้าไม่ได้ก็พาตัวมันมาซะไม่อย่างนั้นข้าจะเลือกเด็กคนหนึ่งในบ้านของแกมาแทน”

 

จูนมองส่งเออร์วินกับสาวใช้ของเขาเดินจากไปกล่องใส่ยาเม็ดลูกลอนยังคงวางอยู่บนโต๊ะข้าง ๆ กล่องมีหนึ่งเหรียญเงินและกระดาษกับเข็มทิศและแท่งไม้ที่ใช้บอกเวลาจากแสงแดดวางไว้อยู่ จูนพยายามนึกถึงสิ่งที่เด็กชายพูดกับเธอยาที่สามารถรักษาพ่อของเธอได้โดยไม่ต้องพึ่งเวทย์มนต์ในการสร้าง แต่อาจจะมีเงื่อนไขเล็กน้อยเช่นต้องใช้เวลาในการรักษาและต้องทานยาทุกสี่ชั่วโมงทำให้เธอต้องคอยดูเวลาจากนาฬิกาแดดที่เขาทำขึ้น

เรื่องเหล่านี้มันดูเหลือเชื่อเกินไปสำหรับเธอแต่เพราะตัวเธอในตอนนี้ไม่มีทางเลือกทำให้ต้องฝากความหวังไว้กับยาที่เด็กชายให้มา จูนมองทั้งสองคนที่ลับสายตาไปก่อนจะเดินกลับเข้ามาข้างในบ้านเธอหยิบเหรียญเงินจากโต๊ะขึ้นมาถือแล้วมองมัน เออร์วินได้กำชับว่าลำพังแค่ยาแอสไพรินอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ สุขภาพของพ่อเธอก็มี่ส่วนช่วยเช่นกันและเขาได้มอบเงินให้เธอหนึ่งเหรียญเงินเพื่อใช้ซื้ออาหารให้ทั้งพ่อกับตัวเธอ

สำหรับตัวเธอที่กำลังตกอยู่ในความสิ้นหวังและไร้ทางออกนี้ การปรากฏตัวของเออร์วินและความช่วยเหลือที่เขาเสนอนั้นเป็นเสมือนแสงเทียนในความมืด ที่แม้ว่ามันจะดูแปลกใหม่และไม่คุ้นเคยแต่เธอก็ยินดีที่คว้ามันเอาไว้แม้ว่าเออร์วินจะแจ้งถึงข้อแรกเปลี่ยนเธอก็ยินดีตกลงเพื่อรักษาครอบครัวเพียงคนเดียวของเธอ

จูนกำเหรียญเงินในมือแน่นแล้วรีบออกจากประตูบ้านมุ่งหน้าไปตลาดเพื่อผซื้ออาหารเพราะทั้งตัวเธอและพ่อต่างก็ไม่ได้ทานอะไรมาหลายวันแล้ว เหล่าเพื่อนบ้านที่เห็นเธอต่างมองด้วยความเป็นห่วง พวกเขารู้ดีว่าจูนนั้นเป็นหนี้จำนวนมหาศาลและยังมีพ่อที่ล้มป่วย วันนี้ก็ยังโดนเจคบุกมาทวงหนี้พวกเขาต่างได้ยินเสียงการใช้กำลังและเสียงร้องออกมาจากบ้านเธอ พอคนที่มาทวงหนี้จากไปก็เด็กผู้ชายพร้อมทั้ง

“แม่หนูจูนจะเป็นอะไรไหมนะ” หญิงชราที่อยู่บ้านข้างๆ มองไล่หลังของจูนด้วยความเป็นห่วง

“ท่านยายเราช่วยอะไรพี่จูนไม่ได้เลยเหรอคะ” เด็กสาวที่มีเนื้อตัวมอมแมมสวมกระโปรงที่ตัดจากผ้าเนื้อหยาบถามหญิงชราด้วยสีหน้าเศร้า หญิงชรายิ้มแล้วส่ายหน้าให้หลานสาว

“เราช่วยอะไรไม่ได้หรอกหลานแต่ว่าจูนนั้นไปเด็กดีมาโดยตลอด และเด็กดีอย่างจูนพระเจ้าจะต้องไม่ปล่อยให้เธอเป็นอะไรแน่” เด็กสาวที่ที่ได้ยินคำพูดของยายก็เริ่มมีสีหน้าดีขึ้นทันทีเธอยิ้ม

“นั่นสินะคะพี่จูนเป็นคนใจดีมากพระเจ้าจะต้องช่วยพี่แน่” หญิงชราที่ได้ฟังคำพูดของหลานสาวกลับได้แต่ยิ้มแล้วไม่พูดอะไรออกมาอีก พระเจ้าที่หญิงชราพูดถึงนั้นก็คือพระเจ้าตามความเชื่อของศาสนจักรมานาแห่งนิรันดร์ที่กล่าวกันว่าเป็นผู้ประทานพลังอันยิ่งใหญ่ที่ชื่อว่ามานาให้กลับเหล่ามนุษย์

หลังจากที่ออกมาจากบ้านของจูนเออร์วินก็เดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกของสลัมโดยที่มีเรเวนในชุดสาวใช้เดินตามอยู่ด้านหลัง ขณะที่เดินก็งเรียบเรียงความคิดในหัวไปด้วยเขาได้รู้จากจูนเรื่องที่เธอเป็นหนี้ และความอยุติธรรมที่เธอได้รับตอนไปร้องเรียนเรื่องโพชั่นปลอม เกี่ยวกับเรื่องนี้เด็กชายรู้ดีเกี่ยวความเน่าเฟะในระบบยุติธรรมของไพร์ล็อกที่มีต้นเหตุมาจากเคานต์ เรห์นวาร์ด ฟอน ฮาเซลไฮม์ผู้ดูแลกฎหมายและความยุติธรรมทั้งยังเป็นผู้พิพากษาที่มักลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่ง

เกี่ยวกับคนคนนี้เออร์วินมีความคิดที่จะจัดการมานานแล้วแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่บุคคลที่เขาต้องจัดการเร็วที่สุดตอนนี้คือ ดอน โกเบอร์ หนึ่งในเศรษฐีที่มีอยู่ไม่กี่คนของเมืองไพรล็อก จากที่จูนเล่ามาเด็กชายค่อนข้างมั่นใจว่าทั้งเรื่องโพชั่นปลอมและเรื่องอความยุติธรรมที่เธอได้รับตอนไปร้องเรียนดอนคนนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง และเขาไม่น่าจะหยุดเพียงแค่นี้เพราะเป้าหมายที่เขาต้องการน่าจะเป็นตัวจูน

เกี่ยวกับคนอย่างดอน โกเบอร์นี้มีชีวิตยาวนานขึ้นหนึ่งวันก็สร้างปัญหาเพิ่มอีกหนึ่งวันจัดการเร็วเท่าไรยิ่งดี เพราะเขามั่นใจว่าจูนไม่ใช่คนแรกที่ที่เป็นเหยื่อการเอารัดเอาเปรียบของดอน เป้าหมายแรกของการสร้างโรงเรียนเพื่อให้ทุกคนในไพร์ล็อกเข้าเข้าถึงการศึกษาซึ่งเป็นการยกระดับศักยภาพของประชาชน การสร้างโรงพยาบาลที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้เพื่อก็เพื่อเป็นยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขา เออร์วินไม่ใช่คนดีที่จะทำเพื่อเหล่าผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขา เพราะที่เขาให้ความสำคัญก็มีเพียงครอบครัวเท่านั้นเพื่อปกป้องครอบครัวจากกฏระเบียบทวีปอาร์เคนัสที่ยึดถือปลาใหญ่กินปลาเล็ก สิ่งแรกที่ต้องทำคือปฏิรูปประเทศและการสร้างโรงเรียนกับโรงพยาบาลจะเป็นการยกระระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน แล้วสิ่งที่นำมาก็คือความหวังแต่คนอย่างดอน โกเบอร์นี้นับเป็นก้างชิ้นหนึ่งสำหรับแผนการปฏิรูปของเออร์วิน เด็กชายพูดโดยไม่หันไปมองเรเวน

“ดูเหมือนว่าพี่สาวต้องฆ่าคนแล้วล่ะ” เรเวนพอเดาความคิดของเด็กหนุ่มได้จึงตอบไปอย่างไร้อารมณ์ว่า

“ดอน โกเบอร์ สินะ” เออร์วินพยักหน้า เรเวนจึงถามเขาว่า “จะให้ลงมือเมื่อไร” เออร์วินตอบสั้นๆ ว่า

“คืนนี้”

“ได้” แม้เรเวนจะตอบรับอย่างไม่มีท่าทีเห็นต่างแต่ในใจเธอก็ยังรู้สึกไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเออร์วินถึงตัดสินใจช่วยจูน หากการที่เด็กชายต้องการจะปฏิรูปจริงคนที่มีประโยชน์ก็คือคนที่เป็นกำลังให้ตนได้ซึ่งก็คือคนที่มีพลังเวทย์มนต์มหาศาล และเธอไม่คิดว่าคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยจนมีค่าไม่ต่างไปจากขยะนั้นจะช่วยอะไรได้ แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเพราะเด็กชายที่เดินนำหน้าเธออยู่นี้ก็มีพลังเวทย์ไม่ต่างไปจากผู้หญิงคนนั้นเท่าไร

แม้ว่าเด็กผู้ชายคนนี้จะแสดงความสามารถที่ชวนทึ่งอย่างการสร้างวงแหวนเบี่ยงเบนคำทำนายโดยที่ไม่ต้องใช้สิ่งใดแลกเปลี่ยนทั้งยังหาวิธีบอกเวลาได้โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เวทย์ หรือถุงมิติเทียมที่เด็กชายบอกว่าใช้วิธีวิศวกรรมย้อมกลับจากของพ่อค้าไครอส แต่สำหรับเรเวนที่เข้าใจกฏเกณฑ์การให้ความสำคัญกับพลังเวทย์ของโลกนี้แล้วผลงานเหล่านี้แทบไม่ค่าให้เอ่ยอ้างยิ่งไม่ต้องพูดถึงยารักษาที่เรเวนไม่แม้แต่จะเคยผ่านหูมาก่อนและดูไม่น่าจะใช้ได้จริง

 ในทวีปอาร์เคนัสคุณค่าของเออร์วินมีเพียงแค่ความสามารถในฐานะอักขระเวทย์ที่พอจะน่าทึ่งอยู่บ้าง แต่ก็แค่น่าทึ่งอยู่บ้างเท่านั้น เพราะสิ่งที่เป็นตัววัดคุณค่าของแต่ละคนก็คือพลังเวทย์ที่คน ๆ นั้นมี ทว่าเรเวนกลับไม่คิดจะพูดเรื่องพวกนี้กับเออร์วินเพราะถึงยังไงความสัมพันธ์ของเธอกับเขาก็เป็นไปเพื่อผลประโยชน์เพียงเท่านั้นและเธอก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะช่วยให้เป้าหมายของเธอบรรลุผลได้

ทั้งสองเดินมาจนถึงเขตสลัมฝั่งตะวันออกพื้นที่ส่วนนี้ก็เหมือนกับพื้นที่สลัมส่วนอื่นๆ บ้านเรือนที่ดูสกปรกทรุดโทรมแต่ที่ต่างไปคือกลับไร้วี่แววเหล่าคนไร้บ้านที่นั่งตามมุมต่างๆ ทว่ากลับมีชายหนุ่มหญิงสาวหลายคนที่มองมายังทั้งสองจากในมุมมืด เรเวนสังเกตแห็นเรื่องนี้ตั้งแต่แรกแต่เธอกลับทำตัวปกติคล้ายไม่รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมา ทว่าประสาทสัมผัสของเธอกลับเข้าสู่โหมดมือสังหารเต็มรูปแบบคอยสังเกตการเคลื่อนไหวรอบอยู่ตลอดเวลา เรเวนเหลือบมองไปยังเด็กชายที่เดินอยู่ตรงหน้าเธออย่างสบายอารมณ์คล้ายไม่สังเกตเห็นปฏิกิริยาของผู้คนในสลัมที่ต่างจากสลัมส่วนอื่น

‘สุดท้านก็เป็นแค่ลูกคุณหนู’ เรเวนสรุปในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา

ทั้งสองเดินไปตามทางที่ชายในสลัมคนนั้นบอกมาจนหยุดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้แม้จะดูทรุดโทรมแต่เมื่อเทียบกับบ้านหลังอื่นในสลัมถือว่าดูดีมาก ตัวบ้านเป็นบ้านหนึ่งชั้นขนาดใหญ่กว่าบ้านของจูนมากทั้งยังมีรั้วบ้าน เสียงหัวเราะดังคิกคักของเด็กผู้หญิงดังออกมาจากบ้านหลังนั้นมันเป็นเสียงที่ทั้งดูสดใสและมีชีวิตชีวา ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้นเออร์วินกลับนิ่งไปพักหนึ่งภาพเหตุการณ์ในชาติก่อนผุดขึ้นมาในหัว

หลังจากที่เออร์วินหนีออกมาจากศูนย์วิจัย อัลฟ่า 9 ได้เป็นผลสำเร็จด้วยการเสียสละของนักวิทยาศาสตร์หญิงคนนั้น เออร์วินก็ระหกระเหินเร่ร่อนไปเรื่องเพราะเขาต้องคอยหลบหนีการตามล่าจากพวกศูนย์วิจัย หนึ่งในความทรงจำที่มีค่าที่สุดของเขาคือตอนที่เขาเข้าเป็นสมาชิกของทหารรับจ้างกลุ่มหนึ่ง เออร์วินล้วนจดจำสิ่งเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี หัวหน้าที่ชอบวางมาด รุ่นพี่ที่ดีแต่ขี้โม้ พี่สาวหน่วยแพทย์ที่มักจะใจดีแต่ก็เข้มงวด และคนอื่นๆ ในกลุ่ม และที่ขาดไม่ได้ สาวน้อยคนนั้น เธอไม่ใช่สมาชิกของทหารรับจ้าง เธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาที่มือไม่เคยเปื้อนเลือด

“นี่ ๆ เออร์วินเก่งจังนะอายุพอๆ กับฉันก็เป็นทหารรับจ้างแล้ว”

“นี่ ๆ เออร์วินดูดอกไม้สิมันสวยมากเลยนะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าในสถานที่ที่มีสงครามแบบนี้ก็ยังมีดอกไม้สวย ๆ แบบนี้อยู่อีกสุดยอดไปเลยนะ”

“นี่ ๆ เมื่อสงครามจบลงแล้วให้ฉันเป็นเจ้าสาวให้เออร์วินนะ”

ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนนั้นโผล่ขึ้นมาในหัวทีละฉาก จนมาถึงฉากสุดท้ายที่เขาได้เห็นเธอ ท่ามกลางซากตึกถล่มเธอคนนั้นอยู่ในอ้อมแขนของเขาลมหายใจที่รวยรินแต่สิ่งที่เธอพูดออกมาคือคำว่า

“ขอโทษนะ ฉันคงเป็นเจ้าสาวให้เธอไม่ได้แล้ว ฉันขอโทษจริงๆ...” เธอพูดเท่านนี้แล้วก็ไอออกมาก่อนจะฝืนพูดออกมา “แต่ว่านะ เธอน่ะไม่เคยยิ้มเลยน่ะสิ เธอน่ะต้องหัดยิ้มให้มากกว่านี้นะ รอยยิ้มเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากนะไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เจ็บปวดหรือเศร้าโศกเพียงไหนขอเพียงเธอยิ้มมันออกมาล่ะก็สิ่งเหล่านั้นจะต้องหายไปแล้วเรื่องดีจะต้องเกิดขึ้นแน่...” เด็กสาวคนนั้นเงียบไปก่อนที่จะยกมือที่อ่อนแรงขึ้นมาลูบใบหน้าของเราแล้วพูดว่า

“ดังนั้นเธอจะยิ้มให้มากกว่านี้นะ...”

เรเวนยืนมองเออร์วินที่อยู่ข้างหน้าเธอด้วยความสงสัย เพราะอยู่ ๆ เขาก็นิ่งไปเสียอย่างนั้น แต่มีอย่างหนึ่งที่เธอค่อนข้างแน่ใจว่าตัวเขาในตอนนี้ต่างจากตัวตนที่อยู่กับเธอเมื่อสักครู่ จากที่ปกติมักจะทำตัวไม่สมเด็กทั้งการพูดการจาและการกระทำที่ให้ความรู้สึกไม่หยี่ละต่อเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าแผ่นหลังของเด็กชายที่เธอเห็นนี้มันกลับดูเปราะบางอย่างน่าประหลาด เรเวนไม่รู้เลยว่าหากเธอได้เห็นหน้าของเขาตอนนี้จะพบว่าเขาไม่ได้ยิ้มออกมาเหมือนที่เคยเป็น

ขณะที่สถานการณ์กำลังดำเนินไปเรเวนก็รู้สึกได้ถึงคนกลุ่มหนึ่งได้เข้าล้อมพวกเธอจากทุกทิศทาง จำนวนคนที่เข้ามาล้อมพวกเธอนั้นมามากขึ้นเรื่อยๆ พอใช้สายตากะเอาคร่าวๆ น่าจะมีประมาณสี่สิบกว่าคน สำหรับเรเวนแล้วคนพวกนี้ล้วนไม่มีค่าในสายตาเธอเพราะแต่ให้รวมตัวกันมากมายแค่ไหนแต่ขยะก็ยังคงเป็นขยะ คนไร้พรสวรรค์ในพลังเวทย์รวมตัวกันหลายสิบคนยังไม่อาจต่อกรกับคนที่มีพรสวรรค์ในพลังเวทย์เพียงคนเดียวได้ นี่คือความเป็นจริงที่หนีไม่ได้ของทวีปอาร์เคนัสแห่งนี้

แต่ถึงแม้ว่าคนพวกนี้จะไม่เป็นปัญหาสำหรับเรเวนแต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะประมาทได้เพราะตอนนี้เธอมีภาระชิ้นใหญ่ซึ่งก็คือเออร์วิน ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูไม่น่าจะดูและตัวเองได้ในสถานการณ์เช่นนี้

คนพวกนั้นต่างพากันมาล้อมทั้งสองคนไว้พวกเขาต่างมองทั้งคู่ด้วยสายที่เต็มไปด้วยความละโมบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะดูจากการแต่งกายของเออร์วินและการที่เขามีสาวใช้ส่วนตัวก็รู้ทันทีว่าเป็นคนมีฐานะ ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มคนเหล่านั้นแล้วพูดว่า

“ไอ้หนูแกมีธุระอะไรกับบ้านหลังนั้นงั้นเหรอ”

ทันทีที่ถูกถามเออร์วินก็หันไปสบตากับชายคนนั้นเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามราวเด็กผู้หญิงนัยน์ตาสีแดงเพลิงเป็นประกายและที่สำคัญ รอยยิ้มที่ไม่หยี่ละต่อเรื่องใดๆทั้งสิ้นกลับมาบนใบหน้าของเขาอีกครั้ง เด็กชายถามไปว่า

“อยากทราบว่าคุณเจคอยู่บ้านไหมครับ”