เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
แฟนตาซี,แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่งเทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
ถูกสร้างมาในฐานะ... อาวุธ
เติบโตมาในฐานะ... อาวุธ
แต่เมื่อความตายมาเยือน... เขาเลือกที่จะตายในฐานะ "มนุษย์"
หมายเลขทดลอง 0082 สิ้นใจลงเพราะต้องการปลดปล่อยพวกพ้อง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ มันคือปฐมบทของการเกิดใหม่ใน 'อาร์เคนัส' ทวีปที่ยึดถือว่าเวทมนตร์คือพระเจ้า และค่าของคนวัดกันที่พลังเวทย์
ในร่างใหม่... พลังเวทย์ที่เขามีนั้นช่างต่ำต้อยจนใครต่างตราหน้าว่า "เจ้าชายขยะ"
แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือภาพลักษณ์ที่เขาสจงใจสร้างขึ้น!
สำหรับเขา... พลังเวทย์ไม่ใช่คมเขี้ยว
พลังเวทย์ไม่ใช่ตัวบ่งบอกศักยภาพ
และพลังเวทย์... ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เขามี!
เตรียมพบกับเรื่องราวของชายที่ทั่วโลกมองว่าเป็นเพียงขยะ แต่หารู้ไม่ว่าขยะชิ้นนี้... คือผู้ที่จะมาเขียนกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ใหม่ด้วยมือของเขาเอง
ภายในห้องทดลองที่มืดสลัวและเย็นเยือก กลิ่นคาวเลือดอบอวลในอากาศ ผนังโลหะที่เคยเงาวาวถูกย้อมด้วยคราบสีแดงเข้มปนน้ำตาลแห้งกรัง บนพื้นเต็มไปด้วยซากศพในชุดกราวน์สีขาวที่ขาดวิ่น บางศพนอนคว่ำ บางศพนอนหงาย ดวงตาค้างด้วยความตื่นตระหนกที่หยุดนิ่งชั่วขณะ ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งพิงผนังอย่างหมดเรี่ยวแรง ลมหายใจของเขาขาดเป็นห้วง ๆ รวยรินราวกับด้ายใกล้ขาด บนร่างกายที่ผอมบางเต็มไปด้วยรอยแผลฉกรรจ์ รอยกรีดจากมีดผ่าตัด รอยไหม้จากไฟฟ้า และรอยช้ำจากการถูกทุบตี เขาคือ เออร์วิน หรืออย่างน้อยเขาก็เชื่อว่าตัวเองชื่อนี้ เพราะนั่นเป็นชื่อเดียวที่เขาได้รับในชีวิตอันแสนสั้นและโหดร้ายเออร์วินเกิดและเติบโตในสถานที่แห่งนี้
ห้องทดลองลับใต้ดินที่รู้จักกันในชื่อ "ศูนย์วิจัยอัลฟา-9" เขาคือตัวทดลองหมายเลข 0082 ไม่ใช่เด็กหนุ่มในสายตาของผู้คนที่นี่ แต่เป็นเพียง "วัตถุทดสอบ" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อกลายเป็นอาวุธมนุษย์ ทุกวันในชีวิตของเขาคือวงจรแห่งความทรมาน ถูกฉีดสารเคมีที่เผาไหม้เส้นเลือด ถูกผ่าตัดเพื่อฝังเครื่องมือกลไกเข้าในร่างกาย หรือถูกบังคับให้ต่อสู้กับตัวทดลองอื่น ๆ ในกรงเหล็กเพื่อทดสอบขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจ เขาไม่เคยรู้จักคำว่า "ความรัก" หรือ "ความเมตตา" ไม่เคยถูกมองว่าเป็นมนุษย์ เขาคือเครื่องจักรที่มีชีวิต ถูกปลูกฝังทักษะการฆ่าและความรู้มากมายตั้งแต่การต่อสู้ระยะประชิดไปจนถึงกลยุทธ์สงคราม และความรู้ต่างๆ เขารู้ทุกสิ่งอย่างแต่ความรักกลับเป็นสิ่งเดียวที่เขาไม่รู้จัก
จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเขาอายุได้ 12 ปี นักวิจัยหญิงคนหนึ่งเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล เธอมีผมสีน้ำตาลอ่อนตัดสั้นถึงไหล่ ดวงตาสีเขียวที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นผิดแผกจากความเย็นชาของคนอื่น ๆ ในศูนย์ เธอชื่ออะไรเขาไม่เคยรู้ แต่เขาเห็นแววตาของเธอเปลี่ยนไปทุกครั้งที่มองเขา จากความสงสัยกลายเป็นความเจ็บปวด และท้ายที่สุดคือความมุ่งมั่น เธอทนเห็นเขาถูกปฏิบัติเหมือนเป็นสิ่งของต่อไปไม่ไหว
ในคืนที่ฝนตกหนัก เธอปลดโซ่ตรวนที่ล่ามเขาไว้ แอบพาเขาหลบหนีผ่านทางเดินลับใต้ดินของศูนย์วิจัย เสียงไซเรนดังก้องเมื่อการหลบหนีของพวกเขาถูกค้นพบ เธอผลักเขาออกไปข้างนอกผ่านช่องระบายอากาศ แล้วหันหลังกลับเพื่อล่อให้ทหารยามตามเธอไป"เธอเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักรหรืออาวุธอะไรทั้งนั้น" เสียงของเธอสั่นเครือขณะที่เธอพูดคำสุดท้ายก่อนที่ประตูเหล็กจะปิดลงกั้นระหว่างทั้งคู่ "ชื่อของเธอคือเออร์วิน… มาจาก เออร์วิน ชโรดิงเจอร์ จำไว้นะ ชีวิตของเธอมีความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด" เธอยิ้มให้เขาครั้งสุดท้าย ก่อนที่เสียงปืนจะดังสนั่น และร่างของเธอจะล้มลงในเงามืดคำพูดนั้นฝังลึกในใจของเขา เออร์วิน ชื่อที่มาจากนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ตั้งทฤษฎีแมวชโรดิงเจอร์ กลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเพียงอย่างเดียวของเขาในโลกภายนอก เขาใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ เป็นเวลาเจ็ดปี แต่เป็นเจ็ดปีที่มีค่าสำหรับเขา เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย เขาได้รู้จักอารมณ์ต่างๆ ทีละนิด เขาเริ่มรู้จักการร้องไห้ หัวเราะ โกรธ เกลียด การคาดหวัง และความรัก แต่เขาก็ไม่เคยลืมอดีตของตนเอง
จนเมื่อเจ็ดปีผ่านไปเขาจะกลับไปยังที่แห่งนั้นที่ๆ เป็นเหมือนบ้านเกิดของเขา ศูนย์วิจัยที่พรากคนที่ทำให้เขาเป็นมนุษย์ไปจากเขา เออร์วินตัดสินใจครั้งใหญ่ เขาบุกเข้าไปในศูนย์วิจัยอัลฟา-9 อีกครั้ง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะปลดปล่อยตัวทดลองที่เหลือและทำลายสถานที่แห่งนี้ให้สิ้นซาก เขาฝ่าด่านระบบป้องกันต่างๆ เข้ามาเรื่อยๆ
แต่เมื่อเขาฝ่าเข้าไปถึงห้องทดลองหลัก สิ่งที่พบกลับไม่ใช่ความหวัง มีเพียงซากศพของนักวิจัยและตัวทดลองที่นอนจมกองเลือดตรงหน้าเขา ตัวทดลองหมายเลข 0108 ผลงานชิ้นเอกของศูนย์วิจัย ยืนอยู่ท่ามกลางความโกลาหล มันสูงเกือบสองเมตร ร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่ถูกดัดแปลงและรอยเย็บจากการผ่าตัด ดวงตาของมันว่างเปล่าไร้ชีวิต มันคืออาวุธมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ทว่าการที่มันถูกปฏิบัติเยี่ยงสิ่งของมาตลอดทำให้มันคลั่งและฆ่าทุกคนในศูนย์ เมื่อมันเห็นเออร์วิน มันไม่พูดอะไร ไม่ลังเล มันพุ่งเข้าใส่เขาด้วยความเร็วที่เกินมนุษย์การต่อสู้ดุเดือดและโหดร้าย เออร์วินหลบหมัดที่หนักหน่วงของมันได้อย่างฉิวเฉียด ใช้มีดสั้นแทงเข้าที่ข้อต่อของมัน แต่ตัวทดลอง 0108 ไม่รู้จักเจ็บปวด มันคว้าแขนของเขาและเหวี่ยงเขากระแทกผนังจนกระดูกหักดังเปาะ เออร์วินกัดฟัน ใช้ขาที่เหลือเตะเข้าที่คอของมัน และในจังหวะสุดท้าย เขาคว้าปืนพลังงานหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์จากศพนักวิจัยที่อยู่ใกล้ ๆ ยิงเข้าที่หัวของมันเต็มแรง ร่างมหึมานั้นล้มลงทันที
แต่ชัยชนะของเขามีราคาแพงเกินไปเออร์วินทรุดลงนั่ง มองรอบตัวที่เต็มไปด้วยความตาย ลมหายใจของเขาค่อย ๆ จางลง เลือดไหลนองจากบาดแผลทั่วร่าง ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับ เขานึกถึงเธอนักวิจัยหญิงที่เสียสละชีวิตเพื่อเขา เขาไม่เคยรู้แม้แต่ชื่อของเธอ แต่คำพูดของเธอยังก้องอยู่ในหู "เธอเป็นมนุษย์… ชีวิตของเธอมีความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด" เขายิ้มบาง ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ก่อนที่แสงสว่างในดวงตาของเขาจะดับวูบลง และโลกทั้งใบของเขาจะกลายเป็นความว่างเปล่า
ทันทีที่ลมหายใจสุดท้ายของเออร์วินหรือที่รู้จักในชื่อตัวทดลองหมายเลข 0082 จางหายไปในห้องทดลองอันเย็นยะเยือก เขาคิดว่านี่คือจุดจบ ความมืดที่คุ้นเคยจากชีวิตที่เต็มไปด้วยการทดลองและความตายกำลังจะกลืนกินเขา เลือดอุ่น ๆ ไหลซึมจากบาดแผลที่หน้าอก ความเจ็บปวดค่อย ๆ มลายไปพร้อมกับสติที่เลือนรา
เขานึกถึงใบหน้าของเธอนักวิจัยหญิงที่มอบชื่อ “เออร์วิน” ให้เขาและยอมรับชะตากรรมอย่างเงียบงัน แต่แล้ว ความอบอุ่นที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนกลับโอบล้อมร่างเขาราวกับอ้อมกอดอันอ่อนโยน มันขัดแย้งกับความเย็นชาของโลหะและกลิ่นคาวเลือดที่เคยเป็นโลกของเขา เสียงจอแจดังก้องข้างหูเสียงกระซิบเบา ๆ ปนกับการหัวเราะแผ่วเบาราวกับฝันที่เขาไม่เคยกล้าฝันถึง
แสงสว่างเจิดจ้าส่องทะลุผ่านเปลือกตาที่ปิดสนิท มันร้อนแรงและทิ่มแทงจนเขาทนไม่ไหว เออร์วินฝืนลืมตาขึ้น และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจที่เคยเย็นชาของเขาสะดุด เขาไม่ได้นอนจมกองเลือดในศูนย์ทดลองอันมืดมิดอีกต่อไป ห้องนี้เต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรเผาไหม้ที่ลอยคละคลุ้ง ผ้าม่านสีแดงเข้มปักลายทองสั่นไหวจากลมเย็นที่พัดผ่านหน้าต่างหินโค้ง โคมระย้าคริสตัลบนเพดานสูงส่งแสงระยิบระยับสะท้อนไปทั่วผนังหินสีเทา เขารู้สึกสับสน ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งจากการฝึกฝนอย่างโหดร้ายกลายเป็นอะไรที่บอบบางเกินรับไหว ความทรงจำของการต่อสู้และเสียงกรีดร้องยังคงก้องในหัว แต่ตอนนี้ เขาทำได้เพียงร้องไห้อย่างทารก
ในวินาทีนั้น เขายกมือขึ้นดูด้วยสัญชาตญาณ มือที่เคยเต็มไปด้วยรอยแผลและกล้ามเนื้อกลายเป็นมือเล็ก ๆ นุ่มนิ่มที่สั่นเทา เขาตกตะลึง ทุกสิ่งรอบตัวดูใหญ่โตเกินจริงราวกับเขาย่อส่วนลง เขาเงยหน้าขึ้น และพบกับใบหน้าของหญิงสาวงดงามนางหนึ่งที่มองลงมาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอเต็มไปด้วยความรักปนเหนื่อยล้า ใบหน้าที่เปื้อนเหงื่อและผมสีน้ำตาลเข้มที่เกาะติดหน้าผากบ่งบอกถึงความทรมานที่เธอเพิ่งผ่านพ้นมา เธอโอบอุ้มเขาไว้ในอ้อมแขน และความอบอุ่นที่เขารู้สึกก็มาจากร่างกายที่สั่นเทาเล็กน้อยของเธอ
ย้อนไปก่อนหน้าเพียงชั่วโมงเดียว ห้องนี้ยังเต็มไปด้วยความโกลาหลและความเจ็บปวด ราชินีเอลิเซียนอนเกร็งตัวอยู่บนเตียงคลอด ผ้าปูที่นอนสีขาวเปื้อนคราบเลือดและน้ำคร่ำ เธอกัดฟันแน่นจนเลือดซึมที่ริมฝีปาก มือทั้งสองกำผ้าปูแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด หมอตำแยสองคนยืนอยู่ข้างเตียง คอยตะโกนให้กำลังใจ
“อีกนิดเดียว ทรงพยายามต่อไป!” แต่เอลิเซียแทบไม่รับรู้คำพูดใด ๆ ความเจ็บปวดจากการบีบรัดของมดลูกแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เธอกรีดร้องจนเสียงแหบแห้ง ลมหายใจหอบถี่ราวกับจะขาดใจ
“ข้าจะตาย… ข้าจะตายแน่…” เธอพึมพำด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม แต่เมื่อหมอตำแยตะโกนว่า
“เห็นหัวแล้ว!” เธอก็รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายผลักลูกออกจากร่าง ความเจ็บปวดนั้นเปลี่ยนเป็นความโล่งใจเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้แรกของทารก—ลูกชายของเธอ
เออร์วินมองไปรอบตัว ห้องนี้เงียบลงแล้วหลังจากความโกลาหล บิดาของเขา อัลเฟรด ไพร์ล็อก ยืนอยู่ข้างเตียง เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มปักลายเงินตามแบบฉบับขุนนางยุคกลาง ดวงตาสีแดงสดของเขาจ้องมองลูกชายด้วยความดีใจปนตื่นเต้น ข้าง ๆ เขา เด็กสาวตัวเล็กที่มีผมสีดำเหยีดตรงยาวถึงไหล่ยืนเกาะขอบเตียง เธอคือลิลิธ ดวงตากลมโตของเธอเป็นประกายราวดวงดาวขณะจ้องมองน้องชาย รอยยิ้มกว้างเผยฟันหน้าที่ห่างเล็กน้อย เธอตบมือเบา ๆ ด้วยความตื่นเต้น
“ลูกชาย! ในที่สุดข้าก็ได้ลูกชาย!” อัลเฟรดตะโกนดังลั่นจนสาวใช้ที่ยืนเรียงรายข้างผนังต้องหันมอง เขาก้าวเข้ามาใกล้เตียง มือใหญ่ของเขาสั่นเทาด้วยความยินดี เอลิเซียหัวเราะเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
“ค่ะ ลูกชายของเรา”
ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกัน เออร์วินสัมผัสได้ถึงบางสิ่งในอากาศ พลังงานประหลาดที่ไหลเวียนรอบตัวเขา มันไม่เหมือนไฟฟ้าหรือพลังงานใด ๆ ที่เขาเคยรู้จักจากโลกเดิม มันลื่นไหล อ่อนโยน แต่ทรงพลังราวกับมีชีวิต เขารู้สึกถึงมันซึมเข้าผิวหนังของเขาในฐานะทารก แต่พลังนั้นเบาบางจนแทบจับต้องไม่ได้ เขานึกถึงคำว่า “พลังเวทย์” ที่เคยได้ยินจากนักวิจัยในศูนย์ทดลอง แต่นี่มันจริง ไม่ใช่ทฤษฎีในกระดาษ ทันใดนั้น อัลเฟรดหยุดแสดงท่าทีดีใจกะทันหัน ดวงตาของเขาหรี่ลงขณะจ้องมองเออร์วินอย่างพินิจพิเคราะห์ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“พลังเวทนี่มันอะไรกัน?” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ทำไมมันถึงอ่อนด้อยเช่นนี้?”
เอลิเซียขมวดคิ้วเล็กน้อย ความกังวลฉายชัดในดวงตาของเธอ “คุณคะ…” เธอเอ่ยเรียกสามีด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอยังคงเหนื่อยล้าจากการคลอด แขนที่อุ้มลูกชายเริ่มสั่น แต่เธอกอดเขาแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเขาจะถูกพรากไป
อัลเฟรดเงียบไปครู่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนจะยกมือหนาลูบใบหน้าของเออร์วินเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยนที่ไม่คาดคิด “ช่างเถอะ” เขากล่าว “ไม่สำคัญว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์หรือไม่ ถึงยังไง เจ้าก็เป็นลูกชายของข้า และเจ้าจะมีนามว่า *เออร์วิน ไพร์ล็อก*”
ทันทีที่คำว่า “เออร์วิน” ดังขึ้น ร่างเล็ก ๆ ของเขาสะท้านสะเทือนราวกับถูกสายฟ้าฟาด ความทรงจำจากชีวิตก่อนผุดขึ้นในใจ ภาพของนักวิจัยหญิงที่ยิ้มให้เขาท่ามกลางแสงไฟสลัว เสียงของเธอที่บอกว่า “เธอเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักร” ชื่อ “เออร์วิน” ที่เธอมอบให้คือแสงสว่างเดียวในชีวิตอันมืดมิด และตอนนี้ ชื่อนั้นกลับมาหาเขาอีกครั้งในโลกใหม่นี้
เอลิเซียยิ้มกว้างขึ้น แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียว “ชื่อดีนะคะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรัก “เออร์วิน ไพร์ล็อก… ชื่อที่เหมาะกับเจ้าชายแห่งอาณาจักรเรา”
ลิลิธกระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้น เธอเกาะขอบเตียงแน่นขึ้น “เสด็จแม่! ข้าขออุ้มน้องหน่อยได้ไหมคะ?” เธอร้องขอด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ไม่ได้จ๊ะ ลิลิธ” เอลิเซียตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “ลูกยังเด็กเกินไป ต้องระวังด้วย”
“โธ่!” ลิลิธทำหน้าบูดบึ้ง ริมฝีปากล่างยื่นออกมาเล็กน้อย แต่ดวงตาของเธอยังคงเป็นประกายด้วยความรักที่มีต่อน้องชายคนใหม่
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความชื่นมื่น เหล่าสาวใช้ยิ้มแย้ม หมอตำแยถอนหายใจด้วยความโล่งอก บางคนกระซิบกันเบา ๆ ถึงความน่ารักของเจ้าชายน้อย เออร์วินนอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของมารดา ดวงตาคู่เล็กจ้องมองทุกสิ่งรอบตัวด้วยความสงสัยและความเข้าใจที่เกินวัย เขาเริ่มตระหนักแล้วว่าเขาได้เกิดใหม่ ไม่ใช่ในฐานะตัวทดลองที่ไร้ตัวตน แต่เป็นมนุษย์ที่มีครอบครัว มีชื่อ และมีอนาคต