เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง - บทที่ 3 ความลับของเออร์วิน โดย แมวชื่อคอตต้อน @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี

แท็คที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม

รายละเอียด

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง โดย แมวชื่อคอตต้อน @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก

ผู้แต่ง

แมวชื่อคอตต้อน

เรื่องย่อ

ถูกสร้างมาในฐานะ... อาวุธ

เติบโตมาในฐานะ... อาวุธ

แต่เมื่อความตายมาเยือน... เขาเลือกที่จะตายในฐานะ "มนุษย์"

​หมายเลขทดลอง 0082 สิ้นใจลงเพราะต้องการปลดปล่อยพวกพ้อง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ มันคือปฐมบทของการเกิดใหม่ใน 'อาร์เคนัส' ทวีปที่ยึดถือว่าเวทมนตร์คือพระเจ้า และค่าของคนวัดกันที่พลังเวทย์

​ในร่างใหม่... พลังเวทย์ที่เขามีนั้นช่างต่ำต้อยจนใครต่างตราหน้าว่า "เจ้าชายขยะ"

แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือภาพลักษณ์ที่เขาสจงใจสร้างขึ้น!

​สำหรับเขา... พลังเวทย์ไม่ใช่คมเขี้ยว

พลังเวทย์ไม่ใช่ตัวบ่งบอกศักยภาพ

และพลังเวทย์... ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เขามี!

​เตรียมพบกับเรื่องราวของชายที่ทั่วโลกมองว่าเป็นเพียงขยะ แต่หารู้ไม่ว่าขยะชิ้นนี้... คือผู้ที่จะมาเขียนกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ใหม่ด้วยมือของเขาเอง

สารบัญ

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทนำ 00,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 1 เจ้าชายขยะ เออร์วิน ไพร์ล็อก,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 2 คนแคระนักล่าค่าหัว,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 3 ความลับของเออร์วิน,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 4 ความลับของมานาและระบบเวทย์มนต์,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 5 การมาเยือนของแดนศักดิ์สิทธิ์,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 6 เริ่มแผนการปฏิรูป,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 7 หญิงสาวปริศนา,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 8 เห็นแมวเลียไข่ตัวเอง,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 9 ความวุ่นวายยามเช้า

เนื้อหา

บทที่ 3 ความลับของเออร์วิน

เมืองดราโกวิชเป็นเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองไพร์ล็อก แม้ว่าจะเรียกว่าเมืองแต่ตอนนี้สามารถว่าอาณาจักรขนาดเล็กได้แล้ว เพราะมีเมืองหลายเมืองทำให้รวมแล้วเหนือกว่าไพร์ล็อกหลายเท่าทั้งในด้านพื้นที่และกำลังพล พระราชาทุกรุ่นของดราโกวิชล้วนแต่สืบทอดอุดมการณ์เดียวกันคือทำให้ดราโกวิชกลายเป็นอาณาจักรใหญ่แห่งที่แปด ด้วยเหตุนี้ทำให้ดราโกวิชมักทำสงครามเรื่อยมา มีชนะบ้างแพ้บ้างจนในที่สุดก็มีอาณาเขตที่ใหญ่โตเช่นทุกวันนี้ เป้าหมายต่อไปของพวกเขาคือเมืองเซลเวเรียที่เยื้องไปทางเหนือ ทว่าขณะที่พวกเขากำลังยกทัพไปที่เซลเวเรียพวกเขากลับเจอเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่าไพร์ล็อกด้วยความที่ปารถนาจะกลืนกินพื้นที่แถบนี้ทั้งหมด พวกเขาได้ให้กำลังพลหนึ่งหมื่นนายบุกเข้าตีเมืองไพร์ล็อก ด้วยกำลังพลที่มากว่าประชาชนทั้งเมืองไพร์ล็อกรวมกันพวกเขาเข้าใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นลูกไก่ในกำมือ ทว่าพวกเขากลับคิดผิดด้วยชัยภูมิที่เป็นภูเขาสามด้านแล้วมีทางเข้าทางเดียวทำให้ง่ายต่อการบุกตี

ดราโกวิชใช้เวลาหนึ่งเดือนก็ยังตีเมืองเล็กๆ นี้ไม่สำเร็จ บวกกับที่ทางเซลเวเรียนำกำลังทหารมีตีด้านหลังทำให้พวกเขาต้องถอยทัพกลับและต้องปล่อยเมืองนี้ไปก่อน ครั้นพอลองตัดสินใจละเลยเมืองไพร์ล็อกแล้วขึ้นไปบุกตีเซลเรเวียกลับต้องทหารไพร์ล็อกที่แม้จะมีจำนวนน้อยนิดมาคอยก่อกวนด้านหลังทำให้พวกเขาต้องล้มเหลวทุกครั้งและต้องถอยทัพกลับอย่างเจ็บใจแต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะล้มเลิกความฝันในการขึ้นเป็นอาณาจักรใหญ่แห่งที่แปด พวกเขาเพียงแค่รอเวลาเท่านั้น

ป้อมปราการแอสทราวินเป็นป้อมปราการที่ต้องอยู่บริเวณชายแดนดราโกวิชภายในป้อมเมืองเมืองหนึ่งที่ผู้คนต่างพากันขนานนามอย่างไม่เป็นทางการว่า 'นครไร้ราตรี' ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าที่นี่ผู้คนต่างใช้ชีวิตกันเหมือนไม่รู้จักหลับจักนอน ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนล้วนสว่างไสวอยู่ตลอดเวลา ผู้คนพลุกพล่านกันไม่เคยว่างเว้น บ่อนคาสิโนและซ่องโสเภณีแทบจะมีทุกหัวมุมถนน

บนชั้นสามของซ่องแห่งหนึ่งที่มีนามว่า ห้วงฝัน สตรีวัยกลางคนผมสีม่วงที่ปลิวสยายพร้อมกับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ดูรุ่มร่ามเผยให้เห็นภูเขาสองลูกขนาดมหึมาที่ยังดูเต่งตึงของเธอซึ่งบอกได้เลยว่าไม่ว่าชายใดก็ตามที่ได้เห็นเป็นต้องน้ำลายสอพร้อมทำตาค้างเป็นแน่ เธอมองไปยังคนที่เดินขวักไขว่ไปมาบนถนนก่อนจะสุดตากับร่างเล็กร่างหนึ่งที่เดินฝ่าคลื่นฝูงชนเพื่อมุ่งหน้าไปที่สมาคมนักล่าค่าหัว เธอยกมือขึ้นปิดปากอุทานว่า

“ตายจริงเด็กนั่นมาอีกแล้ว”

สมาคมนักล่าค่าหัวสาขาดราโกวิชแม้จะมืดค่ำแล้วแต่ก็ยังมีคนเข้าออกไม่หยุดหย่อน เนื่องจากว่าเป็นงานที่เสี่ยงแต่ได้ผลตอบแทนที่ดีทำให้มีหน้าเก่าจากหน้าใหม่โผล่มาเป็นแบบนี้อยู่เสมอ ขณะทุกคนกำลังสนใจในสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทั้งนักล่าค่าหัวที่กำลังดูใบประกาศจับแต่ละใบและกำลังประเมินหลายอย่างๆ คนที่เอาหัวในใบประกาศจับมาขึ้นเงิน หรือพนักงานของสมาคมกำลังให้บริการต่างๆ

ร่างเล็กสีดำปรากฏขึ้นที่หน้าประตูทันใดนั้นก็เงียบเป็นเป่าสาก ทุกคนในเวลานั้นเริ่มหันมามองที่ร่างเล็กนั้นเป็นตาเดียวแล้วเริ่มกระซิบกระซาบกัน

“เฮ่ย นั่นมันเจ้าคนแคระที่เป็นข่าวลือในช่วงนี้ปะวะ ที่ว่าตัวเท่าหมาแต่ล่าพวกตัวเป้งมาได้”

“ก็เออดิวะ คนแคระที่เข้าออกที่นี่ก็มีคนเดียวแหละ”

“ตอนนี้ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่ะไอ้พวกค่าหัวสูงๆ เนี่ยมันเก่งจริงป่ะวะ เพราะหมาตัวเท่านี้ยังฆ่าได้เลย”

“วันนี้ข้าก็ว่าจะลองล่าตัวบนๆ ดูบ้างถ้าหมาตัวเท่านี้ยังฆ่าพวกมันได้อย่างข้าก็สบาย”

เออร์วินเดินหิ้วถุงใบใหญ่เข้ามาในสมาคมโดยไม่คิดจะสนใจถ้อยคำนินทาเหล่านั้น เขาเองก็เคยได้ยินมาบ้างว่าตัวเขาในตอนี้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนแคระแต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะที่เขาต้องการก็คือเงิน เออร์วินเดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์ที่มีพนักงานสาวสวยคนหนึ่งยืนอยู่ ทันทีที่พนักงานสาวสวยเห็นเออร์วินให้เธอก็ยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร เพราะความที่เป็นพนักงานที่นี่ทำให้เธอรู้ความหมายของจำนวนเงินค่าหัวดี ทุกๆ ปีเธอจะได้เห็นพวกนักล่าค่าหัวที่ไม่ประมาณตนทำการล่าค่าหัวที่มีราคาสูงๆ แล้วจบลงที่ไม่ได้กลับมาอีกเลย ดังนั้นเธอจึงพอประเมินได้ว่านักล่าค่าคนไหนที่ดีแต่พูด แต่กลับคนตัวเตี้ยที่แต่งตัวมิดชิดใส่หน้ากากปิดหน้าปิดตาตลอดและไม่เคยพูดเลยสักครั้งทั้งยังห้อยอาวุธประหลาดที่เธอไม่เคยเห็นทั่วตัว แต่จากผลงานที่เขาทำมาทั้งหมดเธอก็มั่นใจได้ว่าคนๆ นี้คือของจริง

“มาขึ้นเงินสินะคะ”

เออร์วินพยักหน้ารับก่อนจะเขย่งเท้าเพื่อวางถุงใบใหญ่บนเคาน์เตอร์ตามด้วยใบประกาศจับ พนักงานสาวสวยเข้าไปข้างในสักพักก็กลับออกมาพร้อมถือถุงใส่ทองที่หนักอึ้ง เธอยื่นให้เขากับมือพร้อมกล่าวว่า

“เงินรางวัลตามใบประกาศจับคือห้าสิบเหรียญทองนะคะ” ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้เฟล่านักล่าค่าหัวต่างร้องซี้ดออกมา เงินจำนวนนี้ถ้าเป็นพวกเขาล่ะก็อยู่ได้หลายปีโดยไม่ต้องทำมาหากินด้วยซ้ำ เออร์วินรับถุงใส่ทองแล้วลองเขย่าเพื่อประเมินน้ำหนักก่อนจะพยักหน้าให้พนักงานหญิงโดยไม่พูดอะไรแล้วจึงเดินหมุนตัวเดินไปที่ประตูทางเข้า เออร์วินเดินไปก็เริ่มคำนวนเงินทั้งหมดที่เขามีจากการล่าค่าหัวแล้วเริ่มวางแผนแล้วว่าจะใช้เงินยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะที่เขากำลังเดินพลางคิดอะไรในหัวอยู่นั้นกลับถูกใครบางคนชนจนล้มลงถุงเหรียญทองในมือหล่นลงพื้นมีหลายเหรียญกระจายออกมานอกถุง

“เดินดูทางหน่อยสิฟะไอ้เปี๊ยก” คนพูดจาเป็นชายร่างใหญ่กำยำศีรษะล้านเลี่ยนทั่วทั้งตัวรวมทั้งใบหน้าต่างมีรอยแผลเป็นอยู่ทั่วขวานขนาดใหญ่สะพายอยู่ที่กลางหลัง ที่เดินตามเขาไปติดๆ คือชายที่ลักษณะเหมือนอันธพาลสามคนแต่ละคนต่างพกอาวุธที่ต่างกัน หนึ่งในนั้นถุยน้ำลายใส่หน้ากากเออร์วิน ทั้งสี่คนเดินไปที่เคาน์เตอร์เดียวกับที่เออร์วินไปขึ้นเงินค่าหัวมาเมื่อกี้

เออร์วินไม่สนใจในเรื่องที่เกิดขึ้นเขาเก็บเหรียญทองที่หล่นตามพื้นกลับเข้าถุงแล้วเดินจากสมาคมนักล่าค่าหัว เออร์วินเดินไปตามทางอย่างชำนาญและคุ้นเคยจนเดินมาถึงโรงตีเหล็กแห่งหนึ่งเออร์วินเดินเข้าไปในโรงตีเหล็ก ช่างตีเหล็กหลายคนกำลังทำงานอย่างขมักเขม้นท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุจากเตาไฟซึ่งไม่ใช่เตาไฟธรรมดาแต่เป็นเตาไฟวงแหวนเวทย์ เออร์วินเดินตรงเข้าไปที่ชายคนหนึ่งที่กำลังถือสมุดตรวจนับสินค้าอยู่ ชายคนนั้นเห็นเออร์วินเดินมาหาเขาก็พูดว่า

“เจ้าเองหรือมาก็ดีเลย” เขาหันไปสั่งคนที่อยู่ข้างเขาว่า “เฮ่ย แกน่ะไปเอาของนั่นมาสิ” คนที่เขาสั่งพยักหน้าแล้วเดินจากไป ชายคนนี้คือแกรรี่เป็นเจ้าของโรงตีเหล็กแห่งนี้ แกรี่พาเออร์วินเข้าไปในออฟฟิศ ก่อนที่เขาจะเชื้อเชิญให้เออร์วินนั่งลง สักพักชายคนที่ไปเอาของก็กลับมาพร้อมหิ้วถุงผ้าสองถุงไว้ในมือ เขาวางถุงผ้าสองถุงลงบนโต๊ะ

“ข้าล่ะสงสัยจริงว่าเจ้าจะเอาทองเหลืองกับตะกั่วพวกนี้ไปทำอะไร” แกรรี่ถามด้วยความสงสัยเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เออร์วินสั่งของแบบนี้ เออร์วินไม่ตอบแกะผ้าห่อแรกเผยให้เห็นแผ่นทองเหลืองที่ถูกตัดแผ่นๆ ยาวๆ เขาตรวจเช็คคร่าวๆ ก่อนจะแกะห่อผ้าออกอีกห่อเผยให้เห็นเม็ดตะกั่วจำนวนมาก เขาหยิบขึ้นมาดูพบว่าทั้งรูปร่างและน้ำหนักใกล้เคียงกับหัวกระสุนลูก 9 มม.ที่เขารู้จักในชาติก่อนมาก เออร์วินพยักหน้าให้อย่างพึงพอใจก่อนจะล้วงเหรียญทองขึ้นมาหนึ่งเหรียญแล้ววางมันลงบนโต๊ะ

แกรรี่รับเหรียญมาแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าลูกค้าท่านนี้จะเอาของไร้ค่าอย่างทองเหลืองและตะกั่วไปทำอะไร แต่ลูกค้าที่ดีคือลูกค้าที่จ่ายเงินและลูกค้าที่ดีว่าคือลูกค้าที่จ่ายเงินโดยไม่ต่อ อีกฝ่ายจะเอาของพวกนี้ไปทำอะไรไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องรู้ แกรรี่เปิดลิ้นชักที่โต๊ะแล้วหยิบเหรียญเงินขึ้นมาทอนเออร์วิน 80 เหรียญ แต่คราวนี้แทนที่เออร์วินจะรับไปเขากับนิ่ง

“มีอะไรเหรอของที่เจ้าสั่งรวมค่าแรงด้วยก็ 20 เหรียญเงินเจ้าจ่าย 1 เหรียญทองข้าทอนเจ้า 80 เหรียญเงินก็ถูกนี่” เออร์วินไม่ตอบกลับเคาะโต๊ะเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง แกรรี่เริ่มคิดว่าอีกฝ่ายกำลังหาเรื่องเขาแต่ไม่ทันที่เขาจะได้พูดต่อ เออร์วินกลับหยิบกระดาษขึ้นมาสามแผ่นวางบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปให้แกรรี่ แกรรี่หยิบกระดาษขึ้นมาดูทีละแผ่นตอนแรกเขาก็ดูอารมณ์ดีแต่แล้วสีหน้ากลับดูเคียดขึ้นเรื่อยๆ คิ้วเริ่มผนวกเป็นปมยุ่งเหยิ่งพนักขึ้นทุกที สิ่งที่อยู่บนกระดาษทั้งสามแผ่นนั้นเป็นแบบแปลนสามชิ้น โดยที่ตัวแบบแปลนจะมีเลขขนาด ความกว้าง ความยาว ความลึก วัสดุที่ใช้หรือถ้าหาไม่ได้ก็ต้องหาวัสดุคุณสมบัติอะไรมาแทนได้ นับแต่สืบทอดโรงตีเหล็กนี้ต่อจากพ่อมานี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นแบบสั่งสินค้าที่มีรายละเอียดเยอะและต้องการความแม่นยำมากขนาดนี้ และที่สำคัญคือเจ้าแบบแปลนทั้งสามแผ่นนี้เขายังไม่รู้เลยว่ามันใช้ทำอะไร เขานิ่งคิดพักหนึ่งแล้วจึงสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะถามว่า

“ต้องการเท่าไร” เออร์วินชูนิ้วสามนิ้ว “สามชุด? เออร์วินส่ายหน้า “สามสิบชุด?” เออร์วินพยักหน้า แกรรี่ดูแบบแปลนแล้วประเมินราคาออกมา “ข้าคิดราคาเจ้าชุดละสองเหรียญทอง หากเจ้าต้องการด่วนข้าจะลัดคิวให้ แต่เป็นชุดละสามเหรียญทองเจ้าว่าไง”

เออร์วินล้วนเงินสามสิบเหรียญทองวางบนโต๊ะแทนคำตอบ แกรรี่กลับไม่รับเขาพูดว่า “เจ้าเก็บเงินนี่ไว้ก่อนไว้เจ้ามารับของหากเจ้าพอใจเจ้าค่อยจ่ายตอนนั้นก็ได้” เออร์วินพยักหน้าเก็บเหรียญทอง 30 เหรียญกับเหรียญเงิน 80 เหรียญบนโต๊ะลงถุงเงินแล้วจึงหิ้วห่อผ้าสองห่อเดินออกมาจากโรงตีเหล็ก หลังจากนั้นเออร์วินก็เดินเข้าออกหลายค้าอีกหลายร้าน เมื่อได้ที่ต้องการมาหมดแล้วเขาก็เดินออกจากป้อมปราการแอสทราวิน เขาเดินไปเรื่อยๆจนเห็นว่าปลอดคนแล้วเขาก็หยิบถุงผ้าใบเดิมของเขาออกมาแล้วใส่ห่อผ้ากับถุงเงินลงไป ที่เออร์วินตัดสินใจมาขึ้นเงินและมาหาซื้อของที่เมืองนี้ก็เพราะว่าไม่ต้องการให้มีคนเชื่อมโยงตัวตนของเขากับนักล่าค่าหัว เพราะคงไม่มีใครคิดว่าเจ้าชายแห่งไพร์ล็อกจะมาเดินโต๋เต๋อยู่ในเมืองที่มีเรื่องรบราฆ่าฟันกันแบบนี้

เมืองไพร์ล็อกอยู่ห่างจากที่นี่ 100 กว่ากิโลเมตร เออร์วินสูดหายใจเข้าลึกๆ และหายใจออกช้าๆ ก่อนจะเริ่มออกวิ่งโดยใช้เทคนิคที่เขาสร้างขึ้นมาโดยประยุกต์ศาสตร์ความรู้ในโลกเก่าให้เข้ากับพลังมานาในโลกนี้ เขาเริ่มต้นด้วยการปล่อยมานาจำนวนเล็กน้อยไปที่กล้ามเนื้อขาและแกนกลางลำตัว กระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงานเต็มประสิทธิภาพราวกับถูกสั่งการด้วยสัญญาณไฟฟ้า โดยไม่ต้องออกแรงเกินตัว จากนั้น เขาควบคุมมานาให้ไหลวนเป็นวงจร จากขาผ่านลำตัวไปยังปอดแล้วกลับลงมาที่ขาตามหลักการอนุรักษ์พลังงาน มานาจะถูก รีไซเคิล ในร่างกาย แทนการใช้จนหมดในคราวเดียว เขายังใช้มานาอีกส่วนสร้างชั้นพลังบาง ๆ รอบตัวเพื่อลดแรงต้านจากอากาศ ช่วยให้เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องต่อสู้กับลม เขารักษาความเร็วเฉลี่ย 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคุมจังหวะหายใจและการก้าวเท้าให้สอดคล้องกับวงจรหมุนวนของมานา โดยไม่เร่งมากเกินไปในช่วงแรก เพื่อให้มานาพอดีจนถึงจุดหมาย นี่เป็นเทคนิคที่เออร์วินคิดค้นและสร้างขึ้นมาเอง เขาเรียกมันว่า ย่างก้าวเงาภูต มันเป็นเทคนิคที่ต่างกับการใช้คาถาทั่วไป เพราะมันเป็นการบังคับมานานให้เคลื่อนไหวโดยตรงโดยที่ไม่ใช้คาถาบังคับ

นี่เป็นการคิดวิธีการใช้มานาที่มีอยู่อย่างน้อยนิดของเขาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ครั้งแรกที่เขาใช้เทคนิคนี้คือตอนเขาอายุ 8 ขวบ ผลาญมานาหมดเกลี้ยงตอนวิ่งจากไพร์ล็อกไปที่ป้อมปราการแอสทราวินเวลาที่เขาใช้คือหนึ่งชั่วโมงสี่สิบนาที เมื่อเขาโตขึ้นปริมาณมานาในร่างก็เพิ่มมากขึ้นแม้จะยังเป็นขยะแต่เขาสามารถวิ่งโดยใช้เวลาน้อยลงและยังพอมีมานาเหลืออยู่บ้าง

หนึ่งชั่วโมงผ่านไปเออร์วินวิ่งมาถึงทุ่งหญ้าหน้าช่องเขาไพร์ เออร์วินใช้ทักษะเดียวกับตอนที่เขาออกมากลับเข้าไปในเมืองทว่าตอนที่เขาเข้าไปถึงในเขตของพระราชวังแล้วเขาไม่ได้รีบกลับไปที่ห้องนอนของเขาแต่ตรงไปที่หน้าผาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระราชวังซึ่งเป็นจุดที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน เออร์วินมองลงท่ามกลางความมืดนอกจากหมู่ดาวที่เต็มท้องนภาแล้วยังเสียงคลื่นสาดซัดไม่ขาดสาย ก่อนจะปีนลงหน้าผาไปปีนลงไปอย่างคล่องแคล่ว เขาปีนลงมาสักพักก็พบโพรงถ้ำตัวโพรงถ้ำมีขนาดแคบแค่พอให้ผู้ใหญ่สองคนเดินคู่กันแสงลอดออกมาจากข้างในดูสลัวเลือนลาง เออร์วินเข้าไปในโพรงซึ่งปรากฎเป็นทางเดินยาวพอเดินไปได้ไม่กี่นาทีก็พบห้องห้องหนึ่งตามผนังห้องมีตะเกียงเวทย์มนต์ที่ใช้พลังงานจากคริสตัลมานาให้ความสว่างไสว ในห้องนั้นเต็มไปด้วยเครื่องมือรูปร่างประหลาดมากมาย มีเอกสารที่มีข้อมูลซ้อนกันเป็นปึกๆ ตามผนังถ้าก็มีตัวอักษรขีดเขียนเลอะเทอะไปหมด

ตรงมุมห้องด้านหนึ่งมีผู้หญิงถูกล่ามติดกับโซ่ที่มือทั้งสองติดกับผนัง เธอนั่งคอพับไม่ขยับเป็นการบ่งบอกว่าตอนนี้เธอกำลังหมดสติ ตามร่างกายของเธอมีหลายส่วนที่พันด้วยผ้าพันแผลบ่งบอกว่าเธอได้รับบาดเจ็บและได้รับการปฐมพยาบาลแล้ว ตรงหน้าเธอมีจานวางอยู่หนึ่งใบบนจานมีขนมปังที่ยังอยู่ดี เออร์วินเดินไปยืนตรงหน้าผู้หญิงคนนั้นเขามองเธอพักหนึ่ง ก่อนจะเดินมาที่โต๊ะตรงหัวมุม บนโต๊ะนั้นมีเอกสารกองอยู่เป็นพะเนิน  ในบรรดาเอกสารทั้งหมดมีแฟ้มเล่มหนึ่งเขียนที่ปกว่า ข้อมูลและจุดอ่อนของขุนนางไพร์ล็อกทั้งหมดอย่างละเอียด เออร์วินหยิบของที่เขาซื้อมาวันนี้ออกจากถุงผ้า เริ่มตั้งแต่ตะกั่วที่ถูกหลอมเป็นหัวกระสุน แผ่นทองเหลือง และของต่างๆ ที่ดูไม่มีค่าในโลกนี้ แต่จำเป็นในการสกัดวัตถุที่ใช้ในการสร้างดินขับ และเออร์วินก็ยังไม่ลืมที่จะเอาสมบัติที่ได้จากพวกโจรถ่ายใส่ถุงอีกใบหนึ่งซึ่งเป็นถุงที่เขาแยกไว้สำหรับเก็บทรัพย์สมบัติและเงินทองต่างหาก เขาลองคำนวณดูพบว่าทรัพย์สมบัติเหล่านี้มีมากมายมหาศาลยิ่งเมื่อนำมารวมกับเงินทองที่เขาเก็บออมจากการล่าค่าหัวก็เพียงพอที่จะให้เขาใช้จ่ายไปสิบชาติ เพียงแต่ว่าเงินส่วนนี้มันไม่ใช่เงินที่เขาเก็บหอมรอมริบมาเพื่อใช้จ่ายส่วนตัวแต่มาเพื่อใช้ปฏิรูปประ