เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
แฟนตาซี,แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
ถูกสร้างมาในฐานะ... อาวุธ
เติบโตมาในฐานะ... อาวุธ
แต่เมื่อความตายมาเยือน... เขาเลือกที่จะตายในฐานะ "มนุษย์"
หมายเลขทดลอง 0082 สิ้นใจลงเพราะต้องการปลดปล่อยพวกพ้อง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ มันคือปฐมบทของการเกิดใหม่ใน 'อาร์เคนัส' ทวีปที่ยึดถือว่าเวทมนตร์คือพระเจ้า และค่าของคนวัดกันที่พลังเวทย์
ในร่างใหม่... พลังเวทย์ที่เขามีนั้นช่างต่ำต้อยจนใครต่างตราหน้าว่า "เจ้าชายขยะ"
แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือภาพลักษณ์ที่เขาสจงใจสร้างขึ้น!
สำหรับเขา... พลังเวทย์ไม่ใช่คมเขี้ยว
พลังเวทย์ไม่ใช่ตัวบ่งบอกศักยภาพ
และพลังเวทย์... ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เขามี!
เตรียมพบกับเรื่องราวของชายที่ทั่วโลกมองว่าเป็นเพียงขยะ แต่หารู้ไม่ว่าขยะชิ้นนี้... คือผู้ที่จะมาเขียนกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ใหม่ด้วยมือของเขาเอง
ภายในที่พักที่มาร์ควิสราฟาเอลจัดให้อัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคาทาริน่ากำลังมองเอกสารหลายแผ่นอยู่ในมือ บางแผ่นเป็นรายการซื้อสิ่งของที่ดูแล้วไม่น่าจะมีความสำคัญอะไรเป็นของราคาถูกที่หาได้ทั่วไป บางแผ่นเป็นรายการสั่งทำสิ่งของที่ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันอย่างแผ่นทองเหลืองหรือตระกั่วที่ถูกหลอมเป็นรูปแบบหนึ่งจำนวนมาก
แต่ที่ทำให้เธอขมวดคิ้วมากที่สุดคือแบบแปลนที่สั่งให้ช่างตีเหล็กแกรรี่ทำ เริ่มตั้งแต่งานชิ้นเก่าสุดเป็นสี่เหลี่ยมทรงกระบอกหนึ่งอันที่มีส่วนที่คล้ายด้ามจับ แบบแปลนต่อมาก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นกระบอกเหล็กหกอันเรียงเป็นวงกลมถ้ามองจากด้านหน้าจะเห็นว่าคล้ายกับกล่องพริกไทย ต่อมากลับเป็นแบบแปลนที่ถูกสั่งเมื่อวาน รูปแบบชิ้นส่วนแต่ละชิ้นถูกระบุอย่างละเอียดกว่างานชิ้นก่อน คาทาริน่ามองแบบแปลนแต่ละแผ่นสลับไปมาเธอก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร
“ท่านคิดว่ามันคืออะไรครับ” หนึ่งในผู้ติดตามถามขึ้นขณะที่ยืนด้านหลังเธอ
“น่าจะเป็นอาวุธ ตามข้อมูลที่ได้มาจากช่างตีเหล็กแกรรี่และเจ้าหน้าที่สมาคมนักล่าค่าหัวต่างบอกว่าคนที่เราตามหาพกมันติดตัวอยู่เสมอ”
“เห็นถูกเรียกว่าคนแคระนักล่าค่าหัว ทำไมท่านไม่คิดว่าจะเกี่ยวกับคนแคระครับ” อัศวินคนเดิมถาม คาทาริน่ามองแบบแปลนก่อนจะพูดว่า
“สิ่งเหล่านี้ดูคล้ายอาวุธที่พวกคนแคระสร้างก็จริงแต่มีอย่างหนึ่งที่แตกต่าง”
“อะไรครับ”
“ความปราณีต แม้จะดูคล้ายกันแต่อาวุธของพวกคนแคระไม่ปราณีตและซับซ้อนเท่านี้” คาทาริน่าพูดจบก็หันไปที่มุมหนึ่งของห้องเห็นอัศวินผู้ติดตามอีกคนกำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ บนพื้นตรงหน้าเขามีผ้าที่วาดลวดลายวงแหวนเวทย์มนต์ถูกปูอยู่ บนผ้าปูนั้นมีแบบแปลนที่ได้มาจากแกรรี่วางอยู่
เวลาเดียวกันนั้นเออร์วินกับเรเวนที่พึ่งจะแนะนำตัวกันเสร็จก็สังเกตอะไรบางอย่าง เออร์วินมองไปยังวงแหวนเวทย์ที่เขาเขียนที่เขาเขียนไว้บนผนังถ้ำ วงแหวนเวทย์มันนี้เป็นวงแหวนเวทย์มนตร์ขนาดใหญ่กว่าวงแหวนเวทย์มนต์อันอื่น องค์ประกอบของมันหลายอย่างแม้แต่เรเวนเองยังต้องขมวดคิ้ว
โดยปกติวงแหวนนั้นจะมีองค์ประกอบหลักคือวงกลม สัญลักษณ์ที่อยู่ในวงกลมและตัวอักษร แต่เรเวนกลับพบว่าตัวอักษรหลายตัวกลับถูกแทนที่ด้วยอักษรที่เธอไม่รู้จักมันเป็นขีดแนวตั้งและวงรีแนวตั้ง ตั้งแต่วันแรกที่ถูกเออร์วินพาตัวมาในสภาพหมดสติ เมื่อเธอฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตัวเธออยู่ในห้องแปลกประหลาดนี้ และวงแหวนเวทมนต์มากมายที่ถูกเขียนเต็มผนัง และวงแหวนเวทมนต์ขนาดใหญ่นี้ก็คืออันที่สะดุดตาเธอที่สุด
ตั้งแต่วันแรกที่เธอเห็นมันเธอก็ข้องใจเป็นที่สุด แม้ว่าเธอจะไม่ใช่นักอักขระเวทย์มนต์แต่เธอก็พอมีความรู้อยู่บ้าง การเขียนวงแหวนเวทย์มนต์เป็นงานที่ละเอียดอ่อน เพราะต้องสร้างรูปแบบการไหลเวียนของมานาผ่านรูปทรงและสัญลักษณ์รวมทั้งตัวอักษรให้สัมฤทธิ์ผลเป็นเวทย์มันออกมา แต่วงแหวนเวทย์มนต์นี้กลับเต็มไปด้วยขีดหนึ่งขีดและวงรีแนวตั้ง
เดิมเธอคิดว่ามันเป็นเพียงเด็กมาขีดเขียนเล่นๆ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถใช้การได้ แต่ตอนนี้วงแหวนเวทย์ที่เธอมองว่าเป็นเพียงภาพวาดเล่นของเด็กกลับเรืองแสงขึ้นมา หมายความว่าตอนนี้มันกำลังทำงานอยู่
“นี่คือ” เรเวนถามเออร์วินที่ยืนอยู่ข้าง
“วงจรเวทย์ไงครับ” เออร์วินมองวงแหวนเวทย์มนต์ที่เรืองแสงพร้อมกับคิดอะไรบางอย่างในใจ
“วงจรเวทย์ ไม่ใช่วงแหวนเวทมนตร์?” เรเวนถามพลางทำหน้าสงสัย
“มันก็อย่างเดียวกันนั่นแหละแต่ผมชอบเรียกว่าวงจรเวทย์มากกกว่า” เรเวนพยักหน้าแล้วถามว่า
“แล้วมันใช้ทำอะไร”
“เบี่ยงเบนคำทำนายไงครับ” เออร์วินตอบเสียงเรียบ ผิดกับเรเวนที่ยืนนิ่งเมื่อรู้ว่ามันใช้ทำอะไร
ควรทราบว่าทวีปอาร์เคนัสนั้นศาสตร์แห่งการทำนายเป็นศาสตร์ที่มีคนเรียนน้อยมากแม้ว่าจะไม่เท่าอักขระเวทย์มนต์ ไม่ใช่เพราะมันไม่มีประโยชน์แต่เพราะความแม่นยำถูกต้องในการทำนายมันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและศาตร์การทำนายที่ใช้ และศาสตร์แห่งการทำนายก็มีมากมายหลากหลาย
แต่ว่าวิธีเบี่ยงคำทำนายหรือรบกวนคำทำนายกลับยุ่งยากและซับซ้อนยิ่งกว่า เธอไม่เคยได้ยินว่าคำนายสามารถเบี่ยงได้ด้วยวงแหวนเวทย์เพียงอันเดียวมาก่อน
“เจ้าสิ่งนี้เบี่ยงคำนายได้จริงๆ เหรอ” เรเวนพูดอย่างไม่เชื่อ เออร์วินพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนักอย่างกับมันเป็นเรื่องปกติตอบว่า
“ได้สิผมปกปิดตัวตนเพื่อเป็นนักล่าค่าหัว แถมบ่อยครั้งผมยังชิงของโจรมาจากเป้าหมายที่ผมล่า แต่เจ้านี่ก็ปกป้องผมได้ทุกครั้ง”
“นักล่าค่าหัวเธอเนี่ยนะ” เรเวนหันมามองเด็กชายอย่างไม่เชื่อที่เขาพูด ก่อนจะถามต่อว่า “ถ้ามันเบี่ยงเบนคำทำนายได้จริงๆ ทำไมมันถึงไม่มีข้อแลกเปลี่ยนอะไรเลยล่ะ”
เพราะในทวีปอาร์เคนัสมีคนศึกษาเรื่องศาสตร์แห่งการทำนายว่าน้อยแล้ว คนที่มีความรู้ในศาสตร์เบี่ยงเบนคำทำนายกลับน้อยยิ่งกว่า เพราะผลประโยชน์มันใช้ได้แค่อย่างเดียวแถมในศาสตร์เบี่ยงเบนคำทำนายทุกศาสตร์ล้วนมีข้อแลกเปลี่ยนที่ช่วยในการทำให้คำทำนายไม่เป็นผลทั้งสิ้น และคนที่รู้ในศาสตร์นี้มักจะทำงานให้กับพวกพระราชาของอาณาจักรระดับกลางจนถึงระดับใหญ่เพื่อป้องกันการลอบปลงพระชนม์ เรเวนที่เห็นเพียงแค่วงแหวนเวทมนต์ขนาดใหญ่บนผนังจึงไม่ค่อยจะเชื่อที่เด็กชายพูดเท่าไหร่นัก เออร์วินที่เห็นเรเวนทำท่าไม่เชื่อจึงถามว่า
“เพราะว่ามันทำงานต่างกับวงจรเวทย์ที่ใช้เบี่ยงเบนคำทำนายอื่นๆ น่ะสิครับ”
ได้ยินเช่นนั้นเรเวนก็มาทำหน้าสงสัย ทำให้เออร์วินต้องเรียบเรียงคำพูดเพื่ออธิบาย
“คือว่าพี่สาวพอทราบไหมครับว่าหลักๆ แล้วพวกเวทย์เวทย์ทำนายนั้นทำงานยังไง” เรเวนนิ่งไม่ตอบเด็กชายจึงพูดต่อ “เพราะว่าเวทย์พวกนี้จะเชื่อมต่อกับมานาที่ไหลเวียนในอากาศให้ค้นหาบุคคลหรือสิ่งของแล้วส่งกลับไปให้ผู้ทำนายหรือผู้ใช้เวทมนต์ครับ ซึ่งความแม่นยำที่ใช้ในการทำนายก็จะต่างกันไปในแต่ละเวทย์มนต์ที่ใช้ครับ ยิ่งเป็นตัวคาถาหรือวงแหวนเวทย์ระดับสูงก็ยิ่งมีความแม่นยำเพราะมีความละเอียดและซับซ้อนมากกว่าของระดับต่ำ และยังสามารถใช้สิ่งของที่เกี่ยวกับเป้าหมายในการทำนายมาเป็นสื่อกลางเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการทำนานได้ด้วยครับ”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่วงแหวนเวทมนตร์นี้สามารถเบี่ยงคำทำนายได้โดยที่ไม่ต้องใช้สิ่งแลกเปลี่ยน” เรเวนถามออกมา
“ก่อนอื่นผมต้องถามอีกว่าในเมื่อพี่สาวรู้แล้วว่าเวทย์ทำนายทำงานยังไงแล้วพี่สาวคิดว่าเราควรทำยังไงถึงจะขัดขวางการทำงานของเวทย์พวกนั้นได้ครับ”
เรเวนคิดตามเธอพบว่าในเมื่อเวทย์พวกนั้นเชื่อมโยงกับมานาที่ไหลอยู่ทุกที่จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหลุดพ้นจากพวกเวทย์ทำนายไปได้ พอคิดได้แบบนี้เธอกลับสงสัยในการทำงานของเวทย์เบี่ยงเบนคำทำนายที่เธอรู้จักแทนเธออยากรู้ว่าทำไมเวทย์พวกนั้นถึงสามารถบิดเบือนผลลัพธ์โดยการใช้สิ่งแลกเปลี่ยนได้ เมื่อคิดไปคิดมาเธอยังไม่ได้คำตอบจึงส่ายหน้าให้เด็กชาย เด็กชายก็ยิ้มและอธิบายว่า
“เพราะวิธีการทำงานของเวทย์เบี่ยงเบนการทำนายพวกนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้เบี่ยงเบนแต่เป็นปกปิดสิ่งที่ถูกทำนายครับ”
“ปกปิด?”
“ใช่ครับ การทำงานของเวทย์เบี่ยงเบนคำนายที่พวกเรารู้จักจะทำงานโดยการใช้สิ่งแลกเปลี่ยนมาทำการปกปิดสิ่งที่ถูกทำนายครับ แต่วงจรเวทย์ที่พี่สาวเห็นนี้ไม่ได้ปกปิดผลการทำนายครับแต่มันทำงานเหมือนเครื่องอินิกม่าของพวกนาซีเยอรมัน”
“เครื่องอะไรของใครนะ” เรเวนถามด้วยพร้อมกับทำหน้างงยิ่งกว่าเก่า เออร์วินที่เผลอหลุดพูดเรื่องราวจากโลกเก่าจึงสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะอธิบายว่า
“ช่างเถอะครับเอาเป็นว่าประเด็นสำคัญคือ เจ้าวงจรเวทย์นี่จะทำงานเมื่อมีคนต้องการทำนายคนที่อยู่ในห้องนี้หรือสิ่งของที่อยู่ในห้องนี้ โดยมันจะเชื่อมต่อกับมานาที่ไหลเวียนอยู่แล้วสุ่มเลือกเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับในห้องนี้ส่งกลับไปให้ผู้ทำนายแทน”
พอได้ยินคำอธิบายเรเวนก็พยักหน้าเข้าใจก่อนจะมองเด็กชายด้วยแววตาที่แปลกว่าเดิมถามว่า
“เรื่องทั้งหมดนี้เธอคิดเองเลยหรอ” เออร์วินพยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้เธอ เรเวนจึงถามด้วยความสงสัย “นี่คืออายุเท่าไรเนี่ย”
“เท่าที่รู้ก็สิบขวบครับ”
“เท่าที่รู้?”
“ครับ” เออร์วินเพียงยิ้มให้เธอ เรเวนก็ไม่คิดจะซักถามอะไรอีก
เพียงแต่เออร์วินไม่ได้อธิบายให้เธอฟังว่าเจ้าวงจรเวทย์นี้แม้จะสะดวกเพราะไม่ต้องมีของแลกเปลี่ยนในการสร้างวงจร แต่มันกลับมีจุดอ่อนร้ายแรงก็ต่อเมื่อหากเจอคนเสียสติที่มุ่งทำนายอย่างบ้าคลั่งจะพบว่าผลการทำนานมันจะสุ่มไปทุกที่แต่จะไม่มีวันสุ่มมาที่ห้องนี้ซึ่งจะเป็นที่ผิดสังเกตขึ้นมา เช่นเดียวกับเครื่องอินิกม่าที่ถ้ากดตัวอักษรใดซ้ำๆ สักร้อยทีมันก็จะขึ้นเป็นตัวอักษรอื่นจนครบแต่จะไม่ขึ้นตัวอักษรที่เขากดเลยแม้แต่ตัวเดียว
แต่นี่กลับเป็นสิ่งที่เขาไม่คิดอธิบายให้เรเวนฟัง ไม่ใช่เพราะเขาไม่เชื่อใจเธอแต่เพราะเขาคิดว่าคงไม่มีใครในโลกนี้เสียสติทำอย่างนั้นเป็นแน่และเขาก็คิดถูก
คาทาริน่ากับอัศวินผู้ติดตามต่างกำลังมองไปยังมุมห้องที่มีอัศวินนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้อง อัศวินผู้ติดตามกระซิบบอกเธอว่า
“มันนานเกินไปแล้วนะครับท่านคาทาริน่า” คาทาริน่าไม่พูดอะไรเพราะการทำนายครั้งนี้มันนานเกินไปจริงๆ
เพราะต้องการหาข้อมูลของกลุ่มโจรเพลิงอสูรเธอจึงได้ให้มาร์ควิสราฟาเอลหาข้อมูลให้ แต่ปรากฏว่ากลุ่มโจรเพลิงอสูรนั้นกลับถูกนักล่าค่าหัวคนหนึ่งกวาดล้างไป เธอจึงหาข้อมูลของนักล่าค่าหัวคนนี้แทนแต่สิ่งที่ได้ก็คือข้อมูลการซื้อของและแบบแปลนต่างๆ ที่เขาสั่งทำสุดท้ายเธอจึงพึ่งคำทำนาย แต่ทว่าการทำนายครั้งนี้กลับใช้เวลานานกว่าปกติ
คาทาริน่ารอสักพักอัศวินผู้ติดตามที่ทำหน้าที่ทำนายก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับเหงื่อที่ท่วมตัว อัศวินผู้ติดตามอีกคนก็รีบเข้าไปถามว่า
“เฮ้ แบรดเห็นอะไรบ้าง” เบรดมีท่าทีลังเลนิดหนึ่งก่อนจะหันไปมองคาทาริน่และหันมามองอัศวินผู้ติดตามก่อนจะพูดว่า
“ท่านคาทาริน่า เจมส์ ข้าเห็นแมวเลียไข่ตัวเอง”
“เอ๊ะ!, ฮะ!”
คาทาริน่ากับเจมส์อุทานพร้อมกัน
“แบรดเจ้าว่าเจ้าเห็นอะไรนะ” แบรดสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะตอบอีกครั้งว่า
“ข้าเห็นแมวเลียไข่ตัวเอง” เจมส์หันไปมองคาทาริน่าพยว่าเธอกำลังทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะสรุปอะไรบางอย่างออกมา
“เบี่ยงเบนคำทำนายเหรอ” แบรดที่ได้ฟังก็ส่ายหน้าเหมือนไม่เห็นด้วย เพราะการเบี่ยงเบนคำทำนายมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อน เขาไม่อยากจะเชื่อว่านักล่าค่าหัวที่อยู่สุดขอบทวีปอาร์เคนัสจะสามารถเบี่ยงเบนคำทำนายของเขาที่ใช้วิชาการทำนายชั้นสูงของศาสนจักรได้
“จะเอายังไงดีครับท่านคาทาริน่า”
คาทาริน่าตอบโดยไม่ต้องไม่ต้องคิด
“ยังไม่ต้องทำอะไรเพียงแค่รออย่างเดียวก็พอ ถึงยังไงเขาก็ต้องมารับของที่สั่งไว้อยู่ดี” ทั้งเจมส์และแบรดต่างพยักหน้ารับทราบ ส่วนคาทาริน่ากลับมองไปนอกหน้าต่าง ทิศทางที่เธอมองนั้นเธอสัมผัสได้ถึงการปะทะกันระหว่างผู้ใช้เวทมนต์ แต่ในเวลานี้เราสนใจเพียงแค่หน้าที่ของเธอเท่านั้น
ในเวลาเดียวกันทิศทางที่คาทาริน่ามองในป่าไม่ไกลจากตัวป้อมปราการแอสทราวินเท่าไรนัก สภาพป่าตอนนี้อยู่ในสภาพยับเยินพื้นดินเต็มไปด้วยหลุม ต้นไม้บางต้นแหลกกระจุยจนเหลือแต่ตอสภาพเหมือนเพิ่มเกอดสงครามมาก็ไม่ปาน มีศพที่สภาพดูไม่จืดอยู่สามสี่ศพ บางศพมีสภาพเป็นสีม่วงสีหน้าและท่าทางดูทุรนทุราย บางศพบิดเบี้ยวผิดรูปร่างราวกับว่าโดนรัดจนกระดูกแหลกละเอียด ท่ามกลางศพเหล่านั้นเอ็นวี่ยืนอยู่ด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“อะไรฟะเนี่ย ก็ฆ่าไปตั้งเยอะแล้วยังไม่เจอไอ้คนที่มันเอาของไปอีกเหรอ” เอ็นวี่บ่นอย่างไม่สบอารมณ์ ริคที่ยืนอยู่ไม่ไกลออกไปมองสิ่งต่างๆ รอบตัวแล้วพูดเรียบๆ ว่า
“จึงอยู่ที่เรายังไม่เจอเป้าหมายแต่การที่คนของศาสนจักรยังไม่ไปไหนก็หมายความว่าอีกฝ่ายยังไม่เจอของเหมือนกัน” เอ็นวี่เอี้ยวคอมองริคแล้วถามว่า
“นี่ริคทำไมเราไม่จัดการเจ้าพวกตอแหลพวกนั้นให้มันจบๆ ไปเลยล่ะ”
“จากปริมาณมานาที่ข้ารู้สึกได้คนที่มาคราวนี้น่าจะเป็นหนึ่งในสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ไม่เสี่ยงเป็นดีที่สุด เพราะสาเหตุที่เรามาก็เพื่อนำสิ่งของกลับไปไม่ใช่ประกาศสงคราม”
“ชิ!” เอ็นแสดงอาการไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าเจ้าไม่อยากตายก่อนที่ได้ทำสงครามกับพวกศาสนจักรล่ะก็อดทนเอาไว้”
เอ็นวี่ไม่ตอบแล้วก็มองไปยังซากศพบนพื้นซึ่งเป็นศพของพวกนักล่าค่าหัวที่เขาล่าเพื่อตามหาคนที่จัดการกับกลุ่มโจรเพลิงอสูร ดูเหมือนว่าเกมส์การล่านี้จะยังคงต้องดำเนินต่อไปจนกว่าพวกเขาจะได้ของที่ต้องการ
ยามรุ่งอรุณมาเยือน แสงสีทองอ่อนของอรุณรุ่งค่อย ๆ เลื้อยลอดผ่านผ้าม่าน เข้ามาทาบลงบนผิวเนียนดุจหิมะของเจ้าหญิงลิลิธ ดวงตาสีแดงราวอัญมณีต้องแสงก็ค่อย ๆ เปิดขึ้นทีละน้อย เปลือกตากระพริบไล่ความง่วงงุน ก่อนจะเผยให้เห็นนัยน์ตาที่แม้จะเพิ่งตื่นแต่กลับเปล่งประกายความสงสัยระคนงุนงง
ร่างบางใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับเจ้าของห้องเริ่มขยับ ลิลิธยกแขนเรียวยาวขึ้นเหนือศีรษะ บิดขี้เกียจเบา ๆ พร้อมเสียงหาวหวานแผ่วผ่านริมฝีปาก ร่างในชุดนอนบางเบาแนบเนื้อดูเย้ายวนในแสงเช้า และเส้นผมสีเงินที่ม้วนเป็นลอนสวยก็หล่นกระจายอยู่เต็มหมอน กลิ่นหอมจากเรือนผมยังคงอวลติดอยู่ในอากาศเย็นของยามเช้า
เธอกะพริบตาอีกครั้ง ชำเลืองมองไปรอบห้องอย่างเงียบงัน ห้องนี้...ช่างคุ้นเคย ลมหายใจอุ่นและกลิ่นเฉพาะตัวของใครบางคนยังคงติดอยู่ในปลายจมูกของเธอ ใช่แล้ว ห้องของเออร์วิน น้องชายของเธอ...
แต่ทว่าวันนี้กลับผิดแผกจากทุกวัน น้องชายของเธอมักจะตื่นเช้ากว่าเธอเสมอเพื่อออกกำลังกายที่พื้นในห้องนี้ แม้ว่าเขาจะมักออกไปกิจกรรมประหลาด ๆ ของเขายามค่ำคืนแต่ก็จะตื่นก่อนเธอเสมอ แม้ว่าเขาจะไม่ยอมบอกว่าออกไปทำอะไรก็ตามยามค่ำคืน เรื่องนั้นลิลิธรู้ดี แต่เลือกจะไม่ซักไซ้
และเพราะความเงียบผิดวิสัยนี่เองที่ทำให้เธอลุกขึ้นมานั่ง มือเรียวปัดเส้นผมที่ปิดใบหน้าออก ก่อนจะเริ่มกวาดตามองไปรอบห้องเพื่อหาตัวของเด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้อง
แล้วสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า...กลับทำให้หัวใจของเจ้าหญิงสาวสะท้าน
บนเตียงข้างเธอ ร่างของเออร์วินกำลังนอนหลับอุตุอย่างสงบใบหน้าเด็กหนุ่มผู้แม้จะอายุเพียงสิบปีแต่กลับแสดงวุฒิภาวะเกินวัยแต่ตอนนี้กลับดูสมวัยขึ้นมา
และที่สำคัญเขามิได้อยู่เพียงลำพัง
มีหญิงสาวอีกคนหนึ่งนอนแนบชิดอยู่ข้างเขา เรือนกายของนางแนบแน่นกับเออร์วินจนไร้ช่องว่าง เส้นผมยาวสีเข้มสยายเต็มหมอน ผิวพรรณเปล่งปลั่งราวหยก และหน้าอกอวบอิ่มของนางก็กำลังทาบทับอยู่บนใบหน้าของน้องชายเธอราวกับตั้งใจให้เขาได้หายใจเอากลิ่นกายของนางเข้าไปจนเต็มปอด
พริบตานั้น ลิลิธรู้สึกเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางอก เสียงในหัวพลันเงียบลง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำประหนึ่งจะทะลุออกมานอกอก
ดวงตาสีแดงฉานของเธอเบิกกว้างค้าง ผมยาวสีดำที่ยุ่งเหยิงเพราะเพิ่งตื่นบัดนี้กลับปลิวสยายขึ้นทีละช่อราวกับมีแรงอาฆาตที่มองไม่เห็นปั่นป่วนไปทั่วห้อง กลิ่นโอชะของผู้หญิงคนนั้นที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศก็เหมือนจะเติมเชื้อให้เพลิงโทสะในใจเธอปะทุขึ้นอย่างเงียบงัน กระแสไฟฟ้าเริ่มปะทุไปทั่วห้อง
“เออร์...วิน...”
เสียงเรียกชื่อที่ลอดผ่านลำคอของลิลิธนั้นเย็นเยียบ ลึก และช้าเสียจนเหมือนกับมาจากปากของเทพีอสูร ริมฝีปากของเธอบิดเบี้ยวเล็กน้อย ราวกับพยายามฝืนยิ้มให้สง่างาม ทั้งที่ในอกกำลังเดือดพล่านยิ่งกว่าแอ่งลาวาในภูเขาไฟ