เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง - บทที่ 4 ความลับของมานาและระบบเวทย์มนต์ โดย แมวชื่อคอตต้อน @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี

แท็คที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม

รายละเอียด

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง โดย แมวชื่อคอตต้อน @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก

ผู้แต่ง

แมวชื่อคอตต้อน

เรื่องย่อ

ถูกสร้างมาในฐานะ... อาวุธ

เติบโตมาในฐานะ... อาวุธ

แต่เมื่อความตายมาเยือน... เขาเลือกที่จะตายในฐานะ "มนุษย์"

​หมายเลขทดลอง 0082 สิ้นใจลงเพราะต้องการปลดปล่อยพวกพ้อง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ มันคือปฐมบทของการเกิดใหม่ใน 'อาร์เคนัส' ทวีปที่ยึดถือว่าเวทมนตร์คือพระเจ้า และค่าของคนวัดกันที่พลังเวทย์

​ในร่างใหม่... พลังเวทย์ที่เขามีนั้นช่างต่ำต้อยจนใครต่างตราหน้าว่า "เจ้าชายขยะ"

แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือภาพลักษณ์ที่เขาสจงใจสร้างขึ้น!

​สำหรับเขา... พลังเวทย์ไม่ใช่คมเขี้ยว

พลังเวทย์ไม่ใช่ตัวบ่งบอกศักยภาพ

และพลังเวทย์... ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เขามี!

​เตรียมพบกับเรื่องราวของชายที่ทั่วโลกมองว่าเป็นเพียงขยะ แต่หารู้ไม่ว่าขยะชิ้นนี้... คือผู้ที่จะมาเขียนกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ใหม่ด้วยมือของเขาเอง

สารบัญ

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทนำ 00,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 1 เจ้าชายขยะ เออร์วิน ไพร์ล็อก,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 2 คนแคระนักล่าค่าหัว,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 3 ความลับของเออร์วิน,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 4 ความลับของมานาและระบบเวทย์มนต์,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 5 การมาเยือนของแดนศักดิ์สิทธิ์,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 6 เริ่มแผนการปฏิรูป,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 7 หญิงสาวปริศนา,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 8 เห็นแมวเลียไข่ตัวเอง,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง-บทที่ 9 ความวุ่นวายยามเช้า

เนื้อหา

บทที่ 4 ความลับของมานาและระบบเวทย์มนต์

เออร์วินมองข้อมูลบนโต๊ะที่เกิดจากการศึกษาและค้นคว้าของเขา ถ้าถามตัวเขาว่าชอบชีวิตนี้มากขนาดไหนคำตอบคือเขาชอบมันมาก เพราะตอนนี้เขามีสิ่งที่เขาโหยหามาโดยตลอดนั่นคือครอบครัวและยังเป็นครอบครัวที่รักเขามากด้วย ในชาติก่อนของเขานั้นครอบครัวเป็นสิ่งที่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะฝัน เวลาเห็นเด็กคนอื่นเดินจูงมือมากับพ่อแม่ หรือการที่เด็กหกล้มแล้วมีพ่อแม่วิ่งมาดูด้วยความเป็นห่วง เขาก็มักจะถามตัวเองว่า ทำไมฉันถึงไม่มีแบบนั้นบ้าง

แต่ตอนนี้เขามีสิ่งแบบนั้นแล้วและเขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องสิ่งที่มีนี้  พ่อที่เป็นพระราชาที่มักจะหาเวลามาถามเขาทุกวันและถามเขาว่า ‘วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง’ หรือ ‘มีใครสร้างความลำบากใจให้เจ้าไหม’ มันทำให้เขารู้สึกตื้นตัวใจเป็นที่สุด ราชินีแม่ของเขานั้นก็มักจะแสดงอาการเห่อลูกอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าเขาจะสิบขวบแล้วก็ตาม บ่อยครั้งที่เธอมีงานอดิเรกคือการจับเขาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่ๆ แต่เออร์วินรู้ดีว่าสิ่งแม่เขาทำนั้นก็เพื่อต้องการจะบอกว่า ‘ถึงโลกทั้งใบจะใจร้ายกับเขาแต่แม่คนนี้จะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ และเขาก็รู้ดีว่าเป็นเพราะเขานั่นเองที่ทำให้พ่อและแม่ตัดสินใจหยุดการมีลูก

ส่วนพี่สาวของเขาลิลิธเธอเป็นเสมือนขั้วตรงข้ามกับเขาเธอเป็นอัจฉริยะตัวจริงโดยเฉพาะเวทย์สายฟ้าที่มีความเข้ากันได้อย่างที่สุด ทำให้เธอมักได้รับคำชมและคำยกยอปอปั้นจากเหล่าขุนนางอยู่เสมอ แต่เธอกลับตอบรับคำเหล่านั้นด้วยท่าทีเย็นชาที่เป็นท่าทีปกติของเธอ เออร์วินนั้นกลับมองออกว่าความรักและความห่วงใยที่เธอมีให้คนในครอบครัวและตัวเขานั้นไม่ได้หายไปไหน และเรเชลน้องสาวตัวน้อยที่เกิดจากพ่อของเขากับลาน่าสาวใช้ส่วนตัวของแม่ โดยเธอที่มักจะอ้อนให้เขาเล่านิทานให้ฟังอยู่เสมอ

เทียบกับชีวิตในโลกก่อนแล้วตอนนี้เหมือนรู้สึกเหมือนเขาอยู่บนสวรรค์ การเป็นคนกลับชาติมาเกิดทำให้เขารู้ว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อการยอมรับจากคนที่ไม่เห็นค่าในตัวเรานั้นไร้สาระเราไม่ได้อะไรเลยนอกจากคำว่าเหนื่อยเปล่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือคนที่พร้อมจะยืนเคียงข้างเราไม่ว่าเราจะตกต่ำยังไงต่างหาก

ในเมื่อได้รับความรักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนมาเขาก็ยินดีทำทุกอย่างเพื่อพวกเขาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเช่นกัน เออร์วินไม่ใช่เด็กอมมือช่างฝันหรือคนโลกสวยที่เชื่อว่าต่อให้เราไม่ทำอะไรความสงบสุขนี้ก็จะคงอยู่ชั่วตลอดกาล การได้รับชีวิตที่สองนี้มาทำให้เขารู้จักมองความเป็นจริง โลกนี้เป็นโลกที่ผู้เข้มแข็งกลืนกินผู้อ่อนแอ

ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมามีเพียงเจ็ดอาณาจักรใหญ่ที่อยู่ยั้งยืนยง นอกนั้นเกิดดับกันนับไม่ถ้วน การที่ดราโกวิชบุกมาตีมาไพร์ล็อกเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น ต่อให้ดราโกวิชไม่บุกมาตีก็ต้องมีเมืองอื่นบุกมาตีอยู่ดี กับเซลเวเรียที่ตอนนี้เป็นมิตรกันอยู่ก็เพราะมีดราโกวิช ดีไม่ดีเป็นเซลเวเรียเองนี่แหละเป็นฝ่ายบุกมาตีไพร์ล็อกเสียเอง เพรากหากมองในมุมมองของการเมืองแล้วการจะจับมือเป็นพันธมิตรกันได้เงื่อนไขสำคัญก็คือความเท่าเทียม 

การที่ทุกคนภาคภูมิใจในการป้องกันอันแข็งแกร่งนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่การเชื่อว่ากำแพงที่แข็งแกร่งจะปกป้องพวกเขาได้ตลอดนั่นกลับเป็นความคิดที่อันตรายมาก ไม่มีปราการใดที่ไม่มีวันแตก นี่เป็นความจริงที่หนีไม่พ้น

เพื่อไม่ให้เป็นปลาเล็กที่ถูกปลาใหญ่กินมีทางเดียวคือต้องทำให้ปลาเล็กต้องกลายเป็นปลาใหญ่ แผนการการเปลี่ยนเมืองเล็กแห่งนี้ให้กลายเป็นมหาอำนาจที่ทุกคนต้องยอมสยบจึงเริ่มขึ้น เออร์วินสำเหนียกตัวเองว่าพลังเวทย์ของเขานั้นอ่อนด้อยเพียงไหนแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมองมันเป็นปมด้อยเขามองว่ามันเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เพราะเด็กชายมั่นใจว่ายังมีตัวแปรสำคัญอีกอย่างหนึ่งนั่นคือความรู้และภูมิปัญญาที่เขาได้รับในฐานะตัวทดลองเมื่อชาติก่อน

หากคิดจะท้าทายพระเจ้าล่ะก็ภูมิปัญญาที่ได้รับการขัดเกลาและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องก็เป็นอาวุธที่แสนจะทรงพลังที่มิอาจจะมองข้ามได้ และเพื่อให้เข้าใจโลกใบนี้มากยิ่งขึ้นตั้งแต่ที่เริ่มอ่านออกเขียนได้เออร์วินก็เริ่มศึกษาด้วยตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ทั้งเรื่องประวัติศาสตร์และเวทย์มนต์ เออร์วินศึกษาและเฝ้าสังเกตสิ่งที่เรียกว่ามานานจนเขาค้นพบว่ามานามีลักษณะเป็นอานุภาพและคลื่น การค้นพบนี้มันทำให้เขาตื่นเต้นเป็นสุดเพราะเขารู้จักแสงดีและมานาก็มีลักษณะคล้ายกับแสง

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาปวดหัวเกี่ยวกับมานาก็คือเขาหาที่มาของมันไม่ได้ราวกับว่าอยู่ๆมันก็โผล่ขึ้นมาเอง ซึ่งขัดแย้งกับกฎการอนุรักษ์มวลที่กล่าวว่าวัตถุจะไม่ปรากฏขึ้นและหายไปโดยไม่เหลือสิ่งใดเลยมันแค่เปลี่ยนจากรูปลักษณ์หนึ่งไปเป็นอีกรูปลักษณ์หนึ่ง แต่จนบัดนี้เขาก็ยังหาที่มาของมันไม่ได้จนต้องพักเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วไปศึกษาเรื่องการเปลี่ยนมานาเป็นเวทมนต์

เออร์วินได้ค้นพบว่าระบบเวทมนตร์นั้นทำงานโดยเปรียบมานาเป็นพลังงาน คนร่ายเวทย์เป็นคนเขียนโค้ด และตัวคาถาก็คือโค้ดหรือโปรแกรม และพอมองคาถาเป็นโค้ดเขาก็ค้นพบว่าคาถาหลายอย่างที่ปรากฏในตำราสามารถย่อได้โดยใช้ระบบเลขฐานสองมาช่วย อีกครั้งเขายังค้นพบวิธีการดึงมานามาใช้โดยข้ามส่วนการร่ายคาถาไป เพียงแต่ว่าวิธีนี้ไม่สามารถทำอะไรที่ซับซ้อนได้เนื่องจากไม่มีคาถามากำกับ และเทคนิคย่างก้าวเงาภูตของเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น

สิ่งต่อมาที่เขาศึกษาจนเข้าใจถ่องแท้ก็คือระบบโครงสร้างของวงแหวนเวทย์มนต์ วงแหวนเวทย์นั้นทำงานคล้ายเหมือนกับคาถาเพียงแต่ว่าต้องเปลี่ยนจากคำพูดเป็นตัวอักษร วงแหวนเวทมนต์มีประโยชน์การใช้งานที่หลากหลาย โดยปกติจะสลักวงแหวนเวทย์มนต์ลงบนสิ่งของเพื่อให้มันกลายเป็นอุปกรณ์เวทย์หรืออาร์ติแฟกต์ บางทีเขาใช้ทำกับดัก

ในโลกนี้ความรู้เรื่องการเขียนวงแหวนเวทมนต์เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อนทำให้มีคนเลือกที่จะศึกษาเรื่องนี้น้อยมาก ซึ่งถ้าหากว่าใครเชี่ยวชาญในเรื่องนี้คนๆนั้นจะกลายเป็นบุคลากรที่มีค่าที่ไม่ว่าใครก็ต่างพากันแย่งชิง เพราะพวกเขาสามารถสร้างอุปกรณ์เวทมนต์หรือเหนือกว่านั้นก็คือสามารถสร้างอาร์ติแฟกต์ที่ช่วยเพิ่มพลังการรบให้กับกองทัพ

เออร์วินศึกษาวงแหวนเวทย์มนต์ก่อนจะพบว่าโครงสร้างของวงแหวนเวทย์มนต์ไม่ได้ยุ่งยากและซับซ้อนอย่างที่คิดเมื่อเทียบกับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในโลกเก่าของเขา ทำให้ศาสตร์ที่ยุ่งยากและซับซ้อนนี้กลายเป็นเรื่องง่าย และเขายังปรับให้มันง่ายขึ้นไปอีกโดยนำเลขฐานสองมาช่วย ทำให้มันเรียบง่ายรวบรัดขึ้นและที่สำคัญมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะว่ามันมีโอกาสผิดพลาดน้อยลง

ถุงมิติเทียมที่เออร์วินใช้นี้ก็จัดเป็นอาร์ติแฟกต์ที่เขาสร้างด้วยตัวเองเช่นกัน สาเหตุที่เรียกว่าถุงมิติเทียมก็เพราะว่าเออร์วินได้ใช้วิธีวิศวกรรมย้อนกลับจากถุงมิติแท้ที่เขาได้เห็นแล้วนำมาสร้าง โดยของเขานั้นด้อยกว่าในเรื่องปริมาณความจุจึงเรียกว่าถุงมิติเทียม เพราะว่าวัสดุที่เขาใช้มันทานพลังเวทย์ได้น้อยมากทำให้เขาต้องปรับแต่งวงแหวนเวทย์หลายครั้งกว่าจะใช้ได้อย่างทุกวันนี้ และด้วยความที่มันคล้ายกับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ทำให้เออร์วินเรียกมันว่า วงจรเวทย์

นอกจากถุงมิติเทียมแล้วก็ยังมีหน้ากากที่เขาสร้างมันขึ้นมาโดยนำเวทย์เบี่ยงเบนความสนใจแปลงเป็นวงแหวนแล้วสลักลงบนหน้ากากทำให้มันสามารถเบี่ยงเบนพวกเวทย์ตรวจสอบให้หันไปทางอื่น และที่สำคัญเลยก็คือเออร์วินได้สร้างเครื่องมือและกลไกลที่ใช้ในการวัตถุดิบที่ใช้สร้างดินขับขึ้นมาโดยใช้วงจรเวทย์เข้าช่วยเหลือ ซึ่งมันทำให้เขาทั้งประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงโดยเฉพาะตอนที่สกัดไนโตรกลีเซอรีนที่พร้อมจะตู้มได้ทุกเมื่อ

เออร์วินเหลือบมองไปที่หญิงสาวที่โดนล่ามติดกับผนังอีกครั้ง เมื่อสองวันก่อนบังเอิญเขาเจอเธอในสภาพบาดเจ็บสาหัสก่อนจะหิ้วมาที่นี่แล้วจึงปฐมพยายาบาลให้เธอ แต่ด้วยความที่เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายดีหรือร้ายเขาจึงต้องล่ามอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน ทว่าอีกฝ่ายกับสลบอยู่ตลอดเวลาทำให้ไม่สามารถรู้ความเป็นมาได้

เขาหยิบปืนกล่องพริกไทยทุกกระบอกออกมาวางบนโต๊ะแล้วเริ่มเช็คกระสุนปืนทีละกระบอก ก่อนจะบรรจุกระสุนใหม่ใส่ลำกล้องที่ยิงไปแล้วเก็บปืนทั้งหมดใส่กล่องสามกล่อง แล้วเก็บกล่องไว้ในถุงมิติเทียมของเขา เออร์วินหันกลับมามองแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับพวกขุนนางบนโต๊ะก่อนจะจะหยิบขึ้นมาอ่านทีละหน้า ก่อนจะวางไว้บนโต๊ะแล้วทบทวนแผนการเปลี่ยนปลาเล็กเป็นปลาใหญ่ หรือก็คือแผนปฏิรูปประเทศในหัวก่อนจะมองไปยังแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับลูกขุนนางแล้วแสยะยิ้มออกมาพร้อมกับพึมพำว่า

"ในเมื่อตอนนี้ก็มีเงินมากพอแล้วคงต้องเริ่มแผนขั้นแรกแล้วสินะ" ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่ทางออกของถ้ำโดยไม่พูดอะไรอีก พักหนึ่งคล้อยหลังจากที่เออร์วินเดินออกจากถ้ำไปหญิงสาวที่ควรจะหมดสติกลับลืมตาขึ้นเธอไปยังทางออกที่เออร์วินเดินจากไปก่อนจะพยายามขยับมือที่ถูกล่ามไว้

 

แกรรี่เรียกคนงานมายืนรอการจ่ายงานให้พร้อมส่งกระดาษที่เขียนแบบแปลนสามแผ่นให้พวกเขาดู ทันทีที่เห็นแปลกแปลนหลายคนก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด พวกเขาต่างมองแบบแปลนด้วยความสงสัยว่ามันคืออะไรใช้ทำอะไร และทำไมมันถึงต้องการความปราณีตขนาดนี้

“หัวหน้าครับพอจะบอกได้ไหมครับว่าไอ้นี้มันคืออะไร” คนงานคนหนึ่งถามขึ้น แต่แกรรี่ส่ายหน้าแล้วตอบว่า

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันรู้แค่ว่าลูกค้าสั่งมาและเขาพร้อมจ่าย” ได้ยินดังนั้นเหล่าคนงานก็เลิกสงสัยแล้วสั่งว่า “ลูกค้าสั่งมาสามสิบชุดวางงานที่ทำอยู่แล้วเอางานนี้ก่อนลูกค้าต้องการด่วน” สิ้นคำสั่งก็แบ่งงานกันว่าคนไหนรับผิดชอบทำอันไหนแล้วจึงแยกย้ายกันไป

หากมีคนที่อยู่โลกเดิมของเออร์วินมาเห็นล่ะก็พวกเขาจะบอกได้ทันทีเลยว่าแบบแปลนสามสิ่งนี้ก็คือ โครงปืนลูกโม่ ตัวลูกโม่บรรจุกระสุน และนกปืนลูกโม่

 

ณ ผืนป่าบริเวณพี่เออร์วินทำการปะทะกับพวกโจรป่ามีคนสามคนยืนอยู่ที่นั่น สองคนแต่งตัวมิดชิดคนหนึ่งผมสีดำแต่งกายเรียบร้อยเนื้อตัวดูสะอาดสะอ้านผิดกับอีกคนที่ย้อทผมดำสลับขาวแต่งกายไม่เป็นระเบียบ ส่วนคนที่สามก็คือนักเวทย์ดินที่เป็นสมาชิกคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของกลุ่มโจร ชายผมดำกับชายที่ย้อมผมขาวสลับดำมองไปรอบบริเวณที่มีศพนอนเกลื่อน ในขณะที่ชายผมดำยังคงใจเย็นชายอีกคนกลับมีท่าทีโมโหขึ้นมา เขาหันไปถามนักเวทย์ธาตุดินคนนั้นว่า

“ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าเมื่อปล้นเสร็จแล้วจะขายของชิ้นหนึ่งให้พวกข้าน่ะหานี่มันหมายความว่ายังไงวะ” นักเวทย์ธาตุดินคนนั้นตอบเสียงสั่นว่า

“พวกพวกเราปล้นมาได้แล้วแต่กลับเจอเจ้านั่นเสียก่อน”

“เจ้านั่น” ชายคนที่ย้อมผมเลิกคิ้ว “ใครกันวะเจ้านั่น”

“มันเป็นนักล่าค่าหัวที่อยู่อยู่ก็โผล่มาครับ”

“มันอยู่ที่ไหนพาพวกข้าไปหามัน”

“ไม่ทราบครับหน้าตามันเป็นยังไงยังไม่มีใครรู้เลยพวกเรารู้แค่ว่ามันเป็นคนแคระ” นักเวทย์ดินพยายามชี้แจง อีกฝ่ายกลับสั่งว่า

“พาพวกข้าไปหามัน”

“คือว่า...” เขาพูดยังไม่ทันจบก็คว้ามือมากุมปากเขาไว้แล้วสั่ง

“เดี๋ยวนี้” โจรที่ใช้เวทย์ดินหน้าซีดเหงื่อตกและเผลอปัสสาวะราดออกมา เขาพบว่ามือที่กุมปากเขาไว้มันแน่นขึ้นเรื่อยๆ เขาพยายามดึงมือออกตามสัญชาตญาณแต่ไร้ผล มือของชายคนนั้นเริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเริ่มจากหลังมือที่มีเกร็ดงูโผล่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดมือเขาที่กำลังกุมปากโจรที่ใช้เวทย์ดินก็เปลี่ยนเป็นหัวงูขนาดเท่าฝ่ามือที่กำลังง้างขากรรไกรแล้วฝังเขี้ยวที่แก้มเขา

เมื่อฝังเขี้ยวที่แก้มเสร็จก็ถอนหัวงูออกมาเผยให้เห็นรอยเขี้ยวงูบนแก้มโจรที่ใช้เวทย์ดิน บนรอยกัดที่แก้มมีควันขาวลอยพุ่งออกมา เสียงร้องโหยหวนดังลั่นป่าไปทั่วบริเวณนั้น

“ได้อะไรบ้างริค” ชายที่ย้อมผมเดินมาถามชายที่ไว้ผมสีดำ ริคตอบว่า

“เกือบทุกศพมีรูที่หัวหนึ่งรู แต่มีสองศพที่มีรูที่หน้าอกสองรู และที่สำคัญ” เขาชี้ที่พื้นจุดหนึ่งแล้วบอกว่า “ตรงนั้นมีร่องรอยการระเบิดมหาศาลแต่กลับไม่มีร่อยรองว่าแรงระเบิดเกิดจากการใช้พลังเวทย์”

“คิดว่าจะเกี่ยวกับคนแคระตามที่มันพูดไหม” ริคที่ได้ฟังก็ส่ายหน้าแล้วตอบว่า

“ไม่ใช่หรอกเอนวี่จริงอยู่ที่พวกคนแคระนั้นไม่ค่อยพึ่งพลังเวทย์มนต์ และสามารถสร้างอาวุธที่ไม่ใช้พลังเวทย์ แต่เจ้าโจรนั่นบอกนี่ว่าเป็นเจ้านั่นไม่ใช่พวกนั้น แสดงว่าคนคนนี้ฉายเดี่ยว และคนแคระเพียงคนเดียวฆ่าคนพวกนี้ไม่ได้หรอก” เอนวี่นิ่งเงียบก่อนจะพูดว่า

“ทางตันสินะ”

“ไม่เชิงหรอกเบาะแสที่มีตอนนี้คือ นักล่าค่าหัว ค่อยๆ หามันไปเดี๋ยวก็เจอ” พูดถึงตรงนี้ริคก็รู้สึกอะไรบางอย่าง เขามองไปยังทิศทางที่มีป้อมปราการแอสทราวินแล้วพูดว่า “คงต้องเร่งมือกันแล้วล่ะ”

“หา ?” เอนวี่ร้องด้วยความสงสัย

“ศาสนจักรเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว” ทันที่ได้ยินคำนี้เอนวี่ก็นิ่งก่อนแสยะยิ้มออกมา

“ง้านเรอะ เจ้าพวกตอแหลนั่นก็มากันแล้วเหรอ”

 

เออร์วินปีนกลับเข้าห้องนอนทางหน้าต่างมองไปที่บนเตียงนอนของตนซึ่งควรจะว่างเปล่าแต่กลับมีร่าง ๆ หนึ่งนอนหลับอยู่ เออร์วินเดินไปที่เตียงเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กสาวผมดำขลับกำลังนอนหลับจนเหมือนเทพธิดาตัวน้อย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลิลิธพี่สาวเขาแอบมานอนบนเตียงเขากลางดึก เออร์วินรู้ดีว่าแม้พี่สาวเขาจะดูเย็นชาแต่เนื้อแท้แท้แล้วเธอยังคงเป็นเด็กผู้หญิงที่ขออุ้มเขาในวันที่เขาเกิดอยู่เสมอ เธอรู้มานานแล้วว่าเขามักออกไปข้างนอกกลางดึก เธอเคยถามครั้งหนึ่งแต่เขาบ่ายเบี่ยงเธอก็ไม่คาดครั้นและถามอะไรเขาอีกทั้งยังไม่บอกใคร แต่เธอจะมานอนบนเตียงเขามารอเขาเพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะกลับมาหาเธออย่างปลอดภัย