เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1 - บทที่ 11 ยาแอสไพริน โดย แมวชื่อคอตต้อน @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

แฟนตาซี,แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี

แท็คที่เกี่ยวข้อง

แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม

รายละเอียด

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1 โดย แมวชื่อคอตต้อน @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก

ผู้แต่ง

แมวชื่อคอตต้อน

เรื่องย่อ

ถูกสร้างมาในฐานะ... อาวุธ

เติบโตมาในฐานะ... อาวุธ

แต่เมื่อความตายมาเยือน... เขาเลือกที่จะตายในฐานะ "มนุษย์"

​หมายเลขทดลอง 0082 สิ้นใจลงเพราะต้องการปลดปล่อยพวกพ้อง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ มันคือปฐมบทของการเกิดใหม่ใน 'อาร์เคนัส' ทวีปที่ยึดถือว่าเวทมนตร์คือพระเจ้า และค่าของคนวัดกันที่พลังเวทย์

​ในร่างใหม่... พลังเวทย์ที่เขามีนั้นช่างต่ำต้อยจนใครต่างตราหน้าว่า "เจ้าชายขยะ"

แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือภาพลักษณ์ที่เขาสจงใจสร้างขึ้น!

​สำหรับเขา... พลังเวทย์ไม่ใช่คมเขี้ยว

พลังเวทย์ไม่ใช่ตัวบ่งบอกศักยภาพ

และพลังเวทย์... ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เขามี!

​เตรียมพบกับเรื่องราวของชายที่ทั่วโลกมองว่าเป็นเพียงขยะ แต่หารู้ไม่ว่าขยะชิ้นนี้... คือผู้ที่จะมาเขียนกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ใหม่ด้วยมือของเขาเอง

สารบัญ

อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทนำ 00,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 1 เจ้าชายขยะ เออร์วิน ไพร์ล็อก,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 2 คนแคระนักล่าค่าหัว,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 3 ความลับของเออร์วิน,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 4 ความลับของมานาและระบบเวทย์มนต์,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 5 การมาเยือนของแดนศักดิ์สิทธิ์,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 6 เริ่มแผนการปฏิรูป,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 7 หญิงสาวปริศนา,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 8 เห็นแมวเลียไข่ตัวเอง,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 9 ความวุ่นวายยามเช้า,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 10 ฟันเฟืองที่เริ่มหมุน,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 11 ยาแอสไพริน,อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1-บทที่ 12 เด็กสาวคนนั้น

เนื้อหา

บทที่ 11 ยาแอสไพริน

ภายในบ้านที่ดูซอมซ่อตอนนี้จูนกำลังดูแลพ่อของเธอด้วยใจที่หนักอึ้งเธอค่อยๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวพ่อเธอที่ตอนนี้อาการแย่ลงเรื่อยๆ

ครอบครัวของจูนนั้นเดิมทีมีกันสามคนพ่อแม่ลูกเธอนั้นเกิดและโตในสลัมแห่งนี้ ด้วยความยากจนของพวกเธอทำให้ต้องอดมื้อกินมื้อโดยเสมอมา แม้จะเป็นอย่างนั้นพวกเธอก็อยู่กันอย่างมีความสุขโดยวาดฝันถึงอนาคตที่สวยหรูว่าสักวันจะได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ได้ทานอาหารครบสามมื้อทุกวัน

ทว่าความจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้นในตอนที่เธออายุได้แปดขวบแม่ของเธอกลับต้องล้มป่วยลงอย่างกระทันหัน ด้วยฐานะของพวกเธอทำให้ไม่สามารถซื้อโพชั่นมารักษาได้ จูนจำได้ดีว่าวันนั้นเธอร้องไห้หนักจนขนาดไหน เธอจำประโยคที่แม่เธอพูดด้วยความอ่อนแรงว่า 'จูนแม่ขอโทษที่แม่แม่ให้ลูกมากกว่านี้ไม่ได้'

หลังจากที่วันนั้นที่แม่เธอจากไปจูนก็อยู่กันสองคนกับพ่อแต่เคราะห์ร้ายก็กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งเพราะพ่อเธอกลับมาล้มป่วยลง ด้วยความที่ฝังใจเรื่องแม่ทำให้จูนกลัวจะเสียพ่อไปอีกคน ด้วยความไม่มีทางเลือกทำให้เธอต้องไปกู้เงินจากเศรษฐีหน้าเลือดคนหนึ่งมาซื้อโพชั่นเพื่อรักษาพ่อเธอ แม้เธอจะรู้ว่าเงินนั้นมีจำนวนมหาศาลแถมดอกเบี้ยก็ยังโหดเอาเรื่อง แต่ตัวเธอในตอนนั้นคิดแต่เรื่องรักษาพ่อของเธอให้หายป่วยจึงไม่ทันตระหนักในเรื่องอื่นๆ

เมื่อได้โพชั่นมาแล้วเธอกลับต้องสิ้นหวังหนักกว่าเก่าเมื่อพบว่ามันเป็นของปลอม พอเธอไปที่ร้านขายโพชั่นเพื่อท้วงอีกฝ่ายกลับกล่าวหาเธอว่าเป็นนักต้มตุ๋นได้อย่างไร้ยางอาย พอไปแจ้งความก็โดนดูถูกเพราะมองว่าเป็นพวกชนชั้นต่ำที่อาศัยอยู่ในสลัมและถูกทำร้ายกลับมา เพราะไม่รู้จะไปทางไหนดีทำให้เธอต้องทำงานแบบเป็นบ้าเป็นหลังโดยไม่สนว่าค่าแรงที่ได้จะน้อยนิดเพียงไหน โดยฝันอย่างลมลมแล้งๆว่าเธอจะเก็บเงินได้มากพอเพื่อซื้อโพชั่นมารักษาพ่อเธอได้

ในขณะที่พ่อของเธออาการทรุดหนักลงเรื่อยๆ ทางด้านเศรษฐีที่เธอไปกู้เงินมาก็ส่งคนมีทวงหนี้ซึ่งก็คือเจคเธอก็ได้แต่ผลัดผ่อนเรื่อยมา จนกระทั่งวันนี้เจคได้หมดความอดทนและซ้อมพ่อเธอต่อหน้าเธอ ทำให้เธอทนไม่ไหวต้องให้เงินที่เธอเก็บหอมรอมริบมาอย่างยากลำบากให้เจคไป

จูนเช็ดตัวให้พ่อของเธอทั้งน้ำตาที่ในใจเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและมืดแปดด้านที่ไม่รู้จะหาทางออกยังไงดี ขณะที่เธอเช็ดตัวพ่อของเธอพ่อก็พุดอย่างอ่อนแรงว่า

“พ่อขอโทษ...” จูนน้ำตาซึมร้องออกมาว่า

“พ่อไม่มีอะไรต้องขอโทษหนูหรอกค่ะ”

ขณะที่จิตใจของเธอกำลังจมดิ่งไปในความมืดมนและสิ้นหวังนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองที

“ก็อก! ก็อก!” จูนหยุดมือก่อนจะมองไปที่ประตูด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เธอเดาว่าน่าจะเป็นเจคตามมาเก็บเงินที่เหลือ “ก็อก! ก็อก!” เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกทีหนึ่งจูนรู้สึกว่าโลกใบนี้มันช่างไม่ยุติธรรมกับครอบครัวเธอเสียเลย เธอไม่รู้ว่าพวกเธอทำอะไรผิดกันแน่ถึงต้องมาเผชิญกับสถานการ์เช่นนี้ เธอมองไปที่ประตูด้วยแววตาที่อาฆาตก่อนตัดสินใจอะไรบางอย่างก่อนจะเดินไปเปิดประตูแล้วด่าออกไปว่า

“ไอ้พวกชาติหมาที่มีอยู่ก็ให้ไปหมดแล้วพวกแกยังต้องการอะไรอีก ถ้าอยากได้มากกว่าก็เอากับแม่แกโน่นไอ้พวกเวรตะไล” พอด่าไปได้ไปช็อตหนึ่งจูนรู้โล่งขึ้นมาบ้างก็เตรียมด่าช็อตต่อไปแต่คำด่าไม่ทันพูดออกมาก็เผลอร้อง “อุ๊ย!!!” ออกมาเพราะคนที่อยู่ยืนหน้าประตูบ้านเธอตอนนี้เป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งรูปร่างหน้าตาคล้ายกับเด็กผู้หญิงนัยน์ตาสีแดงเพลิงดูเด่นชัด แต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนพวกแก็งค์ทวงหนี้ ด้านหลังของเด็กชายยืนไว้ด้วยสาวใช้คนหนึ่งที่กำลังมองมาที่เธอด้วยสีหน้าที่เย็นชา ทันทีที่จูนเผลอสบตากับเธอเข้าก็หนาวไปถึงไขสันหลังทำให้เธอต้องรีบหลบสายตา

“สวัสดีครับนี่คือบ้านของคุณจูนใช่ไหมครับ” เด็กชายทักขึ้นอย่างสุภาพ แต่จูนกลับมองไปมองไปทางเขาด้วยสายตาที่หวาดระแวงซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนในสลัมแห่งนี้จะไม่ค่อยมีความทรงจำที่ดีกับเหล่าขุนนางหรือคนมีฐานะที่มีเงินซื้อชุดแพงๆใส่เท่าไรนัก ยิ่งอีกฝ่ายรู้จักชื่อของเธอด้วยแล้วยิ่งต้องระแวงยิ่งขึ้นไปอีกเพราะคนในสลัมมักไร้ค่าในสายตาคนเหล่านั้น การถูกพวกเขาจำชื่อได้มักไม่ใช่เรื่องดี

“คุณคือ...” จูนลองถามถึงตัวตนของเด็กชายโดยไม่ได้คาดหวังคำตอบ แต่ผิดคาดเพราะเด็กชายเอามือแตะที่อกซ้ายแล้วค้อมตัวให้กล่าวแนะนำตัวอย่างสุภาพ

“ยินดีที่ได้รู้จักครับผมเออร์วิน พอดีได้ยินว่าตอนนี้พวกคุณกำลังจะเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือ” พอได้เห็นเด็กชายมีปฏิกิริยาเช่นนั้นก็ทำตัวไม่ถูกเพราะนี่เป็นยครั้งแรกที่มีคนให้เกียรติเธอแบบนี้ เห็นอีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบเออร์วินพูดกับเธอไปว่า "ถ้ายังไงไปคุยกันข้างในดีไหมครับผมจะได้ดูอาการของพ่อคุณด้วย"

การอีกฝ่ายพูดถึงเรื่องอาการป่วยของพ่อเธอทำให้เธอได้สติรีบเชิญอีกฝ่ายเข้าบ้าน แม้ว่าในใจเธอจะไม่ว่าเด็กคนนี้จะช่วยอะไรได้แต่เป็นธรรมดาที่คนกำลังจมน้ำแม้เป็นฟางก็ยังคงต้องคว้าเอาไว้

“ค่ะค่ะ... เชิญค่ะ”

เออร์วินและเรเวนเข้าไปในบ้านพบว่าในบ้านแทบไม่มีของใช้อะไรเลย ตัวเด็กชายนั้นไม่คิดอะไรแต่ตัวจูนกลับมีท่าทีกลัดกลุ้ม เธอกลัวว่าเด็กชายเมื่อเห็นความยากแค้นของเธอแล้วจะเปลี่ยนใจไม่ยอมให้ความช่วยเหลือเพราะตัวเธอไม่มีปัญญาให้สิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ขณะที่เธอกำลังกลัดกลุ้มนั้นเด็กชายคล้ายไม่มีท่าทีสนใจในความยากไร้ของเธอเท่าไรนัก เขาเดินไปหาชายชราที่นอนอยู่บนเตียงซึ่งตอนนี้หลับไปไปแล้ว เด็กชายใช้หลังมืออังที่คอของชายชราแล้วใช้สองนิ้วกดที่คอด้านซ้ายตรวจดูแขน การกระทำของเขาไม่เพียงแต่งสร้างความสงสัยให้จูนแท้แต่เรเวนเองก็มองด้วยความไม่เข้าใจเช่นกัน เขาตรวจนั่นนี่สักพักก็มานั่งที่โต๊ะก่อนจะหยิบถุงผ้าออกมาใบหนึ่งเด็กชายหยิบขวดใบหนึ่งออกมาจากถึงผ้าตามด้วยกระดาษและดินสอ เออร์วินเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขาเงยหน้ามองจูนถามเธอว่า

“ไม่ทราบว่าคุณอ่านหนังสือออกไหมครับ” จูนส่ายหน้าช้าๆ เป็นการปฏิเสธ เออร์วินกลับถามอีกว่า “แล้วคุณรู้เวลาไหมครับแบบพอรู้วิธีดูเวลาไหมครับ” จูนส่ายหน้าปฏิเสธเช่นเดิม

“ฉันดูเวลาไม่เป็นหรอกทุกครั้งที่ฉันรับจ้างจะทำงานจนกว่านายจ้างจะบอกว่าถึงเวลาเลิกงานแล้วน่ะ” เออร์วินมีสีหน้าครุ่นคิดพักหนึ่ง เกี่ยวกับคำตอบของจูนเขาก็พอเดาได้อยู่บ้าง เกี่ยวกับสิทธิ์เข้าถึงการศึกษาในโลกนี้ที่กำจัดเฉพาะคนที่อยู่ด้านบน ส่วนเรื่องระบบเวลาในโลกนี้จะใช้ระบบยี่สิบสี่ชั่วโมงเช่นเดียวกับในโลกเก่าโดยอุปกรณ์บอกเวลาจะเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์หรือไม่ก็เป็นอาร์ติแฟกต์ เมื่อระบบมันผูกขาดและจำกัดเฉพาะคนที่อยู่ด้านบนเช่นนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่คนระดับล่างจะไม่รู้แม้แต่วิธีอ่านเวลา

ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมาเป็นเป็นตลับโลหะกับแผ่นครึ่งลงกลมที่ทำจากแก้วและไม้บรรทัดที่ทำจากไม้ เขาวัดอะไรบางอย่างบนกระดาษโดยใช้แผ่นครึ่งวงกลมที่ทำจากแก้วแล้วใช้ไม้บรรทัดตีเส้นตรวจอะไรทานนิดหนึ่งแล้วจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนหันไปพูดกับจูน

 “เดี๋ยวออกไปข้างนอกกันสักครู่นะครับ” พูดจบเด็กชายก็เดินนำออกไปนอกบ้านจูนเดินตามออกด้วยความสงสัยแม้แต่เรเวนเองก็ด้วย เออร์วินเดินออกไปนอกบ้านวางตลับโลหะในตลับโลหะมีเข็มหนึ่งแท่งแท่งด้านหนึ่งเป็นสีน้ำเงินอีกด้านหนึ่งเป็นสีแดงแล้วจากนั้นก็นำกระดาษมาที่เขาเขียนอะไรบางอย่างมาวางไว้ เออร์วินถามจูนว่า

“ไม่ทราบว่าคุณทางรู้เรื่องทิศทั้งแปดไหมครับ หรือดูเข็มทิศเป็นไหมครับ” ได้ยินเช่นนั้นจูนเริ่มรู้สึกขุ่นเคืองนิดๆ ว่าเธอไม่รู้หนังสือกับดูเวลาไม่เป็นยังพอทำเนา แต่มาถามว่าเธอไม่รู้แม้กระทั่งเรื่องทิศนี่มัน แต่เพราะต้องการความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายหญิงสาวจึงสะกดความไม่พอใจไว้แล้วบอกว่า

“ถ้าเรื่องทิศล่ะก็รู้พออยู่ เหนือ ใต้ ออก ตก ใช่ไหมแต่ฉันดูเข็มทิศไม่เป็น” เออร์วินก็พูดว่า

“ถ้าอย่างนั้นก็ง่ายเลยครับคุณสังเกตเข็มอันนี้นะครับด้านสีน้ำเงินคือทิศเหนือส่วนสีแดงคือทิศใต้ ที่คุณต้องทำก็คือวางเข็มทิศนี้บนกระดาษโดยที่ผมเขียนสัญลักษณ์ไว้ให้แล้ว เข็มสีน้ำเงินจะชี้ที่รูปสี่เหลี่ยมส่วนเข็มสีแดงจะชี้ที่รูสามเหลี่ยมเข้าใจนะครับ” จูนพยักหน้าเออร์วินก็อธิบายต่อแล้วชี้ไปที่เส้นที่เขาขีดว่า

“ที่นี้คุณดูเส้นที่ผมขีดไว้ตรงนี้นะครับเริ่มจากเส้นนี้คือเวลาเจ็ดโมงเช้า เส้นต่อมาคือแปดโมงเช้า เก้าโมงเช้าตามลำดับ คุณเข้าใจนะครับ” จูนพยักหน้า เออร์วินล้วงอะไรบางอย่าจากถุงผ้าแล้วหยิบแท่งไม้ออกมา เด็กชายตั้งแท่งไม้บนกระดาษก่อนจะล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าแล้วหยิบมืดออกมาตัดไม้ออกส่วนหนึ่งแล้วลองตั้งไม้บนกระดาษดูก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“คุณดูเงาของปลายไม้สิครับพอบอกผมได้ไหมครับว่าตอนนี้ปลายของเงาไม้นี้กี่โมงแล้ว” เรเวนที่ได้ยินเออร์วินพูดเช่นนี้ก็ถึงกับนิ่งไปทันทีเพราะเธอรู้แล้วว่าเด็กหนุ่มกำลังทำอะไร จูนมองที่ปลายไม้แล้วบอกว่า

“สิบโมงเช้า?”

“ถูกต้องครับแล้วถ้าเงาของปลายไม้ชี้ที่เส้นนี้ล่ะครับ”

“สิบเอ็ดโมงเช้า?” เห็นจูนถามได้ถูกต้องเออร์วินก็ถามอีหลายครั้งจนมั่นใจว่าหญิงสาวเข้าใจวิธีดูเวลาด้วยนาฬิกาแดดแล้ว

“ในเมื่อคุณเข้าใจวิธีดูเวลาแล้วพวกเราก็เข้าไปข้างในกันเถอะครับ” พูดจบเด็กชายก็เดินนำเข้าไปข้างใน จูนกับเรเวนเดินตามเข้าไปอย่างงงๆ แม้พวกเธอจะรู้สึกทึ่งอยู่บ้างที่สามารถรู้เวลาได้โดยที่ไม่ต้องมีเวทย์มนต์มาเกี่ยวข้อง แต่พวกเธอยังสงสัยว่าไอ้การดูนาฬิกาแดดนี่มันเกี่ยวข้องอะไรกับการักษาอาการป่วยของชายแก่

เมื่อเข้ามาในบ้านเออร์วินก็นั่งที่โต๊ะแล้วเชิญให้จูนนั่งก่อนจะวางกระดาษลงบนโต๊ะแล้วหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากถุงผ้ามาวางบนโต๊ะ เออร์วินพูดว่า

“เอาล่ะทีนี้ก็มาพูดเรื่องยาที่ใช้รักษาพ่อของคุณนะครับ” พูดจบเออร์วินเปิดกล่องไม้เผยให้เห็นเม็ดสีกลมกลมเล็กๆ เป็นลูกกลอนสีเขียวจำนวนมาก กลิ่นฉุนลอยออกมาแตะจมูกจนจูนขมวดคิ้ว

“นี่คือ?” จูนถามด้วยความสงสัย

“ยาน่ะครับ มันเรียกว่าแอสไพริน”

“ยาแอสไพรินริน? ไม่ใช่โพชั่นเหรอ” จูนมีสีหน้าหมองลงเมื่อรู้ว่าความช่วยเหรอที่อีกฝ่ายพูดถึงไม่ใช่โพชั่นหรือการใช้เวทย์รักษา ยาลูกกลอนในโลกนี้ไม่ใช่ของแปลกใหม่เพราะเดิมทีก็มียาลูกกลอนที่มีคุณสมบัติต่างๆนานาอยู่แล้ว ซึ่งก็มีทั้งยาลูกกลอนฟื้นฟูพลังเวทย์ ยาลูกกลอนเพิ่มประสาทสัมผัส ยาลูกกลอนแปลงร่างเป็นสัตว์อสูร ข้อดีของยาลูกกลอนก็คือพกพาสะดวกใช้งานง่าย แต่ว่าพอเป็นยาลูกกลอนที่มีคุณสมบัติในการรักษาอาการป่วยแล้วเธอกลับไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งสาเหตุก็เพราะยาที่มีคุณสมบัติในการรักษานั้นจะอยู่ในรูปแบบน้ำที่เรียกว่าโพชั่นสาเหตุที่ต้องเป็นน้ำยาก็เพราะว่า มันเพราะว่ามันง่ายต่อการดูดซึมและทำการรักษาเมื่ออยู่ในรูปแบบของเหลว

แม้ว่าจูนจะไม่รู้หนังสือหรือหลักการยากๆ ที่ทำไมโพชั่นถึงต้องเป็นของเหลว แต่เธอก็พอจะรู้ว่าปกติแล้วจะไม่มียารักษาในรูปแบบลูกกลอน สีหน้าเธอดูไม่สู้ดีนักรู้สึกเหมือนถูกหลอกให้มีความหวังแล้วก็ทำลายความหวังนั้นทิ้ง เออร์วินเห็นสีหน้าของเธอก็พอเดาความคิดของเธอได้เขาจึงพูดไปว่า

“ผมรู้ดีว่าคุณสงสัยในเจ้ายาลูกกลอนนี่แต่คุณไม่ต้องเป็นห่วงไปหลอกครับ เจ้านี่ใช้รักษาพ่อคุณได้จริงๆ เพียงแต่ว่ามันอาจจะต้องใช้เวลาเพราะประสิทธิภาพมันไม่สู้โพชั่น และมันใช้รักษาได้แค่ไข้หวัดเท่านั้น” จูนที่ได้ฟังก็เริ่มคลายกังวลไปบ้างแต่ก็ยังสงสัย

“เจ้านี่สามารถใช้รักษาคุณพ่อได้จริงๆ เหรอคะ” เออร์วินยิ้มให้

“ถ้าเป็นอาการป่วยของพ่อคุณล่ะก็คิดว่าได้นะครับ”

“คิดว่าได้เหรอคะ” จูนทวนคำพลางมีสีหน้าหมองลง เออร์วินยิ้มแล้วชี้แจงว่า

“คุณต้องเข้าใจก่อนว่ายาลูกกลอนนี่ไม่ใช่โพชั่นมันเป็นเพียงผลผลิตที่ปราศจากเวทย์มนต์การจะให้มันเป็นยาวิเศษละก็โยนทิ้งความคิดนี้ไปได้เลย แต่การที่มันไม่ใช่โพชั่นไม่ได้แปลว่ามันจะช่วยพ่อคุณไม่ได้นะครับ” จูนยังคงนิ่งเงียบเออร์วินจึงพูดไปอีกว่า “ผมว่าคุณตอนนี้ไม่มีทางเลือกมากนักนะครับ” จูนที่ได้ฟังก็พยักหน้าอย่างจนใจ

“เข้าใจแล้วค่ะจะลองดูถ้ามันช่วยรักษาคุณพ่อได้จริงๆ จะให้ฉันทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น” จูนก้มหน้าแล้วพูดด้วยเสียงสั่นเคลือเพราะว่าตอนนี้ตัวเธอไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลยสักอย่าง ที่พอตอบแทนได้ก็มีแค่รับปากเรื่องนี้เท่านั้น แต่สิ่งที่ได้กลับคือเด็กชายกลับวางของอีกชิ้นหนึ่งลงบนโต๊ะ ทันทีที่ได้เห็นของสิ่งนั้นแววตาจูนก็ฉายแววสั่นไหวทันที มันคือเหรีญญเงินหนึ่งเหรียญที่ช่างเปล่งประกายราวหมู่ดาวบนฟากฟ้า

 

ณ คฤหาสน์หลังใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองไพร์ล็อกแม้ว่าตัวคฤหาสน์หลังนี้จะยังไม่นับว่าใหญ่มากเมื่อเทียบกับคฤหาสน์ของเหล่าเศรษฐีหรือขุนนางจากเมืองอื่น แต่กับเมืองเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียงแค่แปดพันกว่าคนแล้วล่ะก็มันก็นับเป็นคฤหาสน์ที่ดูใหญ่โตและโอ่อ่ามากทีเดียว คฤหาสน์แห่งนี้เป็นของเศรษฐีที่มีนามว่า ‘ดอน โกเบอร์’ ดอนเป็นเศรษฐีที่มีรูปร่างอ้วนท้วมที่เป็นไปด้วยไขมัน เขามักสวมสร้อยทองเส้นเบอเร่อ และแหวนที่ประดับด้วยเพชรสีน้ำตาลเม็ดใหญ่บนนิ้วชี้ข้างขวา ดอนเป็นคนที่มักทำนาบนหลังคนเขาทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตนไม่ว่าจะเป็นปล่อบเงินกู้ดอกเบี้ยโหด โก่งราคาค่าเช่าที่ดินกดราคาสินค้าจากเหล่าพ่อค้าหรือแม้แต่อ้างความชอบธรรมเรื่องที่อีกฝ่ายติดหนี้แล้วใช้กำลังบังคับให้เป็นทาสก่อนจะถูกนำไปขาย

สายวันนี้ดอนนอนเล่นบนเตียงพร้อมกับมีบรรดาหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยหลายคนคอยปรนนิบัติ คนหนึ่งคอยป้อนอาหารคนหนึ่งคอยพัดคลายร้อนและอีกคนคอยนวดไหล่ และยังมีสาวงามบางคนคอยเล่นดนตรีขับกล่อมให้อีก ตามมุมต่าง ๆ ของห้องจะมีคนที่ใส่เกราะยืนนิ่งไม่ไหวติงทำการรักษาความปลอดภัย ขณะกำลังเพลิดเพลินรับการปรนนิบัติจากเหล่าสาวงามชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้องชายคนนี้มีรูปร่างเตี้ยเล็กแวตาดูหลุกหลิกไปมา เราดอนไปหาดอนแล้วรายงานว่า

“นายท่านขอรับเจคมันกลับมาจากการเก็บหนี้แล้วขอรับ”

“ให้มันเข้ามา” ดอนสั่งพร้อมกับอ้าปากรับการป้อนอาหารของหญิงสาว ชายที่มีรูปร่างเตี้ยเล็กรับคำแล้วเดินออกจากห้องไป สักพักก็กลับเข้ามาพร้อมกับเจคที่เดินตามมาติดๆ ในมือของเจคถือถุงผ้าหนึ่งใบ