เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
แฟนตาซี,แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
ถูกสร้างมาในฐานะ... อาวุธ
เติบโตมาในฐานะ... อาวุธ
แต่เมื่อความตายมาเยือน... เขาเลือกที่จะตายในฐานะ "มนุษย์"
หมายเลขทดลอง 0082 สิ้นใจลงเพราะต้องการปลดปล่อยพวกพ้อง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ มันคือปฐมบทของการเกิดใหม่ใน 'อาร์เคนัส' ทวีปที่ยึดถือว่าเวทมนตร์คือพระเจ้า และค่าของคนวัดกันที่พลังเวทย์
ในร่างใหม่... พลังเวทย์ที่เขามีนั้นช่างต่ำต้อยจนใครต่างตราหน้าว่า "เจ้าชายขยะ"
แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือภาพลักษณ์ที่เขาสจงใจสร้างขึ้น!
สำหรับเขา... พลังเวทย์ไม่ใช่คมเขี้ยว
พลังเวทย์ไม่ใช่ตัวบ่งบอกศักยภาพ
และพลังเวทย์... ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เขามี!
เตรียมพบกับเรื่องราวของชายที่ทั่วโลกมองว่าเป็นเพียงขยะ แต่หารู้ไม่ว่าขยะชิ้นนี้... คือผู้ที่จะมาเขียนกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ใหม่ด้วยมือของเขาเอง
สุดท้ายแล้วเออร์วินก็ต้องเดินตามพี่สาวของตนต้อยๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้
“นี่เออร์วินไอ้นั่นน่าอร่อยดีนะ”
“นั่นสินะครับ”
“นี่เออร์วินร้านอาวุธเมืองเรานี่ไม่มีอาวุธดี ๆ เลยนะ”
“ก็เมืองเรามันเมืองเล็กนี่ครับ”
“นี่เออร์วินป้าคนนั้นเขานั่งทำอะไร”
“เหมือนจะรับทำนายอนาคตนะครับ”
“งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นเราไปกัน”
“ท่านพี่ครับเรามาลาดตระเวนเป็นเพื่อนมีเรียนะครับ”
ลิลิธที่กำลังเดินไปยังแผงหมอดูถึงกับหยุดกึกเมื่อโดนน้องชายทัก เธอรีบหันไปถามมีเรีย
“เธอไม่คิดว่าเขาน่าสงสัยเหรอเออร์วิน” เออร์วินส่ายหน้าพูดว่า
“ไม่ครับก็แค่ยายแก่คนหนึ่ง”
“แล้วเธอล่ะมีเรีย” ลิลิธหันไปถามมีเรียแล้วได้คำตอบว่า
“ฉันก็ไม่คิดว่าเธอจะมีพิษภัยอะไรนะคะท่านลิลิธ”
“เจ้าล่ะออกัส” ลิลิธหันไปถามความเห็นอัศวินหนุ่มที่ตามมาด้วย อีกฝ่ายยิ้มให้แล้วตอบ
“กระหม่อมเห็นด้วยกับทั้งสองคนนะครับ”
พอเห็นว่าความเห็นเป็นเอกฉันท์ลิลิธก็นิ่งเงียบแล้วเชิดหน้าขึ้นพร้อมร้อง ฮึ ก่อนพูดว่า
“เราเจ้าหญิงชักสนใจการทำนายอนาคตนี่แล้วสิพวกเราลองไปดูกันเถอะ” พูดจบก็เดินดุ่ย ๆ ไปที่หญิงชรานางนั้นโดยทิ้งทั้งสามคนที่ทำหน้าเหมือนอยากบอกว่า ‘แค่อยากทำนายดวงสินะ’
ที่อยู่ตรงหน้าหญิงชรามีลูกแก้วตั้งอยู่บนโต๊ะหญิงชรามีอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นแต่ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมา เธอก็ลืมตาขึ้นพบว่าเด็กผู้หญิงอายุคนหนึ่งแต่กายด้วยผ้าเนื้อดีผมสีนัยน์ตาสีแดงใบหน้างดงามราวกับเป็นศิลปะชิ้นหนึ่ง ทันทีที่เห็นสิ่งเหล่านี้หญิงชราก็รีบลุกขึ้นก้มศีรษะทำความเคารพ
“คุณหนูท่านนี้ต้องการทำนายอนาคตกระมัง” ลิลิธพยักหน้าก่อนจะล้วงหนึ่งเหรียญเงินขึ้นมาวางบนโต๊ะ ความจริงราคาของการทำนายหนึ่งครั้งจะอยู่ที่ 5 เหรียญทองแดงการที่เห็นอีกฝ่ายล้วงหนึ่งเหรียญเงินออกมา หญิงชราก็คิดว่าวันนี้จะเจอลูกค้ากระเป๋าหนักเข้าแล้ว
“ไม่ทราบว่าคุณหนูต้องการทำนายเรื่องอะไรคะ” ลิลิธทำท่าคิดก่อนจะตอบออกไป
เออร์วินยืนมองเหตุการณ์นั้นพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย เอขาหันไปถามมีเรีย
“คุณหนูมีเรียไม่สนใจการทำนายหน่อยเหรอครับ” มีเรียตอบโดยไม่เหลือบมองมาทางเขา
“ไม่ใช่คุณหนูแต่เป็นอัศวินแล้วอัศวินก็ไม่สนก็เรื่องการทำนายอะไรด้วยค่ะ” พูดจบมีเรียก็มองไปทางลิลิธสายตาเต็มไปด้วยความเคารพยกย่อง “เจ้าชายทรงรู้ไหมคะว่าองค์หญิงลิลิธท่านทรงพยายามมากเลยนะคะ” เออร์วินพยักหน้า
“ใช่ท่านพี่พยายามมากเลย” เออร์วินรู้ดีว่าลิลิธพี่สาวของตนพยายามมากขนาดไหน เพราะตั้งแต่ที่รู้ว่าตัวเขานั้นเป็นคนไร้ค่าในโลกที่ตัดสินกันด้วยพลังเวทย์ พี่สาวของเขาก็พยายามเรื่อยมาโดยตลอด และไม่ว่าใครจะมองเขายังไงพี่สาวของเขาคนนี้ก็ยังคงใจดีกับเขาเสมอ
“ไม่เพียงมีพรสวรรค์แต่ยังมุมานะฝึกฝนอย่างไม่หยุดหย่อนในอนาคตท่านลิลิธจะต้องสดใสได้อย่างแน่นอนเลยค่ะ" มีเรียพูดพร้อมดวงตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและเทิดทูน
เออร์วินกลับส่ายหน้าให้กับความคิดของเธอแต่ไม่ได้พูดอะไร เขารู้ดีว่าโลกใบนี้ไม่ได้ใจดีขนาดนั้น ลำพังแค่พรสวรรค์ระดับนี้กับความมุมานะเลือดตาแทบกระเด็นไม่เพียงพอที่จะกำหนดชะตาตนเองได้หรอก ถ้าหากมีสิ่งนี้แล้วสามารถกำหนดชะตาชีวิตตนได้แล้วละก็เจ็ดดอาณาจักรใหญ่คงไม่ยืนยงมาอย่างทุกวันนี้ ศาสนจักรก็คงเป็นแค่ตัวตลกไปแล้ว
เออร์วินเหลือบมองไปทางหนึ่งพบเห็นว่าในมุมของอาคารที่ไม่ไกลออกไปมีเด็กอยู่ประมาณสามสี่คนกำลังมองมาทางนี้ พวกเขาแต่งกายด้วยผ้าเนื้อหยาบตามเนื้อตัวมอมแมมเล็กน้อย เออร์วินรู้ดีว่าเด็กพวกนี้เป็นคนที่มักถูกทอดทิ้งด้วยเหตุผลเพราะพลังเวทย์ในตัวที่น้อยนิด หรือไม่ก็เป็นพวกลูกนอกสมรสของพวกขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานที่สืบสายเลือดมาจากขุนนางหรือไม่ก็เด็กกำพร้า ซึ่งทุกเมืองจะมีคนพวกนี้อยู่เสมอเป็นคนชายขอบที่ไม่มีใครต้องการ โดยพวกเขาจะรวมกลุ่มกันและคอยก่อเรื่องอย่างลักเล็กขโมยน้อยอยู่เสมอ บางครั้งก็ถึงกับรับทำในสิ่งที่ไม่มีขุนนางคนไหนกล้าทำหรือไม่สามารถทำในที่แจ้งได้ ซึ่งคนพวกนี้มักจะมีอคติกับพวกเหล่าขุนนางกับพวกที่ได้ชื่อว่ามีพรสวรรค์ในด้านพลังเวทย์เป็นพิเศษ
เออร์วินสังเกตเห็นด้วยว่าสายตาที่พวกนั้นมองมาที่พวกเขานั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและความชิงชังทั้งยังมีความโลภแฝงมาด้วย แต่ขณะที่พวกเขามองไปทางออกัสกลับมีความหวั่นเกรงอย่างเห็นได้ชัด เออร์วินมั่นใจได้ว่าหากไม่มีออกัสอยู่ด้วยล่ะก็พวกนั้นคงพุ่งมาหาพวกเออร์วินอย่างไม่ลังเล
“พวกของมีตำหนิ” เสียงมีเรียดังขึ้นเออร์วินหันไปก็พบว่าเธอกำลังมองไปที่เด็กเหล่านั้นอยู่เช่นกัน แต่เออร์วินก็สัมผัสได้ว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นเหมือนเหมารวมเอาตัวเขาไว้ด้วย
“ไม่มีใครหรอกที่กลายเป็นของมีตำหนิแค่เพราะเขาเป็นอะไร” เออร์วินตอบไปอย่างเรียบๆ แต่มีเรียกลับฟังว่าเขากำลังหาเหตุผลที่จะไม่ถูกรวมเป็นของมีตำหนิ แต่ความเข้าใจของมีเรียนั้นเออร์วินกลับไม่สนใจเลยสักนิดตอนนี้ในหัวเขากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่เกี่ยวกับกองทัพส่วนตัวของเขา เขามองไปที่เด็กกลุ่มนั้นแล้วก็เริ่มวางแผนอะไรหลายหลายอย่างในหัวคร่าวๆ
ลิลิธเดินกลับมาด้วยอารมณ์ที่เบิกบานอย่างเห็นได้ชัดทำให้เดาได้ไม่ยากว่าผลคำทำนายต้องออกมาดีเป็นแน่ แม้เออร์วินจะไม่เชื่อเรื่องการทำนายอนาคตแต่เมื่อเขาได้เห็นพี่สาวของตนมีความสุขเขาก็มองว่าการทำนายนั้นก็ไม่ได้แย่เท่าไร จากนั้นทั้งหมดก็เดินลาดตระเวนเป็นเพื่อนมีเรียกันต่อ
พอตกกลางคืนหลังจากที่อ่านหนังสือกล่อมน้องสาวเขาเข้านอนเสร็จเออร์วินก็รอเวลาพักหนึ่งด้วยการนั่งสมาธิ จนเห็นว่าได้เวลาแล้วเขากออกห้องทางหน้าต่างอย่างรวดเร็ว เออร์วินตัดสินใจหยุดการล่าค่าหัวไว้ชั่วคราวเพราะตอนนี้เขาต้องดำเนินแผนปฏิรูปเมืองไพร์ล็อกกับสร้างกองทัพส่วนตัว ภายในถ้าใต้หน้าผาทันทีที่เข้ามาเออร์วินกวาดตามองรอบถ้ำพบว่าทุกอย่างดูคงสภาพเดิมเหมือนเมื่อครั้งที่เขาออกไปจากที่นี่ ตำแหน่งเอกสาร โต๊ะเก้าอี้ เครื่องมือในการสกัดวิตถุดิบที่ใช้สร้างดินขับ วงจรเวทย์ที่ใช้สร้างดินขับ แม้แต่ผู้หญิงที่ร่างกายเต็มไปด้วยผ้าพันแผลซึ่งถูกล่ามโซ่ไว้กับผนังก็ยังคงสภาพเดิมแม้แต่ขนมปังที่เขาวางไว้ตรงหน้าเธอก็ยังคงเดิมไร้รอยแหว่ง
เออร์วินหยิบแฟ้มเกี่ยวกับประวัติและข้อมูลของไพร์ล็อกขึ้นมาดูอีกรอบ เนื่องจากไพร์ล็อกเป็นเมืองขนาดเล็กที่มีเพียงเมืองเดียวและมีประชากรไม่มาก จำนวนขุนนางจึงน้อยตามลงไปด้วยโดยจะมีเพียงแค่หกคนเท่านั้น ซึ่งโดยปกติขุนนางจะมีท่าทีไม่ค่อยให้ความสำคัญกับตัวเออร์วินเท่าไรนัก แต่ว่ากลับมาอยู่สองคนที่แตกต่างจากคนอื่น อัครเสนาบดี ดยุค กาเลออน บรูค แม่ทัพใหญ่บารอนเอเดรียน
เกี่ยวกับสาเหตุท่าทีที่พวกเขาดูเป็นมิตรและให้เกียรติเออร์วินมากกว่าขุนนางท่านอื่นนั้น กับดยุคกาเลออนตัวเออร์วินไม่แปลกใจ เพราะเขาเคยได้ยินพ่อเล่าทำนองว่าเคยช่วยเขาขณะที่เขากำลังตกอยู่ในความยากลำบาก จากนั้นเขาก็สาบานว่าจะจงรักภักดีต่อพ่อของเขา แต่กับดยุคกาเลออนนี้เขากลับหาสาเหตุความเป็นมิตรนี้ไม่ได้
ขึ้นชื่อว่าเป็นทหารบุคลากรที่สำคัญคือคนที่ออกรบได้แล้วในโลกที่ตัดสินทุกอย่างด้วยเวทย์มนตร์นี้ เออร์วินไม่มีทางจัดอยู่ในบุคลากรกลุ่มนี้เด็ดขาด เกี่ยวกับท่าทีของอีกฝ่ายนั้นไม่เพียงแต่ตัวเอเดรียนแม้แต่ออกัสกับไลลาที่เป็นสองผู้ช่วยแม่ทัพเองก็มีท่าทีต่อเขาเช่นเดียวกัน
วันนี้ตอนที่เดินตรวจตรารอบเมืองเป็นเพื่อนมีเรียก็ไม่พบความรู้สึกของการดูถูกเหยียกหยามจากออกัสเลยสักนิด เกี่ยวกับที่มาของท่าทีเช่นนี้เออร์วินคิดหัวแทบแตกก็ยังหาสาเหตุของที่มาไม่ได้
เขาเปิดดูข้อมูลในแฟ้มบารอนเอเดรียนเกิดและโตที่เมืองนี้ มีความเข้ากันได้กับธาตุลม แต่งงานแล้ว มีลูก 1 คนกับภรรยา ทว่าลูกคนเดียวของเขาออกไปผจญภัยที่เมืองอื่นจนตอนนี้ยังไม่กลับแต่ส่งจดหมายมาหาเรื่อยๆ
เออร์วินถอนหายใจก่อนปิดแฟ้มข้อมูลแล้ววางลงบนโต๊ะ ตอนนี้เขายังคิดสาเหตุเกี่ยวกับท่าทีอีกฝ่ายไม่ได้ จะบอกว่าเป็นความภักดีพี่มีแต่สายเลือดราชวงศ์ก็ดูจะด่วนสรุปเร็วไปสักหน่อย คิดไปคิดมาเขายังคิดไม่ออกจึงได้แต่คอยระวังตัวไว้ไม่ประมาทเท่านั้นก่อนจะวางปัญหานี้ไว้ด้านข้าง แล้วหันมาสนใจในสิ่งที่เขาจะทำในตอนนี้ เออร์วินมองไปยังผู้หญิงที่ถูกล่ามโซ่ไว้กับกำแพง
เออร์วินเดินไปยืนตรงหน้าผู้หญิงคนนั้นแล้วนั่งยองๆ มองหน้าอีกฝ่ายพบว่าอีกฝ่ายยังคงหลับสนิท เขายิ้มเล็กน้อยแล้วถามว่า
“นี่พี่สาวไหน ๆ ก็ตื่นขึ้นมาแล้วไม่คิดจะคุยกันสักคำหน่อยหรือ” อีกฝ่ายยังคงนิ่งไม่มีปฏิกิริยาตอบสอง เออร์วินจึงยื่นมือไปบีบที่จมูกเธอเธอยังคงนิ่ง เออร์วินยิ้มแล้วยังบีบต่อไป
“..........” ครึ่งนาทีผ่านไปยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“..........” 1 นาทีผ่านไปทุดอย่างยังคงเงียบ
จนกระทั่งผ่านไปอีก 20 วินาทีหญิงสาวก็ทนไม่ไหวต้องอ้าปากเพื่อสูดอากาศเข้าปอดแทนจมูกที่ถูกบีบอยู่ เออร์วินยิ้มแล้วปล่อยมือจากจมูกของเธอทว่าหญิงสาวกลับมองว่ารอยยิ้มของเขาเหมือนเป็นรอยยิ้มของปีศาจ เธอมองเขาอย่างไม่พอใจแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เออร์วินเปลี่ยนท่านั่งเป็นท่าขัดสมาธิ ยิ้มให้เธอแล้วพูดว่า
“อย่ามองหน้าผมแบบนั้นสิครับ ผมเป็นคนช่วยชีวิตพี่สาวไว้นะครับ อย่างน้อยก็ขอบคุณกันบ้างก็ดี”
“...” หญิงสาวยังคงเงียบ เออร์วินก็ถามต่อว่า
“ว่าแต่พี่สาวเป็นใครมาจากไหนกันครับ พอบอกผมได้ไหมเพราะการแต่งกายของพี่สาวดูไม่คุ้นเอาเสียเลย”
“...”
เห็นว่าอีกฝ่ายยังคงเงียบเออร์วินก็ทำจมูกฟุดฟิดก่อนจะยิ้มออกมา
“ถึงพี่สาวไม่บอกผมก็พอเดาได้ครับ ก็ตัวพี่สาวเนี่ยกลิ่นคาวเลือดหึ่งเลยนี่ครับ แต่ดูจากโครงสร้างกล้ามเนื้อของพี่สาวแล้วไม่เหมือนคนใช้อาวุธประเภทดาบหรืออาวุธที่ใช้ซึ่งหน้า มันเหมือนกับอาวุธประเภท...” พูดถึงตรงนี้เออร์วินก็เว้นวรรคไปพักหนึ่ง หญิงสาวถลึงตามองเขาฉายแววอาฆาตอย่างไม่ปิดปัง มือที่ถูกล่ามไว้กับผนังกำแน่นแถมมีเหงื่อซึมออกมา เออร์วินก็กล่าวทีละคำว่า
“ลอบ สัง หาร”
สิ้นคำพูดหญิงสาวก็หลับตาลงพักหนึ่งก่อนจะลืมตาแล้วสบสายตากับเออร์วิน เด็กชายยังคงยิ้มให้เธอแล้วพูดต่อว่า
“พี่สาวบาดเจ็บหนัก ชุดที่ใส่ไม่คุ้นในละแวกนี้ ใช้อาวุธประเภทลอบสังหาร ตอนที่ผมเจอพี่สาวนั้นหมดสติแถมมานาก็หมดเกลี้ยง มีความเป็นไปได้อยู่สองอย่างที่ผมเดาไว้ อย่างแรกพี่สาวทำงานแล้วเกิดการปะทะขึ้น อาจจะเป็นการปะทะกับเป้าหมายหรือการปะทะกับคนรอบตัวเป้าหมาย อาจจะเป็นอย่างไหนก็ไม่รู้แต่อีกฝ่ายแข็งแกร่งมากพี่สาวสู้ไม่ไหวเลยใช้เวทมนต์อะไรบางอย่างพาหนีมา” เด็กชายบอกการคาดเดาข้อแรกออกมาพบว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งทั้งสีหน้าและปฏิกิริยาการตอบสนองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการขยับของม่านตา เหงื่อ จังหวะการหายใจล้วนปกติ เขาจึงพูดการคาดเดาข้อที่สอง
“เสร็จนาฆ่าโคถึกเสร็จศึกฆ่าขุนพล คนที่ทำให้พี่สาวอยู่ในสภาพนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเจ้านายของพี่สาวเอง”
ทันทีที่เออร์วินพูดจบหญิงสาวก็มีปฏิกิริยาอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าของเธอแสดงความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งเจ็บปวด และเคียดแค้นชิงชัง เด็กชายกลับยิ้ม
“ชะตากรรมทั่วไปของมือสังหาร รับทำงานสกปรก มีชีวิตอยู่ในเงามืด ดิ้นรนกระเสือกกระสนด้วยเชื่อว่าสักวันหนึ่งจะใช้ชีวิตตามที่ตนปรารถนา แต่ว่าความจริงนั้นช่างโหดร้าย เพราะสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นได้กับมือสังหารเมื่อผู้เป็นนายไม่ต้องการก็คือ...”
“หุบปาก!” หญิงสาวตระคอกใส่หน้าเออร์วิน แววตานั้นดูเกี้ยวกราดจนชวนขนหัวลุก แต่เด็กชายยังคงยิ้มแย้มอย่างไม่รู้สึกรู้สาพูดออกไปอย่างทองไม่รู้ร้อนว่า
“ว้าวในที่สุดพี่สาวก็พูดแล้ว” หญิงสาวที่ได้ยินจึงรู้ว่าตนหลงกลอีกฝ่ายแล้วจึงรีบหุบปากแล้วเบือยสีหน้าไปทางอื่น “นี่นี่ผมขอถามหน่อยสิ ถ้าสมมุติผมปล่อยพี่สาวออกมาแล้วพี่สาวจะทำอะไรเหรอ”
“...” หญิงสาวยังคงเงียบไม่ตอบ
“ผมขอเดานะพี่สาวคงรีบแจ้นไปแก้แค้นสิท่า" คราวนี้เธอหลับตาทำเป็นไม่สนใจ "แต่พี่สาวลองคิดดูให้ดีนะว่าจะมีโอกาสทำสำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์ ผมดูจากสภาพที่ตอนผมเก็บพี่สาวมาอีกฝ่ายคงร้ายน่าดู ถ้าพี่สาวบุกไปล้างแค้นคงจะ...”
“เรื่องของข้าเด็กอย่างเจ้าไม่ต้องมายุ่ง” หญิงสาวหันหน้ามาพูดกับเด็กชาย เออร์วินกลับยังคงยิ้มแย้มแล้วพูดว่า
“จะให้ยุ่งหรือไม่ให้ยุ่งพี่สาวรอฟังข้อเสนอขอผมก่อนเถอะครับ” หญิงสาวที่ได้ฟังก็แค่นหัวเราะ
“ข้อเสนอ? เด็กอย่างเจ้าจะมีข้อเสนออะไรได้”
“ผมกำลังจะปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ แต่อย่างที่พี่สาวเห็นว่าพลังเวทย์ที่ผมมีนั้นอ่อนด้อยเพียงไร ผมก็เลยมายื่นข้อเสนอถ้าพี่สาวยอมมาเป็นคนคุ้มกันให้ผมถ้ายังให้ผมยืมพลังของพี่สาว ผมและเมืองนี้จะหนูนหลังพี่สาวแก้แค้นเอง”
ทันทีที่ได้ยินข้อเสนอหญิงสาวก็หรี่ตา เริ่มประเมินเด็กชายอย่างจริงจัง พบว่าอีกฝ่ายแต่งตัวเรียบร้อยด้วยผ้าเนื้อดี แต่ถ้าหากนำไปเทียบกับที่ที่นางจากมาก็เหมือนยาจกกับมหาเศรษฐี แต่สิ่งที่ทำให้หญิงสาวลังเลก็คือการที่อีกฝ่ายใช้เพียงไม่กี่คำก็เปิดโปงตัวนางบางส่วนได้ เธอไม่รู้ว่าอีกฝ่ายได้ใช้เวทมนต์ช่วยหรือไม่ แต่ถ้าหากไม่ได้ใช้เวทย์มนตร์ช่วยสติปัญญาของเด็กคนนี้ก็น่ากลัวเกินไปแล้ว เธอหลับตาพักหนึ่งก่อนจะลืมตาแล้วถามว่า
“เจ้าเป็นใคร” เออร์วินเห็นหญิงสาวถามเช่นนี้จึงรู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มมีท่าทีสนใจข้อเสนอ
“กระผมชื่อเออร์วิน ไพร์ล็อก เป็นเจ้าชายของเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่าไพร์ล็อก”
“เมืองเล็กๆ ไม่ใช่อาณาจักรเหรอ”
เออร์วินพยักหน้าตอบว่า “ใช่เป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรอยู่แปดพันกว่าคนเท่านั้น”
ได้ยินเด็กชายพูดหญิงสาวก็ทำหน้าเหมือนมองคนปัญญาอ่อน เออร์วินรู้ดีว่าอีกฝ่ายคิดอะไร ในทวีปอาร์เคนัสนอกจากเจ็ดอาณาจักรใหญ่ ดินแดนศาสนจักร ดินแดนเหล่าคนแคระ และดินแดนของเผ่ามารแล้ว มักมีอาณาจักรเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอยู่เนืองนิจ กับเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงแค่ 8 พันกว่าคนดำรงอยู่ได้ถึง 7 ชั่วอยู่คนก็นับว่าปาฏิหาริย์แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงการปฏิรูปอะไร เออร์วินรู้ดีว่าอีกฝ่ายคิดอะไรแต่ยังถามออกไปอย่างไม่รู้สึกรู้สา
“แล้วพี่สาวคิดยังไงจะตกลงไหม” หญิงสาวแค่นหัวเราะใส่เขา
“เจ้ารู้หรือเปล่าว่าศัตรูของข้าคือใคร” เออร์วินตอบไปแบบไม่คิด
“จะใครก็ช่างเถอะ ว่าแต่พี่สาวตกลงไหม” หญิงสาวอึ้งกับคำตอบของเด็กชาย ความจริงเธอไม่เห็นตัวของอีกฝ่ายและเมืองนี้อยู่ในสายตาด้วยซ้ำ แต่ตัวเธอในตอนนี้หัวเดียวกระเทียมลีบหนทางแก้แค้นจึงยิ่งแสนริบหรี่ เธอคิดตรึกตรองอะไรบางอย่างไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า
“ตกลง แต่บอกไว้ก่อนว่าหากข้าเห็นว่าสถานการณ์ไม่เข้าท่าขึ้นมาข้าจะชิ่งก่อนแน่”
“ไม่มีปัญหา” เออร์วินลุกขึ้นเพื่อทำการปลดโซ่ตรวนที่มือของเธอทั้งสองข้างจนเป็นอิสระ หญิงสาวลูบข้อมือไปมาสัมผัสความรู้สึกเป็นอิสระ เออร์วินยืนเอามือไพร่หลังดูเป็นธรรชาติ แต่มือของเขากุมด้ามปืนกล่องพริกไทยที่เหน็บไว้ที่ด้านหลังอยู่พร้อมกับคอยสังเกตท่าทีของหญิงสาวผ่านท่าทีสบายๆ ของเขา
หญิงสาวไม่รู้ถึงสิ่งที่เด็กชายทำเธอลุกขึ้นลองยืดเส้นยืดสายไปมาก่อนจะหันมามองเด็กหนุ่ม เวลานี้เขาถึงได้มีโอกาสเห็นหน้าเธอแบบจริงๆจัง ด้วยการใช้ชีวิตในชาติก่อนที่ผิดจากคนอื่นของเขาทำให้เขาไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงเลยสักครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าหญิงสาวนางนี้เป็นคนที่สวยมากคนหนึ่งเลยทีเดียว เธอไว้ผมสั้นสีดำเพื่อความคล่องตัว นัยน์ตาสีม่วงให้ความรู้สึกหน้าดึงดูด เมื่อรวมริมฝีปากที่บางเฉียบกับจมูกที่ได้รูป ทำเอาเออร์วินที่ภายนอกคือเด็ก 10 ขวบแต่ภายในเมื่อรวมอายุห่างจากชาติที่แล้ว ตอนนี้เขาคือคนอายุ 19 ถึงเหม่อไปพักหนึ่งก่อนจะรีบสบัดศีรษะเพื่อเรียกสติกลับมา หญิงสาวคล้ายไม่สนใจความสวยของตัวเองและปฏิกิริยาของเออร์วินเท่าไรเธอเพียงแค่มองเขาอย่างเย็นชาแล้วแนะนำตัวว่า
“ข้าเรเวน แบล็ควิง ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าชายน้อย” เออร์วินพยักหน้าพร้อมปล่อยมือจากด้ามปืน
“เช่นกัน”
เรเวนทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออกจึงพูดว่า
“เข้าลืมบอกเจ้าไปอีกอย่างว่าข้าไม่สนใจเรื่องแผนการอะไรของเจ้า ที่ข้าต้องการคือล้างแค้นเท่านั้น หากข้าเจอคนที่เสนอหนทางล้างแค้นให้ข้าได้ดีกว่าเจ้าก็อย่างหาว่าข้าไร้น้ำใจก็แล้วกัน”
“ไม่มีปัญหา” เออร์พูดพร้อมกับรอยยิ้มเหมือนไม่ใส่ใจอะไรก่อนจะพูดเหมือนพึ่งนึกขึ้นได้ว่า “อ้อ แล้วก็เรื่องแผนการทุกอย่างของผมรวมถึงเรื่องถ้ำนี้ทุกอย่างเป็นความลับนะครับอยากให้ทราบเรื่องนี้”
“ความลับ? แม้แต่กับคนในครอบครัวเธอ?”
เรเวนถามอย่างสงสัย เออร์วินตอบว่า
“ครับ ตอนนี้มีแค่พี่สาวกับผมที่รู้เรื่องนี้ครับ”