เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
แฟนตาซี,แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่งเทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
ถูกสร้างมาในฐานะ... อาวุธ
เติบโตมาในฐานะ... อาวุธ
แต่เมื่อความตายมาเยือน... เขาเลือกที่จะตายในฐานะ "มนุษย์"
หมายเลขทดลอง 0082 สิ้นใจลงเพราะต้องการปลดปล่อยพวกพ้อง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ มันคือปฐมบทของการเกิดใหม่ใน 'อาร์เคนัส' ทวีปที่ยึดถือว่าเวทมนตร์คือพระเจ้า และค่าของคนวัดกันที่พลังเวทย์
ในร่างใหม่... พลังเวทย์ที่เขามีนั้นช่างต่ำต้อยจนใครต่างตราหน้าว่า "เจ้าชายขยะ"
แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือภาพลักษณ์ที่เขาสจงใจสร้างขึ้น!
สำหรับเขา... พลังเวทย์ไม่ใช่คมเขี้ยว
พลังเวทย์ไม่ใช่ตัวบ่งบอกศักยภาพ
และพลังเวทย์... ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เขามี!
เตรียมพบกับเรื่องราวของชายที่ทั่วโลกมองว่าเป็นเพียงขยะ แต่หารู้ไม่ว่าขยะชิ้นนี้... คือผู้ที่จะมาเขียนกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ใหม่ด้วยมือของเขาเอง
ทวีปอาร์เคนัส คือดินแดนอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ภูมิศาสตร์ที่ตระการตาของที่นี่ประกอบด้วยเทือกเขาสูงตระหง่านที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน แม่น้ำสายยาวที่คดเคี้ยวราวงูยักษ์ ป่าไม้ทึบที่เต็มไปด้วยความลึกลับ และทะเลทรายร้อนระอุที่ท้าทายทุกชีวิต แต่หัวใจของอาร์เคนัสไม่ใช่ทรัพยากรหรือความงามของธรรมชาติมันคือ พลังเวทย์
พลังงานลี้ลับที่ไหลเวียนอยู่ในทุกอณูของทวีปนี้ ตั้งแต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นไปจนถึงเลือดในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ค่านิยมของที่นี่ยกย่องผู้ที่มีพลังเวทย์สูงเป็น “ผู้ถูกเลือก” บุคคลที่ได้รับการเคารพราวกับเทวทูตหรือผู้นำแห่งโชคชะตา ในทางกลับกัน ผู้ที่มีพลังเวทย์อ่อนแอหรือไร้พลังถูกตีตราว่าเป็น “ผู้ต่ำต้อย” หรือ “ขยะ” โดยเฉพาะในสายตาของชนชั้นสูงและเหล่านักบวชที่ยึดมั่นในอำนาจของเวทมนตร์
อาร์เคนัสถูกแบ่งออกเป็นอาณาจักรนับร้อย โดยมี เจ็ดอาณาจักรใหญ่ ที่ครองอำนาจเหนือดินแดนอื่น ๆ ได้แก่ เซเรนธาร์ ลูมิเนีย เวสต์มาร์ ไครอส เอลเดรียน ธารานัส และโวลเทียร์ อาณาจักรเหล่านี้ยืนหยัดมานานนับศตวรรษ ขณะที่อาณาจักรเล็ก ๆ รอบนอกเกิดและล่มสลายราวใบไม้ที่ร่วงตามฤดูกาล เจ็ดยักษ์ใหญ่เหล่านี้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับกาลเวลาเป็นเพียงลมที่พัดผ่าน ไม่เคยทำลายรากฐานของพวกเขาได้ พวกเขาไม่ใช่ทั้งมิตรและศัตรูต่อกันอย่างชัดเจน บางครั้งร่วมมือกันเมื่อเผ่าปีศาจจากแดนต้องห้ามเดมอนัสคุกคามทวีป แต่ส่วนใหญ่ต่างรักษาอำนาจของตนด้วยความระแวดระวัง
ที่สุดขอบด้านทิศตะวันตกทวีปอาร์เคนัสได้มีเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่าไพร์ล็อก เมืองๆ นี้เป็นเมืองที่มีพระราชาปกครองตนเอง แนวคิดหลักของเมืองนี้คือ การป้องกันที่เหนือชั้นในขนาดที่กะทัดรัด โดยออกแบบให้เป็นป้อมปราการธรรมชาติที่ใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศเพื่อสร้างความได้เปรียบในการป้องกัน และทำให้ศัตรูบุกโจมตีได้ยาก
เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความอยู่รอดในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งของอาร์เคนัส โดยเฉพาะการคุกคามจากอาณาจักรใหญ่หรือกองโจรที่อาจฉวยโอกาสจากความอ่อนแอของอาณาจักรเล็ก ๆ
เมืองไพร์ล็อกตั้งอยู่บนเนินเขาสูงที่ล้อมรอบด้วยหุบเขาสูงชันสองด้าน ทิศเหนือ ทิศและทิศใต้ โดยมีทางเข้าหลักเพียงทางเดียวจากทิศตะวันออก ซึ่งเป็นช่องแคบธรรมชาติที่เรียกว่า ช่องเขาไพร์
ตรงหน้าช่องเขาไพร์มีแม่น้ำสายเล็กชื่อ แม่น้ำซิลเวอร์ลิน ไหลผ่าน ซึ่งทำหน้าที่เป็นคูเมืองตามธรรมชาติ และยังเป็นแหล่งน้ำหลักของเมือง ด้านทิศตะวันตกของเมืองกลับเป็นหน้าผาสูงชันมองลงไปกลับเห็นท้องทะเลที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เสียงคลื่นอันบ้าคลั่งสาดซัดกระทบหน้าผาไม่ขาดสายบ่งบอกถึงความคลุ้มคลั่งรุนแรงของทะเลแถบนี้ซึ่งกลายเป็นปราการธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยม
ภายในพระราชวังของเมืองไพร์ล็อกบรรยากาศเช่นนี้ก็เป็นเหมือนเช่นทุกวัน ทุกคนตั้งแต่ราชาจนถึงคนเลี้ยงม้าต่างก็ทำงานตามหน้าที่และตำแหน่งของตน ช่วงบ่ายวันนี้เจ้าชายเออร์วินที่ตอนนี้ทรงพระชนมายุได้ 10 พระชันษากำลังนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดด้วยความบ่ายหน่ายก่อนจะปิดหนังสือแล้วผลักมันออกไป นัยน์ตาสีแดงและเส้นผมสีดำที่ได้รับมาจากพระราชาอัลเฟรดผู้เป็นพ่อและใบหน้างดงามที่เหมือนเด็กผู้หญิงเป็นสิ่งที่ได้รับมาจากราชินีเอลิเซียผู้เป็นแม่ สิ่งเหล่านี้หลอมรวมกันจนกลายเป็นงานศิลปะที่สุดแสนจะงดงามหาใดเปรียบจนยากจะบอกว่านี่คือใบหน้าของเด็กผู้ชาย
ตอนนี้เออร์วินได้มาเกิดใหม่ที่โลกใบนี้ได้สิบปีแล้วและเขาก็ได้เข้าใจถึงกฏเกณฑ์ของโลกใบนี้ดี คุณค่าของคนนั้นจะถูกตัดสินกันที่พลังเวทย์การแบ่งแยกระหว่างอัจฉริยะกับขยะนั้นล้วนใช้พลังเวทย์เป็นตัวกำหนด และตัวเขาเจ้าชายเออร์วิน ไพร์ล็อกก็เป็นขยะขนานแท้ ทุกๆ วันเขาต้องเผชิญกับการทำเหมือนว่าเขาไม่มีตัวตนจากพวกขุนนางในวัง เวลาทำความเคารพก็จะกระทำแบบขอไปทีปราศจากความนอบน้อม แต่ก็ใช่ว่าเหล่าขุนนางทั้งหมดจะเป็นแบบนั้นในพวกเขายังมีอยู่สองคนที่ยังคงยอมรับตำแหน่งเจ้าชายของเขา ดยุคกาเลออนผู้เป็นอัครเสนาบดี และบารอนเอเดรียนผู้เป็นแม่ทัพใหญ่
ถ้าถามตัวเออร์วินว่ารู้สึกอย่างไรกับการถูกปฏิบัติเช่นนี้ เขาก็จะตอบทันทีว่าไม่รู้สึกอะไรเลย สำหรับใครหลายคนในโลกใบนี้การถูกจัดอยู่ในหมวดขยะอาจเป็นความโชคร้าย แต่กลับเขานั้นพูดได้คำเดียวเลยคือโคตรมีความสุข
ต่อให้ถูกมองว่าเป็นขยะแต่เมื่อเทียบกับชีวิตที่ต้องอยู่อย่างสิ่งของในชาติก่อนแล้วล่ะก็ เขาทั้งรักและหวงแหนชีวิตตอนนี้มาก และที่สำคัญไม่สำคัญว่าใครจะมองยังไงแต่ทุกคนในครอบครัวเขายังรักและห่วงใยเขาเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ทุกๆ วันเออร์วินมักใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องสมุดในเวลาที่ไม่ได้เรียน เว้นแต่จะมีสองเหตุการณ์คือ ลิลิธพี่สาวของเขาเข้ามาหิ้วคอออกไป หรือเรเชลน้องสาวเขามาหา เออร์วินเหลือบมองหนังสือจากชั้นต่างๆ ขณะที่กำลังคิดว่าจะหยิบหนังสือเล่มไหนมาอ่านต่อดี ก็ได้ยินเสียงเปิดประตูขึ้น แล้วได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้าเดินมาเออร์วินเดาได้ทันทีจึงชโงกหน้าผ่านชั้นหนังสือเห็นเป็นสาวน้อยที่ไว้ผมหางม้าสีน้ำตาล แต่สิ่งที่เด่นชัดเลยก็คือนัยน์ตาสีแดงสดที่เป็นหลักฐานว่าเธอนั้นได้รับมาจากพ่อ เรเชลน้องสาวต่างมารดาที่อายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปี วันนี้เรเชลแต่งตัวด้วยชุดกระโปงสีเขียวอ่อนเธอกอดหนังสือเล่มใหญ่ไว้กับอกบมปกหนังสือเขียนว่า ‘รวมนิทานของเรเชล’ เรเชลมักแสดงท่าทางที่ใสซื่อและออกแนวขลาดๆ อยู่เสมอซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเธอไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหญิงตั้งแต่เกิด หากแต่ว่าท่าทีนี้ของเธอนั้นแสดงออกมาแค่ต่อเด็กชายคนเดียวเท่านั้น
เรเชลเป็นน้องสาวต่างมารดาของเออร์วินเกิดจากพ่อของเขาที่เป็นพระราชากับสาวใช้ประจำตัวของแม่เขาทีชื่อว่าลาน่า เรเชลมีนิสัยขี้อายและมักจะเกาะติดเออร์วินเป็นพิเศษ เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีการพบว่าตัวเรเชลนั้นมีความเข้ากันได้กับเวทย์มนต์ธาตุดินเป็นพิเศษ เวทย์มนต์ในโลกนี้มีพื้นฐานมาจากธาตุเจ็ดธาตุ เริ่มจาก แสง และมืด สองธาตุนี้ถูกเรียกว่าปฐมธาตุเป็นธาตที่เชื่อเป็นพื้นฐานและต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง ต่อมาคือธาตุทั่วไปได้แก่ ดิ น้ำ ลมไฟ และสุดท้ายคือไร้ธาตุ ส่วนความเข้ากันได้ก็คือการที่คนคนนั้นฝึกเวทย์ธาตุนั้นแล้วพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและยังทรงประสิทธิภาพมากกว่าเวทย์ธาตุอื่น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความเข้ากันได้นี้ การที่ทั้งลิลิธพี่สาวเขาและเรเชลน้องสาวเขาต่างมีความเข้ากันได้ทั้งคู่จึงเป็นอะไรที่หายากและเหมือนปาฎิหารย์
“ว่าไงเรเชล” เออร์วินยิ้มทักทายกับน้องสาวเขาผู้นี้เขาทั้งรักและเอ็นดูเป็นที่สุด
“คือว่าหนูอยากเล่นเกมกับท่านพี่ค่ะ”
“ได้สิจะเล่นเกมอะไรล่ะ” เออร์วินยิ้มให้เธอแล้วเดินออกจากห้องสมุดโดยมีเรเชลกอดหนังสือเดินตาม
“เกมอะไรก็ได้ค่ะ” เออร์วินที่ได้ฟังก็นิ่งคิดพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า
“งั้นไพ่สลาฟแล้วกันนะ” ไพ่เป็นหนึ่งในหลายสิ่งที่สร้างขึ้นมาโดยอิงจากความทรงในโลกเก่า เขาสร้างมันขึ้นมาเพื่อใช้มันเล่นเกมกับพี่และน้องสาว “จริงสิชวนพี่ลิลิธมาเล่นด้วยก็ไม่เลวนะ” เรเชลที่ได้ฟังก็รีบบอกทันทีว่า
“คือว่าอย่าดีกว่าค่ะตอนนี้ท่านพี่ลิลิธกำลังฝึกเวทย์สายฟ้าอยู่ไม่กวนเธอเป็นดีที่สุด”
“งั้นเหรอน่าเสียดายจังน” เออร์วินบ่นด้วยความรู้สึกเสียดาย ก่อนจะมีเสียงเย็นชาดังขึ้นที่ด้านหลังทั้งคู่
“เสียดายอะไรเหรอเออร์วิน” เออร์วินหยุดเดินหันกลับไปมองพบว่าพี่สาวของเขากำลังยืนอยู่ห่างจากทั้งคู่ไม่ไกลนัก ลิลิธนั้นเหมือนเออร์วินได้รับผมสีดำขลับและตาสีแดงมาจากพ่อ ส่วนใบหน้าที่งดงามประดุจตุ๊กตานั้นเธอได้มาจากแม่ ลิลิธอยู่ในชุดที่ดูมะมัดทะแมงซึ่งเป็นชุดที่จะใส่เวลาฝึก เออร์วินถามว่า
“ท่านพี่ลิลิธไม่ได้ไปฝึกเวทย์สายฟ้าเหรอครับ”
“กำลังจะไปแล้วนี่พวกเธอ...” ลิลิธพูดพลางมองเออร์วินกับเรเชล
“พวกผมว่าจะไปเล่นเกมกันที่ห้องนั่งเล่นน่ะครับ”
“งั้นพี่ไปด้วย” ลิลิธตอบทันควันก่อนจะเดินมาทั้งคู่
“เอ๋! ท่านพี่ไม่ไปฝึกแล้วเหรอครับ”
“วันนี้งดหนึ่งวัน” ลิลิธตอบอย่างไร้อารมณ์ก่อนเหลือบมองเรเชลที่ยืนก้มหน้ากอดหนังสือไม่พูดอะไร เออร์วินก็พูดว่า
“งั้นก็ไปกันเถอะครับเล่นกันหลายคนสนุกดี” พูดจบเออร์วินก็หมุนตัวแล้วเดินนำทั้งคู่ไปที่ห้องนั่งเล่น ทว่าเหมือนเขาจะได้ยินเสียงเรเชลสบถคำว่า ‘ชิ’ ออกมา แต่เขาคิดว่าคงหูแว่วไปเอง แต่ถ้าเขาหันหลังไปก็จะพบว่าเรเชลเงยหน้าสบตากับลิลิธ แววตาไม่เหลือความไร้เดียงสาอีกต่อไปแต่กลับเป็นแววตาที่มองอีกฝ่ายในฐานะศัตรู ส่วนลิลิธก็มองกลับอย่างท้าทาย
วันนี้ชีวิตแสนน่าเบื่อของเออร์วินก็ดำเนินไปเช่นเคยหลังจากเล่นเกมกับพวกพี่สาวและน้องสาว ก็อาบน้ำแต่งตัวและทานอาหารกับครอบครัว หนึ่งในสิ่งที่เออร์วินนำมาจากโลกเก่าก็คือเมนูอาหาร บ่อยครั้งที่เออร์วินมักทำยามว่างคือเข้าไปในครัวแล้วสอนการทำอาหารที่แสนจะแปลกใหม่และอร่อยให้กับเหล่าคนครัว จนเป็นที่ติดอกติดใจของทุกคนที่ได้ทานอาหารเหล่านั้นโดยเฉพาะคนในครอบครัวของเขา ซึ่งอาหารวันนี้คือสตูว์เนื้อทานคู่ขนมปังและผักสด อัลเฟรด ไพร์ล็อก พระราชาของเมืองไพร์ล็อกก็ถามเขาว่า
“เออร์วินวันนี้เป็นยังไงบ้าง”
“ก็ดีครับท่านพ่อ วันนี้ได้เรียนรู้อะไรเยอะเลย” เออร์วินตอบพร้อมกับเช็ดปากที่เปื้อนให้เรเชล อัลเฟรดยิ้มให้เขา
“พ่อเองก็ได้ยินพวกครูเขาพูดเหมือนกันว่าลูกเรียนรู้ได้เร็วมาก” อัลเฟรดพูดชมก่อนจะตักสตูว์เนื้อเข้าปาก ส่วนราชินีเอลิเซีก็กำลังเพลินอยู่กับสตูว์เนื้อพร้อมตาที่เป็นประกายของเธอ
“อร่อย อร่อย สตูว์เนื้อที่เออร์วินเป็นคนแนะนำนี่อร่อยมากเลย”
อัลเฟรดยิ้มให้กับปฏิกิริยาของภรรยาตน เออร์วินจึงรีบเตือนว่า
“ท่านแม่อย่ารีบทานนักสิครับมันอันตรายนะครับ” ราชินีเอลิเซียมองเออร์วินแล้วเถียงกลับว่า
“ไม่ได้หรอกจ๊ะก็อาหารของลูกแม่มันอร่อยมากเลยนี่จ๊ะ” พูดจบราชินีก็เหมือนจะนึกขึ้นได้จึงพูดว่า “นี่นี่ วันเราสองแม่ลูกมาช่วยกันทำอหารให้พ่อเขาทานกันนะจ๊ะแม่ฝันอยากทำอาหารร่วมกับลูกๆ มานานแล้ว” เออร์วินกลับนิ่งอึ้งเพราะเขานึกภาพแม่ของเขาทำอาหารไม่ออกจริงๆ ก่อนจะถามว่า
“ท่านแม่ทำอาหารเป็นด้วยเหรอครับ” สิ้นคำถามราชินีเอลิเซียกลับนิ่งอึ้ง ส่วนราชาอัลเฟรดพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
“ใจร้าย เออร์วินใจร้ายเดี๋ยวเหอะ คิดได้ยังไงว่าแม่ทำอาหารไม่เป็น” ราชินีเอลิเซียพูดทั้งน้ำตา ในขณะที่เออร์วินกลับเอาแต่ยิ้มกับปฎิกิริยาของเธอ
ส่วนลิลิธกลับนั่งทานเงียบๆ ไม่สนใจอะไร แต่เธอก็รับรู้ทุกครั้งที่เรเชลสั่งสายตาเยาะเย้ยมาให้เวลาที่เออร์วินเช็ดปากให้เธอ เกี่ยวกับปฏิกิริยาของสองคนนี้เออร์วินก็รู้อยู่ แต่เขาไม่รู้ว่าทำไมสองคนนี้ถึงมักเขม่นใส่กัน แต่เออ์วินกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของพี่น้อง
หลังทานอาหารเสร็จสิ่งที่เออร์วินมักทำประจำนับแต่มีน้องสาวก็คือเล่านิทานก่อนให้เรเชลฟังก่อนนอน โดยนิทานที่เขาเล่านั้นเป็นนิทานจากโลกเก่าของเขา ทั้งสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด ซินเดอเรลลา เจ้าหญิงนิทรา และอื่นๆ ซึ่งทุกเรื่องที่เขาเล่านั้นเรเชลมักฟังอย่างสนุกสนานและเขาเขาเล่าซ้ำได้อย่างไม่มีเบื่อ
หลังจากที่น้องสาวหลับแล้วเออร์วินก็กลับมาที่ห้องของตน เขาเข้าห้องที่มืดมิดของเขาและเปิดหน้าต่างให้ลมเย็นโชยเข้ามาก่อนจะเดินมานั่งสมาธิที่ปลายเตียง เขานั่งหลับตาทำสมาธินิ่งไม่ขยับจนเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเขาลืมตาขึ้น เดินไปที่หน้าต่างเวลานี้พื้นที่ส่วนใหญ่ในไพร์ล็อกล้วนตกอยู่ในห้วงแห่งราตรี เหล่าผู้คนส่วนใหญ่เข้าสู่ห้วงนิทรา ความเงียบเริ่มมาเยือน
เออร์วินเดินกลับไปที่โต๊ะหัวเตียงเขาดึงลิ้นชักออกพบว่าข้างในมีถุงผ้าที่ตัดเย็บอย่างลวกๆ หนึ่งถุง ตัวถุงไม่ใหญ่มาก เออร์วินเปิดปากถุงแล้วหยิบกล่องไม้ที่ขนาดใหญ่กว่าตัวถุงออกมาวางบนเตียง เขาทำแบบเดิมอีกสองครั้งจนมีกล่องไม้วางบนเตียงทั้งหมดสามกล่อง เขาเปิดกล่องทั้งสามกล่องพบว่าทุกกล่องจะมีปืนกล่องพริกไทยหกลำกล้องอยู่ปืนทุกกระบอกจะยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เออร์วินหยิบปืนขึ้นมาเช็คกระสุนทีละกระบอกอย่างชำนาญ เมื่อเห็นว่าทุกลำกล้องมีกระสุนพร้อมแล้วเขาก็ถอดเสื้อออกเผยให้เผยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ จนไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นร่างกายของเด็ก 10 ขวบ จากนั้นหยิบเสื้อผ้าออกมาจากถุงผ้าแล้วนำมาใส่ซึ่งเป็นชุดดำทั้งดำตั้งแต่หัวจรดเท้า ติดเข็มขัดหนังสีดำที่เอวและที่บ่า เหน็บปืนกล่องพริกไทยกับซองหนังที่เอวซ้ายขวา อีกสองที่ซองหนังซึ่งติดกับเข็มขัดที่เอวด้านหลังและอีกสองกระบอกที่หน้าอก ปิดท้ายด้วยการหยิบหน้ากากแบบเต็มหน้าสีดำมาสวม
เมื่อเห็นว่าพร้อมลุยแล้วจึงกระโตนออกทางหน้าต่างแล้วใช้ทักษะปากัวร์วิ่งจากวังไปที่ผ่านชั้นแต่ละชั้นของเมืองไพร์ล็อก การเคลื่อนไหวของเขานั้นคล่องแคล่วไม่ติดขัดบวกกับฝีเท้าที่แผ่วเบาทำให้แม้แต่ทหารยามที่เดินตรวจตราก็ยังไม่รู้ว่ามีเด็กสิบขวบแต่งตัวด้วยชุดสีดำทั้งตัวกำลังกระโดข้ามหัวเขาอยู่ เมื่อมาถึงช่องเขาไพร์มเออร์วินก็เพิ่มความระมัดระวังตัวขึ้น เขาใช้ความมืดบวกกับชุดสีดำที่เขาใส่โดยจะเน้นเคลื่อนไหวในจุดอับสายตา จนมาถึงประตูเมืองก็ใช้ทักษะปีนผาปีนออกไปได้อย่างชำนาญ
เมื่อปีนออกไปได้แล้วเขาก็วิ่งออกไปเรื่อย ๆ ข้ามสะพานที่พาดผ่านแม่น้ำซิลเวอร์ลินจนมาหยุดที่ทุ่งหญ้าโล่งกว้างแห่งหนึ่งเออร์วินหยุดวิ่งแล้วแหงนหน้ามองหมู่ดาวบนฟากฟ้าที่มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ตอนนี้เขามาอยู่ที่นี่ได้สิบปีแล้วแต่เขาก็ยังสงสัยว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่ หากที่นี่เป็นดาวดวงหนึ่งในจักวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล เช่นนั้นแล้วดาวดวงเดิมที่เขาจากมาใช้อยู่ในหมู่ดาวมากมายบนท้องฟ้าที่เขาเห็นนี้หรือไม่
เออร์วินเหม่อมองท้องฟ้าสักพักก่อนหลับต่แล้วหายใจลึกๆ เขาล้วงกระดาษสองสามแผ่นออกมา แผ่นแรกเป็นรูปใบหน้าชายคนหนึ่งที่มีคำว่าประกาศจับแล้วตัวเลขของโลกนี้ที่บ่งบอกถึงจำนวนเงินรางวัล
“5 เหรียญทอง” สกุลเงินในโลกนี้ ต่ำสุดคือเหรียญทองแดง สูงขึ้นมาคือ เงิน ทองและทองคำขาว โดยหนึ่งร้อยเหรียญทองแดงจะเท่ากับหนึ่งเหรียญเงิน และหนึ่งร้อยเหรียญเงินจะเท่ากับหนึ่งเหรียญทอง
เออร์วินมองจำนวนเงินแล้วดูกระดาษแผ่นอื่นๆ ซึ่งเป็นข้อมูลการปล้นของชายคนนี้ เออร์วินดูการตำแหน่งการปล้นแต่ละแผ่น ก็ประเมินตำแหน่งที่ตั้งของโจรกลุ่มนี้ได้อย่างคร่าวๆ นี่คือหนึ่งในจุดอ่อนใหญ่หลวงของโลกใบนี้ที่เออร์วินค้นพบ ผู้คนพึ่งพาการใช้เวทย์มนต์มากเกินไปพอเจออะไรที่เวทย์มนต์ช่วยเหลือไม่ได้ก็ไปไม่เป็น แตกต่างจากเออร์วินที่แม้เขาจะเป็นขยะในบันทัดฐานของโลกใบนี้ แต่เขาก็มาจากโลกที่มนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้วโดยไม่พึ่งเวทย์มนต์ เขาสามารถวิเคราะห์ข้อมูลแล้วสรุปผลออกมาได้แม้ว่าจะไม่มีเวทย์ทำนายก็ตาม เออร์วินเด็กหนุ่มวัย 10 ขวบมองรูปผู้ชายในใบประกาศจับแล้วพูดว่า
“ได้เวลาออกล่า”