เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
แฟนตาซี,แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
ถูกสร้างมาในฐานะ... อาวุธ
เติบโตมาในฐานะ... อาวุธ
แต่เมื่อความตายมาเยือน... เขาเลือกที่จะตายในฐานะ "มนุษย์"
หมายเลขทดลอง 0082 สิ้นใจลงเพราะต้องการปลดปล่อยพวกพ้อง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ มันคือปฐมบทของการเกิดใหม่ใน 'อาร์เคนัส' ทวีปที่ยึดถือว่าเวทมนตร์คือพระเจ้า และค่าของคนวัดกันที่พลังเวทย์
ในร่างใหม่... พลังเวทย์ที่เขามีนั้นช่างต่ำต้อยจนใครต่างตราหน้าว่า "เจ้าชายขยะ"
แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือภาพลักษณ์ที่เขาสจงใจสร้างขึ้น!
สำหรับเขา... พลังเวทย์ไม่ใช่คมเขี้ยว
พลังเวทย์ไม่ใช่ตัวบ่งบอกศักยภาพ
และพลังเวทย์... ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เขามี!
เตรียมพบกับเรื่องราวของชายที่ทั่วโลกมองว่าเป็นเพียงขยะ แต่หารู้ไม่ว่าขยะชิ้นนี้... คือผู้ที่จะมาเขียนกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ใหม่ด้วยมือของเขาเอง
เมืองดราโกวิช
ณ สนามประลองภายในค่ายทหาร เหล่าทหารที่ไม่ได้เข้าเวรต่างพากันล้อมรอบบริเวณพื้นที่ประลอง เสียงเชียร์ของเหล่าผีพนันพาการร้องดังระงมไปทั้งสนามประลอง เขาเป็นชายชราที่มีผมขาวทั่วศีรษะซึ่งดูขัดแย้งกับกำลังวังชาที่ดูเปี่ยมล้น กำลังยืนมองการประลองของทหารหนุ่มสองคนอย่างใจเย็น มาร์ควิสราฟาเอลผู้บัญชาการที่มีอำนาจสูงสุดในป้อมปราการดราโกวิช
ข้างกายของเขามีเด็กคนหนึ่งอายุประมาณ 10 ขวบกำลังมองลานประลองอย่างสนใจ เด็กคนนี้มีผิวสีขาวเนียนไว้ผมสั้นให้ความรู้สึกทะมัดทะแมง ดวงตาสีน้ำทะเล ใบหน้าให้ความรู้สึกเป็นเด็กที่น่ารักคนหนึ่ง ชุดเกราะที่เด็กใส่ก็ล้วนทำอย่างประณีต เด็กคนนั้นหันมาถามมาร์ควิสราฟาเอล
“ท่านปู่คิดว่าใครจะชนะ”
มาร์ควิสมองสองคนในพื้นที่ประลองอย่างพินิจพิจารณา คนหนึ่งใช้เวทย์ธาตุลมเสริมพลังที่ดาบเพื่อเพิ่มพลังและยืดระยะโจมตี ส่วนอีกคนกับใช้เวทย์เสริมพลังให้ร่างกายของตนบางส่วนมีลักษณะคล้ายหมาป่า ชายคนที่ใช้เวทย์ธาตุลมเน้นรักษาระยะห่างในขณะที่ชายหมาป่ากลับพยายามเข้าประชิด แม้ว่าชายที่ใช้เวทย์ธาตุลมจะสามารถสร้างบาดแผลให้อีกฝ่ายได้ แต่การสมานบาดแผลด้วยตนเองคือหนึ่งในคุณสมบัติของผู้ใช้เวทย์จำแลงอสูร
มาร์ควิสยืนมองพร้อมกับประเมินสถานการณ์ก่อนจะพูดว่า
“ต้องดูว่าเจ้าคนที่ใช้เวทย์ธาตุลมนั่นจะรักษาระยะห่างได้ตลอดแล้วสร้างความเสียหายให้คนที่ใช้เวทย์จำแลงอสูรจนผลาญมานาหมดไปกับการสมานบาดแผล หรือว่าเจ้าคนที่ใช้เวทย์จำแลงอสูรจะเข้าประชิดอีกฝ่ายได้ก่อน”
เด็กคนนั้นหันไปมองมาร์ควิสแล้วถาม
“แม้แต่ท่านปู่ก็ไม่รู้”
มาร์ควิสราฟาเอลยิ้มให้แล้วตอบว่า
“ในการต่อสู้จริงนั้นไม่มีอะไรที่แน่นอนหรอกนายน้อย คนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่น้อยนิดแต่กับสังหารคนที่มีพลังเวทย์เหนือกว่าไปมากมายก็ยังมีเลย”
เด็กคนนั้นทำตาโตถามอย่างไม่เชื่อว่า
“เป็นความจริง?”
มาร์ควิสราฟาเอลยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะที่เตรียมจะเล่าให้ฟังทหารนายหนึ่งก็เดินมากระซิบเขาว่า
“ท่านครับคนของศาสนจักรมาขอพบครับขณะนี้กำลังรออยู่ที่ห้องรับรอง” มาร์ควิสราฟาเอลพยักหน้าให้เขาตอบว่า
“เดี๋ยวข้าไป” แล้วหันไปพูดกับเด็กคนนั้นว่า “รบกวนนายน้อยมอแกนอยู่คนเดียวไปก่อนนะพะย่ะค่ะ” เด็กคนนั้นพยักหน้าก่อนจะหันไปสนใจการประลองต่อ
สิบนาทีต่อมา
ที่ห้องรับรองสตรีอายุ 18-19 ปีนางหนึ่งกำลังนั่งรออยู่อย่างใจเย็น เธอมีผิวขาวที่เปล่งประกายเข้ากับผมสีทองของเธอ ตาสีฟ้าน้ำทะเลลึกแค่ความรู้สึกนี้ดึงดูดใจอย่างประหลาด ตัวเธอสวมชุดเกราะมิธริลงดงามที่ถูกสลักตราของศาสนจักรเป็นรูปวงกลมโดยตรงตามวงกลมจะมีรูปดวงตาในตาจะเป็นรูปดาว 3 แฉก
วงกลมนั้นสื่อว่ามานาที่อยู่ทุกที่และทุกสรรพสิ่ง ส่วนรูปดวงตาเป็นสื่อว่าพระเนตรของพระเจ้าคอยสอดส่องอยู่ทุกที่ และดาว 3 แฉกนั้นก็คือถึง อำนาจ ความเที่ยงธรรมและความเป็นนิรันดร์
ชุดเกราะของเธอราวกับเป็นชุดเกราะที่สั่งทำเป็นพิเศษทั้งส่วนโค้งส่วนเว้าและส่วนนูนล้วนพอดีทุกอย่าง ด้านหลังของสตรีผมทองยืนไว้ด้วยผู้ชายสองคนที่ใส่ชุดเกราะมิธริลเช่นกันแต่กลับให้ความรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และสง่างามด้อยกว่าเธอ
ประตูเปิดออกตามมาด้วยมาร์ควิสราฟาเอลในสภาพที่แต่งตัวเรียบร้อย อัศวินสาวลุกขึ้นทักทายอีกฝ่าย
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ หนึ่งในสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ คาทาริน่า เฟย์ไรน์” มาร์ควิสจึงแนะนำตัวว่า
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ข้าเป็นผู้ดูป้อมปราการแอสทราวินแห่งนี้ มาร์ควิสราฟาเอล ฟานโก้” มาร์ควิสแนะนำตัวอย่างปลอดโปร่ง แต่ภายใจเขานั้นมีอาการตึงเครียดอย่างที่สุด
หากถามว่าในโลกนี้องค์กรใดมีอิทธิพลมากที่สุดคำตอบก็ต้องเป็น ศาสนจักรมานานิรันดร์ ที่ตั้งอยู่ณใจกลางทวีปอาร์เคนัส แม้ตัวศาสนจักรจะมีพื้นที่ไม่มากแต่อำนาจและอิทธิพลนั้นสุดที่ใครจะคาดถึง เพียงสั่งคำเดียวเมืองเล็กๆ ก็สามารถถูกลบหายไปได้ในเวลาเพียงแค่หนึ่งคืน ศาสนจักรมานานิรันด์เชื่อว่ามานาคือพรที่ได้รับประทานมาจากพระเจ้า และเป็นพลังอันเที่ยงธรรม คนไหนยิ่งพลังมานาสูงยิ่งแปลว่าคน ๆ นั้นได้รับความรักจากพระเจ้า ในศาสนจักรมีอัศวินที่เป็นที่หวาดเกรงผู้คนมากที่สุดคือสิบสองอัศวินศักด์สิทธิ์
แม้ว่าจะมีเพียงสิบสองคนแต่การจะขึ้นเป็นหนึ่งในสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเงื่อนไขแรกก็คือต้องเป็นผู้ที่มีความเข้ากันได้กับธาตุใดธาตุหนึ่งในปฐมธาตุ คือธาตุแสงหรือไม่ก็มืด สองต้องเป็นผู้ที่มีได้รับความรักจากพระเจ้าหรือก็คือมีพลังมานามมากมายมหาศาล และสามพลังความสามารถ อย่าได้เห็นว่าอัศวินศักดิ์หญิงผู้นี้นำผู้ติดตามมาแค่สองคน แท้จริงแล้วตัวเธอเพียงแค่คนเดียวก็สามารถรับมือกับกองทัพขนาดใหญ่ได้อย่างไม่ยากเย็น
“ไม่ทราบว่าทางศาสนจักรมีอะไรให้ข้ารับใช้” มาร์ควิสถามพลางนั่งลงบนเก้าอี้ พร้อมกับคิดในใจถึงสาเหตุที่อีกฝ่ายมาพบเขา เพราะถ้าว่ากันตามตำแหน่งแล้วต่อให้เป็นพระราชาของดราโกวิชมาพบหน้าก็ต้องเป็นตัวราชาเสียเองที่ต้องสุภาพและนอบน้อม การที่อีกฝ่ายมาพบเขาที่นี่แปลว่าธุระของเธออยู่ที่เมืองดราโกวิชนี้ คาทาริน่าตอบว่า
“เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีพ่อค้ากลุ่มหนึ่งกำลังเดินทางเอาของมาขายที่เมืองนี้แต่กลับโดนปล้นเสียก่อน พวกเขาทุกคนล้วนโดนฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ทางเราทราบมาว่าคนที่ลงมือนั้นคือกลุ่มโจรที่เรียกตนเองว่า เพลิงอสูร” รับฟังถึงตรงนี้มาร์ควิสก็ตอบว่า
“พวกลุ่มโจรเพลิงอสูรนี้แม้ว่าฝีมืออาจไม่เท่าไร แต่ที่รับมือยากเพราะว่าพวกมันเปลี่ยนที่กบดานไปเรื่อย สิ่งที่ท่านอัศวินหญิงต้องการคือ...”
“ข้าอยากได้ข้อมูลทั้งหมดของคนพวกเพลิงอสูรจึงอยากรบกวนท่านมาร์ควิสให้ช่วยเหลือ” แม้จะมีอำนาจเหนือกว่าแต่อัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้กลับไม่เคยวางท่าทั้งยังให้ความเกรงใจมาร์ควิสอีกด้วย มาร์ควิสรู้สึกเป็นมิตรกับอีกฝ่ายขึ้นมาพยักหน้าตอบว่า
“ข้าจะให้ตามที่ท่านขอ พวกท่านต้องการอะไรอีกหรือไม่”
“ไม่แล้วท่านมาร์ควิส” คาทาริน่าปฏิเสธมาร์ควิสจึงให้สาวใช้คนหนึ่งพาพวกเธอไปพักที่ห้องพักของพวกแขก ก่อนจะเรียกทหารคนสนิทมาสั่งการ
เมื่อเข้ามาถึงที่พักและให้สาวใช้ที่มาส่งออกไปก่อนหนึ่งในอัศวินที่ติดตามคาทาริน่าก็บ่นว่า
“ท่านอัศวินศักดิ์ทำไมท่านไม่สั่งให้พวกมันใช้กำลังทหารปูพรหมหาไปเลยล่ะครับ จะรอข้อมูลเกี่ยวกับพวกโจรทำไม” อัศวินที่ติดตามอีกคนก็กล่าวบ้างว่า
“จริงด้วยท่านเป็นถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์เพียงท่านสั่งคำเดียวเจ้าพวกชั้นต่ำพวกนั้นก็กุลีกุจอทำตามที่ท่านสั่งแล้ว โจรพวกนั้นไม่ควรค่าแก่การให้ท่านเสียเวลาเลยสักนิด”
กับปฏิกิริยาและความคิดของพวกเขาทั้งสองคาทาริน่าไม่ได้สนใจอะไรเธอเพียงแค่ขมวดคิ้วเท่านั้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะศาสนจักรเรืองอำนาจมากจนเกินไป ใครก็ตามที่ได้เข้าเป็นอัศวินของศาสนจักรมักจะมีนิสัยยกตนข่มท่านแล้วใช้อำนาจของศาสนจักรข่มคนอื่นเสมอ แม้แต่ในหมู่อัศวินศักดิ์สิทธิ์เองก็มีบางคนที่มีนิสัยเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่ว่าคาทาริน่าสั่งกำชับไว้สองคนนี้จะทำอะไรบ้างก็ไม่รู้ คาทาริน่าตัดสินใจอธิบายจุดประสงค์ว่า
“ที่พวกเรามาที่นี่นั้นไม่ใช่เพื่อมาจับโจรแต่เพื่อมาหาของชิ้นหนึ่งที่โจรได้ไปจากพ่อค้า”
“ของชิ้นหนึ่ง ?” อัศวินผู้ติดตามทั้งสองทวนคำ คาทาริน่าพยักหน้า
“ใช่ ของชิ้นนี้มีความสำคัญมาก แต่จะให้ใครรู้เกี่ยวกับมันไม่ได้งานของเราก็คือนำเอาของชิ้นนี้มาจากพวกโจรแล้วนำกลับไปที่ศาสนจักรอย่างเร็วที่สุดและมีคนรู้น้อยที่สุด”
เหล่าอัศวินผู้ติดตามทั้งสองพยักหน้าแม้ว่าพวกเขาจะชอบยกตนข่มท่าน แต่พวกเขาไม่ใช่คนโง่พวกเขารู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ถึงจะสงสัยว่าของสำคัญที่ถึงขนาดให้อัศวินศักดิ์ผู้หนึ่งมานำเอามันไปด้วยตนเองคืออะไรแต่เขาก็ไม่คิดจะถาม เพราะเรื่องบางเรื่องรู้น้อยเท่าไรยิ่งดีและบางเรื่องจะดีที่สุดคือไม่รู้อะไรเลย
..............................................................................................................
แสงแดดส่องจากหน้าต่างกระทบหน้าเป็นสัญญาณของเช้าวันใหม่ ลิลิธเด็กผู้หญิงวัย 13 ปี ลือตาตื่นด้วยความงัวเงียเธอขยี้ตาก่อนจะบิดขี้เกียจ เสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่งดังขึ้น
“15 16 17” มันเป็นเสียงของเออร์วินที่ดังมาจากพื้นข้างเตียงเธอชะเง้อไปเห็นน้องชายเธอกำลังวิดพื้นอยู่ นี่เป็นสิ่งที่เธอจะได้เห็นเป็นประจำเวลาที่เธอตื่นนอนบนเตียงของเขา และมันเป็นเครีองยืนยันว่าน้องชายของเธอนั้นได้กลับมาหาเธออย่างปลอดภัย พอเออร์วินวิดพื้นครบ 20 ครั้งเขาก็ยืนขึ้นแล้วมองพี่สาว
"ตื่นแล้วเหรอครับท่านพี่" ลิลิธที่มักจะแสดงท่าทีเย็นชายิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนแล้วพยักหน้า เธอรู้ดีว่าน้องชายเธอคนนี้ไร้พรสรรค์ในเรื่องพลังเวทย์ แต่เขากลับไม่เคยเอามันมาเป็นเหตุผลที่จะไม่ทำอะไรเลย เกี่ยวกับเรื่องความพยายามของน้องชายเธอแม้ว่าเธอจะไม่รู้ทั้งหมดแต่เธอก็รู้ดียิ่งกว่าใคร เพราะทุกเช้าเธอมักจะได้เห็นเขาออกกำลังกายท่าต่าง ๆ พอเรียนเสร็จเขาก็จะขลุกอยู่ในห้องสมุดเพื่อศึกษาหาความรู้
ตั้งแต่เด็กลิลิธไม่เคยเห็นน้องชายคนนี้วิ่งเล่นสนุกสนานเหมือนพวกลูกหลานขุนนางทั่วไปเลยสักครั้ง และนั่นมันทำกลับทำให้เธอมุ่งมั่นฝึกฝนเวทย์สายฟ้าอยู่เสมอ เพราะเธอมองว่ามันเป็นหน้าที่ของเธอที่จะปกป้องเขาในฐานะพี่สาว กับโลกที่ยึดถือเวทย์มนต์เป็นใหญ่ความพยายามและความมุมานะของน้องชายเธอไม่มีวันได้รับการยอมรับเด็ดขาด แต่ตราบใดที่เธอยังอยู่เธอจะไม่มีวันให้ใครมาทำร้ายน้อยชายเธอเด็ดขด เธอเชื่อว่าเธอกับเออร์วินจะอยู่ด้วยกันสองพี่น้องกันไปตลอดถ้าไม่มีมารผจญ ใช่แล้วถ้าไม่มีมารผจญ
ราวกับตอบสนองต่อความคิดของลิลิธอยู่อยู่ประตูห้องก็เปิดออก เด็กสาวผมน้ำตาลมัดเป็นหางม้าโผล่หน้าเข้ามาในห้องเผยให้เห็นนัยน์ตาสีแดงสดเช่นเดียวกับของเออร์วินและลิลิธ
“ตื่นหรือยังคะท่านพี่เออร์วินไปอาบน้ำกันเถอะ...” เด็กสาวพูดยังไม่ทันขาดคำก็สะดุดเพราะเห็นลิลิธอยู่ในห้องด้วย เธอหรี่ตาแวบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นทำตาไร้เดียงสา ถามลิลิธว่า “เอ๋ท่านพี่ลิลิธก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอคะไม่ทราบว่าท่านพี่ลิลิธมาทำอะไรที่นี่คะ เพราะห้องนี้ไม่ใช่ห้องของท่านพี่นี่คะ” พูดจบก็มองลิลิธด้วยแววตาไร้เดียงสาของเด็ก 9 ขวบ
ลิลิธลอบด่าน้องสาวต่างมารดาผู้นี้ในใจว่ายัยมารผจญ เพราะตั้งแต่ผู้หญิงคนนี้ได้เป็นเจ้าหญิงลิลิธก็มีเวลาอยู่กับน้องชายเธอน้อยลง เออร์วินต้องคอยแบ่งเวลาไปดูแลเธอต้องคอยสอนเรื่องการวางตัว สอนเรื่องมารยาท สอนเรื่องการอ่านและเขียน และที่หนักสุดคือให้เออร์วินเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนทุกคืน
“เป็นพี่น้องที่สนิทกันจะอยู่ด้วยกันก็ไม่เห็นแปลกนี่” ลิลิธตอบพร้อมทำแววตาท้าทายแล้วพูดต่อไปอีกว่า “ว่าแต่เธอเหอะเรเชลอายุ 9 ขวบแล้วยังต้องให้เออร์วินสระผมให้ไม่รู้จักตัวเลยนะ”
เรเชลที่ได้ยินอีกฝ่ายว่าไม่รู้จักโตก็กัดฟันกรอดแล้วตอบโต้ไปว่า
“ก็หนูยังเด็กนี่คะไม่ได้อายุเยอะเหมือนคุณป้าแถวนี้เสียหน่อย” พูดจบเธอก็ยังไม่ลืมทำท่าทางไร้เดียงสาแต่สำหรับลิลิเธอแล้วเธอกลับรู้สึกหมั่นไส้
‘เอาแล้วไง’ เออร์วินรู้สึกเอือมกับเหตุการณ์ตรงหน้า เขาไม่รู้ว่าทำไมสองพี่น้องคู่นี้ถึงมักมีเรื่องให้ทะเลาะกันบ่อยนักเจอหน้ากันทีไม่เขม่นใส่กันก็โต้เถียงกันไม่รู้จักจบจักสิ้น ขณะที่เออร์วินกำลังเอือมกับความไม่ถูกกันของสองพี่น้องต่างมารดา เขากลับเอะใจอะไรบางอย่าง ‘ว่าแต่ยัยเรเชลเปิดประตูห้องเราเข้ามาได้ไงหว่า’ พอคิดถึงตรงนี้เขาก็เหลือบมองไปทางพี่สาว เพราะจะว่าไปเขาก็เอะใจเรื่องที่พี่สาวมักจะเปิดประตูห้องนอนแล้วมานอนบนเตียงเขาเป็นประจำ
เออร์วินมองสลับบลิลิธกับเรเชลไปมาแล้วถอนหายใจ เพราะเขาเดาว่าสองคนนี้คงเอากุญแจห้องเขาไปก็อปปี้โดยบอกไม่บอกกล่าวเป็นแน่ ถึงจะไม่รู้ว่าทั้งสองคนทำไปเพื่ออะไรก็เถอะ เออร์วินตัดสินใจทิ้งทั้งสองไว้แบบนี้แล้วเดินไปที่ห้องด้านข้างเพื่อจะไปอาบน้ำล้างหน้าแปลงฟัน
“ท่านพี่เออร์วินจะไปไหนคะหนูไปด้วย” เรเชลทำท่าจะตามเออร์วินไปแต่กลับถูกลิลิธคว้าตัวเอาไว้แล้วพูดว่า
“จะไปไหนยัยเด็กนี่มาคุยกันก่อนบอกมานะว่าเมื่อกี้ว่าใครป้า” ทันทีที่เออร์วินลับสายตาไปเรเชลก็สลัดทิ้งมาดของเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาแล้วมองลิลิธอย่างยียวนว่า
“หนูก็แค่พูดลอยๆเองเท่านั้นนะคะท่านพี่ หนูยังไม่ได้บอกเลยสักคำนะคะว่าว่าท่านพี่คือคุณป้า ท่านพี่ลิลิธร้อนตัวอะไรกันคะ”
หลังจากอาบน้ำอาบท่าเสร็จเออร์วินก็เดินกลับเข้าห้องพบว่าตอนนี้ทั้งพี่สาวและน้องสาวเขาตอนนี้ไม่อยู่แล้วเขาจึงแต่งตัวเพื่อลงไปทานมื้อเช้า พบว่าทั้งพระราชาและราชินีรออยู่ก่อนแล้วแต่ยังไม่มีวี่แววของสองเด็กสาว เขานั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่งก่อนที่สาวใช้จะยกโจ๊กมาเสิร์ฟ เออร์วินสังเกตเห็นว่าพ่อกับแม่เขามีบรรยากาศผิดปกติ พ่อเขามีท่าทางเลี่ยงการสบตากับแม่ส่วนแม่เขากลับดูร่าเริงกว่าปกติ ขณะที่เออร์วินกำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นแม่เขาก็พูดว่า
“นี่ๆ เออร์วินลูกแม่เราสัญญากันไว้แล้วใช่มั้ยเนาะ” เออร์วินที่ได้ยินก็ทำหน้างง
“สัญญา? สัญญาอะไรเหรอครับ”
“บู่.....” ราชินีเอลิเซียทำปากยื่นแสดงความไม่พอใจ “ก็ที่ลูกสัญญาว่าจะสอนแม่ทำอาหารเมื่อคืนยังไงล่ะลืมแล้วเหรอ”
เออร์วินที่ได้ฟังก็ถึงบางอ้อเพราะนึกออกแล้วว่าเมื่อคืนแม่พูดกับเขาทำนองนี้จริงๆ แต่เขากลับจำไม่ได้ว่าไปสัญญาตอนไหนว่าจะสอนเธอทำอาหาร
“ไงล่ะจำได้แล้วใช่มั้ย?” ราชินีเอลิเซียมองไปที่ลูกชายเธอด้วยแววตาที่เป็นประกาย ทำเอาเขาปฏิเสธไม่ได้จึงได้แต่ตอบไปว่า
“ก็.....ครับ”
“งั้นเดี๋ยวทานมื้อเช้าเสร็จแล้วเราไปเรียนกันเลยเนอะ”
“เอ๋!!!” เออร์วินอุทานออกมาเพราะไม่นึกว่าแม่เขาจะใจร้อนขนาดนี้
“หืม มีอะไรเหรอ” ราชินีเอลิเซียมองมาที่เขาด้วยแววตาที่เป็นประกายอีกรอบ
“ปะปะเปล่าครับ” เมื่อเห็นว่าลูกชายไม่ได้ปฏิเสธเธอจึงหันไปหาสามีที่กำลังหลบสายตาเธออยู่
“คุณจะไม่สนใจทานมื้อเที่ยงเป็นอาหารเออร์วินสอนฉันทำจริงๆ เหรอคะ”
“มะไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจริงๆ พอดีช่วงนี้ผมงานยุ่งน่ะผมได้สั่งให้คนรับใช้เตรียมอาหารไว้ให้แล้ว” พระราชาอัลเฟรดรีบปฏิเสธทันควันพร้อมกับมีอาการเหงื่อไหลเต็มใบหน้า เออร์วินที่เห็นดังนั้นรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
สักพักเรลกับลิลิธก็ลงมาทานข้าวพร้อมกับสาวใช้ส่วนตัว ในบรรดาพี่น้องสามคนเออร์วินเป็นคนเดียวที่ไม่มีสาวใช้ส่วนตัวไม่ใช่เพราะพ่อแม่ไม่ให้เขาแต่เขาเลือกที่จะปฏิเสธเองเพราะเขามีเรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้ ลิลิธนั่งลงด้วยท่าทางเย็นชาเหมือนปกติส่วนเรเชลนั่งข้างเออร์วินด้วยท่าทางสดใสไร้เดียงสา พอได้รู้ว่าวันนี้เออร์วินจะสอนราชินีเอลิเซียทำอาหารเรเชลก็เสนอตัวเข้าร่วมด้วยทันควัน ในขณะที่ลิลิธขอบายเพราะเธอต้องฝึกฝนเวทย์สายฟ้า เออร์วินสังเกตว่าพ่อของเขามองมาที่เรเชลแล้วอ้าปากคล้ายต้องการพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนคำพูดไว้ เออร์วินยิ่งสังหรณ์ไม่ดีหนักกว่าเก่า
‘หรือว่าท่านแม่จะทำอาหารได้ไม่ค่อยเก่ง’ เออร์วินคิดในใจไว้เช่นนั้นแล้วทานมื้อเช้าต่อไปจนทานมื้อเช้าเสร็จ เขาก็โดนแม่ของตนลากไปที่ครัวด้วยท่าทางกระตือรือร้น แล้วเขาก็ได้พบว่าเขาคิดผิดที่เขาคิดว่าแม่เขาทำอาหารไม่เก่ง เพราะที่จริงแล้วมันอยู่ในระดับที่เลวร้ายต่างหาก
เออร์วินมองสภาพห้องครัวที่ตอนนี้เละตุ้มเป๊ะเหมือนมีการรบกันในนี้ก็ไม่ปาน เมนูที่แม่เขาจะทำก็คือสตูว์เนื้อกับผักราก แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้มีเศษเนื้อเศษผักกระจายอยู่ทั่วครัวก็ไม่รู้ เออร์วินที่ตอนนี้เนื้อตัวมอมแมมกำลังทำสีหน้าปลายตาย พูดตามตรงแล้วเขาที่เผชิญหน้ากับพวกกลุ่มโจรเพลิงอสูรยังไม่ระทึกขวัญเท่ากับการอยู่ห้องครัวที่แม่เขาทำอาหารอยู่ ส่วนเรเชลตอนนี้ก็ลี้ภัยไปอยู่นอกห้องโดยคอยชะโงกมาดูชะตากรรมอันแสนน่าเวทนาของพี่ชาย
ฝ่ายราชินีเอลิเซียที่ตอนนี้กำลังอยู่ในสภาพที่มอมแมมก็นิ่งค้างเพราะสิ่งที่ได้มันไม่เป็นอย่างหวัง เธอวาดฝันไว้ว่าจะได้ทำอาหารที่แสนวิเศษให้ลูก ๆ และสามีของเธอทานสักครั้งในชีวิตแต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้... น้ำตาของเธอเริ่มไหลรินลงมา แต่ยังไม่ทันที่เธอจะร้องไห้เธอก็ปาดน้ำตาและพยายามอดทนไว้เพราะไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าลูก ๆ
เออร์วินที่เห็นอาการของแม่จึงดึงแขนเสื้อของเธอ ราชินีเอลิเซียจึงก้มมองเขาแล้วพยายามฝืนยิ้มให้ลูกชายเธอบอกว่า
“แม่ไม่เป็นไรหรอกเออร์วินแม่สบายดี” เออร์วินมองตาเธอแล้วถามว่า
“แม่อยากทำอาหารจริงๆใช่ไหมครับ”
“เอ๊ะ!” ทันทีที่เออร์วินถามเช่นนั้นเธอก็นิ่งไป แล้วตอบว่า “แม่อยากทำอาหารมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ แต่เพราะทุกคนเอาแต่บอกว่าแม่ไม่ควรทำงานแบบนี้บ้างล่ะ นี่เป็นหน้าที่ของคนใช้บ้างล่ะ แม่ก็เลย...” พูดถึงตรงนี้เธอก็เงียบไป เออร์วินที่ได้ฟังเรื่องนี้เขาก็ใช้แขนกวาดสิ่งที่อยู่บนโต๊ะลงพื้นแล้วเอาเขียงขึ้นมาวางตามด้วนแครอทและมีดหนึ่งเล่ม
“นี่คือ?” ราชินีเอลิเซียถามด้วยความสงสัย
“ถ้าท่านแม่อยากหัดทำอาหารจริงๆ ล่ะ ท่านแม่ต้องเริ่มจากการหั่นผักก่อนนะครับ” เออร์วินพูดก่อนจะลงมือหั่นให้ดูพร้อมให้คำแนะนำ
“ท่านแม่ เราต้องเริ่มจากพื้นฐานก่อน... ท่านต้องวางมือให้ปลอดภัยก่อนจะลงมีดนะครับ”
“ดูนะครับมือที่จับผัก ให้หงายฝ่ามือเล็กน้อยแล้วงอนิ้วเข้าแบบนี้ เหมือนกำมือไว้หลวมๆ แล้วใช้ข้อนิ้วตรงกลางนี่แหละ ชี้นำใบมีด” เขาทำให้ดูช้าๆ โดยให้ใบมีดเลื่อนไปขนานกับข้อนิ้ว ไม่โดนเนื้อ
“แบบนี้จะช่วยให้ท่านไม่โดนบาด ถ้าจังหวะพลาด ก็แค่ชนข้อนิ้ว ไม่โดนนิ้วจริง” ราชินีเอลิเซียมองตามตาโต เออร์วินส่งมีดให้เธอแล้วพูดว่า “ท่านแม่ลองดูสิครับ” เธอรับมีดไปแล้วเริ่มลงมือเธอเม้มปากพลางพยายามเลียนแบบท่าทางของเออร์วิน มือข้างที่จับผักสั่นเล็กน้อย มีดในมืออีกข้างยังไม่มั่นคงนักเออร์วินขยับเข้ามาประคองข้อมือแม่เขา
“อย่ากดแรง ใบมีดมันคมอยู่แล้ว แค่ปล่อยให้น้ำหนักของมันไหลลงมาตามจังหวะเองก็พอ” เธอพยักหน้าเบาๆ แล้วลองหั่นอีกครั้ง คราวนี้แครอทออกมาเป็นแผ่นที่ค่อนข้างเท่ากัน ราชินีเอลิเซียดีใจจนเนื้อเต้นพร้อมแกว่งมีดทำครัวไปมา ทำเอาเออร์วินหน้าซีดร้อง
“มีด มีด อย่างแกว่งมีดแบบนั้นครับท่านแม่”
เรเชลมองภาพเหตุการณ์ทุกอย่างจากนอกประตูแล้วยิ้มออกมา ส่วนเหล่าคนครัวหลายคนก็รู้สึกซึ้งใจจนน้ำตาไหลพรากเช่นกันต่างพากันคิดว่า
“พรุ่งนี้จะเก็บกวาดกันเสร็จไหม”