เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
แฟนตาซี,แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
ถูกสร้างมาในฐานะ... อาวุธ
เติบโตมาในฐานะ... อาวุธ
แต่เมื่อความตายมาเยือน... เขาเลือกที่จะตายในฐานะ "มนุษย์"
หมายเลขทดลอง 0082 สิ้นใจลงเพราะต้องการปลดปล่อยพวกพ้อง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ มันคือปฐมบทของการเกิดใหม่ใน 'อาร์เคนัส' ทวีปที่ยึดถือว่าเวทมนตร์คือพระเจ้า และค่าของคนวัดกันที่พลังเวทย์
ในร่างใหม่... พลังเวทย์ที่เขามีนั้นช่างต่ำต้อยจนใครต่างตราหน้าว่า "เจ้าชายขยะ"
แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือภาพลักษณ์ที่เขาสจงใจสร้างขึ้น!
สำหรับเขา... พลังเวทย์ไม่ใช่คมเขี้ยว
พลังเวทย์ไม่ใช่ตัวบ่งบอกศักยภาพ
และพลังเวทย์... ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เขามี!
เตรียมพบกับเรื่องราวของชายที่ทั่วโลกมองว่าเป็นเพียงขยะ แต่หารู้ไม่ว่าขยะชิ้นนี้... คือผู้ที่จะมาเขียนกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ใหม่ด้วยมือของเขาเอง
กลิ่นคาวเลือดจางๆ ยังคงคลุ้งเคล้าไปกับควันไฟที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือลานหินขรุขระ แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมาต้องร่างกำยำของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่กำลังโห่ร้องอย่างรื่นเริงรอบกองไฟขนาดใหญ่ เปลวเพลิงสีส้มแดงเต้นระยิบระยับ สะท้อนเงาของพวกเขาให้ดูบิดเบี้ยวและน่าเกรงขามยิ่งขึ้น
เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากหญิงสาวผมยาวสลวยที่นั่งคลอเคลียอยู่ข้างชายร่างใหญ่ ใบหน้าของนางแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์สุราที่ไหลลงคอไปหลายอึก ในมือของนางถือแก้วไวน์ที่มีไวน์แดงรินอยู่
บนผืนหญ้าข้างกองไฟ กระสอบหนังหลายใบถูกโยนทิ้งไว้เกลื่อนกลาด ปากกระสอบเปิดอ้า เผยให้เห็นทรัพย์สินมีค่าที่ถูกปล้นชิงมาเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน เหรียญทองคำเปล่งประกายวาววับ เครื่องประดับอัญมณีหลากสีสัน ผ้าไหมเนื้อดี และถ้วยเงินสลักลายวิจิตร วางระเกะระกะราวกับของเล่น
ชายหนุ่มหน้าตาคมคาย มีรอยแผลเป็นพาดเฉียงบนแก้ม ยกขวดเหล้าขึ้นดื่มอึกใหญ่ ก่อนจะหัวเราะเสียงดังลั่น
"ข้าละชอบตอนที่พ่อค้าหน้าโง่พวกนั้นวางอำนาจสั่งให้พวกผู้คุ้มกันบุกมาหาพวกเรา แต่พอเห็นว่าคนพวกนั้นตายกันหมดก็หน้าซีดเป็นไก่ต้มร้องขอชีวิตกันเป็นแถบ"
"ใช่แล้วในระแวกนี้ไม่มีใครที่พวกเราหมายตาแล้วจะหลุดรอดไปได้" ชายอีกคนที่มีหนวดเคราดกหนาตะโกนตอบ พลางยกแก้วเหล้าขึ้นสูง
"ขอให้ความร่ำรวยจงอยู่กับพวกเราไปตลอดกาล!"
เสียงโห่ร้องและเสียงแก้วกระทบกันดังสนั่นลั่นป่า เหล่าโจรต่างดื่มกินและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บางคนก็เริ่มร้องเพลงพื้นเมืองเสียงดัง บางคนก็ล้มตัวลงนอนพักผ่อนด้วยความเหนื่อยล้าจากการปล้นครั้งล่าสุด
ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขสมหวัง มีเพียงชายร่างสูงใหญ่สวมผ้าคลุมสีดำทะมึนที่ยืนอยู่ห่างจากกลุ่มเล็กน้อย ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง แม้ใบหน้าจะเรียบเฉย แต่แววตาของเขากลับฉายแววครุ่นคิดบางอย่าง ราวกับว่าความสุขในวันนี้เป็นเพียงภาพลวงตาที่อาจจางหายไปได้ทุกเมื่อ
ลมเย็นยะเยือกพัดโชยมาวูบหนึ่ง หอบเอากลิ่นดินและกลิ่นคาวเลือดให้ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แสงจันทร์ยังคงส่องสว่าง แต่เงาของเหล่าโจรกลับทอดยาวและบิดเบี้ยวขึ้น ราวกับกำลังถูกบางสิ่งบางอย่างที่มืดมิดคืบคลานเข้ามากลืนกิน...
ขณะที่ชายร่างใหญ่กำลังรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างชายคนหนึ่งก็เดินมาหาพร้อมถือขวดเหล้าในมือมาสองขวด เขายื่นขวดเหล้าให้ชายร่างใหญ่
“เห้ เจ้าตัวโตทำไมไม่ดื่มฉลองกันให้หนำใจเลยวะ นานๆ ทีจะมีแพะอ้วนมาให้เชือดนิ่มๆ แบบนี้ทั้งที มันต้องเอาให้เมาหัวราน้ำไปเลยสิเพื่อนยาก” ชายร่างใหญ่รับขวดเหล้ามาแต่ยังไม่ดื่ม เขามีสีหน้าหนักใจก่อนพูดว่า
“พอดีสังหรณ์ใจไม่ดี ข้ารู้สึกเหมือนมีคนคอยดูอยู่” ชายร่างใหญ่สอดส่ายสายตาไปมา แต่เพื่อนเขากลับทำหน้าเหมือนมองคนปัญญาอ่อน
“เฮ้ย จะมีคนมาคอยดูอยู่อะไร ตลอดเวลาพวกเราล้วนแต่เปลี่ยนที่กบดานมาเรื่อยๆ ไม่เคยมีหมาตัวไหนหาพวกเราเจอสักตัว มามาดื่ม” พูดจบเขาก็คะยั้นคะยอให้ให้ชายร่างใหญ่ดื่ม ชายร่างใหญ่มีท่าทีลังเลก่อนยกขวดเหล้าขึ้นเพื่อดื่ม แต่ทว่ากลับมีเสียงดังลั่นสั่นป่าขึ้นมา
“ปัง! ปัง!”
ศีรษะของชายร่างใหญ่กับเพื่อนของเขาต่างมีเลือดพุ่งออกมาก่อนจะล้มทั้งยืนลงไปนอนกับพื้นขวดเหล้าในมือทั้งสองหล่นลงพื้นกลายเป็นเศษแก้วแตกกระจาย ยังไม่ทันที่พวกโจรจะคิดได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเงาดำสายหนึ่งก็พุ่งมาหาพวกเขาตามด้วยเสียงเช่นเดียวกับเมื่อครู่พร้อมกับประกายไฟที่เกิดขึ้นพร้อมเสียง
“ปัง! ปัง! ปัง!”
โจรสามคนที่อยู่ใกล้เงาดำนั้นต่างเป็นเช่นเดียวกับชายร่างใหญ่และเพื่อน พวกเขาต่างล้มลงไปกับพื้นพร้อมกับมีเลือดพุ่งออกมาจากศีรษะ โจรคนหนึ่งเริ่มตั้งสติได้เขายื่นฝ่ามือไปทางผู้มาเยือนแหวนของโจรเรืองแสงขึ้นแล้วสายลมรุนแรงก็ปรากฏขึ้นพร้อมพัดใส่ผู้มาเยือนจนกระเด็นไปหลายเมตรถึงตั้งหลักได้ โจรอีกคนเงื้อหมัดก่อนลงที่พื้นอย่างแรง แรงระเบิดปะทุขึ้นจากพื้นพร้อมกับการที่อีกฝ่ายกระโดดหลบแรงระเบิดได้อย่างทันท่วงที
“เกือบไปแล้ว” เออร์วินพูดกับตัวเองในใจแล้วจึงกระโดดหลบไปด้านข้างก่อนที่ลูกตุ้มหนามขนาดใหญ่จะฟาดโดนตัวเขาได้อย่างฉิวเฉียด เออร์วินหันลำกล้องปืนในมือซ้ายไปที่หัวของคนที่ฟาดลูกตุ้มหนามใส่เขา
“ปัง!”
เสียงปืนดังขึ้นพร้อมประกายไฟชายคนนั้นชายคนนั้นล้มลงไปนอนกับพื้น ทันใดนั้นอุณหภูมิก็เพิ่มสูงขึ้นเออร์วินรีบหันไปมองพบว่าชายหนุ่มหน้าตาคมคายผู้นั้นเสกไฟขนาดใหญ่ขึ้นมาสองลูก ก่อนจะส่งลูกไฟสองลูกมาที่เขา เออร์วินรีบกระโจนไปอีกทางทำให้ลูกไฟพลาดเป้าไปโดนพื้นหญ้าข้างทางจนเกิดแรงระเบิดที่รุนแรงขึ้น เออร์วินไม่สนใจแรงระเบิดเขาพุ่งเข้าหาชายหนุ่มหน้าตาคมคายก่อนหันลำกล้องในมือทั้งสองแล้วลั่นไกติดต่อกันสี่นัด เกิดเสียงปืนดังลั่นไปทั่วบริเวณ กระสุนทุกนัดพุ่งตรงใส่อีกฝ่ายแต่กลับมีอะไรอย่างขวางกลั้นไว้ทำให้กระสุนหยุดตรงหน้าเขาก่อนจะหล่นลงพื้น
“มีอาร์ติแฟกต์ประเภทป้องกันภัยอยู่จริงด้วย” ตามข้อมูลที่เออร์วินได้มาเขาพบว่าโจรกลุ่มนี้ทำการดักปล้นพ่อค้าวานิชหลายต่อหลายครั้ง และทุกครั้งพวกเขาจะฆ่าทุกคนโดยไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว บริเวณที่เขาลงมือนั้นส่วนใหญ่จะอยู่คาบเกี่ยวระหว่างเมืองดราโกวิช เมืองเอ็นโดเรีย เมืองเซลเวเรีย พวกเขาจะเปลี่ยนที่กบดานอยู่เสมอทำให้ยากต่อการตามจับ
พวกหัวหน้าโจรจะมีสองประเภทที่เห็นได้ทั่วไปคือตายเร็วกับตายช้า พวกที่ตายเร็วมักเป็นพวกไว้ใจลูกน้องโดยลืมไปว่าพวกมันฆ่าคนเพื่อผลประโยชน์ได้ก็ฆ่าเขาเพื่อผลประโยชน์ได้ ส่วนประเภทตายช้าพวกนี้จะไม่ยอมไว้ใจใครคำนึงถึงความปลอดภัยของตนมาก่อน สังเกตจากที่โจรกลุ่มนี้อยู่มานานทำการปล้นสะดมมานับครั้งไม่ถ้วนแต่กลับมีหัวหน้าคนเดียวมาตลอดแสดงว่าเจ้าคนที่หน้าตาคมคายแต่มีรอยแผลเป็นผู้นี้เป็นหัวหน้าโจรอย่างหลัง เออร์วินสันนิษฐานในเรื่องนี้และคาดเดาไว้ว่าหัวหน้าโจรคนนี้น่าจะมีอาร์ติแฟกต์ประเภทคุ้มภัยอยู่และเขาก็คิดถูก เพราะกระสุนสี่นัดที่เขายิงออกไปล้วนแต่เข้าไม่ถึงตัวเขาเลยสักนัด
ไม่รอให้เออร์วินมีเวลาคิดหอกน้ำแข็งห้าอันพุ่งตรงมาที่เขา เออร์วินถีบตัวเพื่อหลบหอกน้ำแข็งแต่กลับมีโจรคนหนึ่งง้างธนูรอไว้อยู่แล้วก่อนจะปล่อยสายธนู ลูกธนูมีไฟลุกพรึบทั้งลูกพุ่งมาที่เขา เออร์วินเอี้ยวตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียดลูกธนูพุ่งผ่านเขาไปรู้สึกได้ถึงความร้อนจากเปลวไฟที่ร้อนผิดปกต เขาจึงรู้ว่านอกจากหัวหน้าโจรแล้วยังมีผู้ใช้เวทย์ไฟอีกคน โจรสองคนบุกมาหาเขา คนหนึ่งใช้ขวานที่ที่หุ้มไว้ด้วยสายฟ้าอีกคนใช้ดาบที่หุ้มไว้ด้วยธาตุไฟ นี่คือทริคง่ายๆ ที่พวกผู้ใช้เวทย์มนต์เวลาจับอาวุธใช้กันคือเคลือบพลังธาตุใส่อาวุธแล้วทำให้การโจมตีที่ดูธรรมดากลายเป็นรุนแรงขึ้นผิดหูผิดตา
เออร์วินตั้งใจจะหลบขวานสายฟ้ากับดาบไฟที่พุ่งมายังเขาแต่กลับต้องชะงัก เพราะจู่ๆ ดินที่พื้นก็กลายเป็นมือขนาดยักษ์แล้วกำตัวเขาไว้
“ตอนนี้แหละจัดการเลย” คนที่พูดคือโจรที่ใช้เวทย์ธาตุดินคนนั้น ตอนนี้เขาแบฝ่ามือทั้งสองกับพื้นดิน เทคนิคพื้นฐานสำหรับผู้ใช้เวทย์ธาตุดิน ‘เอิร์ทคอนโทรล’ ก่อนที่ขวานกับดาบจะถึงตัวเขาเออร์วินที่ไม่สามารถใช้ความคล่องตัวหลบการโจมตีได้เขาจึงเล็งปืนสองกระบอกใส่โจรสองคนที่พุ่งเข้ามาแล้วเหนี่ยวไก สรุปคือโจรสองคนนั้นหงายหลังลงไปนอนกับพื้น
เออร์วินเหวี่ยงปืนสองกระบอกในมือทิ้งแล้วชักปืนสองกระบอกจากหน้าอกออกมา เขาเล็งปืนในมือขวาไปที่ผู้ใช้เวทย์ธาตุดินแล้วเหนี่ยวไก กระสุนเจาะเข้าที่ไหล่ซ้ายไม่โดนหัว แต่อย่างน้อยก็ทำให้เจ็บจนต้องคลายเวทย์มือดินที่กำตัวเขาไว้ ทันที่มือดินเริ่มคลายลงเออร์วินก็ไม่รอช้าเขารีบกระโจนหลบอย่างทุลักทุเลแต่อย่างน้อยเขาก็รอดจากธนูไฟและหอกน้ำแข็งไปได้อย่างฉิวเฉียดอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเขาก็ต้องกลิ้งหลบไปอีกทางอย่างทุลักทุเลก่อนที่ลูกเพลิงความร้อนสูงสามลูกจะพุ่งผ่านตัวเขาไปจนไปโดนพื้นหินที่ไกลออกไปเกิดเป็นหลุมที่เกิดจากการละลายของหิน
เออร์วินลุกขึ้นยืนมองที่หัวหน้าโจรเห็นอีกฝ่ายมองมาที่เขาแบบหยอกเย้าโดยไม่มีท่าทีเสียใจกับการตายของลูกน้องแต่อย่างใด เขาผิวปากแล้วพูดว่า
“ที่ได้ยินว่าหมู่นี้มีนักล่าค่าหัวที่เป็นคนแคระปรากฏตัวขึ้นนี่เป็นเรื่องจริงสินะ” หัวหน้าโจรมองรูปร่างของเออร์วินในชุดสีดำทั้งตัวแถมใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า บวกกับอาวุธที่เขาใช้ที่ดูไม่เหมือนอุปกรณ์เวทย์มนต์หรืออาร์ติแฟกต์เลยสักนิด มันทำให้เขาสรุปได้ว่าอีกฝ่ายต้องเป็นคนแคระแน่นอน ซึ่งใครก็นึกถึงแน่นอนว่าเออร์วินไม่ใช่คนแคระแต่เป็นแค่เด็กอายุ 10 ขวบ
เออร์วินไม่ตอบในใจรู้สึกพอใจกับการเข้าใจผิดของอีกฝ่ายเพราะยิ่งมีสิ่งที่เชื่อมโยงกับตัวจริงของเขาน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี เขามองไปที่พวกโจรที่ตอนนี้เหลืออยู่ไม่กี่คนแต่ตัวเขาต้องจำกัดจำนวนกระสุนไว้ใช้กับบาเรียของตัวหัวหน้า เวทย์มนต์ในโลกนี้ทำงานด้วยปัจจัยสามอย่างคือมานา คาถา และคนร่าย มานาเป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกที่ไหลเวียนไปมาโดยที่มนุษย์จะดูดซับมานามากักเก็บไว้ในร่างมาเป็นพลังเวทย์ ปริมาณการดูดซับมานานั้นจะแตกต่างกันไปแล้วแต่คนและนี่คือสิ่งที่แยกความแตกต่างระหว่างเพชรกับขยะ ยิ่งมีร่างกายที่กักเก็บมานาได้เยอะก็ยิ่งแปลว่าพลังเวทย์สูง ส่วนเวทย์มนต์จะแสดงผลด้วยการจ่ายมานาในร่างกายผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘คาถา’ ยิ่งเป็นเวทย์มนต์ที่ทรงพลังมานาที่ต้องจ่ายเพื่อร่ายคาถาก็ยิ่งต้องมากตามไปด้วย นั่นคือเหตุผลซึ่งคนที่ถูกเรียกว่า ขยะ ในโลกนี้ไม่สามารถใช้เวย์มนต์ระดับสูงได้เพราะมานาที่พวกเขามีไม่เพียงพอต่อการร่าย ส่วนอุปกรณ์เวทย์มนต์กับอาร์ติแฟกต์นั้นมีความแตกต่างกันอยู่คืออุปกรณ์เวทย์มนต์เป็นสิ่งที่ทำงานได้โดยการจ่ายมานาของผู้ใช้ แต่อาร์ติแฟกต์เป็นสิ่งที่สามารถดูดซับมานาในอากาศมาใช้งานได้ ทำให้อาร์ติแฟกต์นั้นยากต่อการสร้างทั้งยังมีมูลค่าและเป็นที่ต้องการมากกว่า
บาเรียของหัวหน้าโจรนั้นถ้าเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์จะไม่เป็นปัญหาเลย ขอเพียงเออร์วินกระหน่ำยิงให้บาเรียทำงานเพื่อผลาญมานาในตัวอีกฝ่ายจนมานาหมดบาเรียก็สิ้นฤทธิ์ แต่พอเป็นอาร์ติแฟกต์นั่นหมายความว่าต่อให้มานาในตัวหัวหน้าโจรหมดจนเกลี้ยงถัง แต่เขาก็ยังคงอยู่รอดปลอดภัยเพราะอาร์ติแฟกต์นั้นทำงานได้ด้วยการดูดซับมานาในอากาศ แต่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีเพราะตอนที่เออร์วินยิงใส่หัวหน้าโจรไปสี่นัดเขาเห็นการกระเพื่อมของบาร์เรียที่เกิดการการรับดาเมจต่อเนื่องแล้วพยายามดูดซับมานาอย่างรวดเร็วเพื่อคงสภาพบาเรียไว้ เออร์วินรู้ได้ทันทีว่าอาร์ติแฟกต์ที่หัวหน้าโจรถือครองนี้คงไม่ใช่ของที่ดีนักและมันทำให้เขาคิดออกว่าจะจัดการอีกฝ่ายยังไง
เออร์วินประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็วพบว่าตอนนี้เหลือหัวหน้าโจร ผู้หญิงที่ใช้เวทย์น้ำแข็ง นักธนูที่เสริมเวทย์ไฟที่ลูกธนู ผู้ใช้เวทย์ดินที่ตอนนี้คงสิ้นฤทธิ์ไปพักหนึ่งเพราะโดนเขายิงที่ไหล่ซ้าย แล้วก็ผู้ใช้เวทย์ลมที่สวมแหวนเรืองแสงคนนั้นซึ่งเคลื่อนไหวเพียงแค่ครั้งเดียวตั้งแต่ต้น พอคิดถึงตรงนี้เออร์วินก็รู้สึกอะไรบางอย่างพุ่งมาจากทางด้านหลังเขาเหลียวหน้ามองพบว่าผู้ใช้เวทย์ลมตอนนี้ได้เข้ามาอยู่ด้านหลังเขาพร้อมเงื้อดาบเตรียมฟันเขา เรื่องที่อีกฝ่ายมาอยู่ด้านหลังเขานั้นเออร์วินไม่แปลกใจ เพราะผู้ใช้เวทย์ลมขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและการโจมตีที่ไร้รูปร่างอยู่แล้ว ขณะดาบฟันลงมาที่เขาเออร์วินกับไม่หลบเขายิงปืนในมือขวาไปที่ขาของโจรคนนั้นจนอีกฝ่ายเสียหลักลิ้มลงแล้วจ่อปืนในมือซ้ายที่หัวของอีกฝ่ายแล้วลั่นไก เหลืออีกสี่คนแต่บาดเจ็บหนึ่งคน โจรที่ใช้ธนูกลับสังเกตอะไรบางอย่างได้ว่าอาวุธของอีกฝ่ายนั้นแม้จะน่ากลัวแต่ทุกครั้งที่ใช้จะมีระยะที่แน่นอนเสมอ ทุกครั้งที่ใช้งานจะต้องสังหารพวกเขาได้ในพริบตาเดียวแต่กลับมีคนหนึ่งที่รอดนั่นคือคนที่ใช้เวทย์ดิน นั่นแปลว่าอาวุธนี้มีจุดอ่อนในเรื่องความแม่นยำ และเขายังสังเกตอีกว่าระยะยิงที่เออร์วินใช้นั้นอาวุธที่อยู่ในมือขวาจะสังหารได้ไกลกว่าที่อยู่ในมือซ้ายเสมอนั่นแปลว่าเขานั้นถนัดขวา
“อาวุธของมันมีจุดอ่อนอยู่ที่ระยะพยายามรักษาระยะห่างไว้” โจรที่ใช้ธนูพูดเตือนทุกคนเออร์วินยอมรับในไหวพริบของผู้ใช้อาวุธระยะไกลผู้นี้ ถูกต้องไม่ว่าจะในโลกเก่าของเขาหรือในโลกนี้ปืนสั้นล้วนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหวังผลได้ในเรื่องระยะ ยิ่งเป็นการยิงปืนสองมือยิ่งแล้วใหญ่ บวกกับแขนเด็กสิบขวบที่ต่อให้ใช้เทคนิคที่เขาคิดขึ้นคือการใช้มานาเสริมกระดูกและกล้ามเนื้อที่แขนทั้งสองข้างแต่ปืนสั้นก็คือปืนสั้น ทว่าด้วยระยะเท่านี้ไม่มีความหมายสำหรับเขา
เออร์วินเก็บปืนในมือซ้ายลงในซองหนังที่เอวก่อนจะใช้มือซ้ายช่วยประครองปืนในมือขวา พวกโจรทั้งสามต่างพยายามถอยออกมาแล้วโจมตีใส่เขา คราวนี้เป็นบอลเพลิงขนาดใหญ่ห้าลูก หอกน้ำแข็งหลายอัน เออร์วินพุ่งตรงเข้าไปที่ทิศทางที่เวทย์ที่พุ่งราวกับว่ากำลังหาที่ตายเสี้ยววินาทีก่อนที่เวทย์พวกนั้นจะโดนตัวเขา เออร์วินกลับหมอบลงกับพื้นแล้วหันปากลำกล้องยังที่โจรที่ใช้ธนูพร้อมกับมองอีกฝ่ายผ่านศูนย์เล็งใช้มือซ้ายช่วยประครองปืน โจรนักธนูที่เห็นดังนั้นเดิมคิดว่าตนอยู่ในระยะที่ปลอดภัยแล้ว แต่เขาหารู้ไม่ว่าระยะที่เขาอยู่นั้นยังไม่ไกลพอสำหรับการยิงปืนพกแบบมาตรฐาน เออร์วินเหนี่ยวไกทันทีสองครั้งติดกระสุนเจาะเข้าที่อกของโจรนักธนูจนอีกฝ่ายล้มลงกับพื้น ไม่รอให้โจรที่เหลือมีปฏิกริยาอะไรเขาหันปากลำกล้องไปทางโจรสาวที่ใช้เวทย์น้ำแข็งแล้วยิงไปสองนัดติดเช่นเดียวกับเมื่อครู่ กระสุนสองนัดเจาะเข้าที่อกเธอก่อนที่เธอจะล้มลงไปนอนกับพื้น
“แปะแปะแปะ” หัวหน้าโจรปรบมือโดยไม่มีท่าทีเสียใจกับการตายของพวกลูกน้องเลยสักนิด เขายิ้มให้เออร์วินที่กำลังลุกขึ้นจากพื้น “ยอดเยี่ยมยอดเยี่ม คนแคระนักล่าค่าหัวช่างยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือจริง” พูดจบเขาก็มองรอบตัวเห็นลูกน้องของตนที่กลายเป็นซากศพเกลื่อนกลาดเหลือเพียงผู้ใช้เวทย์ดินที่ยังเหลือรอด เขายิ้มออกมาแล้วกลาวกับเออร์วินว่า “ต้องขอบใจนายจริงๆ ตัวหารลดลงไปเยอะเลย”
เออร์วินไม่สนใจที่อีกฝ่ายพูดเขาเก็บปืนลงในซองหนังที่เอวด้านขวาก่อนจะหยิบถุงผ้าออกมา เขาล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าแล้วหยิบกระบอกไม้ออกมาสามอัน ตัวกระบอกไม้ทุกอันมีขนาดเท่ากันและเชือกยื่นออกมาด้านหนึ่งของกระบอกไม้ ทันที่ที่เห็นเออร์วินหยิบกระบอกไม้ที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวถุงผ้าออกมา เขาก็หรี่ตามองแล้วถาม
“ถุงมิติ? เจ้าเป็นคนของสมาคมการค้าไครอส?” เออร์วินไม่ตอบคำเขาพุ่งเข้าหาอีกฝ่าย แม้จะไม่รู้ว่ากระบอกไม้ที่อีกฝ่ายหยิบออกมาใช้ทำอะไรแต่เขาไม่คิดประมาทก่อนจะทำการเรียกลูกไฟออกมาอีกห้าลูกแต่ก่อนที่เขาจะได้ส่งลูกไฟในมือเข้าใส่อีกฝ่าย เชือกที่ยื่นออกมาจากกระบอกไม้ทั้งสามอันต่างถูกดึงออกมาพร้อมกันแล้วกระบอกไม้ทั้งสามก็ถูกขว้างมาที่เขา ก่อนที่เขาจะทันได้คิดอะไรกระบอกไม้ทั้งสามก็ประทะเข้ากับบาเรียแล้วการระเบิดสนั่นหวั่นไหวก็เกิดขึ้นเหล่าสัตว์ป่าที่อยู่ในระแวกใกล้เคียงต่างวิ่งหนีกันกระเจิง
หัวหน้าโจรหูดับไปทันทีส่วนตัวบาเรียแตกกระจายเพราะแรงระเบิดรุนแรนเกินกว่าที่จะต้านไหว ไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยแรงระเบิดที่เหลืออยู่หัวหน้าโจรกระเด็นไปหลายเมตรจนนอนหมดสติอยู่กับพื้น โจรที่ใช้เวทย์ดินแทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็นเขาอยู่มาจนปูนนี้ไม่เคยเห็นอาวุธที่อีกฝ่ายใช้มาก่อนเลยแม้แต่อย่างเดียว เพราะว่ามันไม่มีร่องรอบของการดูดซับมานาเลยแม้แต่อย่างเดียวมันจึงไม่ใช่ทั้งอุปกรณ์เวทย์มนต์และอาร์ติแฟกต์ ถ้าอย่างนั้นมันคืออะไรกันแน่
เออร์วินรอให้แรงระเบิดจางหายไปจนหมดก่อนจะลุกขึ้นจากการหมอบเพื่อหลบแรงระเบิด เขาเดินไปที่หัวหน้าโจรที่นอนหมดสติพบว่าอีกฝ่ายอยู่ในสภาพเนื้อตัวมอมแมมเสื้อผ้าฉีกขาดมีรอยแผลตามเนื้อตัวซึ่งเกิดจากแรงระบิด เขาชักปืนพกที่เอวขวาออกมาจ่อที่หัวของอีกฝ่ายแล้วลั่นไกสองครั้งติดเป็นการจบชีวิตหัวหน้าโจรผู้นี้ เออร์วินเหลือบมองไปทางโจรที่ใช้เวทย์ดินซึ่งกำลังกุมไหล่ขวาเพราะบาดเจ็บ พอถูกมองเช่นนั้นก็หน้าซีดร้องลั่นป่าแล้วรีบวิ่งหนีไป
เออร์วินเดินไปเก็บปืนสองกระบอกที่เขาเหวี่ยงลงพื้นขึ้นมาใส่ซองหนังตรงหน้าอกเขาเหลือบมองไปที่ถุงสมบัติของพวกโจร รอยยิ้มอย่างพึงพอใจปรากฏขึ้นภายใต้หน้ากาก วันนี้ได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด เขารีบโยกย้ายทรัพย์สมบัติเหล่านั้นลงในถุงผ้าใบเล็กของเขาซึ่งมันก็ใส่จนหมดทั้งที่ถุงผ้ามันเล็กกว่ากันมาก ขณะที่เออร์วินกำลังโยกย้ายสมบัติอยู่นั้นกับมาของชิ้นหนึ่งร่วงลงพื้นเขาก้มลงเก็บของชิ้นนั้นแล้วกลับต้องชะงัก ในบรรดาสิ่งของทั้งหมดในถุงล้วนแต่เป็นของมีค่าอย่างพวกเพชรนิลจินดาทั้งยังมีอุปกรณ์เวทย์มนต์อยู่ด้วยเหรียญทองและเหรียญทองคำขาวก็ยังมีแต่เจ้าสิ่งนี้มันไม่ใช่
จากแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาในยามค่ำคืนเผยให้เห็นว่ามันเป็นไม้แกะสลักที่แกะเป็นรูปนกยืนอยู่บนแท่นรูปแกะสลักนั้นดูเรียบง่ายขาดความปราณีต ขนาดของมันพอๆ กับม้วนกระดาษทิชชู่ เออร์วินมองมันด้วยความรู้สึกพิศวงแต่ไม่ใช่เพราะมันมีอะไรที่พิเศษแต่เพราะเขาไม่สามารถสัมผัสอะไรจากมันได้เลย ไม่มีแม้แต่เสี้ยวเดียวของการดูดซับมานาทั้งจากอากาศและจากมานาในตัวเขา
“แปลก”
เออร์วินพูดออกมาด้วยความสงสัยการที่มันถูกเก็บรวมไว้ในถุงสมบัติแสดงว่าต้องมีค่า แต่ตัวเขากลับหาคุณค่าในตัวมันไม่ออกนอกจากเป็นแค่รูปแกะสลักง่อยๆ เออร์วินส่ายหัวตัดสินใจหยุดความคิดนี้ไว้ชั่วคราวก่อนจะโยนไม้แกะสลักลงในถุงผ้าของเขา เพราะตอนนี้มีสิ่งที่เขาต้องให้ความสำคัญยิ่งกว่าการหาคุณค่ามีสิ่งที่เขาไม่รู้ว่ามีคุณค่าหรือไม่ คือรีบโกยสมบัติเหล่านี้ให้หมดแล้วเอาหัวของหัวหน้าโจรไปขึ้นเงิน