เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
แฟนตาซี,แฟนตาซี,เกิดใหม่ ,สร้างเมือง,ต่างโลก,เวทย์มนต์,ฮาเร็ม,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทย์มนต์คือทุกสิ่ง เล่ม 1เทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทมนต์ by อาเธอร์ ซี. คลาร์ก
ถูกสร้างมาในฐานะ... อาวุธ
เติบโตมาในฐานะ... อาวุธ
แต่เมื่อความตายมาเยือน... เขาเลือกที่จะตายในฐานะ "มนุษย์"
หมายเลขทดลอง 0082 สิ้นใจลงเพราะต้องการปลดปล่อยพวกพ้อง แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ มันคือปฐมบทของการเกิดใหม่ใน 'อาร์เคนัส' ทวีปที่ยึดถือว่าเวทมนตร์คือพระเจ้า และค่าของคนวัดกันที่พลังเวทย์
ในร่างใหม่... พลังเวทย์ที่เขามีนั้นช่างต่ำต้อยจนใครต่างตราหน้าว่า "เจ้าชายขยะ"
แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือภาพลักษณ์ที่เขาสจงใจสร้างขึ้น!
สำหรับเขา... พลังเวทย์ไม่ใช่คมเขี้ยว
พลังเวทย์ไม่ใช่ตัวบ่งบอกศักยภาพ
และพลังเวทย์... ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เขามี!
เตรียมพบกับเรื่องราวของชายที่ทั่วโลกมองว่าเป็นเพียงขยะ แต่หารู้ไม่ว่าขยะชิ้นนี้... คือผู้ที่จะมาเขียนกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ใหม่ด้วยมือของเขาเอง
ยามเย็นของเมืองไพร์ล็อกถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์สีส้มแดงจากขอบฟ้าที่ต่ำลงเรื่อย ๆ เสียงระฆังลั่นกังวานจากหอสูงของศาลากลางบอกเวลาเลิกงาน ชาวเมืองหลากชนชั้นทยอยกันกลับบ้าน บ้างหอบของสดจากตลาดเย็น บ้างนัดแนะกันไปดื่มที่ร้านเหล้า เด็กน้อยกลุ่มหนึ่งวิ่งเล่นไล่จับกันผ่านตรอกแคบ ๆ ก่อนเสียงแม่จะตวาดเรียกให้รีบกลับบ้าน
ร้านเหล้าก็เริ่มเปิดประตูรับลูกค้า ไฟตะเกียงน้ำมันค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละดวง เติมชีวิตชีวาให้กับตรอกสายหลักที่ทอดยาวสู่ศูนย์กลางเมือง
ขณะที่ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างเป็นปกติสุข เคานต์ เรห์นวาร์ด ฟอน ฮาเซลไฮม์ ก็ผลักประตูไม้ของบ้านหลังหนึ่งออกมาอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าชายชราผู้มากด้วยบารมีแก้มยิ้มกรุ้มกริ่มมุมปาก เสื้อคลุมผู้พิพากษาสีม่วงเข้มยังคลุมอยู่บนร่างอย่างเป็นระเบียบ
เขากวาดตามองซ้ายขวาราวกับต้องการแน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ก่อนจะเดินช้า ๆ กลับไปยังรถม้าคันหรูที่จอดรออยู่หน้าบ้านหลังนั้น บ้านที่แม้ภายนอกจะดูธรรมดา...แต่ใคร ๆ ในเมืองนี้ต่างก็รู้ดีว่า มันไม่ใช่บ้านของเขา ขณะที่เขากำลังจะขึ้นรถม้าเสียงหนึ่งจากด้านข้างก็พูดขึ้น
“ดูอารมณ์ดีจังนะครับท่านเคานต์เรห์นวาร์ด ผมสงสัยจังเลยว่ามีเรื่องอะไรน่ายินดีขนาดนั้น” ทันทีที่ได้ยินว่ามีคนรู้จักตนเคานต์เรห์นวาร์ดก็ชะงักหันไปมองผู้พูด เห็นว่าเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ผมสีดำขลับกำลังนั่งยองๆ กับพื้นพร้อมทั้งเอาไม้เขี่ยพื้นเล่นไปมา พอเห็นว่าคนพูดเป็นเด็กก็ระงับอาการตื่นตูมทันทีแล้วทำใจเย็นถามว่า
“ไอ้หนูเอ็งเป็นใครเรอะแล้วมาเล่นอะไรตรงนี้”
ทันทีที่ถูกถามเด็กชายก็เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามราวเด็กผู้หญิงและนัยน์ตาสีแดงสดที่เป็นสัญลักษณ์สายเลือดของราชวงศ์ เคานต์ เรห์นวาร์ด หน้าซีดทันทีรีบทำความเคารพ
“เจ้าชายเออร์วิน เมื่อสักครู่กระม่อมขออภัยที่เสียมารยาท ขอเจ้าชายอย่าถือสา”
เคานต์ เรห์นวาร์ด นิ่งคิดสิ่งต่างๆ ในหัวไปมาเพื่อหาทางออกจากสถานการณ์นี้ พูดตามตรงแล้วเขาไม่เคยหวาดกลัวและไม่เคยเห็นเจ้าชายน้อยผู้นี้อยู่ในสายตา แต่ที่เขาหวั่นเกรงจริงๆ คือคนที่อยู่ด้านหลังเขาพระราชาแห่งเมืองไพร์ล็อก อัลเฟรด ไพร์ล็อก คนผู้นี้เพรียบพร้อมทั้งสติปัญญาและกำลัง และเขาก็ไม่อยากทำให้คนๆ นั้นโกรธด้วย แต่จนตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เพรียบพร้อมแบบนั้นถึงยังคงให้ความสำคัญกับคนที่เป็นขยะเช่นเจ้าชายคนนี้แล้วยุติการมีลูกเสียอย่างนั้น แม้จะคิดอย่างนั้นแต่เขาก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาทางสีหน้าแต่เลือกจะเก็บมันเอาไว้ เออร์วินเหลือบมองไปทางบ้านด้านหลังเขาแล้วทำหน้าสงสัยถามว่า
“ท่านเคานต์ นี่บ้านใหม่ของท่านเหรอครับไม่ยักรู้ว่าท่านซื้อบ้านหลังใหม่ด้วย” ความเข้าใจผิดของเออร์วินทำให้เคานต์ เรห์วาร์ดเริ่มใจชื้นเขารีบตอบว่า
“ใช่แล้วขอรับองค์ชายนี่เป็นบ้านที่กระหม่อมพึ่งซื้อมา” เออร์วินกลับทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะพึงพำว่า
“แต่ไม่เห็นภรรยาท่านพูดถึงเรื่องนี้เลยนี่เห็นทีข้าคงต้องถามนางหน่อยแล้ว” พูดจบเออร์วินก็ทำท่าจะเดินจากไป เคานต์ เรห์วาร์ด ที่ตอนนี้คิดอะไรไม่ทันรีบรั้งตัวเขาไว้ก่อน
“จะจะ เจ้าชายเดี๋ยวก่อนขอรับ” เออร์วินที่กำลังจะเดินไปหยุดกึกแล้วหันมามองหน้าเขาด้วยแววตาใสซื่อ
“หือ มีอะไรหรือครับท่านเคานต์ ?” เคานต์ เรห์วาร์ดรีบระดมความคิดในหัวออกมาเพื่อหาเหตุผลที่จะไม่ให้อีกฝ่ายเอาเรื่องนี้ไปบอกภรรยา ใจจริงเขาอยากใช้เวทย์ไฟเผาเจ้าเด็กนี่ให้เป็นจุลให้รู้แล้วรู้รอดแต่ติดที่คนหนุนหลังเจ้าเด็กนี่ นอกจากพระราชาของไพร์ล็อกแล้วยังมีอัครเสานาบดี ดยุคกาเลออน กับแม่ทัพใหญ่ บารอนเอเดรียน ซึ่งแต่ละคนก็ไม่ใช่คนที่เขาจะร่วงเกินได้เลยสักคน เขาพยายามระดมความคิดเพื่อหาทางออกแต่เจ้าชายเออร์วินกลับทิ้งระบิดลงมาดื้อๆ
“หรือว่านี่จะไม่ใช่บ้านใหม่ของท่านเคานต์แต่เป็นบ้านของเมียน้อยท่าน” เคานต์เรห์นวาร์ดรู้สึกเหมือนมีน้ำเย็นราดลงบนศีรษะ พยายามจะพูดแก้ตัวแต่เออร์วินกลับชิงพูดว่า “แหมคงเป็นไปไม่ได้หรอกนะครับ ก็ท่านเคานต์ เรห์นวาร์ด เป็นถึงผู้ดูแลกฎหมายและความยุติธรรมทั้งยังเป็นผู้พิพากษา ถึงประเทศนี้จะไม่ห้ามเรื่องการอนุภรรยาก็เถอะ แต่ไอ้การกระทำอย่างแอบมีบ้านเล็กบ้านน้อยโดยไม่ให้ภรรยารู้นี่ท่านคงไม่ทำอยู่แล้วใช่ไหมครับ เพราะถ้าทำขึ้นมาจริงๆ นอกจากถูกริบตำแหน่งยังถูกทางการลงโทษอีกต่างหาก และพอกลับบ้านยังต้องถูกภรรยาท่าน...” พูดถึงตรงนี้เออร์วินทำมือฟันที่คอของตนไปมา แล้วร้องซี้ด แต่เสียงร้องซี้ดที่เคานต์ เรห์นวาร์ด ได้ยินกลับหนาวไปถึงขั้วหัวใจภาพเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆผุดขึ้นในหัว แต่เออร์วินก็ทุบกำปั้นลงที่ฝ่ามือแล้วทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“นึกออกแล้วที่ท่านเคานต์มาที่นี่เพื่อที่จะหาคนที่จะมาเป็นครูใช่ไหมครับ”
“ครู?” เคานต์เรห์นวาร์ดทวนคำอย่างมึนงง
“ก็ที่ท่านเคานต์จะเสนอท่านพ่อพรุ่งนี้ไงครับท่านจะเสนอให้สร้างโรงเรียนสำหรับประชาชนคนทั่วไปขึ้น ทั้งท่านยังใจดีออกค่าเล่าเรียนให้พวกเขาเป็นเวลา 5 ปี อีกท่านนี่ใจดีจังเลยนะครับ”
“โรเรียนสำหรับประชาชน? ออกค่าเล่าเรียนให้?” สมองเคานต์ เรห์นวาร์ดยังคงประมวลผลอยู่
“ก็ที่ท่านเคานต์มาที่นี่ก็เพื่อหาคนที่จะเป็นครูสอนให้เด็กๆ ทุกคนในเมืองอ่านออกเขียนได้ บวกลบเลขได้น่าชื่นชมในความทุ่มเทครั้งนี้จังเลยนะครับ ในฐานะเจ้าชายของเมืองนี้ผมขอเป็นตัวแทนประชาชนทุกคนกล่าวขอบคุณท่านเคานต์ครับ” พูดจบก็ค้อมกายอย่างสวยงาม แล้วก็พูดว่า “เพื่อไม่เป็นการรบกวนการทำงานเพื่อเมืองไพร์ล็อกของท่าน ผมขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบเออร์วินก็เดินจากไปทิ้งให้เคานต์ เรห์นวาร์ดยืยงงไว้ตรงนั้น
“หรือว่าเราจะโดนมันข่มขู่และใช้ให้สร้างโรงเรียน” เคานต์ เรห์นวาร์ดพึมพำออกมาก่อนจะพบว่ายิ่งคิดยิ่งเข้าเค้า แล้วพอนึกถึงสีหน้าท่าทางของเออร์วินที่แสดงออกมาเมื่อครู่ก็รู้สึกหงุดหงิดใคร่หาที่ระบายซึ่งก็ได้แต่กัดฟันกรอด แล้วพูดลอดไรฟันทีละคำ
“ไอ้-เด็ก-เวร” ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้า แล้วเริ่มคิดคำพูดให้พระราชายอมรับเรื่องการสร้างโรงเรียน
..........................................................................................................................
เออร์วินเดินอยู่ริมถนนในตัวเมืองพร้อมกับประเมินสิ่งต่างๆ จากที่เห็น สิ่งที่ได้มาจากความทรงจำในชาติก่อนคือการพัฒนาประเทศนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือพัฒนาคนก่อน และวิธีที่จะพัฒนาคนได้อย่างมีประสิทธิภาพคือต้องมีสามสิ่ง โรงเรียน โรงพยาบาล และถนนหนทาง
เมืองไพร์ล็อกเป็นเมืองเล็กที่มีพื้นที่ไม่มากดังนั้นถนนหนทางที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้วแต่อาจต้องขยับขยายบ้างบางเส้นแต่เรื่องนั้นพักไว้ก่อนได้ แต่สิ่งที่ต้องรีบทำโดยเร็วที่สุดคือ โรงเรียน และโรงพยาบาล จริงอยู่เออร์วินที่ใช้ชีวิตในรั้ววังมาตลอดเพื่อศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และเรื่องเวทย์มนต์ แต่เพราะเขาวางแผนพัฒนาประเทศนี้มาโดยตลอดจึงได้ศึกษาหลายสิ่งหลายอย่างจึงพบว่า ไม่ใช่แค่ทุกคนในเมืองนี้แต่เป็นทุกคนในทวีปนี้ที่อยู่ตรงฐานพีระมิดมักจะไม่รู้หนังสือ
ส่วนเรื่องสิทธิ์ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลหรือยารักษาโรคนั้นก็ไม่ต่างกัน ทั้งที่ในโลกนี้มีสั่งที่เรียกว่ามานาแต่อายุขัยของคนชนชั้นล่างในโลกนี้กลับสั้นมาก เพราะว่ามีสิ่งที่พร้อมจะพรากชีวิตพวกเขาไปมากมาย ทั้งสงคราม การเจ็บไข้ได้ป่วย และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาเลยหากสิทธิการรักษามันเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ แต่ทักษะการรักษาในโลกนี้กลับถูกจำกัดไว้เฉพาะเหล่าคนที่เรียนเวทย์รักษามาเท่านั้น ส่วนยารักษาก็ใช้โพชั่นซึ่งเออร์วินเองก็ยอมรับว่าประสิทธิภาพของมันนั้นยอดเยี่ยมกว่ายาในโลกเก่าของเขาเสียอีก จะผิดก็ตรงราคามันแพงมากเสียจนคนทั่วไปเอื้อมไม่ถึงต่อให้เป็นโพชั่นระดับต่ำก็ตาม
ความจริงมีคนกลุ่มหนึ่งที่ศึกษาแนวทางการรักษาโดยการพึ่งมานาให้น้อยที่สุด แต่พวกเขากลับถูกศาสนจักรกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีตเพราะเป็นการดูหมิ่นมานาที่เป็นพลังซึ่งได้รับการประทานมาจากพระเจ้า พวกเขาคือกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าพ่อมดหรือแม่มดเป็นกลุ่มคนที่สนใจในศาสตร์ที่เรียกว่าการเล่นแร่แปรธาตุ พวกเขามักถูกตามล่าและกวาดล้างโดยศาสนจักร
เพราะมีปัจจัยมากมายที่ทำให้ผู้คนในโลกนี้ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนี่เองถึงทำให้คนในโลกนี้บรรลุนิติภาวะกันเร็วมากคืออายุ 15 ปี เออร์วินเองก็พึ่งรู้จากพ่อเขาเองเมื่อไม่นานมานี้ว่าตัวเขาเองก็มีคู่หมั้นและกำหนดแต่งงานคือตอนที่เขาอายุ 15 ปี แต่นั่นเป็นเรื่องที่เขายังไม่สนใจตอนนี้ ตอนนี้สิ่งที่เขาให้ความสนใจมากที่สุดคือพัฒนาเมืองไพร์ล็อก โรงเรียนกับโรงพยาบาล ก้าวแรกสำหรับการพัฒนาเมือง
ก่อนหน้านี้เออร์วินก็ได้ไปพบกับขุนนางอีกสามคนและใช้จุดอ่อนพวกเขาแบล็คเมล์ เขาไม่รู้ว่าพวกนี้จะเสนอและโน้มน้าวให้พ่อเขาสร้างโรงเรียน และโรงพยาบาลได้สำเร็จไหม ถ้าไม่สำเร็จเขาก็คงต้องใช้แผนสองคือดึงเงินบางส่วนที่เขาได้มาจากการล่าค่าหัว ที่ถามว่าทำไมเขาไม่ใช้เงินก้อนนี้ให้มันจบๆ ไป เหตุผลก็เพราะอะไรที่ประหยัดได้ก็ควรประหยัด แถมนอกจากโรงเรียนกับโรงพยาบาลสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการสร้างก็คือกำลังส่วนตัวของเขาเองซึ่งสิ่งนี้ต้องใช้เงินแน่นอน
โครงสร้างเมืองถูกแบ่งเป็นสามชั้นตามระดับความสูงของเนินเขา ชั้นล่างตลาดและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านทั่วไป มีถนนแคบ ๆ คดเคี้ยวเพื่อชะลอการเคลื่อนทัพของศัตรูหากกำแพงแตก ชั้นกลาง เขตของช่างฝีมือและทหาร มีโรงตีเหล็ก คลังเสบียง และค่ายฝึกทหาร ชั้นบนสุด พระราชวังไพร์ล็อก ซึ่งเป็นป้อมปราการขนาดย่อม มีกำแพงชั้นในสูง 10 เมตรล้อมรอบ เออร์วินคิดหลายๆ อย่างในหัวพลางเดินกลับไปที่ปราสาทขณะเดินผ่านพื้นที่ชั้นกลางที่กลับเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินสวนมา
คนนำหน้าเป็นเด็กผู้หญิงที่เออร์วินคุ้นเคยดีผมสีดำนับน์ตาสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลิลิธพี่สาวเขานั่นเอง อีกคนเป็นบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งไว้ผมสั้นใส่เกราะที่มีตราของราชวงศ์ไพร์ล็อกในมือถือหอก คนคนนีแม้ว่าเออร์วินกลับไม่คุ้นเคยเท่าไหร่แต่เขาก็พอรู้จักอีกฝ่ายอยู่ ออกัส บากิ้น ฉายาหอกสายฟ้าเป็นอัศวินทั้งยังเป็นผู้ช่วยแม่ทัพ ส่วนอีกคนนั้นเออร์วินรู้สึกไม่คุ้นตาเท่าไรนักเธอเป็นเด็กสาวอายุไล่เลี่ยกับเขามีผมสั้นสีทองตัดเป็นทรงบ๊อบสวมที่คาดผมสีฟ้าใส่เกราะขนาดเล็กที่พอดีกับตัวเธอ ท่าทางการเดินของเธอเหมือนพยายามเลียนแบบอัศวินเพื่อให้ดูองอาจ แต่เออร์วินกับมองว่ามันดูตลก
“เออร์วิน?” เสียงเรียกของพี่สาวดังขึ้นทันทีที่เรียกเขา เออร์วินที่ถูกเรียกหยุดเดินจนเมื่อระยะของทั้งคู่ใกล้กันจังถามว่า
“ท่านพี่ออกมาเดินเล่นเหรอครับ” ลิลิธส่ายหน้าตอบว่า
“มีเรียอยากออกมาเดินลาดตะเวนในฐานะอัศวินข้าเลยมาเป็นเพื่อน”
“มีเรีย?” เออร์วินทวนคำก่อนจะหันไปทางเด็กผู้หญิงผมสั้นสีทอง อีกฝ่ายก็แตะดาบทำความเคารพ
“มีเรีย บรูค ค่ะ”
“บรูค? หรือจะเป็นลูกสาวของดยุคกาเลออน บรูค” เออร์วินเพราะนึกถึงข้อมูลเกี่ยวกับขุนนางที่เขารวบรวมไว้ มีเรียที่ได้ยินดังนั้นก็ทำเสียงฟึดฟัดทันทีพูดว่า
“ไม่เกี่ยวกับท่านพ่อค่ะมีเรียจะเป็นอัศวินด้วยความสามารถของตนเอง” เออร์วินหันไปมองพี่สาวกับออกัส อีกฝ่ายยิ้มแห้งให้เขา ก็พอเดาได้ว่าเด็กคนนี้เป็นพวกมั่นใจในตัวเองแล้วก็เกลียดการถูกมองว่าได้ทุกอย่างเพราะบารมีพ่อสินะ
“ว่าแต่” เสียงมีเรียพูดขึ้น
“หืม” เออร์หันไปมองเห็นเด็กสาวหรี่ตามองเขา บรรยากาศต่างกับตอนแรกลิบลับ ดูท่าจะถูกผูกใจเจ็บเรื่องที่บอกว่าเธอเป็นลูกของดยุคกาเลออน
“เจ้าชายมีเวลาว่างออกมาเดินเล่นด้วยเหรอเพคะ ทั้งที่เจ้าหญิงลิลิธที่เป็นอัจฉริยะก็ยังต้องฝึกฝนหนักอยู่ตลอดเลยนะเพคะ องค์ชายไม่รู้ตัวจริงๆ เหรอเพคะว่าคนอื่นๆ พูดถึงท่านว่ายังไง” เออร์วินที่ได้ยินก็ยืนยิ้มไม่พูดอะไรเพราะเขาชินแล้วกับการถูกเปรียบเทียบกับพี่สาว ทว่าเขาไม่คิดกลับมาบางคนที่คิด
“มีเรียพูดจาระวังปากหน่อย” ลิลิธพูดโดยไม่มองมาที่มีเรียพร้อมมีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นรอบตัวเธอ มีเรียรีบหันไปทำความเคารพให้ลิลิธ
“ขออภัยค่ะเจ้าหญิง”
น้ำเสียงดูให้ความเคารพผิดกับตอนพูดกับเออร์วินอย่างเห็นได้ชัด เออร์วินยืนมองบรรยากาศที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของมีเรีย พร้อมกับสงสัยว่าระบบกลไกลปรับอารมณ์ของเธออยู่ตรงไหนเนี่ย เด็กหนุ่มยิ้มออกมาอย่างไม่ใส่ใจนักเขาตัดสินใจแยกตัวออกมา
“ท่านพี่ผมกลับก่อนนะครับเจอกันตอนทานมื้อเย็น” ยังไม่ทันทีเด็กหนุ่มจะหมุนตัวเดินกลับปราสาทลิลิธก็คว้าตัวเขาไว้แล้วถามว่า
“จะรีบกลับแล้วเหรอ”
“เอ๋?”
“ทีเมื่อเช้าเธออยู่กับเรเชลช่วยสอนแม่ทำอาหารทำไมอยู่ได้แต่พออยู่เป็นเพื่อนพี่เดินเล่นในเมืองทำไมอยู่ไม่ได้เหรอ” ลิลิธยิ้มออกมาแต่ทำไมเขารู้สึกสยองกับรอยยิ้มนั่นก็ไม่รู้