ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
ชาย-ชาย,ลึกลับ,แฟนตาซี,รัก,ข้ามเวลา,เทพ ,พระเอกรวย,ฟีลกูด/feelgood,จบดี ,พระเอกธงเขียว,พระเอกคลั่งรัก,อดีตชาติ,wildoatlavender,เมื่อฝนจำรักได้,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อเรื่องราวของอดีตชาติ
กลายเป็นบทลงทัณฑ์แห่งฟากฟ้า
และความรักต้องถูกพลัดพรากให้มิอาจตามหา
วายุภพ ที่ครั้งหนึ่งเคยถือครองพลังแห่งสายฟ้า
กลับต้องโทษจากความผิดอันร้ายแรง ให้ต้องดำรงอยู่ผ่านห้วงเวลาที่หมุนไปพร้อมกับพลังที่ไม่อาจควบคุม
สวรรษา มนุษย์ผู้ถือกำเนิดในคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ
แต่ทุกเรื่องราวเลวร้ายในชีวิตกลับอุบัติขึ้นพร้อมกับสายฝน จนเกิดเป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่อาจข้ามพ้น
ความฝันที่ไม่เคยชัดเจน หากแต่กลับไม่เคยเลือนหาย
ต่างคนต่างกำลังตามหาเรื่องราวที่ยังไม่ถูกเปิดเผย
และในทุกครั้งที่พวกเขาเกือบได้พบหน้า ท้องฟ้าก็กลับพรากทั้งคู่ออกจากกัน
ติดตามบทพิสูจน์ว่าความรัก ไม่เคยสูญหายไปตามกาลเวลา
หากแต่เพียงแค่เฝ้ารอ วันที่หัวใจจะระลึกได้อีกครั้ง
#เมื่อฝนจำรักได้
“ชื่อฝน แต่กลัวเสียงฟ้าร้องตอนฝนตกงั้นเหรอ”
“อ่า ครับ ตลกดีใช่ไหม ผมน่ะไม่ได้อยากกลัวฝนเลยนะ แต่ทุกครั้งที่ฝนตกชีวิตผมมันมักจะเจอแต่เรื่องแย่ๆ ตลอดเลยนี่สิ”
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และฉบับแก้ไข - เพิ่มเติมทุกฉบับ โดยห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก เลียนแบบ ดัดแปลง หรือแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่ง
และห้ามมิให้มีการเผยแพร่ รวมถึงการจัดเก็บ ถ่ายทอด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะในรูปแบบหรือวิธีการใดในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์
~~~~~~~
เนื้อหาทั้งหมด เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน
ตัวละคร รูปภาพประกอบ พฤติกรรม สถานที่ วิชาชีพ หน่วยงาน ทั้งหมดที่ถูกกล่าวถึง
ในงานเขียนเรื่องนี้ เป็นสิ่งสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
ผู้เขียนมิได้มีเจตนา กล่าวถึง พาดพิง หรืออ้างอิง กับบุคคล สถานที่ หรือหน่วยงานใด ในความเป็นจริง
อาจมีเนื้อหาและการใช้ภาษาที่เกี่ยวกับ เพศ พฤติกรรมด้านความรุนแรง ที่ขัดต่อกฎหมาย ความเชื่อ ศีลธรรม และประเพณี
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Story : Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้
Author : WildOat Lavender (ไวลด์โอ๊ต ลาเวนเดอร์)
Illustrator : Himefreeze / Budzob / Prynn_10 / ZeliciaV / Moontears / OCTO.CATZ / INKTIARA / Karnnnbv
Proofreader : Wanlakham / Larchspiraea
Layout Designer : Ramyproof / Larchspiraea
Typographer : แมวอ้วนไทโป
Special Thanks : BTM Crews
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Teen and up audiences - เหมาะกับผู้อ่านตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป
Fluff and Angst - แนวอบอุ่นหัวใจแต่มีปมดราม่าสอดแทรกในระหว่างดำเนินเรื่อง
Mature Character Death - มีการกล่าวถึงการเสียชีวิตของตัวละคร
Threats of Violence - การคุกคามคนอื่นด้วยความรุนแรง
Supernatural - มีพลังเหนือธรรมชาติ
Mature Violence - มีการกล่าวถึงการใช้ความรุนแรง
Explicit Sex Scene - มีการบรรยายถึงฉากร่วมเพศอย่างชัดเจน
Happy Ending - ตอนจบแบบสุขนิยม
╭──────────.★..─╮
ช่องทางติดต่อพูดคุย
╰─..★.──────────╯
𝕀𝕟𝕤𝕥𝕒𝕘𝕣𝕒𝕞 ➥ wildoat_larch
𝔽𝕒𝕔𝕖𝕓𝕠𝕠𝕜 ➥ WildOat Lavender นามปากกา
𝕋𝕚𝕜𝕋𝕠𝕜 ➥ wildoat_larch
𝔹𝕝𝕦𝕖𝕤𝕜𝕪 ➥ wildoatlarch
𝕏 ➥ wildoat_larch
✦•┈⋅ ∘₊ ⋯ ⋯ ₊∘ ⋅┈•✦
Heart in the raindrops
#เมื่อฝนจำรักได้
“หึ…ถ้าเธอคิดว่าฉันอยากให้เธอยอมให้ฉันจูบอีกรอบ…ที่จริง...เธอก็เข้าใจถูกแล้ว...ฉันแค่ยังไม่ได้พูดน่ะ”
“คุณวายุ!!!”
วายุภพยอมรับกับตัวเองในวินาทีที่ได้ยินเสียงที่ฟังดูมีพิรุธจนปิดไม่มิดจากร่างเล็กตรงหน้า ว่าสวรรษาในตอนที่เขินจนเสียอาการนั้นน่าแกล้งมากจริง ๆ จมูกเชิดรั้น ใบหูและลักยิ้มบนปรางแก้มที่ขึ้นสีจาง ๆ เพราะถูกเลือดไหลขึ้นมาหล่อเลี้ยงจนแสดงตัวออกมาผ่านผิวขาว ๆ นั่น ดูเข้ากันได้ดีกับดวงตากลมโตของเจ้าตัว
ร่างสูงยกยิ้มกว้างขึ้นกว่าปกติ จนคนมองเองก็อดที่จะบันทึกภาพหายากนี้เอาไว้ในความทรงจำไม่ได้ เรนนึกไม่ออกด้วยซ้ำ ว่าก่อนหน้านี้ ตัวเองเคยมีโอกาสได้เห็น ผู้ชายมาดขรึมตรงหน้ายิ้มกว้างขนาดนี้มาก่อนหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ วายุในเวลาที่รอยยิ้มสามารถส่งความรู้สึกไปจนถึงดวงตานั้น ดูอบอุ่นยิ่งกว่าปกติมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว
“ถ้าแกล้งเรน แล้วยิ้มได้เยอะขนาดนั้น เรนให้คิดค่าเช่าเพิ่มเป็นมาแกล้งกัน สามเวลาหลังอาหารได้เลย ดีไหมครับ”
“หึ…แน่ใจเหรอ ว่าเธอจะรับไหว”
เจ้าของรอยยิ้มหายากยังคงรักษาใบหน้าผ่อนคลายนั้นเอาไว้ได้ในขณะที่ถามคำถามเมื่อครู่กับสวรรษา เพราะวายุภพเองก็สัมผัสได้ว่า นับตั้งแต่ที่ตัวเองเผลอทำอะไรตามใจไปที่ลานจอดรถ บรรยากาศระหว่างตนกับคนตรงหน้าก็ดูไม่เหมือนเดิมอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะค่อนข้างมั่นใจว่าสวรรษาไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองหรืออยากตีตัวออกหากเพื่อเว้นระยะ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เหมือนกับมีกำแพงบาง ๆ ที่ก่อตัวหนาขึ้นระหว่างทั้งคู่อยู่ดี กำแพงที่วายุภพรู้ตัวดีว่าตนเป็นคนสร้าง แต่กลับไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่จะกล้าพอที่จะทำลายมันลง
“แล้วถ้าเรนบอกว่าไม่ไหว คุณวายุจะว่ายังไงครับ”
เมื่อไม้แข็งสู้ไม่ได้ ก็ลองใช้ไม่อ่อนดูอาจจะพอเข้าท่า สวรรษาถามกลับ พร้อมกับช้อนสายตามองราวกับจงใจจะอ้อนกัน เป็นความจริงที่ เรนมีคำถามมากมายวิ่งวนอยู่ในหัว แต่ก็เป็นความจริงอีกเหมือนกันที่เรน ตั้งใจจะปัดตกทุกสัญญาณเตือนในหัว เพียงเพราะความรู้สึกบางอย่างภายในใจมันพร่ำบอกว่า เขาควรคว้าโอกาสตรงหน้าก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้สัมผัสมันอีก
ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่คู่ควร ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าเส้นทางของตนกับคนตรงหน้า ไม่มีทางมาบรรจบกันได้ แต่ถึงจะรู้อย่างนั้น ในทุกครั้งที่อยู่ใกล้กัน ในทุกครั้งที่ได้รับความใจดีที่วายุภพมอบให้ เรนกลับไม่เคยยั้งความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ได้เลย
ราวกับว่า หากเปรียบวายุภพเป็นสายฝน เรนก็คงยินดีจะทิ้งร่มที่ตัวเองมี เพียงเพื่อได้สัมผัสกับความเย็นจากเม็ดฝนเหล่านั้น แม้เสียงของมันจะทำให้ตนหวาดกลัวขนาดไหนก็ตามแต่
“ฉันก็จะบอกให้เธออดทน เพราะฉันก็ไม่คิดว่าฉันจะยิ้มแบบนี้ให้กับใครได้อีกเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เธอ”
“…”
แพ้…
เรนคิดว่าตัวเองกำลังพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับสายตาคู่คมของคนตรงหน้า ความสมบูรณ์แบบที่วายุภพมี ความใจดีที่อีกคนเคยมอบให้นั้นเอาชนะความระแวดระวังภัยของสวรรษาได้อย่างขาดลอย
ขอเพียงแค่ในวันนี้ยังได้เห็นเงาสะท้อนของตัวเองในแววตาคู่นั้น ขอเพียงแค่ยังได้มีโอกาสสูดดมกลิ่นหอมเย็นประจำกายในระยะห่างเพียงเท่านี้ ต่อให้ในวันข้างหน้า เรนจะต้องผิดหวังและเดินจากไป เรนก็ไม่คิดอยากจะต่อรองเลย
รู้ตัวว่าไม่คู่ควรที่จะได้ครอบครอง หากแต่ในชีวิตหนึ่งขอเพียงได้อยู่ในสายตาบ้าง เรนคิดว่ามันคุ้มค่าแล้วแม้มันจะต้องแลกกับทุกอย่างของตนก็ตามแต่
คล้ายกับคนที่ถูกสาป ให้ยินยอมที่จะเจ็บปวด
…อยู่เสมอ…
“เรน ฟังฉันอยู่หรือเปล่า?”
“ฮะ!?…ครับ?”
“ฉันถามว่าเธอรู้ตัวหรือเปล่า ว่าหน้าเธอแดงขนาดไหน?”
“ฮะ?!”
คุณถูกทักถึงกับยกสองมือขึ้นมาปิดหน้าตัวเองก่อนจะวิ่งไปส่องกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้ง จนทำเอาคนที่ตั้งใจจะแกล้งกันต้องเดินตามเข้ามายืนสารภาพผิดทางด้านหลัง เพราะวายุไม่คิดว่าคนน้องจะตกใจถึงขนาดนี้
“หึ...ฉันล้อเล่นน่ะ”
“อ๊ะ!”
และมันจะไม่เป็นปัญหาเลยหากเจ้าของคำหยอกล้อเมื่อครู่ เลือกจะพูดมันจากที่ไกล ๆ ไม่ใช่การก้มลงมากระซิบกันที่ข้างหูในระดับเพียงแค่คนพูดขยับริมฝีปาก สัมผัสนุ่มหยุ่นก็ประทับลงมาที่ข้างแก้มของคนฟังอย่างในตอนนี้
สองสายตาประสานกันผ่านกระจกบานใหญ่ทางด้านหน้า แม้วายุภพไม่ได้คิดจะขยับร่างกายส่วนใดเข้าใกล้กันไปมากกว่าที่เป็น หากแต่นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้น ก็ก่อกวนหมู่มวลผีเสื้อมากมายในช่องท้องของสวรรษาให้บินว่อนอย่างไร้ทิศทางในวินาทีนั้น
“แต่ตอนนี้…เธอแดงไปทั้งตัวจริง ๆ แล้วละเรน”
“…”
ต่อให้อยากปฏิเสธเพียงใด แต่เงาสะท้อนที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ากลับไม่ได้ให้ความร่วมมือเลยแม้แต่น้อย เรนแทบไม่กล้าหันไปสบตากับเจ้าของลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดกันอยู่ข้างหูเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงแค่การหลุบตาลงต่ำ พร้อมกับเม้มปากแน่นตามสัญชาตญาณเมื่อเวลาที่ตนต้องการปกปิดอะไรสักอย่างก็เท่านั้น
“ที่จริง...ก่อน หน้านี้ ฉันแค่บอกว่าพรุ่งนี้ ฉันจะออกตอน 10 โมงเช้า ให้เธอรีบนอนน่ะ”
“…”
ทิ้งท้ายประโยคไว้เพียงแค่นั้น เจ้าของรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก่อนที่จะหันหลังกลับไปทางประตูห้อง เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยทางความรู้สึกให้กับเจ้าของห้องคนปัจจุบันแต่โดยดี
วายุภพ พนันได้เลยว่าเขาได้ยินเสียง สวรรษาสูดลมหายใจลึกเข้าปอดเป็นครั้งแรกในเวลาหลายนาทีที่ผ่านมาราวกับว่าคนที่ยังยืนตัวแดงอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งเพิ่งได้รับอิสระจากอะไรบางอย่าง ใบหน้าหล่อคมจึงหันกลับมาเอ่ยประโยคสุดท้ายก่อนจะปิดประตูห้องให้กัน
“ฉันคงไม่บอกให้เธอฝันดี แต่ถ้าเธอต้องสะดุ้งตื่นมาเพราะฝน หรืออะไรก็ตามแต่ ขอให้เธอรู้ไว้ว่าห้องฉันเปิดต้อนรับเธอเสมอนะเรน”
“…”
เสียงปิดประตูของคนที่จากไปไม่สามารถกลบเสียงทวนประโยคเมื่อครู่ ที่วนอยู่ซ้ำ ๆ ในหัวของสวรรษาได้เลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกอบอุ่นที่มาพร้อมกับความสงสัยเคลือบแคลงกลับมาครอบครองพื้นที่ในหัวใจของร่างเล็กที่ยังยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกบานเดิมอีกครั้ง
หากแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เงาสะท้อนใบหน้าได้รูปของตัวเองบนกระจกถึงกลับยังมีรอยยิ้มเต็มแก้มปรากฏอยู่ เรนยังคงยิ้มให้กับประโยคนั้น ประโยคแสนธรรมดาที่เพียงได้ฟังก็สัมผัสได้ว่าคนที่เอ่ยมันออกมา ตั้งใจที่จะหมายความตามนั้นในทุกคำ
ไม่ต่างกันนักกับคนที่เพิ่งเดินจากมา รอยยิ้มจาง ๆ ของคนที่เพิ่งผละมือออกจากบานประตูไม้ที่ห้องนอนแขกก็ยังคงเปื้อนอยู่บนใบหน้าคม ทว่ามันกลับไม่ใช่สิ่งเดียวที่แต้มอยู่ แต่ยังมีรอยหยดเลือดสีสดที่เพิ่งถูก ปลายนิ้วหนาปาดป้ายพวกมันออกอย่างไม่ใส่ใจนัก วายุภพเงยหน้าขึ้น พร้อมกับสูดลมหายใจลึก ๆ ที่ตามมาด้วยเสียงแค่นขำในลำคอคล้ายกับคนกำลังท้าทายกับอะไรบางอย่าง โดยไม่คิดจะกลัวเกรง
-/-/-/-/-/-
กลิ่นกาแฟคั่วกลางหอมกรุ่นที่ลอยฟุ้งอยู่ภายในห้องนั่งเล่นทำเอาเรนที่มั่นอกมั่นใจว่าตัวเองตื่นเช้ากว่าปกติ ต้องมุ่นคิ้วลงเล็กน้อย เพราะกลายเป็นว่าเมื่อกวาดตามองไปทั่วห้องก็พบกับร่างสูงสง่าของเจ้าของเพนต์เฮ้าส์สุดหรูแห่งนี้ ยืนจิบกาแฟอยู่ก่อนแล้วที่ระเบียงด้านนอก
“ตื่นเช้าจังครับ เรนนึกว่าเรนตื่นเช้าแล้วซะอีก”
“อากาศดีน่ะ เลยอยากตื่นมาสูดอากาศหน่อย”
เจ้าของคำถามพยักหน้ารับอยู่ทางด้านหลังอย่างเงียบ ๆ เพราะอากาศในเช้าวันนี้ ไม่ได้ขุ่นมัวเหมือนกับวันก่อนหน้า แดดยามเช้า กับลมพัดเย็นที่เรนสัมผัสมันได้หลังจากเปิดประตูระเบียงออกมา ทำให้ร่างเล็กในชุดเสื้อไหมพรมสีอ่อน กับกางเกงสีเข้ากัน จุดยิ้มขึ้นมาจาง ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
ขอแค่เพียงไม่มีฝนพรำ ต่อให้ลมจะเย็นไปบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาของเรนเลยแม้แต่น้อย
“กาแฟไหม?”
“หงึ…ไม่ละครับ เรนแพ้กาแฟน่ะครับ”
วายุภพพยักหน้ารับรู้ พร้อมกับจดจำเรื่องของสวรรษาทดเอาไว้เพิ่มอีกหนึ่งอย่างในหัวสมอง สิ่งที่ไม่มีระบุอยู่ในประวัติส่วนตัวที่เขาได้รับจากภุชพงศ์
“งั้น เธอหิวไหม อยากทานอะไรรองท้องก่อนไหม”
“แล้วคุณวายุหิวไหมครับ”
“ปกติ ฉันไม่ค่อยได้ทานข้าวเช้าน่ะ”
“งั้นเรนไม่ทาน”
คำตอบที่เรียกสายตาของวายุภพจากแท็บเล็ตในมือให้หันกลับมามองกัน ราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังมองเด็กเอาแต่ใจ ทำให้เรนต้องเป็นฝ่ายหลบตา ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเผลอพูดอะไรให้อีกคนส่งสายตาแบบนั้นมาหากัน
“เธอยังเด็ก ไม่ควรข้ามมื้อเช้า”
“คุณวายุ ก็ยังไม่แก่ซะหน่อยนี่ครับ พูดยังกับอายุเยอะกว่าเรนนักนี่”
“หึ…เด็กน้อย ฉันอาจจะอายุมากกว่าที่เธอคิดก็ได้นะ”
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเผลอแสดงอาการแบบไหนออกไป เพราะทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ ในหูของเรนก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นดังอยู่ใต้อก เพราะในระหว่างที่วายุภพ เอ่ยเรียกกันด้วยสรรพนามที่เปลี่ยนไป มือแกร่งก็ยกขึ้นมาลูบหัวกันอย่างเบามือในระหว่างที่เดินสวนกลับเข้าไปภายในห้อง
รู้ตัวอีกที สติของเรนที่ล่องลอยไปไกลก็ถูกเรียกกลับมาให้เป็นปัจจุบัน ด้วยเสียงเปิดตู้เย็นจากโซนห้องครัว เมื่อหันไปก็พบว่า นักธุรกิจหมื่นล้าน กำลังก้ม ๆ เงย ๆ หาวัตถุดิบบางอย่างจากในตู้ ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอาหารให้กันอีกแล้ว
“คุณวายุ ทำอะไรครับ?!”
“ก็ทำอาหารเช้าให้เธอไง แต่มันแทบไม่มีของสดเหลือแล้ว เธอ..จะกินอะไร”
“ไม่ ๆ ไม่เป็นไรครับ เรนไม่หิวเลยจริง ๆ นะ เอาไว้เราไปซื้อของแล้วค่อยกลับมาทำก็ได้ครับ”
“ถ้างั้นออกไปกินข้างนอกก็แล้วกัน”
“…”
วายุภพนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรามือจากตู้เย็นขนาด 24 คิวทางด้านหลังแต่โดยดี เพราะมีไอเดียอื่นที่น่าสนใจกว่า ตรงกันข้ามกับคนที่ตั้งใจจะปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ต้องการจะรบกวนกัน แต่กลับดูเหมือนว่าความพยายามนั้นจะไร้ผล หากวัดจากข้อสรุปใหม่ที่อีกฝ่ายเพิ่งเอ่ยออกมา
ในที่สุดหลังจากร่ำลากับเจ้ามีกันที่มุดตัวหายเข้าไปในที่นอนนุ่ม ๆ ของตัวเองเพื่อแสดงอาการประท้วงที่ถูกเรนจับป้อนยาหลังอิ่มท้องกับมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งทาสมือใหม่ และเจ้าของห้องพักสุดหรูของมัน ก็ได้มาเดินเข็นรถเข็นอยู่กลางซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านในที่สุด
“ฉันเข็นเอง”
“แต่…”
“ถ้าอยากให้แผลที่มือหายก็อย่าดื้อกับฉัน เรน”
สารภาพตามตรงว่าภาพที่ร่างสง่าของอภิมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของประเทศมาเดินเข็นรถเข็นซื้อของสดอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลางแบบนี้ ทำเอาเรนต้องคอยเดินตามแล้วเทียวมองหน้ามองหลังด้วยความกังวลว่าจะมีใครมาเห็นภาพหายากนี้เข้า เพราะลำพังส่วนสูงกว่า 192 เซนติเมตรของเจ้าตัวก็เรียกสายตาจากผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้มากพออยู่แล้ว
ยังไม่นับชุดเสื้อโปโลสีน้ำตาลเข้ม ที่เข้ากันกับกางเกงห้าส่วนสีดำที่เจ้าตัวใส่อยู่ ซึ่งยิ่งขับให้ใบหน้าของวายุภพโดดเด่นจนไม่ว่าใครก็ต้องหยุดสายตาเอาไว้ที่ร่างสูง จนเรนต้องจงใจที่จะเดินทิ้งระยะห่างกับอีกฝ่าย เพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาไปด้วยอีกคน และแน่นอนว่าการกระทำนั้นไม่มีทางเล็ดลอดไปจากสายตาของวายุภพ
“ทำไมถึงไปเดินตรงนั้นเรน”
“อ่า…เอ่อ...เรนกำลัง…คิดว่าจะไปเลือกเครื่องปรุงเพิ่มทางฝั่งนู้นพอดีน่ะครับ”
เมื่อเห็นว่าคนโตกว่าหรี่ตามองกันอย่างจับผิดสวรรษาก็รู้ตัวได้ทันทีว่าเขาควรรีบเดินห่างออกไปจากตรงนี้ ก่อนทักษะการโกหกที่ไม่ได้เรื่องของตัวเองจะทำให้คนตรงหน้ารู้ทันกัน
ถึงแม้ว่าความคิดเหล่านั้น จะเกิดขึ้นช้าไปก็เถอะ วายุภพ รับรู้ถึงระยะห่างที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นของคนเด็กกว่า ตั้งแต่ตนเริ่มอาสาที่จะเข็นรถเข็นด้วยตัวเองเมื่อครู่แล้ว แต่หากว่านั่นคือความสบายใจของสวรรษาเขาเองก็ไม่ได้คิดจะฝืนใจให้อีกฝ่ายต้องอึดอัดโดยไม่จำเป็น ร่างสูงจึงทำเพียงแค่มองตามเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่กำลังเดินเลี้ยวไปอีกทางจนสุดสายตา
“ก็เสื้อโปโลกับกางเกงห้าส่วนธรรมดามันจำเป็นต้องหล่อขนาดนั้นเลยหรือไง”
สวรรษาที่มั่นใจว่าตัวเองเดินออกมาได้ไกลเพียงพอแล้ว ก็สบโอกาสที่จะได้ปริปากบ่นสิ่งที่อยู่ในใจออกมาเบา ๆ พอให้ตัวเองได้ยินเพียงคนเดียว เนื่องด้วยในช่วงก่อนเที่ยงวันอาทิตย์ ยังไม่ใช่เวลาที่สถานที่แห่งนี้จะพลุกพล่านไปด้วยผู้คนขนาดนั้น
เรนจึงค่อนข้างมั่นใจว่าจะไม่มีใครผ่านมาได้ยินเสียงในหัวที่ออกมาสู่สาธารณชนของตนเข้าอย่างแน่นอน แต่ดูเหมือนว่าความคิดนั้นกำลังจะถูกหักล้างโดยผู้มาใหม่
“บ่นอะไรอยู่คนเดียวครับ”
“เชี่ย!”
“หืม?!”
“คุณปรินซ์?!”
“ครับ พี่เอง”
เปลือกตาสีมุกของเรนกะพริบถี่ครั้งกว่าปกติในขณะที่ริมฝีปากก็อ้าเหวออย่างไม่เก็บอาการ เพราะไม่คิดว่าจะเจอคนรู้จักที่นี่ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่สายตาจากคนแปลกหน้าที่ทำให้เรนรู้สึกอึดอัดหากจะมีใครมาเห็นตนอยู่ที่นี่กับวายุภพ แต่กลุ่มคนที่เรนไม่ต้องการจะพบเจอที่สุดนั่นก็คือคนรู้จักของตนเอง และปรินทราก็นับเป็นหนึ่งในนั้น
“พี่ทำให้ตกใจหรือเปล่าครับ”
“เอ่อ…มะ…ไม่ครับ…ผมแค่…ไม่คิดว่าจะเจอคุณปรินซ์ที่นี่น่ะครับ”
“พอดีพี่แวะมาซื้อของเยี่ยมไปฝากหุ้นส่วนน่ะครับ ภรรยาเขาคลอดลูกชายคนแรก”
“อ๋า…อย่างนี้นี่เอง”
“ว่าแต่เจอน้องเรนพอดีแบบนี้ พี่จะรบกวนให้ช่วยพี่เลือกของบำรุงไปจัดใส่กระเช้าหน่อยได้ไหมครับ พี่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องพวกนี้เลย”
“คือ…เรน…เอ่อ”
“เอ๊ะ พี่ลืมถามไปเลยว่าน้องเรนมากับใครหรือว่าติดธุระอะไรอยู่หรือเปล่าน่ะครับ มัวแต่ดีใจที่ได้เจอ”
เมื่อถูกรัวคำถาม สวรรษาก็ยิ่งอ้ำอึ้งเพราะไม่ว่า จะคำถามแรกหรือคำถามต่อ ๆ มา ของปรินทรา เรนก็ไม่รู้อยู่ดีว่าควรตอบออกไปว่าอะไร เพราะหากตอบปฏิเสธไปอย่างใจก็คงจำเป็นต้องบอกว่าตนมาที่นี่กับวายุภพ แต่ถ้าตอบว่าสะดวกที่จะไปช่วยก็คงทำให้วายุภพเสียเวลาเพราะเรนไม่รู้เลยว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน
“เกรงว่า น้องเรน จะไม่สะดวกน่ะครับ”
“…”
เสียงทุ้มต่ำที่เรนจำมันได้ดีดังขึ้นจากทางด้านหลัง และแม้ว่าเรนจะรู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องเป็นคนตัดสินใจเลือกคำตอบเอง แต่ความโล่งใจนั้นก็คงอยู่ได้เพียงไม่นาน เพราะในเวลานี้ บรรยากาศระหว่างพวกเขากำลังตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากวัดจากสีหน้าของวายุภพ
“น้องเรน มากับผมครับ และพวกเราต้องไปทานข้าวด้วยกันต่อ ที่ร้านอาหารที่ผมจองเอาไว้ เกรงว่าถ้าไปช่วยคุณทำ ธุระของคุณ พวกเราจะไปไม่ทันนัดน่ะครับ”
คำตอบยาวเหยียดจากคนที่มักจะประหยัดคำพูดของตัวเอง ถูกเอ่ยออกมาพร้อมกับสรรพนามแทนตัวของคนเด็กกว่าที่เจ้าตัวอย่างสวรรษาเองก็ไม่คุ้นหูนัก แต่กลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคำว่าน้องจากวายุภพนั้น ให้ความรู้สึกต่างไปจากที่เคยได้ยินจากคนอื่นมากนัก
“อ้อ…ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ คุณ…”
“เอ่อ…นั่นคุณปรินทราครับ เป็นลูกค้าของพี่มิวสิค ส่วนนี่คุณวายุภพครับ เป็นเอ่อ.. เจ้านายของผมครับ”
“ฮะ?!”
แน่นอนว่าเสียงอุทานในลำคอเมื่อครู่เป็นของวายุภพอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่ออยู่ดี ๆ ก็ถูกยกตำแหน่งให้เป็นเจ้านายของคนที่ตนเพิ่งเรียกว่าน้องไปอย่าง งง ๆ แม้จะยังไม่เข้าใจถึงเหตุผล แต่วายุภพก็เลือกที่จะเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ ในขณะที่กำลังยืนล้วงกระเป๋าเพื่อเฝ้าดูทักษะการปฏิเสธของร่างเล็กตรงหน้า
“คือว่า…คุณวายุภพจ้างผมเป็นแม่บ้าน แล้วก็ดูแลน้องแมวน่ะครับ วันนี้ผมเลยมาช่วยถือของ คิดว่าคงไม่สะดวกไปช่วยคุณปรินซ์น่ะครับ”
“อย่างนี้นี่เอง งั้นไม่เป็นไรเลยครับ พี่เข้าใจมาก ๆ ว่าแต่น้องเรนขยันจังเลยนะครับ”
“แหะ คือช่วงนี้ผมไม่ค่อยมีงานน่ะครับ เลยต้องขยันหน่อย แต่คุณปรินซ์ ไม่ต้องห่วงว่าจะกระทบกับงานของคุณปรินซ์นะครับ ผมไปทำงานได้ไม่มีปัญหาแน่นอนเลยครับ”
คนตัวเล็กยังคงพยายามปฏิเสธอย่างถนอมน้ำใจ พร้อมกับยืนยันอย่างขันแข็งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับ ปรินทราที่กำลังยืนส่งยิ้มกลับมาให้กันอย่างเอ็นดู คนที่ถูกแนะนำในฐานะลูกค้าของรุ่นพี่ ไม่ได้มีท่าทีขุ่นใจกับการปฏิเสธของสวรรษา หากแต่กลับดูพึงพอใจมากกว่าที่ได้เห็นเรนพยายามอธิบายด้วยประโยคที่ยาวกว่าปกติราวกับว่าแคร์ความรู้สึกกัน
“งั้น...เอาไว้ถ้าคราวหน้า พี่อาจจะได้มีโอกาสเป็น เจ้านาย ของน้องเรนบ้างนะครับ หวังว่าน้องเรนคงไม่รังเกียจ”
“...”
“ได้ของครบ หรือยังคะ น้องเรน พี่ว่าใกล้เวลาแล้ว”
“หือ…อ๋อ…ครับ…ครบครับ ครบแล้ว มาครับเดี๋ยวเรนเข็นให้นะครับ”
หลังจากยืนงงกับคำลงท้ายที่เจ้านายหมาด ๆ เพิ่งพูด คะ ขา ใส่กัน เรนก็ตกปากรับคำ กับวายุภพอย่างว่าง่าย พร้อมกับรีบพาตัวเองมายืนประจำในตำแหน่งด้านหลังของรถเข็น โดยไม่ลืมที่จะหันมาเอ่ยลากับปรินทราที่ยังคงยืนอยู่ห่างไปไม่ไกล
“ถ้างั้น ผมขอตัวก่อนนะครับ คุณปรินซ์”
“ครับผม…อ้อ น้องเรนครับ อย่าลืมนัดอาทิตย์หน้าของเรานะครับ”
“อ่า…ครับ…ไม่ลืมครับ”
หันไปรับคำได้เพียงเท่านั้นเรนก็สัมผัสได้ทันทีว่าความเร็วของรถเข็นที่ตนเองกำลังเข็นอยู่นั้นเร่งความเร็วขึ้นอีกระดับ ทั้ง ๆ ที่ตนไม่ได้เพิ่มแรงดันลงไปเลยสักนิด และเมื่อมองสำรวจก็พบว่า มือแกร่งที่ประดับไปด้วยเส้นเลือดเรียงตัวกันของวายุภพยึดจับอยู่ที่มุมหนึ่งทางด้านหน้าของเจ้ารถเข็นคันเดียวกันนี้ และลักษณะการเกร็งตัวของเส้นเอ็นที่พันเลื้อยอยู่ใต้ผิวหนังก็ทำให้สวรรษาพอจะเดาไว้ว่า วายุภพกำลังออกแรงช่วยดึงให้รถเข็นคันนี้มุ่งไปข้างหน้าโดยไม่ต้องอาศัยแรงผลักจากตนเลยแม้แต่น้อย
เสียงสัญญาณจากการสแกนบาร์โคดบนสินค้าชิ้นแล้ว ชิ้นเล่าที่เคลื่อนผ่านไป บ่งบอกให้รู้ว่าความเงียบระหว่างทั้งคู่ดำเนินมานานเพียงใดแล้ว นับตั้งแต่ที่แยกจากปรินทราเมื่อครู่ สีหน้าของวายุภพไม่ได้ดูฉุนเฉียว หากแต่เรนก็สัมผัสได้ว่า คนตรงหน้าไม่ได้ดูผ่อนคลายดังเช่นก่อนหน้านี้
“คุณวายุครับ”
“…”
“เรน…ทำอะไรผิดหรือเปล่าครับ”
เสียงถอนหายใจของคนที่กำลังยกถุงกระดาษเข้าไปเก็บด้านหลังรถดังขึ้น พร้อมกับการหันมาสบตากันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ความเงียบเข้ามาปกคลุมทั้งคู่ วายุภพไม่ได้โกรธ เขาแค่ไม่รู้จะรับมือกับสายตาหยอกล้อที่คนเด็กกว่าส่งมาให้กันตลอดเวลาที่ผ่านมานั่นยังไงต่างหาก
“ไม่เลย…เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยเรน”
“อ๋าาาา…ไม่เรียก น้องเรนแล้วเหรอครับ”
นาน ๆ ทีจะ ได้เห็นเจ้าของผิวขาวสว่างราวกับชีวิตนี้ไม่เคยพบเจอแสงยูวีมาก่อนนั้นมีสีเลือดฝาดปรากฏขึ้นที่ใบหู เพราะแบบนั้นเรนจึงตัดสินใจจะเอาคืนให้มากหน่อย โดยที่ไม่ทันได้คิดเลยว่า หากคิดจะเล่นกับพายุอย่างวายุภพ ก็ต้องรับแรงลมที่โต้กลับมาให้ไหวด้วยเช่นกัน
“ถ้าพี่เรียกว่าน้องเรน แล้วน้องเรนจะเรียกพี่ ว่าพี่วายุไหมล่ะคะ”
“…”
วายุภพ 1 - 0 เรน
หากมีใครสักคนเข้ามาทำหน้าที่นับคะแนน หลังจบประโยคเมื่อครู่ของคนโตกว่า เสียงขานคะแนนจากกรรมการคงนับแต้มให้กับวายุภพอย่างไม่ต้องดูภาพย้อนหลังเลยสักนิด เพราะจากที่ตั้งใจว่าจะทำให้อีกฝ่ายเสียอาการ ทว่าตอนนี้คนที่ถูกอาการเห่อร้อนบนใบหน้าโจมตีกลับกลายเป็นตัวของเรนเองเสียอย่างนั้น
นอกจากสรรพนามคำว่า น้องเรนแล้ว ไอ้คำลงท้ายประโยคคะขานั่นก็ขี้โกงไม่แพ้กัน และเมื่อไม่เห็นทางไหนที่จะเอาชนะได้ คนฉลาดอย่างสวรรษา ก็เลยเลือกที่จะยกธงขาวในตอนที่คะแนนยังไม่ขาดลอย ถือคติว่าอย่างน้อยต่อให้แพ้คาบ้าน สกอร์ก็คงไม่น่าอายมากนัก
“เรียกเรนเหมือนเดิมเถอะครับ แล้วก็ไม่ต้องคะขาด้วย”
“แล้วทำไมถึงเรียกน้องเรน กับคะขาไม่ได้ล่ะคะ”
ดูเหมือนคู่แข่งกลับไม่ได้คิดจะยอมรามือให้กัน วายุภพเลือกที่จะปิดฝากระโปรงท้ายลง หลังจากยกถุงใบสุดท้ายขึ้นไปเก็บไว้เรียบร้อย แล้วจึงเดินกลับมายืนเผชิญหน้ากัน พร้อมกับเอ่ยคำถามเมื่อครู่ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มกว่าปกติเล็กน้อย ราวกับอยากจะไล่ต้อนกัน โดยที่เขาก็ไม่ทันได้นึกระแวงเลยเช่นกันว่า คนเราต่อให้ตกเป็นรองแค่ไหน แต่เมื่อหลังพิงฝาแล้ว ทางเลือกก็คงมีเพียงแค่สู้จนยิบตาก็เท่านั้น
“เพราะว่าเวลาพี่วายุพูดคะขา แล้วพี่วายุหูแดงน่ะครับ”
To be continued
.
.
.
#เมื่อฝนจำรักได้