ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
ชาย-ชาย,ลึกลับ,แฟนตาซี,รัก,ข้ามเวลา,เทพ ,พระเอกรวย,ฟีลกูด/feelgood,จบดี ,พระเอกธงเขียว,พระเอกคลั่งรัก,อดีตชาติ,wildoatlavender,เมื่อฝนจำรักได้,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อเรื่องราวของอดีตชาติ
กลายเป็นบทลงทัณฑ์แห่งฟากฟ้า
และความรักต้องถูกพลัดพรากให้มิอาจตามหา
วายุภพ ที่ครั้งหนึ่งเคยถือครองพลังแห่งสายฟ้า
กลับต้องโทษจากความผิดอันร้ายแรง ให้ต้องดำรงอยู่ผ่านห้วงเวลาที่หมุนไปพร้อมกับพลังที่ไม่อาจควบคุม
สวรรษา มนุษย์ผู้ถือกำเนิดในคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ
แต่ทุกเรื่องราวเลวร้ายในชีวิตกลับอุบัติขึ้นพร้อมกับสายฝน จนเกิดเป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่อาจข้ามพ้น
ความฝันที่ไม่เคยชัดเจน หากแต่กลับไม่เคยเลือนหาย
ต่างคนต่างกำลังตามหาเรื่องราวที่ยังไม่ถูกเปิดเผย
และในทุกครั้งที่พวกเขาเกือบได้พบหน้า ท้องฟ้าก็กลับพรากทั้งคู่ออกจากกัน
ติดตามบทพิสูจน์ว่าความรัก ไม่เคยสูญหายไปตามกาลเวลา
หากแต่เพียงแค่เฝ้ารอ วันที่หัวใจจะระลึกได้อีกครั้ง
#เมื่อฝนจำรักได้
“ชื่อฝน แต่กลัวเสียงฟ้าร้องตอนฝนตกงั้นเหรอ”
“อ่า ครับ ตลกดีใช่ไหม ผมน่ะไม่ได้อยากกลัวฝนเลยนะ แต่ทุกครั้งที่ฝนตกชีวิตผมมันมักจะเจอแต่เรื่องแย่ๆ ตลอดเลยนี่สิ”
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และฉบับแก้ไข - เพิ่มเติมทุกฉบับ โดยห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก เลียนแบบ ดัดแปลง หรือแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่ง
และห้ามมิให้มีการเผยแพร่ รวมถึงการจัดเก็บ ถ่ายทอด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะในรูปแบบหรือวิธีการใดในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์
~~~~~~~
เนื้อหาทั้งหมด เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน
ตัวละคร รูปภาพประกอบ พฤติกรรม สถานที่ วิชาชีพ หน่วยงาน ทั้งหมดที่ถูกกล่าวถึง
ในงานเขียนเรื่องนี้ เป็นสิ่งสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
ผู้เขียนมิได้มีเจตนา กล่าวถึง พาดพิง หรืออ้างอิง กับบุคคล สถานที่ หรือหน่วยงานใด ในความเป็นจริง
อาจมีเนื้อหาและการใช้ภาษาที่เกี่ยวกับ เพศ พฤติกรรมด้านความรุนแรง ที่ขัดต่อกฎหมาย ความเชื่อ ศีลธรรม และประเพณี
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Story : Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้
Author : WildOat Lavender (ไวลด์โอ๊ต ลาเวนเดอร์)
Illustrator : Himefreeze / Budzob / Prynn_10 / ZeliciaV / Moontears / OCTO.CATZ / INKTIARA / Karnnnbv
Proofreader : Wanlakham / Larchspiraea
Layout Designer : Ramyproof / Larchspiraea
Typographer : แมวอ้วนไทโป
Special Thanks : BTM Crews
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Teen and up audiences - เหมาะกับผู้อ่านตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป
Fluff and Angst - แนวอบอุ่นหัวใจแต่มีปมดราม่าสอดแทรกในระหว่างดำเนินเรื่อง
Mature Character Death - มีการกล่าวถึงการเสียชีวิตของตัวละคร
Threats of Violence - การคุกคามคนอื่นด้วยความรุนแรง
Supernatural - มีพลังเหนือธรรมชาติ
Mature Violence - มีการกล่าวถึงการใช้ความรุนแรง
Explicit Sex Scene - มีการบรรยายถึงฉากร่วมเพศอย่างชัดเจน
Happy Ending - ตอนจบแบบสุขนิยม
╭──────────.★..─╮
ช่องทางติดต่อพูดคุย
╰─..★.──────────╯
𝕀𝕟𝕤𝕥𝕒𝕘𝕣𝕒𝕞 ➥ wildoat_larch
𝔽𝕒𝕔𝕖𝕓𝕠𝕠𝕜 ➥ WildOat Lavender นามปากกา
𝕋𝕚𝕜𝕋𝕠𝕜 ➥ wildoat_larch
𝔹𝕝𝕦𝕖𝕤𝕜𝕪 ➥ wildoatlarch
𝕏 ➥ wildoat_larch
✦•┈⋅ ∘₊ ⋯ ⋯ ₊∘ ⋅┈•✦
Heart in the raindrops
#เมื่อฝนจำรักได้
“กูเจอแล้ว”
“ฮะ?!”
“เจออะไร มึงเช็ดเลือดก่อนไหม? เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า เขาก็นึกว่ามึงดูหนังโป๊กันพอดี”
ทิวาทิตย์เอ่ยขัดในขณะที่ภุชพงศ์กำลังยื่นกระดาษทิชชูให้กับเจ้านายด้วยสีหน้าเป็นกังวล เพราะด้วยสถานะของวายุภพแล้ว เขาไม่ใช่คนที่ควรจะเลือดตกยางออกได้โดยง่ายเสียด้วยซ้ำ
ลำพังแค่พลังพิเศษที่ติดตัวมา ก็แทบจะทำให้อดีตเทพอย่างวายุภพสามารถควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในมือตัวเองได้อยู่แล้ว ไหนจะเม็ดเงินมหาศาลจากการทำธุรกิจที่วายุภพเอามาใช้เพื่อจ้างบอดีการ์ดฝีมือดีไว้เล่น ๆ เป็นมารยาท เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นสงสัย หรือเข้าถึงชีวิตส่วนตัวของเขาได้โดยง่ายก็เท่านั้น
“เกี่ยวกับฟ้าผ่าเมื่อกี้หรือเปล่า?”
ทุกอย่างรอบตัวกลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้งหลังสิ้นประโยคของตุลธร ทุกสายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างหนาซึ่งกำลังซับเลือดออกจากปลายจมูกของตัวเองอย่างไม่ใส่ใจนัก เพื่อหวังจะรอคำตอบที่สมเหตุสมผลกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“กูก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ ๆ คือตอนที่กูสบตากับเขาก่อนหน้านี้ ก็มีฟ้าผ่าแบบนี้เหมือนกัน”
“เขา?” ตุลธรถามต่อ
“นายหมายถึง คุณสวรรษาเหรอครับ?”
“สวรรษาไหน?”
คราวนี้เป็นทิวาทิตย์ที่ยิ่งร้อนใจด้วยความอยากรู้ เพราะสายตาของวายุภพยังคงไม่ละออกไปจากหน้าจอที่ส่องแสงสว่างในมือโดยไม่คิดที่จะเงยหน้ามาตอบกันให้หายข้องใจ
ฟึ่บ
“ไอ้ทิว!”
ในที่สุดทิวาทิตย์ก็เลิกล้มความคิดที่จะรอ ทิวตัดสินใจดึงอุปกรณ์เครื่องบางออกมาจากมือของเพื่อนสนิท ส่งผลให้วายุภพตวัตสายตากลับขึ้นมามองกันพร้อมกับเสียงเรียกชื่อที่ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ไม่ยาก ว่าเจ้าของน้ำเสียงเรียบนิ่งนั้นกำลังมีอารมณ์คุกรุ่นอยู่ภายใน
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ทิวาทิตย์นึกกลัว เพราะในตอนนี้เขามีผู้สมรู้ร่วมคิดเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว ตุลธรขยับตัวเข้ามาใกล้กันแทบจะในทันทีที่เขาคว้าแท็บเล็ตมาไว้ในมือได้
“มึงเจอเขาตอนไหน”
“เมื่อเย็นครับ”
ภุชพงศ์รับหน้าที่ตอบคำถามของตุลธรแทนเจ้านาย เมื่อเห็นว่าสีหน้าของวายุภพยังคงหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย วายุภพไม่ใช่คนใจเย็นโดยเฉพาะกับเรื่องที่สำคัญ และหากภุชเดาไม่ผิด ในตอนนี้เรื่องของสวรรษากำลังกลายเป็นเรื่องสำคัญของคนเป็นนาย แต่สีหน้าเคร่งขรึมนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดยั้งการตั้งคำถามของทิวาทิตย์ได้
“แล้วที่ว่าเจอแล้วนี่ อย่าบอกนะว่ามึงหมายถึง…”
“อืม…กูคิดว่าเขาคือคนที่กูตามหา”
“เชี่ย…”
ไม่เพียงแค่ทิวาทิตย์ที่เพิ่งอุทานออกมา แต่ตุลธรและภุชพงศ์ก็หันกลับมามองยังเจ้าของประโยคเมื่อครู่เป็นตาเดียวเช่นกัน เพราะหากพูดถึงคนคนเดียวที่อดีตเทพอย่างวายุภพกำลังรอคอย คงมีเพียงคนที่อยู่ในนิมิตของเขามาตลอดนับตั้งแต่จุติลงมาเกิดบนโลกมนุษย์
วายุภพรู้ดีว่าเขาถูกส่งลงมาที่นี่ทำไม เรื่องราวในอดีตยังคงหลอกหลอนในทุกครั้งที่เขาหลับตา และมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถยุติบ่วงกรรมทั้งหมดลงได้
“สั่งคนของเราให้ตามดูสวรรษาเอาไว้ กูต้องการรู้เรื่องที่เกี่ยวกับเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตนับจากนี้”
“รับทราบครับนาย”
-/-/-/-/-/-
เป็นเวลาหลายวันแล้วที่วายุภพทิ้งงานในบริษัทของตัวเองให้ภุชพงศ์และหุ้นส่วนอย่างตุลธรดูแล เพื่อมานั่งผลาญเวลาที่ตัวเองมีอยู่อย่างเหลือเฟือไปกับการเฝ้าดูกิจวัตรประจำวันของคนที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่าในทุกครั้งที่ตนพยายามเข้าใกล้หรือตามหา
ราวกับว่าอะไรบางอย่างที่เบื้องบนนั้นไม่ได้ต้องการให้เขาได้พบกับ เรน สวรรษา ร่างบางที่กำลังยกกล่องลังสินค้ามากมายจากภายในร้านสะดวกซื้อชื่อดังออกมาทิ้งทางด้านหลัง ใบหน้าได้รูปที่มีเหงื่อซึมอยู่ตามกรอบหน้านั้นยังคงตรึงสายตาของร่างหนาหลังพวงมาลัยรถ BMW M8 Convertible สีควันบุหรี่ที่จอดห่างออกไปไม่ไกลนักเอาไว้ได้อย่างดี
สาเหตุที่วายุเลือกจะขับรถหน้าตาธรรมดาที่สุดเท่าที่โรงรถของอัสนีวงศ์เดโชมีมาด้วยตัวเองนั้น ก็มีเหตุผลง่าย ๆ เพียงเพราะเขาต้องการที่จะรู้จักสวรรษาให้มากกว่านี้ โดยไม่เป็นที่ผิดสังเกตจนเกินไปนัก อย่างน้อยก็เพื่อให้มั่นใจ ว่าเรนคือคนที่เขากำลังตามหาอยู่จริง ๆ
“ขอโทษนะเรน ที่เรามาเปลี่ยนกะช้า เราเรียกรถตั้งนานแล้วแต่ไม่มีไรเดอร์รับเลยจริง ๆ ”
“ไม่เป็นไรเลย รีบไปสแกนนิ้วในระบบเถอะ เดี๋ยวยิ่งโดนหักเงินนะ”
“จ้า ๆ รีบแบบด่วนจี๋เลยเนี่ย”
เสียงสดใสจากบทสนทนาของสวรรษากับหญิงสาวอีกคนที่เพิ่งวิ่งหน้าตั้งมาทำงาน ในขณะที่สวนทางกับร่างเล็กซึ่งกำลังสะพายกระเป๋ากลับออกมาจากทางหลังร้านในช่วงเวลากลางดึกของค่ำคืนที่อบอ้าว ลอยเข้าหูของคนที่จอดรถเปิดประทุนอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ฝีก้าวได้อย่างชัดเจน
วันนี้เรนเลิกงานช้ากว่าทุกวัน ทำให้บรรยากาศในซอยหลังร้านนั้นเงียบสงบกว่าปกติที่เจ้าตัวเคยสัมผัส ดวงตาคู่คมของวายุภพมองไล่หลังตามเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มออกไปจนลับสายตา ก่อนที่ปลายนิ้วยาวจะเลื่อนไปกดปุ่มเพื่อสั่งการให้หลังคาของ BMW M8 คันนี้ ปิดกลับมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง หลังจากรอเวลาเพื่อให้ไม่ผิดสังเกตมากนักแล้วจึงค่อยขับรถตามออกไปยังทิศทางเดียวกัน
วายุทำสิ่งนี้ซ้ำ ๆ อยู่หลายวันจนเคยชิน หากแต่ว่าในวันนี้มีบางสิ่งที่ต่างออกไป ร่างสูงหลังพวงมาลัยยืดตัวขึ้นตั้งตรงกว่าเก่าเมื่อเขายังไม่เห็น สวรรษาอยู่ในครรลองสายตา ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วเรียวขาที่สั้นกว่าเขาอยู่หลายเซนติเมตรมักจะไม่เคยเดินเร็วขนาดนี้
ด้วยระยะเวลาเพียงเท่านี้ วายุจะสามารถตามทันฝีเท้าของเรนได้อย่างพอดิบพอดี ก่อนเรนจะขึ้นรถเมล์ที่ป้ายประจำเพื่อกลับไปยังห้องพักของตัวเอง แต่ไม่ใช่กับวันนี้
ปลายนิ้วหนาของวายุกดปุ่มลดกระจกลงอีกครั้งหลังจากที่ตนกลับรถย้อนมาทางเก่าพร้อมกับพยายามชะลอความเร็วลงเพื่อมองหาสวรรษาตลอดทางที่ขับผ่านซอกซอยเล็ก ๆ โดยหวังว่าจะพบคนที่ตนตั้งใจขับตามมา แต่ทว่ากลับไร้วี่แวว
โครงคิ้วคมของวายุภพยิ่งขมวดแน่นขึ้นในทุกวินาทีที่เขากวาดสายตาไล่ผ่านความมืดรอบกาย จนกระทั่งจมูกคมได้กลิ่นควันไฟจาง ๆ โชยผ่านมากับสายลม ปลายเท้าขวาสลับไปอยู่ในตำแหน่งเบรกทันทีที่ฆานประสาทของตนรับรู้ถึงที่มาของกลิ่นไหม้อันคละคลุ้ง
วายุหักพวงมาลัยให้ตัวรถจอดเลียบที่ข้างทางเข้าตรอกแคบ ๆ ขนาดที่รถยนต์สองคันไม่สามารถสวนกันได้สะดวก ก่อนจะลงจากรถเพื่อมุ่งหน้าไปตามสัญชาตญาณของตัวเอง ภายในซอยแคบที่ปกติจะมืดสลัวเพราะไฟทางสาธารณะอยู่ห่างกันจนไม่สามารถส่องแสงได้ทั่วถึง ทว่าในค่ำคืนนี้กลับมีความสว่างวาบปรากฏขึ้นที่ท้ายซอย
สวรรษายืนอยู่ตรงนั้น ด้านหน้าบ้านไม้หลังสุดท้ายของซอยลึกที่มีทางเข้าออกเพียงทางเดียวซึ่งกำลังถูกไฟลุกลามโหมกระหน่ำจนเกินควบคุม
“ช่วยด้วยครับ! ช่วยด้วย! ไฟไหม้ครับ!!!”
เสียงตะโกนโหวกเหวกไม่ได้ทำให้ความช่วยเหลือเข้ามาถึงเร็วขึ้นมากนัก เพราะในซอยคับแคบแห่งนี้เหลือเพียงแต่บ้านเก่าทรุดโทรมที่ถูกปล่อยให้ทิ้งร้างตั้งอยู่เท่านั้น และนอกจากจะเป็นซอยตันที่รถใหญ่ไม่สามารถเข้ามาถึงได้แล้ว พื้นที่ตรงนี้ยังต่ำกว่าถนนเส้นหลักจนน้ำท่วมสูงทุกครั้งที่ฝนตกอีกด้วย
“คุณ!!! ถอยออกมามันอันตราย!”
วายุภพตัดสินใจตะโกนขึ้นหลังจากเห็นว่า สวรรษาพยายามจะบุกเข้าไปในเปลวเพลิงตรงหน้า วายุรู้แค่เพียงว่าเขาก็ไม่สามารถปล่อยให้ร่างเล็กที่มีน้ำตาอาบแก้มนั่นทำสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ
“คุณครับ!!! คุณช่วยด้วย!!! ฮึก…มีลูกแมว มีลูกแมวติดอยู่ในนั้น!!!”
เปรี้ยงงงง!!
“อ๊าก!!”
“คุณ!!!”
ซ่าาาา….
ในวินาทีที่เสียงสายฟ้าฟาดลงมาพร้อมกับลมฝนคะนองที่โปรยปราย วายุภพก้าวเข้าไปประชิดตัวของสวรรษาที่เผลอกรีดร้องออกมาก่อนจะทรุดตัวลงนั่งคุดคู้ด้วยความหวาดกลัว วงแขนแกร่งคว้าร่างกายที่สั่นเทาของคนตรงหน้าเข้ามาไว้แนบกายอย่างอัตโนมัติ
“ช่วย…ฮึก ช่วยลูกแมว ใครก็ได้ช่วยมันที ฮืออออ”
“ชู่วววว… ไม่เป็นไร นั่งตรงนี้ก่อน เดี๋ยวผมจะเข้าไปช่วยมันเอง”
“เฮ้ย ๆ พ่อหนุ่ม เอ็งอย่าเข้าไปมันอันตราย!”
ท่ามกลางความโกลาหลทั้งหมด ในเวลานี้รอบข้างเริ่มมีชาวบ้านจากละแวกใกล้เคียงมายืนมุงดูสถานการณ์กันประปราย บ้างก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป บ้างก็พยายามโทรติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่กลับไม่มีใครคิดจะเข้ามาช่วยดับไฟ อาจเพราะพื้นที่แถบนี้ไม่ได้ติดกับบ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่ หรือบางทีอาจเป็นเพราะสำหรับคนหาเช้ากินค่ำที่ยังอดมื้อกินมื้อในแต่ละวันแล้ว ชีวิตลูกแมวหนึ่งตัวก็ไม่ได้สำคัญเท่าใดนัก
“ไอ้หนุ่มเอ็งจะเข้าไปทำไม ฝนตกแล้วเดี๋ยวมันก็ดับเอง แค่ลูกแมวตัวเดียว”
นอกจากไม่ช่วยแล้ว ยังมีเสียงเตือนจากไทยมุงมากมายที่ไม่คิดจะเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงกับบ้านไม้เก่า ๆ ที่คาดเดาความแข็งแรงของโครงสร้างแทบไม่ได้ เพื่อช่วยชีวิตลูกแมวเพียงตัวเดียวที่ยังคงส่งเสียงร้องออกมาจากด้านใน
“ผมไปด้วย!”
“รออยู่นี่!…ฉันจะเข้าไปเอามันออกมาให้”
เสียงที่เข้มขึ้นอีกระดับของผู้ชายตัวสูงตรงหน้าทำเอาเรนหยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่เจ้าของประโยคเมื่อครู่จะยืดตัวขึ้นเต็มความสูงเพื่อถอดเสื้อสูทที่สวมอยู่ออกมาถือไว้ แล้วจึงเดินตรงเข้าไปในกองเพลิงซึ่งยังคงไม่มีทีท่าจะลดความแรงลง
เมี้ยว… เมี้ยวววว~
วายุใช้ท่อนขาอันแข็งแกร่งถีบรั้วเหล็กผุพังทางด้านหน้าเพียงไม่กี่ครั้ง เพื่อให้แม่กุญแจเก่า ๆ ที่คล้องอยู่นั้นหลุดออก สายฝนรอบกายเริ่มลงเม็ดแรงขึ้น จนไทยมุงโดยรอบจำต้องล่าถอยกลับเข้าไปหลบในร่ม มีเพียงสวรรษาเท่านั้นที่ยังคงไม่ละสายตาไปจากเปลวเพลิงตรงหน้า
แม้จะรู้สึกหวาดกลัวจากเสียงฟ้าผ่าเมื่อครู่ แต่สิ่งที่ตรึงรั้งความสนใจของเจ้าของดวงตากลมโตเอาไว้ได้ กลับเป็นความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นจากการเฝ้ามองแผ่นหลังของชายแปลกหน้าที่เพิ่งเดินหายเข้าไปในกองเพลิง
อยากขอบคุณและอยากขอโทษในเวลาเดียวกัน
ความรู้สึกปลอดภัยและความอันตรายที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด
ทั้งยังโหยหาและเศร้าหมอง ไปพร้อม ๆ กันอย่างไร้เหตุผลอันเหมาะสม
แต่ทั้งหมดนั่น ก็ไม่เท่ากับเม็ดฝนที่ดูหนาตาขึ้นรอบกายของชายตรงหน้าในทุกย่างก้าวที่เขาเคลื่อนตัวเข้าใกล้ความร้อนระอุ ซึ่งยังลุกโชนจากเชื้อไฟชั้นดีอย่างเศษไม้ที่เปราะแตกท่ามกลางอากาศร้อน ๆ ของประเทศไทย
เรนมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด หลังจากที่ตนเห็นกลุ่มฝนซึ่งก่อตัวขึ้นเหนือร่างของคนที่เพิ่งอาสาเข้าไปช่วยชีวิตลูกแมวที่ตนห่วงใย เพียงแต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งหาคำตอบ เพราะหลังจากที่ร่างสูงเดินตามเสียงร้องของลูกแมวเข้าไปด้านในโดยไม่หันกลับมามองกัน เสียงเรียกของสิ่งมีชีวิตในกองเพลิงก็เงียบหายไปจนน่ากังวลเสียยิ่งกว่าเก่า
สวรรษาลุกขึ้นยืนชะเง้อมองเข้าไปยังกลุ่มควันจากเปลวเพลิง ก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามเข้าไปด้านในเพราะอดเป็นห่วงไม่ได้ เรนก้าวผ่านประตูเหล็กบานเดิมที่เคยลวกมือของตนจนแสบร้อน ซึ่งกำลังเริ่มลดอุณหภูมิลงเพราะความเย็นจากสายฝนเพื่อมุ่งตรงเข้าไปที่ใต้ถุนบ้าน
เพียงไม่นาน ผิวกายเนียนละเอียดของเรนก็สัมผัสเข้ากับอุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่าด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด เขม่าควันคละคลุ้งที่โอบล้อมอยู่รอบกายทำให้ทัศนวิสัยในการมองลดลงไปหลายเท่าตัว ความแสบร้อนที่ลุกล้ำเข้าไปถึงช่องคอและระบบทางเดินหายใจยิ่งเร่งเร้าให้เรนต้องรีบหาทางออกจากที่นี่
…แต่เขาจะไม่ยอมออกไปมือเปล่า
เรนจะไม่ยอมเสียอะไรไปกับเปลวเพลิงร้ายกาจพวกนี้อีกแล้ว
“คุณ!!! คุณอยู่แถวนี้หรือเปล่า?!…แค่ก แค่กกกก!...”
“ระวัง!!!”
ครืนนนน...โครมมมม!!!
ฉ่าาาา…
รู้ตัวอีกทีร่างเล็กก็ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายแปลกหน้าที่ตัวเองไม่รู้จักแม้แต่ชื่ออีกครั้งเสียแล้ว เสียงโครงไม้ที่ร่วงหล่นลงมาอย่างไร้ทิศทางซึ่งเพิ่งถูกมวลน้ำจำนวนมากโถมใส่จนปลิวไปกองหล่นอยู่ข้างกายของตนยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท
“เจ็บตรงไหนไหม?”
เมี้ยวววว~
น้ำเสียงแหบต่ำของคนที่ยังคงประคองร่างของเรนเอาไว้แนบอกโดยที่มืออีกข้างก็ยังไม่ยอมปล่อยออกจากลูกแมววิเชียรมาศหน้าตามอมแมมที่เขาเพิ่งช่วยเอาไว้เอ่ยถามขึ้น ตามมาด้วยเสียงของเจ้าตัวจิ๋วที่เงยหน้าหันมามองกันตาแป๋ว ราวกับไม่ได้รับรู้เลยว่าเมื่อครู่เกิดความโกลาหลอะไรขึ้นบ้างนั้นช่วยเรียกสติของสวรรษาให้กลับมาเป็นปัจจุบัน
ไฟที่ลุกโชนรอบกายสงบลงไปแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้นเรนก็ดีดตัวออกจากตักกว้างของคนตรงหน้าทันที ก่อนจะคว้าเจ้าขนปุยที่ถูกห่อเอาไว้ภายใต้เสื้อสูทที่ชุ่มน้ำจากมืออีกฝ่ายขึ้นมากอดเอาไว้จนแน่นโดยไม่ลืมที่จะหันไปขอบคุณเจ้าของเสื้อ
“ขะ…ขอบคุณนะครับ…อึก…ขอบคุณที่เข้ามาช่วยมัน”
“นอกจากแผลที่มือ เธอเจ็บตรงไหนอีกไหม?”
วายุภพย้ำคำถามของเขาอีกครั้ง เพราะอาการบวมแดงที่ฝ่ามือของร่างเล็กตรงหน้านั้นรุนแรงจนสายตาของวายุภพสามารถมองเห็นได้ชัด แม้บริเวณโดยรอบในตอนนี้จะเต็มไปด้วยควันไฟที่เพิ่งสงบลงกระจายตัวอยู่
“อะ…เอ่อ…ไม่…คิดว่าไม่นะครับ”
“ขอฉันดูหน่อย”
ฝ่ามือแกร่งหงายลงตรงหน้าของเรน เป็นสัญลักษณ์ว่าคนตรงหน้าต้องการจะขอดูบาดแผลพุพองที่บริเวณฝ่ามือซึ่งน่าจะเกิดจากการที่เรนพยายามเปิดประตูเหล็กด้านหน้าบ้านออกด้วยตัวเองก่อนที่วายุจะมาถึง
“ผม…ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ”
“มือแดงขนาดนั้นจะไม่เป็นไรได้ยังไง ส่งมือมาฉันจะดูแผลให้”
“เอ่อ…”
“พวกคุณปลอดภัยดีไหมครับ?!”
ยังไม่ทันที่เรนจะยินยอมให้คนแปลกหน้าได้สำรวจบาดแผลของตน น้ำเสียงเหนื่อยหอบของหน่วยดับเพลิงก็ดังแทรกขึ้นมา ส่งผลให้ทั้งคู่ผละออกจากกันเพื่อรักษาระยะห่างยิ่งกว่าเก่า แล้วก็เป็นวายุภพที่เป็นฝ่ายหันไปเอ่ยตอบคำถามของเจ้าหน้าที่
“ผมปลอดภัยดี ฝากดูแผลให้เด็กคนนี้กับลูกแมวนี่ก็พอครับ”
“ถ้างั้นพวกคุณพอจะเดินไหวไหมครับ ซอยมันแคบมากรถพยาบาลเข้ามาไม่ได้ อาจจะต้องเดินออกไป”
“เธอเดินไหวหรือเปล่า”
“ผมไหวครับ…อ๊ะ!…”
แม้ปากจะบอกไหว แต่ดูเหมือนว่าร่างกายของเรนกลับไม่ได้ให้ความร่วมมือกับคำพูดตัวเองเลยสักนิด เพราะทันทีที่พยายามทำตัวแข็งแรงรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับเจ้าเหมียวในอ้อมแขนแล้วนั้น แข้งขาก็ดูเหมือนจะไร้เรี่ยวแรงไปในพริบตา
พึ่บ
“เอ๊ยคุณ!…ผมเดินเองได้”
“เดินได้แล้วเมื่อกี้ ทำไมเธอถึงจะล้ม”
“แต่…”
“อยู่นิ่ง ๆ ขืนปล่อยเธอเดินเอง ไอ้ลูกแมวนี่ได้ตายจริง ๆ แน่ เพราะเธอจะทำมันหล่น…นำทางไปเลยครับ”
ประโยคแรกคนที่ยังทำหน้าดุใส่กันไม่เลิกก้มลงมาบอกในขณะที่ยังคงไม่ยอมปล่อยมือ ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้กับนักดับเพลิงซึ่งยืนรออยู่ไม่ไกลเพื่อให้นำทางออกไปยังด้านนอก
สวรรษาไม่เหลือหนทางอะไรให้โต้แย้ง เพราะหากไม่โกหกตัวเองเกินไปนัก เรี่ยวแรงของตนก็เหมือนถูกสถานการณ์คับขันตรงหน้าสูบออกไปจนหมดสิ้นแล้ว ยังไม่นับความหวาดหวั่นที่เกิดจากเสียงฟ้าผ่าและสายฝนที่อยู่ดี ๆ ก็ตกลงมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
เมี้ยวววว ~
“คร้าบ ปลอดภัยแล้วนะ เดี๋ยวรอเรนทำแผลแล้วจะหาเปียกมาให้กินนะ”
~ เมี้ยวววว ~
“หึ…ฉลาดนักนะไอ้เปี๊ยก”
เรนละสายตาจากเจ้าตัวเล็กบนตักขึ้นมามองทางต้นเสียงของคนที่ยังคงยืนอยู่ห่างไปไม่ไกล ในขณะที่ยังคงยอมยื่นแขนให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิปฐมพยาบาลแผลในมือให้ที่ท้ายรถ รอยยิ้มแรกของผู้ชายตัวสูงตรงหน้าทำให้ลมหายใจของคนเด็กกว่าสะดุดไปชั่วขณะ
แม้จะเป็นแค่รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นเพียงไม่นาน แต่สวรรษามั่นใจว่าตนสามารถสังเกตเห็นมันได้ชัดอย่างเต็มตา ใบหน้าคมที่มีเส้นผมเปียกชื้นทิ้งตัวระลงตรงกรอบหน้า ประกอบกับเสื้อเชิ้ตสีทึมที่ลู่ลงไปตามสัดส่วนกล้ามเนื้อของร่างสูงนั้นยิ่งขับให้คนตรงหน้าดูน่ามองขึ้นอีกหลายเท่าตัว
“เรียบร้อยจ้ะ…แต่ยังไงแนะนำว่าควรไปโรงพยาบาลเพื่อทำแผลอย่างถูกวิธีดี ๆ อีกทีนะคะ พองขนาดนี้กลางคืนน่าจะปวดน่าดูเลย พี่ว่าให้คุณหมอจ่ายยาแก้ปวดมาให้ด้วยดีกว่า”
“ครับ…ขอบคุณนะครับ…เดี๋ยวผมเอาเจ้านี่ไปหาหมอก่อนแล้วค่อยไปโรงพยาบาลอีกทีครับ”
“นี่…แล้วก็คราวหน้า อย่าใจกล้าเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงแบบนี้อีกนะลูก มันอันตราย นี่ถ้าแฟนเราไม่ช่วยเอาไว้ เรากับไอ้เหมียวนี่อาจจะไม่รอดออกมาครบ 32 แบบนี้ก็ได้นะ”
“หืออออ?! ...แฟน? …มะ…ไม่ใช่นะครับ”
“อ้าว…ไม่ใช่หรอกเหรอ…เห็นอุ้มกันออกมาถึงนี่”
“เอ่อ...”
คนเพิ่งถูกเข้าใจผิดรีบโบกไม้โบกมือเพื่อปฏิเสธข้อสันนิษฐานของหญิงสาวตรงหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าร่างสูงที่ยืนเอามือล้วงกระเป๋าทำหน้าเข้มอยู่ในระยะที่สามารถได้ยินประโยคเมื่อครู่ได้ชัดเจนจะรู้สึกไม่พอใจ
“แผลเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ”
ราวกับระฆังช่วยชีวิต วายุภพเอ่ยตัดบทก่อนที่จะมีคำถามอะไรตามมามากกว่านี้ และนั่นก็เปรียบเสมือนเป็นสัญญาณให้สุภาพสตรีหนึ่งเดียวในที่นี้หยุดความอยากรู้ของตัวเองเอาไว้แต่เพียงเท่านั้น
“อ้อ…เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“งั้นก็ไปกันได้แล้ว”
“ครับ?”
“ก็เธอจะพาเจ้านั่นไปให้หมอเช็กไม่ใช่เหรอ”
“…”
ไม่พูดเปล่าวายุยังระบุพิกัดให้อีกด้วยว่า ‘เจ้านั่น’ ที่ตนพูดถึง ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากลูกแมวขนเปียกมอมแมมซึ่งกำลังซุกตัวอยู่บนตักของร่างเล็กที่ยังคงนั่งทำหน้างงเพราะสมองไม่สามารถประมวลผลคำพูดของตนได้ทัน
“ฉันจะพาไป ดึกขนาดนี้แล้ว กว่าเธอจะเจอโรงพยาบาลสัตว์ที่เปิด 24 ชม. เจ้านั่นได้เป็นปอดบวมตายก่อนแน่”
“ฮะ…อ้อ…ครับ!…เอ่อ…งั้นผมไปก่อนนะครับ ขอบคุณพี่มากนะครับ”
“จ้า ๆ ขวัญเอ๊ยขวัญมานะเจ้าเหมียว”
หญิงสาวตอบรับขณะกำลังก้มเก็บเครื่องมือลงในกล่องปฐมพยาบาล โดยไม่ลืมหันไปอวยพรลูกแมวตัวเล็กในอ้อมกอดของสวรรษาเป็นการบอกลา ก่อนที่จะหันกลับไปรับกระดาษใบเล็กจากมือของร่างสูงที่ยื่นมาให้กัน
“นี่นามบัตรเลขาฯ ผม ถ้าตำรวจต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติมก็ติดต่อมาได้เลยครับ”
“อ้อ...ได้เลยค่ะ”
“เอ้อ…แล้วผมไม่ต้องอยู่รอคุยกับตำรวจเหรอครับ”
“ไม่ต้อง รีบพาเจ้านั่นไปหาหมอ ทางนี้เดี๋ยวฉันให้คนของฉันจัดการเอง”
“ใช่ ๆ ตามนั้นเลยจ้า”
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น ก่อนที่วงแขนแกร่งของคนโตกว่าจะแตะลงตรงด้านหลังเพื่อดันให้สวรรษาที่ตอนนี้ใบหน้าเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้วให้เดินกลับไปที่รถของตัวเองซึ่งจอดอยู่ไม่ไกล
“หยุดทำไม”
“คือ…ผมตัวเปียก…มันจะเลอะรถคุณ”
“ขึ้นไปเถอะ รถเลอะก็ล้างได้ หรือต้องให้อุ้ม?”
“เอ๊ย! ไม่ต้อง ๆ ”
เรนตัดสินใจเปิดประตูขึ้นไปนั่งบนเบาะด้านข้างคนขับก่อนเจ้าของรถจะได้ทำจริงอย่างที่พูด ส่งผลให้คนที่ยืนกอดอกมองกันอยู่ด้านหลังจุดยิ้มจาง ๆ ขึ้นตรงมุมปากอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
“นี่ครับเสื้อคุณ”
วายุภพรับเสื้อสูทชื้น ๆ คืนมาจากมือเล็กของผู้โดยสารข้างกายหลังตนก้าวขึ้นมานั่งในตำแหน่งหลังพวงมาลัย ก่อนจะเอื้อมมือส่งมันไปแขวนไว้กับที่พักศีรษะทางด้านหลังแล้วจึงหันกลับมาสตาร์ตรถ
บรรยากาศในห้องโดยสารนับตั้งแต่รถ BMW M8 คันนี้เริ่มออกตัวนั้นเงียบจนสวรรษาได้ยินเสียงเพอ เบา ๆ ดังมาจากเจ้าตัวจิ๋วบนตักในระหว่างที่ตนก้มลงไปเกาคางให้ พลันในหัวก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่
“ขอบคุณนะครับ ที่ช่วยผมกับเจ้าเหมียวเอาไว้”
“เจ้านี่มันเป็นแมวของเธอเหรอ”
“เปล่าครับ ตอนที่แม่พวกมันยังอยู่ ผมเคยให้อาหารมันทุกวัน แต่หลังจากไม่ได้มาทำงานที่นี่พักใหญ่ กลับมาอีกทีก็เหลือแต่เจ้าตัวนี้ตัวเดียวแล้วน่ะครับ ผมก็เลยคอยเอาอาหารมาให้มันเวลาผมเลิกงาน แต่วันนี้ผมไม่เห็นมันออกมารอที่เดิมตรงปากทางก็เลยเดินเข้ามาในนี้ เพราะบ้านหลังนั้นเป็นบ้านร้างที่แม่มันมาคลอดทิ้งไว้…แล้วก็อย่างที่เห็นเลยครับ”
คนฟังพยักหน้าอย่างเข้าใจ โดยไม่ละสายตาจากถนนตรงหน้ากลับมามองหน้ากัน สวรรษาจึงสบโอกาสที่จะใช้เวลาสำรวจกรอบหน้าคมนั้นในระยะเพียงหนึ่งช่วงแขน แนวเส้นผมเปียกชื้นจนไม่เป็นทรงกับแขนเสื้อเชิ้ตที่ถูกพับขึ้นมาไว้เหนือข้อศอกไม่ได้ทำให้ความดูดีของคนตรงหน้าลดน้อยลงไป
“เธอชื่อเรนใช่ไหม”
“ครับ?”
“ฉันเห็นเธอแทนตัวเองกับเจ้านั่น”
“อ้อ…ครับ”
“ชื่อฝน แต่กลัวเสียงฟ้าร้องตอนฝนตกงั้นเหรอ”
“อ่า ครับ ตลกดีใช่ไหม ผมน่ะไม่ได้อยากกลัวฝนเลยนะ แต่ทุกครั้งที่ฝนตกชีวิตผมมันมักจะเจอแต่เรื่องแย่ๆ ตลอดเลยนี่สิ”
“…”
To be continued
.
.
.
#เมื่อฝนจำรักได้