ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
ชาย-ชาย,ลึกลับ,แฟนตาซี,รัก,ข้ามเวลา,เทพ ,พระเอกรวย,ฟีลกูด/feelgood,จบดี ,พระเอกธงเขียว,พระเอกคลั่งรัก,อดีตชาติ,wildoatlavender,เมื่อฝนจำรักได้,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อเรื่องราวของอดีตชาติ
กลายเป็นบทลงทัณฑ์แห่งฟากฟ้า
และความรักต้องถูกพลัดพรากให้มิอาจตามหา
วายุภพ ที่ครั้งหนึ่งเคยถือครองพลังแห่งสายฟ้า
กลับต้องโทษจากความผิดอันร้ายแรง ให้ต้องดำรงอยู่ผ่านห้วงเวลาที่หมุนไปพร้อมกับพลังที่ไม่อาจควบคุม
สวรรษา มนุษย์ผู้ถือกำเนิดในคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ
แต่ทุกเรื่องราวเลวร้ายในชีวิตกลับอุบัติขึ้นพร้อมกับสายฝน จนเกิดเป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่อาจข้ามพ้น
ความฝันที่ไม่เคยชัดเจน หากแต่กลับไม่เคยเลือนหาย
ต่างคนต่างกำลังตามหาเรื่องราวที่ยังไม่ถูกเปิดเผย
และในทุกครั้งที่พวกเขาเกือบได้พบหน้า ท้องฟ้าก็กลับพรากทั้งคู่ออกจากกัน
ติดตามบทพิสูจน์ว่าความรัก ไม่เคยสูญหายไปตามกาลเวลา
หากแต่เพียงแค่เฝ้ารอ วันที่หัวใจจะระลึกได้อีกครั้ง
#เมื่อฝนจำรักได้
“ชื่อฝน แต่กลัวเสียงฟ้าร้องตอนฝนตกงั้นเหรอ”
“อ่า ครับ ตลกดีใช่ไหม ผมน่ะไม่ได้อยากกลัวฝนเลยนะ แต่ทุกครั้งที่ฝนตกชีวิตผมมันมักจะเจอแต่เรื่องแย่ๆ ตลอดเลยนี่สิ”
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และฉบับแก้ไข - เพิ่มเติมทุกฉบับ โดยห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก เลียนแบบ ดัดแปลง หรือแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่ง
และห้ามมิให้มีการเผยแพร่ รวมถึงการจัดเก็บ ถ่ายทอด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะในรูปแบบหรือวิธีการใดในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์
~~~~~~~
เนื้อหาทั้งหมด เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน
ตัวละคร รูปภาพประกอบ พฤติกรรม สถานที่ วิชาชีพ หน่วยงาน ทั้งหมดที่ถูกกล่าวถึง
ในงานเขียนเรื่องนี้ เป็นสิ่งสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
ผู้เขียนมิได้มีเจตนา กล่าวถึง พาดพิง หรืออ้างอิง กับบุคคล สถานที่ หรือหน่วยงานใด ในความเป็นจริง
อาจมีเนื้อหาและการใช้ภาษาที่เกี่ยวกับ เพศ พฤติกรรมด้านความรุนแรง ที่ขัดต่อกฎหมาย ความเชื่อ ศีลธรรม และประเพณี
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Story : Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้
Author : WildOat Lavender (ไวลด์โอ๊ต ลาเวนเดอร์)
Illustrator : Himefreeze / Budzob / Prynn_10 / ZeliciaV / Moontears / OCTO.CATZ / INKTIARA / Karnnnbv
Proofreader : Wanlakham / Larchspiraea
Layout Designer : Ramyproof / Larchspiraea
Typographer : แมวอ้วนไทโป
Special Thanks : BTM Crews
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Teen and up audiences - เหมาะกับผู้อ่านตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป
Fluff and Angst - แนวอบอุ่นหัวใจแต่มีปมดราม่าสอดแทรกในระหว่างดำเนินเรื่อง
Mature Character Death - มีการกล่าวถึงการเสียชีวิตของตัวละคร
Threats of Violence - การคุกคามคนอื่นด้วยความรุนแรง
Supernatural - มีพลังเหนือธรรมชาติ
Mature Violence - มีการกล่าวถึงการใช้ความรุนแรง
Explicit Sex Scene - มีการบรรยายถึงฉากร่วมเพศอย่างชัดเจน
Happy Ending - ตอนจบแบบสุขนิยม
╭──────────.★..─╮
ช่องทางติดต่อพูดคุย
╰─..★.──────────╯
𝕀𝕟𝕤𝕥𝕒𝕘𝕣𝕒𝕞 ➥ wildoat_larch
𝔽𝕒𝕔𝕖𝕓𝕠𝕠𝕜 ➥ WildOat Lavender นามปากกา
𝕋𝕚𝕜𝕋𝕠𝕜 ➥ wildoat_larch
𝔹𝕝𝕦𝕖𝕤𝕜𝕪 ➥ wildoatlarch
𝕏 ➥ wildoat_larch
✦•┈⋅ ∘₊ ⋯ ⋯ ₊∘ ⋅┈•✦
Heart in the raindrops
#เมื่อฝนจำรักได้
แสงสว่างวาบที่มาพร้อมกับเสียงคำรามดังก้องไปทั่วบริเวณ ไม่สามารถกลบเสียงสะอื้นไห้ของคนที่ยังคงโน้มตัวเพื่อใช้มือรั้งข้อเท้าของผู้ที่เป็นสาเหตุของความแปรปรวนทั้งหมดเอาไว้ได้ พายุอารมณ์ในใจของ วชิรวิรุณ โหมกระหน่ำไม่แตกต่างจากท้องนภารอบกายเท่าใดนัก
“พอที!!! ข้าไม่อยากฟังถ้อยคำเท็จจากเจ้าอีกต่อไปแล้ว วารีวัส!”
“ไม่!!! ไม่ ท่านวชิรวิรุณ ได้โปรด”
เปรี้ยง!!!
ไม่แม้แต่จะกล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของน้ำเสียงทรงอำนาจเมื่อครู่ วารีวัส สะดุ้งสุดตัวหลังได้ยินเสียงสายฟ้าฟาดที่ดังสะเทือนไปทั่วแดน ร่างเล็กสั่นเทาราวกับลูกนกที่กำลังใกล้จะตกลงจากยอดไม้
“ได้โปรดเถอะท่านพี่ ขอเพียงหยุดฟังข้าก่อ...”
“อย่าบังอาจมาเรียกข้าว่าพี่!!!”
เปรี้ยงงงง!!! ครืนนนน
เสียงตวาดลั่นของวชิรวิรุณดังขึ้น พร้อมกับเสียงห้วงเวหาที่พิโรธโกรธาราวกับเหล่าก้อนเมฆบนสวรรค์ชั้นฟ้านี้จะถล่มลงมาได้ในทุกห้วงจังหวะลมหายใจ น้ำตาของคนที่พร่ำขอโอกาส ไม่สามารถรั้งสติของเจ้าแห่งลมฟ้าให้สงบลงได้
“คำเรียกขานเช่นนั้น ข้าอนุญาตให้แต่เพียงคนรักของข้าเท่านั้นที่จะเอ่ยเรียก!!”
“ฮึก…ข้าผิดเอง…แต่ข้ามิได้มีเจตนาจะปิดบังท่าน”
“ปิดบังงั้นหรือ? เจ้าโกหกข้าวารีวัส! เจ้าเห็นบุตรแห่งองค์พระพิรุณเทวา เยี่ยงข้าโง่งมเพียงนั้นเลยหรือ!!”
‘พลั่ก’
แรงกระชากอันไร้เยื่อใยจากท่อนขาอันแข็งแกร่งของบุตรชายเพียงหนึ่งเดียวแห่งจอมเทพผู้ครองอำนาจเหนือลมฟ้าและเมฆฝนทั้งปวง ส่งผลให้มือเล็กที่สั่นเทาของวารีวัสไม่สามารถสัมผัสร่างกายของวชิรวิรุณได้อีกต่อไป
“ไปเสียให้พ้นหน้าข้า ข้าไม่ต้องการเห็นหน้าเจ้าอีก วารีวัส”
“ฮึก…”
“หยุดร่ำไห้เสียที โทษทัณฑ์ของเจ้านั้นหนักหนาเกินกว่าที่จะได้รับโอกาสให้แก้ตัวเสียด้วยซ้ำ ไอ้ทาสชั้นต่ำ!”
เปรี้ยงงงง!!!
อึก!
นัยน์ตาสีรัตติกาล เบิกโพลงขึ้นท่ามกลางความมืดอีกครั้ง ห้องนอนเพดานสูงโปร่งนั้นเงียบสงบแตกต่างจากลมฝนที่โปรยปรายอยู่ภายนอก แต่ทว่าสายฝนที่สาดกระทบหน้าต่างบานยาวตั้งแต่พื้นจรดเพดานที่ริมระเบียงนั้น เทียบไม่ได้กับพายุรุนแรงที่ วายุภพ เพิ่งเห็นในห้วงนิทราของตัวเองเมื่อครู่
แน่นอนว่าคนที่ถือกำเนิดพร้อมกับพลังแห่งการควบคุมลมฟ้าอากาศย่อมไม่มีทางสะดุ้งตื่นจากภวังค์แค่เพราะเสียงฟ้าผ่า หากแต่ความฝันของเขามักจะวนย้ำอยู่กับเหตุการณ์ซ้ำเดิม ๆ
เหตุการณ์ที่วายุภพไม่มีวันลืม
เพียงแต่นับจากที่เขาได้พบกับสวรรษา พวกมันกลับแตกต่างออกไป ก่อนหน้านี้แม้ว่าเรื่องราวทั้งหมดจะสลักอยู่ในความทรงจำของวายุภพ แต่กลับมีบางอย่างที่หายไป นั่นคือใบหน้าของคนที่ทำให้ ดวงจิตของ วชิรวิรุณ แตกสลายจนไม่อาจควบคุมโทสะในใจได้
ราวกับวาจานั้นศักดิ์สิทธิ์ดั่งต้องสาป เพราะวายุภพไม่เคยเห็นใบหน้าของเจ้าของเสียงร้องไห้ปริศนาที่ถูกตราหน้าว่าเป็นทาสชั้นต่ำได้เลยสักครั้ง ในขณะที่เขาสามารถเห็นภาพของทุกคนได้อย่างชัดเจน
ทว่าปริศนาข้อนั้นได้ถูกคลายลงไปเสียแล้ว นับตั้งแต่ได้ใกล้ชิดกับสวรรษา วายุภพกลับเห็นดวงหน้าของ วารีวัส ได้ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหน แววตาเศร้าหมองระคนเจียมตัวที่วารีวัสมีนั้น ดูคลับคล้ายคลับคลากับใครบางคนที่เขาเพิ่งได้พบอย่างยากที่จะแยกออกได้
ก๊อก ๆ ๆ ๆ
“คุณวายุ ตื่นหรือยังครับ”
เสียงเรียกแผ่วเบาด้านหลังบานประตูไม้สีเข้มเร่งให้วายุต้องลุกขึ้นจากที่นอนเพื่อไปเปิดประตู เขาไม่ต้องใช้เวลาเดาเสียด้วยซ้ำว่าใครกันแน่ที่อยู่หลังแผ่นไม้หนานั่น เพียงแต่สาเหตุที่คิ้วคมยังขมวดหากันแน่นอยู่นั้น กลับเป็นเพราะร่างสูงในชุดนอนสีเข้มไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้อีกคนเลือกที่จะมาเคาะห้องเขาตั้งแต่เวลาที่ฟ้ายังไม่สางอย่างตอนนี้
“เรนขอโทษที่รบกวนแต่เช้านะครับ แต่ว่าพี่ภุช ทักมาถามว่าคุณวายุปวดหัวหรือเปล่า เรนเลย…มาดู”
“ทักเธอ?”
“ครับ”
สวรรษาหันหน้าจอช่องแชตจากอุปกรณ์สื่อสารในมือให้คนโตกว่าดู เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เพราะเมื่อเกือบสิบนาทีที่แล้ว ภุชพงศ์ทักหาตนจริงดังที่อ้าง วายุภพปรายตามองเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจนักเพราะเขาไม่ได้คิดจะติดใจเอาความกับอีกฝ่ายตั้งแต่แรก
“ทำไมมันไม่ทักฉัน?”
“พี่ภุชบอกว่าโทรหาคุณวายุไม่ติดเลยเป็นห่วงครับ”
“…”
ขายาวเดินกลับไปที่โต๊ะหัวเตียงก่อนจะยกโทรศัพท์เครื่องบางขึ้นมาสำรวจ เพื่อพบว่าแบตเตอรี่ของมันไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว
“ให้เรนทำอะไรไว้ให้ทานก่อนไปไหมครับ?”
“ไปไหน”
“วันนี้เรนมีบรีฟงานครับ”
“เช้าขนาดนี้เลยเหรอ?”
“เปล่าครับ แต่เรนตื่นมาให้ข้าวกับป้อนยามื้อเช้าให้มีกันก่อนไป”
วายุภพตวัดสายตาไปยังตัวเลขดิจิทัลบนผนังห้องเพื่อย้ำความเข้าใจของตัวเองอีกครั้ง ว่าเขาไม่ได้เข้าใจผิดว่าตอนนี้ เพิ่งจะเป็นเวลายังไม่ถึง 7 โมงเช้าเสียด้วยซ้ำ เพราะแม้กลุ่มเมฆฝนข้างนอกจะเริ่มซาลงไปหลังวายุภพตื่นขึ้นเต็มตา แต่ทว่าแสงสว่างของเช้าวันใหม่ก็ยังไม่ได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ของมัน
“แล้วไอ้ภุช พาเธอไปสแกนม่านตาเข้าระบบมาหรือยัง?”
“เรียบร้อยแล้วครับ”
วายุภพกำลังพูดถึงระบบรักษาความปลอดภัยของเพนต์เฮ้าส์สุดหรูแห่งนี้ ที่จะต้องใช้การสแกนม่านตาควบคู่ไปกับคีย์การ์ดเพื่อปลดล็อกเข้าใช้ลิฟต์ส่วนตัวสำหรับขึ้นมายังชั้นบนสุดของที่นี่ ซึ่งตัวเขาครอบครองพื้นที่ทั้งชั้นนี้แต่เพียงผู้เดียว
“แล้ว เธอจะออกไปตอนไหน”
“น่าจะประมาณ 9 โมงครับ”
“แต่งตัวเสร็จก็มาเรียกฉันแล้วกัน”
“ครับ?”
สวรรษาเงียบไปชั่วอึดใจ ในระหว่างที่ประมวลผลว่าทำไมตนถึงต้องเข้ามาเรียกคนตรงหน้าอีกครั้ง เพราะอันที่จริงเรนก็ไม่ได้คิดจะมารบกวนกัน หากไม่ติดว่าภุชพงศ์ทักมารบเร้าให้ช่วยมาดูเจ้านายของตนให้หน่อยเพราะเมื่อคืนดื่มหนักกว่าปกติ แถมยังติดต่อไม่ได้ตั้งแต่ตนขับรถมาส่งที่นี่
“ฉันจะไปส่ง”
“ฮะ?!”
เสียงอุทานที่ดูเป็นกันเองกว่าปกติ ทำให้วายุภพกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปาก เพราะหน้าตาของคนเด็กกว่าในตอนนี้นั้นดูตกใจราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องที่เหลือเชื่อที่สุดในชีวิตของตัวเองมาหมาด ๆ
“เอ่อ เรนแค่ งง ๆ นิดหน่อยครับ…”
“เธอจะเข้าไปที่บริษัท เอ็มเอสที ไม่ใช่เหรอ”
“…”
กว่าวายุภพจะเข้าใจว่าเพราะอะไรเครื่องหมายคำถามบนหน้าผากของคนตรงหน้าถึงยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ก็เล่นเอากินเวลาไปหลายนาที เพราะสิ่งที่ตนเพิ่งพูดเมื่อครู่ ว่ารู้จักสถานที่ทำงานของอีกฝ่ายมันคงดูแปลกไปหน่อยสำหรับคนที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นาน แถมเจ้าตัวยังไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ให้ฟังอีกต่างหาก
“เธอคิดว่าฉันจะให้เธอเข้ามาอยู่ที่นี่ โดยที่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลยหรือไง เรน”
“หมายถึง คุณวายุ ไปค้นประวัติเรนมางั้นเหรอครับ”
“ฉันขอโทษที่เสียมารยาทนะ เธอโกรธหรือเปล่า”
“…”
คำว่าโกรธคงไม่ใช่คำจัดความที่ถูกต้องนัก เพราะหากว่ากันตามตรงแล้ว มันก็ไม่มีเหตุผลใดที่นักธุรกิจระดับ วายุภพ อัสนีวงศ์เดโชจะยอมอาศัยร่วมชายคาเดียวกับเด็กพาร์ตไทม์ของร้านสะดวกซื้อที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า
เพียงแต่ความรู้สึกราวกับมีรูโหว่ที่ดิ่งลึกลงไปข้างในนี่ต่างหากที่ทำให้ เรนเลือกที่จะเก็บคำพูดต่าง ๆ ของตนเอาไว้แทนที่จะเอ่ยตอบออกไป
“เรน…จะมีสิทธิ์อะไรไปโกรธล่ะครับ คุณวายุทำถูกแล้วครับ”
“ถ้าไม่โกรธ แล้วทำไมเธอถึงไม่มองหน้าฉัน เรน”
ในที่สุดดวงตาสีเฮเซลนัตซึ่งดูเศร้ากว่าปกติที่วายุภพเคยได้เห็น ก็เงยขึ้นมาสบกันอีกครั้ง หลังจากกลับมาโฟกัสที่โลกแห่งความเป็นจริงตรงหน้า ที่ขนาดตนเองยังพยายามค้นหาประวัติของวายุภพ ผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายดูภูมิฐานและน่าเชื่อถือขนาดนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสักนิดหากอีกฝ่ายจะทำแบบเดียวกัน
แต่เรนก็ไม่สามารถให้คำตอบกับคนตรงหน้าได้อยู่ดีว่าเพราะอะไร อาการเห่อร้อนที่ขอบตาของตนตอนนี้มันถึงยังคงอยู่
“ขอโทษ ฉันขอโทษ เรน”
“…”
“ถ้ามันทำให้เธอรู้สึกไม่ดี ฉันขอโทษ แต่เชื่อเถอะว่าฉันไม่ได้คิดร้าย เพราะไม่ว่ายังไงฉันก็จะไม่มีวันทำร้ายเธออีกแล้ว”
เรนไม่แน่ใจนักว่าสัมผัสเย็น ๆ ที่ปลายคางของตนมันเริ่มต้นมาตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีปลายนิ้วหนาของคนตรงหน้าก็กำลังเชยซ้อนอยู่ด้านใต้ ในระหว่างที่เอ่ยคำขอโทษที่เรนก็ไม่ค่อยเข้าใจนักออกมาให้ได้ยิน
‘อีกแล้ว…’
ท่ามกลางสถานการณ์ทั้งหมดนี้ สิ่งหนึ่งที่สวรรษามั่นใจ คือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วายุภพใช้คำนี้ในการลงท้ายประโยค คำที่บ่งบอกว่า มีอะไรบางอย่างเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ แต่ไม่ว่าเรนจะพยายามค้นเข้าไปในความทรงจำของตนเองเท่าไร เขาก็แน่ใจเหลือเกินว่า การพบกันของตนกับคนตรงหน้า เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในค่ำคืนวันที่เกิดเพลิงไหม้
แต่ไม่ว่าห้วงความคิดในหัวของ สวรรษาจะฟุ้งซ่านวุ่นวายและเต็มไปด้วยคำถามเพียงใด หากแต่บรรยากาศรอบกายในความเป็นจริงกลับมีแค่ความเงียบที่โรยตัวลงมา นัยน์ตาที่ลุ่มลึกราวกับท้องฟ้ายามรัตติกาล ยังคงอ่านยากเหมือนทุกคราที่เรนมีโอกาสได้จ้องมองมัน
วายุภพยังคงไม่ละสายตาไปจากใบหน้าได้รูปของสวรรษา ระยะห่างระหว่างทั้งคู่กลับค่อย ๆ ลดลงสวนทางกับเสียงหัวใจของคนเด็กกว่า แววตาแสนเศร้าที่ไม่ว่าคนตรงหน้าจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปมากเพียงใด แต่วายุก็ยังคงจำมันได้ขึ้นใจจากส่วนที่ลึกที่สุดในความทรงจำ
จากระยะห่างซึ่งวายุสามารถเห็นสีเลือดฝาดที่แต้มอยู่บนข้างแก้มของอีกคนได้อย่างชัดเจน ก็กลับกลายเป็นแพขนตางอนโค้งที่ค่อย ๆ กลายเป็นภาพเบลอ เพราะช่องว่างที่ลดลงระหว่างกัน ไม่เอื้อให้เขามองเห็นพวกมันได้ชัดอีกต่อไป
เมี้ยวววว~
“อ๊ะ! มีกัน!”
ราวกับเจ้าลูกแมวที่วันนี้กลุ่มขนขาวนวลกลับมีสีเข้มขึ้นกว่าเก่าเล็กน้อยเพราะอากาศที่เย็นตัวลง จะรับรู้จังหวะหัวใจที่เต้นแรงของทาสอย่างเรนได้อย่างไรอย่างนั้น เสียงร้องดังลั่น ที่หากลองใช้เครื่องแปลภาษาแมวอาจจะพอเดาได้ว่า มันกำลังตะโกนโวยวาย ที่มนุษย์ตัวโตกำลังจะรั้งช่วงเอวของทาสตัวเล็กของมันเอาไว้แนบกาย
มีกันกระโดดตะครุบที่ข้อเท้าของเรนเบา ๆ สองสามครั้ง พร้อมกับส่งเสียงแปดหลอดขึ้นขัดจังหวะความใกล้ชิดระหว่างมนุษย์ตรงหน้าได้ถูกเวลาพอดี ส่งผลให้ทั้งวายุและทาสของมัน กลับมารักษาระยะห่างที่มีต่อกันได้ดังเดิม
“มานี่เลย มีกัน! ขึ้นมาเพ่นพ่านถึงชั้นบนแบบนี้ได้ยังไง เดี๋ยวถ้าเกิดไปทำข้าวของคุณวายุแตกเรนรับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ”
“หึ ได้ยินไหม ไอ้เหมียว ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร ไม่อย่างนั้นแกจะได้ลงจากที่นี่ผ่านทางหน้าต่างจริง ๆ ”
ชิ้งงงง~
ราวกับมีเสียงเอฟเฟกต์เบา ๆ เกิดขึ้นในอากาศ เพราะทันทีที่วายุหันไปคาดโทษกับเจ้าลูกแมวซึ่งตอนนี้ออกอาการออดอ้อนทาสของตัวเองจนน่าหมั่นไส้แล้วนั้น สายตาสองคู่ ก็ตวัดกลับมามองกันอย่างเคือง ๆ ด้วยความพร้อมเพรียง
“ไปครับ มีกัน กลับห้องกันเถอะ”
“แต่งตัวเสร็จแล้วก็มาเรียกนะ”
“…”
ไม่มีคำขานรับ ทาสแมวอายุงานสามวัน ทำเพียงแค่หันหน้ามามองกันตามมารยาทก็เท่านั้น ซึ่งนั่นก็เพียงพอจะทำให้คนที่หัวเดียวกระเทียมลีบอย่าง วายุภพ เริ่มเข้าใจสถานการณ์ของตัวเอง
“ฉันผ่านทางนั้นพอดี เธอจะได้ไม่ต้องรีบออก จะได้มีเวลาอยู่เล่นกับเจ้านั่น นานขึ้นไง”
“…ครับ…งั้น…เดี๋ยวเรนมาเรียกครับ”
“หึ ฉันจะรอ”
รับคำได้เพียงเท่านั้น ร่างเล็กที่ใบหูยังคงขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะอวัยวะด้านใต้อกทำหน้าที่ของมันได้ดีกว่าที่คาด ก็เดินหันหลังกลับไปทางห้องนอนของตัวเองพร้อมกับเสียงงุ้งงิ้งในลำคอ ที่มีสาเหตุมาจากการที่เจ้าของมันกำลังใช้เสียงโทนที่สี่ เพื่อหยอกล้อกับเจ้าก้อนขนในอ้อมแขน
วายุภพรู้ตัวในวินาทีนั้นว่าเช้านี้เขายิ้มมากกว่าทุกวัน แม้องศาของมุมปากที่เขาเพิ่งรับรู้ได้ว่ามันยังคงปรากฏค้างอยู่บนใบหน้าของตัวเองจะไม่ได้กว้างเท่ากับ รอยยิ้มเต็มแก้มของคนที่เพิ่งเดินจากไป แต่ถึงอย่างนั้น มันก็มากพอให้แสงแดดจากด้านนอก ส่องประกายสดใสจนลอดเข้ามาสะท้อนลงบนใบหน้าคมของคนที่ถูกปลุกตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาตื่นจนเกิดภาพน่ามอง
ตัวเลข 10.33น. บนแผงหน้าปัดดิจิทัลบ่งบอกให้รู้ว่า สวรรษา มาถึงที่หมายก่อนเวลาที่กำหนดเอาไว้เล็กน้อยเพราะนัดที่เรนจะต้องเข้ามาคุยในวันนี้ถูกกำหนดขึ้นในเวลา 11 นาฬิกาตรง เรนใช้เวลาอยู่บนท้องถนนแค่เพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมงดี ซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ตนเคยใช้ในการเดินทางด้วยรถเมล์ถึงเกือบ 1 เท่าตัว ทำให้เจ้าของใบหน้าเรียวเล็กในตำแหน่งที่นั่งข้างคนขับดูสดใสกว่าที่เคย เพราะไม่ได้อ่อนเพลียจากการเดินทาง
“เมมคอนแท็กต์ฉันเอาไว้ ถ้าเสร็จธุระแล้วก็โทรมา ฉันจะมารับ”
สวรรษาเงยหน้าจากการปลดเข็มขัดนิรภัยขึ้นมามองกระดาษสีน้ำเงินตัดขอบสีทองในมือของคนโตกว่าอย่าง งง ๆ เมื่อมันคือนามบัตรหน้าตาหรูหราที่ปรากฏชื่อและนามสกุลของคนที่ถือมันอยู่ซึ่งเจ้าตัว กำลังยื่นมาให้กัน ริมฝีปากบางเอ่ยปฏิเสธเพราะไม่คิดอยากจะรบกวนอีกฝ่ายไปมากกว่านี้
“แต่เรนกลับเองได้นะครับ”
“เธอมีธุระต่อที่ไหนหรือไง ไหนว่าอยากจะรีบกลับไปหาเจ้านั่น”
“เรนเกรงใจ คุณวายุก็มีธุระไม่ใช่เหรอครับ”
“…”
“เรนกลัวว่าเวลาเสร็จงานเราจะไม่ตรงกัน โดยเฉพาะถ้าคุณวายุต้องรอเรน”
“ฉันมีเวลาเหลือเฟือในการรอเธอเลยละเรน”
เมื่อไม่เห็นว่าตัวเองจะสรรหาคำไหนออกมาแย้งได้อีก เรนจึงเลือกที่จะรับนามบัตรตรงหน้าเอาไว้ แล้วเอ่ยลากับเจ้าของรถ BMW M8 ที่พาตัวเองมาถึงที่นี่ วายุภพยังคงค้างตำแหน่งเกียร์ ไว้ที่ตัวอักษร P เพื่อรอให้ร่างเล็กที่เพิ่งลงจากรถนั้นเดินหายเข้าไปในตัวอาคารจนเรียบร้อยเสียก่อน
“แน่ะ! เดี๋ยวนี้เปลี่ยนจากนั่งเบนซ์เป็นบีเอ็มเหรอจ๊ะ?”
“เอ๊ย!!! ตกใจหมด ไอ้เหนือ!”
“แหมมมม ตั้งแต่มีวาสนานอนเพนต์เฮ้าส์ นี่ทำเป็นขวัญอ่อนเลยน้าาาา”
ปัก!!!
“โอ๊ย!!! ไอ้เรน! ตีมาได้ มือมึงหนักยังกับนักวอลเลย์!”
เหนือชีวาถึงกับนิ่วหน้าโยกตัวหลบเพราะแรงกระทำจากฝ่ามือพิฆาตของเพื่อนสนิท ที่ตนเพิ่งล้อเลียนจนอีกฝ่ายทำหน้ายุ่งราวกับคนงดน้ำตาลมาแล้ว 7 วัน
“นั่งเบนซ์ อะไรของมึงห้ะ!”
“เอ้าก็รถเมล์ประเทศนี้ ไม่เบนซ์ ก็วอลโว่นะมึงไม่รู้เหรอ”
“โทษนะ สายที่ผ่านหอกู เป็นอิซูซุ!!”
“เออ นั่นแหละ มึงอย่าโฟกัสผิดจุดดิ๊!”
“แล้วมึงจะเอาจุดไหน”
“ก็จุดที่ว่าเมื่อกี๊ใครมาส่งมึงยังไงล่ะ”
เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ใช่ว่าสวรรษาจะเดาไม่ออกหรอกว่าเพื่อนสนิทของตนอยากจะแซวกันด้วยเรื่องอะไร หากแต่เรนก็ยังอยากจะขอประวิงเวลาเพื่อตั้งหลักอีกสักหน่อย เพราะรู้ดีว่าคนอย่างเหนือชีวา หากได้ลองตั้งใจแล้ว ไม่ว่ายังไงก็คงต้องทำทุกทางเพื่อให้ได้คำตอบอยู่ดี
“กูถามจริงเลยเหนือ ที่มึงถามนี่ผ่านสมองหรือไขสันหลัง รถหรูขนาดนั้น กูคงเรียกอูเบอร์มามั้ง”
‘ปึ่ก!’
‘อ๊ะ! ไอ่เหนือ!’
“คือที่กูถามเนี่ย เพราะคราวที่แล้ว ที่เลขาฯ คุณวายุภพมารับมึง มันไม่ใช่รถคันนี้!!”
อาศัยจังหวะที่คนถูกถามเอาแต่ส่งมือไปลูบหน้าผากตัวเอง เพราะโดนดีดจนแดงไปหมด เพื่ออธิบายสาเหตุที่ตนตั้งข้อสงสัย เพราะถึงแม้คราวที่แล้วที่เจอกัน เหนือชีวาจะไม่ทันเห็นว่ารถที่มารับเพื่อนสนิทของตนนั้นเป็นยี่ห้ออะไร แต่เขามั่นใจมาก ๆ ว่ามันเป็นรถสีดำ ไม่ใช่สีเทาควันบุหรี่อย่างคันเมื่อครู่
“วันนี้มารถคุณวายุ เขามาทำธุระแถวนี้พอดีเลยติดรถเขามา”
“อ้าว! น้องเรน น้องเหนือ”
ยังไม่ทันที่เหนือชีวาจะได้ซักไซ้สวรรษาเพิ่มเติม เสียงของหญิงสาวท่าทางทะมัดทะแมงก็เอ่ยทักทั้งคู่ทันทีที่เดินมาจนถึงหน้าลิฟต์
“สวัสดีครับ พี่กระปุก ทำไมมาอยู่ตรงนี้ล่ะครับเนี่ย”
“นั่นสิ พี่ปุก ลงมาทำไรตรงนี้อะครับ อู้งานเหรออออ เหนือฟ้องพี่มิวนาาาา”
“สวัสดีค่ะน้องเรน แหม! อู้เอ้อ อะไรกันล่ะคะ คุณเหนือ พี่ลงมารอรับของว่างที่จะใช้ในการประชุมวันนี้น่ะค่ะ คุณมิวเธอให้สั่งพิเศษ”
เลขานุการสาวเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม เพราะกระปุกเองก็สนิทสนมกับทั้งสองคนเป็นอย่างดี เพราะนอกจากเหนือชีวาจะเป็นลูกพี่ลูกน้อง แล้วก็ยังเป็นพิธีกรหลัก ๆ ของที่นี่ในแทบทุกอิเวนต์อีกด้วย และแน่นอนว่าสำหรับเพื่อนสนิทของญาติเจ้านายอย่างเรน กระปุกก็เคยได้มีโอกาสเห็นหน้าค่าตาและร่วมงานกันอยู่หลายครั้งเช่นเดียวกัน
“แล้วนี่ของมาหรือยังครับ ให้เรนกับเหนืออยู่ช่วยก่อนไหม”
“อุ๊ย ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้องเลย น้องเรน น้องเหนือขึ้นไปเตรียมตัวก่อนได้เลยค่ะ เดี๋ยวตรงนี้พี่จัดการเองสบายมาก”
“เอางั้นเหรอครับ นี่ยังไม่ถึงเวลาประชุมเลย เหนืออยู่ช่วยก่อนได้นะ”
“ไม่ต้องจริง ๆ ค่ะ ของแค่นี้เอง เดี๋ยวพี่ตามขึ้นไปค่ะ นั่นค่ะ ลิฟต์มาแล้ว ขึ้นไปกันก่อนเลยเดี๋ยวพี่ตามไป”
เมื่อหญิงสาวยืนยันหนักแน่นอย่างนั้นสองเพื่อนซี้จึงได้แต่ตัดใจ แล้วเดินแยกไปเข้าลิฟต์แต่โดยดี ในขณะที่ร่างระหงของกระปุกก็เดินแยกไปทางด้านหน้าของอาคารเช่นกัน
“รอด้วยครับ!”
“อ๊ะ มีคนมา มึงกดไว้ก่อนเหนือ”
เรนเอ่ยบอกเพื่อนสนิทให้กดปุ่มเปิดประตูค้างเอาไว้ก่อน หลังจากได้ยินเสียงแว่ว ๆ จากทางด้านนอกในขณะที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดสนิทลง พลันสายตาของสวรรษาก็เห็น ร่างโปร่งของชายหนุ่มในชุดสุทสีเขียวมะกอกที่ดูภูมิฐานและมีสไตล์ในเวลาเดียวกันกำลังเร่งฝีเท้าวิ่งเหยาะ ๆ ตรงมาทางนี้
“ขอบคุณครับ…ถ้าไม่ได้คุณผมต้องสายแน่ ๆ ”
เจ้าของโทนเสียงสุภาพหันไปเอ่ยกับเหนือชีวาที่อยู่ตรงแผงควบคุม ก่อนจะหันกลับมาพูดต่อท้ายประโยคกับ สวรรษาที่ยืนอยู่ชิดผนังลิฟต์อีกด้าน เพราะในช่วงเวลานี้ไม่มีคนอื่น ๆ นอกจากพวกเขาเข้ามาใช้ลิฟต์นี้ด้วยกัน เรนส่งยิ้มให้น้อย ๆ เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะหันมาให้เหตุผลสำหรับคำขอบคุณเมื่อครู่ของตน
“ชั้นไหนครับ”
“ชั้นเดียวกันครับ”
บรรยากาศภายในกล่องโดยสารสี่เหลี่ยมนี้ กลับมาเป็นปกติอีกครั้งหลังชายแปลกหน้าเอ่ยตอบคำถามของเหนือชีวา เพียงไม่นานเสียงสัญญาณว่าลิฟต์ตัวนี้กำลังจะถึงที่หมายของมันก็ดังขึ้น
“เชิญคุณก่อนเลยครับ”
“ครับ? อ้อ ขอบคุณครับ”
เหนือชีวามุ่นคิ้วลงเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าชายในชุดสูทผายมือให้เพื่อนสนิทของตนเดินออกไปก่อน ทั้ง ๆ ที่หากวัดกันตามตำแหน่งที่ยืน จุดที่สวรรษายืนอยู่ ควรจะเดินออกไปทีหลังคนที่ยืนอยู่ตรงกลางลิฟต์ อย่างคนพูดเสียด้วยซ้ำไป แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้คิดจะเอ่ยอะไรออกมา
อาคารสำนักงานแห่งนี้ เป็นตึกสูงที่เปิดให้บริษัทน้อยใหญ่มาเช่าเพื่อใช้พื้นที่เป็นออฟฟิศ ดังนั้นทั้งเรนและเหนือจึงไม่ได้เอะใจกับการที่ผู้ชายซึ่งพวกเขาทั้งคู่เพิ่งขึ้นลิฟต์มาด้วยจะมีปลายทางเป็นชั้นเดียวกัน เพราะในชั้นนี้เป็นที่ตั้งของบริษัท ถึงสามบริษัทด้วยกัน
แต่ทว่าโลกใบนี้กลับกลมกว่าที่คิด
“อ้าวมาพร้อมกันพอดีเลย สวัสดีครับ คุณปรินทรา”
ยังไม่ทันที่ทั้งสามจะเดินพ้นโถงทางเดินด้านหน้าของโซนบริษัท เอ็มเอสที เอเจนซี น้ำเสียงสดใสกึ่งทางการที่เหนือชีวา รู้ดีว่าลูกพี่ลูกน้องของตนมักจะเลือกใช้ในการเจรจาเรื่องสำคัญก็ถูก มนต์ธนัท เอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มธุรกิจที่สวรรษาเองก็คุ้นตาดี
“ขอโทษที่ผมมาซะพอดีเวลาเลยครับ คุณมนต์ธนัท”
“ไม่เป็นไรเลยครับ นี่ทีมของผมก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน ไหน ๆ ก็เจอกันแล้ว ผมขออนุญาตแนะนำเลยแล้วกันนะครับ นี่เหนือชีวา พิธีกรหลักของงานครับ ส่วนนี่ สวรรษา เฮดสตาฟ ที่จะคุมทีม สตาฟทั้งหมดครับ เหนือ เรน นี่คุณปรินทรา จากสกายเซนส์ ลูกค้าคนสำคัญที่พวกเราจะได้ร่วมงาน”
“สวัสดีครับ คุณเหนือชีวา คุณสวรรษา ยินดีที่ได้ร่วมงานนะครับ”
“เช่นกันครับ”
“สวัสดีครับ คุณปรินทรา”
เป็นฝ่ายของเรนที่เลือกจะตอบให้ยาวขึ้นอีกสักหน่อยหลังจากได้ยินเพื่อนสนิทของตน เอ่ยตอบอีกฝ่ายไปด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เพราะถึงแม้คนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน จะไม่สามารถแยกแยะได้ว่า คำว่า ‘เช่นกันครับ’ เมื่อครู่นั้น เหนือชีวาพูดมันไปตามมารยาทอย่างไร้อารมณ์ แต่ทว่าไม่ใช่กับญาติสนิทอย่างคนที่ยืนทำตาเขียวแยกเขี้ยวอยู่ทางด้านหลังอย่าง มิวสิค
“เรียกผมว่า ปรินซ์ ก็ได้ครับ ผมอยากให้คุณเรียกแบบนั้นมากกว่า”
To be Continued
.
.
.
#เมื่อฝนจำรักได้