ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
ชาย-ชาย,ลึกลับ,แฟนตาซี,รัก,ข้ามเวลา,เทพ ,พระเอกรวย,ฟีลกูด/feelgood,จบดี ,พระเอกธงเขียว,พระเอกคลั่งรัก,อดีตชาติ,wildoatlavender,เมื่อฝนจำรักได้,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อเรื่องราวของอดีตชาติ
กลายเป็นบทลงทัณฑ์แห่งฟากฟ้า
และความรักต้องถูกพลัดพรากให้มิอาจตามหา
วายุภพ ที่ครั้งหนึ่งเคยถือครองพลังแห่งสายฟ้า
กลับต้องโทษจากความผิดอันร้ายแรง ให้ต้องดำรงอยู่ผ่านห้วงเวลาที่หมุนไปพร้อมกับพลังที่ไม่อาจควบคุม
สวรรษา มนุษย์ผู้ถือกำเนิดในคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ
แต่ทุกเรื่องราวเลวร้ายในชีวิตกลับอุบัติขึ้นพร้อมกับสายฝน จนเกิดเป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่อาจข้ามพ้น
ความฝันที่ไม่เคยชัดเจน หากแต่กลับไม่เคยเลือนหาย
ต่างคนต่างกำลังตามหาเรื่องราวที่ยังไม่ถูกเปิดเผย
และในทุกครั้งที่พวกเขาเกือบได้พบหน้า ท้องฟ้าก็กลับพรากทั้งคู่ออกจากกัน
ติดตามบทพิสูจน์ว่าความรัก ไม่เคยสูญหายไปตามกาลเวลา
หากแต่เพียงแค่เฝ้ารอ วันที่หัวใจจะระลึกได้อีกครั้ง
#เมื่อฝนจำรักได้
“ชื่อฝน แต่กลัวเสียงฟ้าร้องตอนฝนตกงั้นเหรอ”
“อ่า ครับ ตลกดีใช่ไหม ผมน่ะไม่ได้อยากกลัวฝนเลยนะ แต่ทุกครั้งที่ฝนตกชีวิตผมมันมักจะเจอแต่เรื่องแย่ๆ ตลอดเลยนี่สิ”
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และฉบับแก้ไข - เพิ่มเติมทุกฉบับ โดยห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก เลียนแบบ ดัดแปลง หรือแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่ง
และห้ามมิให้มีการเผยแพร่ รวมถึงการจัดเก็บ ถ่ายทอด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะในรูปแบบหรือวิธีการใดในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์
~~~~~~~
เนื้อหาทั้งหมด เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน
ตัวละคร รูปภาพประกอบ พฤติกรรม สถานที่ วิชาชีพ หน่วยงาน ทั้งหมดที่ถูกกล่าวถึง
ในงานเขียนเรื่องนี้ เป็นสิ่งสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
ผู้เขียนมิได้มีเจตนา กล่าวถึง พาดพิง หรืออ้างอิง กับบุคคล สถานที่ หรือหน่วยงานใด ในความเป็นจริง
อาจมีเนื้อหาและการใช้ภาษาที่เกี่ยวกับ เพศ พฤติกรรมด้านความรุนแรง ที่ขัดต่อกฎหมาย ความเชื่อ ศีลธรรม และประเพณี
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Story : Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้
Author : WildOat Lavender (ไวลด์โอ๊ต ลาเวนเดอร์)
Illustrator : Himefreeze / Budzob / Prynn_10 / ZeliciaV / Moontears / OCTO.CATZ / INKTIARA / Karnnnbv
Proofreader : Wanlakham / Larchspiraea
Layout Designer : Ramyproof / Larchspiraea
Typographer : แมวอ้วนไทโป
Special Thanks : BTM Crews
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Teen and up audiences - เหมาะกับผู้อ่านตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป
Fluff and Angst - แนวอบอุ่นหัวใจแต่มีปมดราม่าสอดแทรกในระหว่างดำเนินเรื่อง
Mature Character Death - มีการกล่าวถึงการเสียชีวิตของตัวละคร
Threats of Violence - การคุกคามคนอื่นด้วยความรุนแรง
Supernatural - มีพลังเหนือธรรมชาติ
Mature Violence - มีการกล่าวถึงการใช้ความรุนแรง
Explicit Sex Scene - มีการบรรยายถึงฉากร่วมเพศอย่างชัดเจน
Happy Ending - ตอนจบแบบสุขนิยม
╭──────────.★..─╮
ช่องทางติดต่อพูดคุย
╰─..★.──────────╯
𝕀𝕟𝕤𝕥𝕒𝕘𝕣𝕒𝕞 ➥ wildoat_larch
𝔽𝕒𝕔𝕖𝕓𝕠𝕠𝕜 ➥ WildOat Lavender นามปากกา
𝕋𝕚𝕜𝕋𝕠𝕜 ➥ wildoat_larch
𝔹𝕝𝕦𝕖𝕤𝕜𝕪 ➥ wildoatlarch
𝕏 ➥ wildoat_larch
✦•┈⋅ ∘₊ ⋯ ⋯ ₊∘ ⋅┈•✦
Heart in the raindrops
#เมื่อฝนจำรักได้
วายุภพไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอกลืนน้ำลายลงลำคอที่แห้งผากในตอนที่ได้ยินประโยคเมื่อครู่ของผู้โดยสารข้างกาย เรนในเวลานี้กำลังมองตรงไปยังทิศทางที่ BMW สีเทาควันบุหรี่คันนี้กำลังมุ่งไป น้ำเสียงที่ดูไม่คล้ายกับคนกำลังขบขันตามคำพูดที่เจ้าตัวเอ่ยออกมา ทว่ามันกลับสะท้อนชัดถึงความรู้สึกจุกหน่วงบางอย่างที่วายุเองก็ไม่อาจเข้าใจ
“ที่จริงผมไม่ได้กลัวแค่ฝนหรอกครับ แต่ว่าถ้าเทียบกับเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่าแล้ว เสียงฝนก็ยังดีกว่ามากน่ะ”
“…”
“เอ่อ...ผะ…ผมขอโทษนะครับที่พูดมากไป”
เจ้าของชื่อที่แปลว่าสายฝนเอ่ยขึ้นหน้าตาตื่น หลังจากที่รู้ตัวว่าเผลอพูดเรื่องของตัวเองให้คนแปลกหน้าฟังมากเกินไปทั้ง ๆ ที่คนฟังก็ไม่ได้มีทีท่าเบื่อหน่อยหรือรำคาญกันอย่างที่กังวล
“ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลย เล่าต่อสิ”
“แหะ ไม่เอาดีกว่าครับ กวนสมาธิคุณขับรถเปล่า ๆ ”
“ฉันพูดเหรอว่ากวน?”
“ก็…เปล่า”
“พูดต่อสิ ฉันจะได้ไม่ง่วงตอนขับรถ”
“งั้น…ผมขอถามแทนได้ไหมครับ”
น้ำเสียงที่จากเดิมก็ไม่ได้ดังมากอยู่แล้ว ยิ่งแผ่วลงไปอีก ในตอนที่เรนหันมาเอ่ยขออนุญาตกันอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะร่างหนาในตำแหน่งหลังพวงมาลัยนั้นดูไม่ใช่คนในระดับที่ คนอย่างเรน สวรรษาจะกล้าพูดคุยหยอกล้อด้วยได้
เพราะดูจากอาการของเจ้าหน้าที่กู้ภัยหลังได้รับนามบัตรใบนั้นแล้ว เรนก็สรุปได้ไม่ยากว่าคนที่อนุญาตให้ตนอาศัยนั่งรถมาด้วยนี้ไม่น่าใช่ตาสีตาสาทั่วไปอย่างแน่นอน
“ว่ามาสิ”
“ให้ผม…เรียกคุณว่าอะไรดีครับ”
“…”
“ถ้า…คุณไม่สะดวกบอกชื่อ ก็ไม่เป็นไรนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วงแค่อยากจำให้ได้เฉย ๆ ”
“จำเรื่องอะไร?!”
เรนชะงักนิ่งไปเพราะไม่ทันตั้งตัวกับปฏิกิริยาตอบสนองของคนตรงหน้า น้ำเสียงติดดุที่ดูจริงจังกว่าครั้งไหน ๆ ทำให้เรนรู้สึกตัวเล็กลงไปกว่าเก่า ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพราะไม่รู้ว่าควรตอบคำถามเมื่อครู่ออกไปอย่างไร
แววตาสับสนและร่างกายที่สั่นเทาของร่างเล็กตรงหน้าทำให้วายุ เลือกเบนสายตากลับไปมองยังถนนเบื้องหน้า ก่อนที่จะยกมือเสยผมขึ้นอย่างลวก ๆ เพราะกำลังข่มอารมณ์ เขารู้ตัวว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนตัวเล็กกลับมาผวาอีกครั้ง
“ขอโทษครับ…”
“ไม่มีอะไรที่เธอต้องเป็นฝ่ายขอโทษฉัน…เรน”
“…”
สวรรษาไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองเหมือนกัน ที่เอาแต่กลัวอีกฝ่าย หากจะพยายามหาเหตุผลให้ตัวเอง เรนก็นึกออกแค่เพียงข้อเดียว คือเมื่อครู่ตนเพิ่งผ่านอาการแพนิก พร้อม ๆ กับสถานการณ์เฉียดตายมาหมาด ๆ อารมณ์ตอนนี้จึงไม่ได้อยู่ในระดับที่แข็งแรงนัก
เรนไม่ใช่คนชอบร้องไห้ ครั้งสุดท้ายที่เขายอมให้ตัวเองมีน้ำตาก็เป็นตอนที่ต้องสูญเสียพ่อและแม่ไปในคราเดียวกันเท่านั้น หลังจากนั้นเด็กชายสวรรษาก็ค่อย ๆ เรียนรู้ว่า น้ำตาไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เรนจึงเลือกที่จะกดเก็บทุกอย่างเอาไว้ภายใน ภายใต้รอยยิ้มและคำว่าไม่เป็นไร
แต่ไม่ใช่กับวันนี้ แค่เพียงเสียงตวาดสั้น ๆ จากคนตรงหน้าเรนก็พบว่าตัวเองมีหลุมใหญ่ ๆ ที่ชวนให้รู้สึกวูบโหวงในใจจนไม่สามารถหาคำอธิบายได้ปรากฏขึ้น ความรู้สึกอึดอัดที่โถมทับค่อย ๆ ก่อตัวเป็นความเห่อร้อนบริเวณเบ้าตา จนเรนต้องออกแรงจิกฝ่ามือของตัวเองเอาไว้ เพราะไม่อยากทำตัวเป็นปัญหาไปมากกว่านี้
“ฉันชื่อ วายุภพ เรียกฉันวายุเฉย ๆ ก็ได้”
“…”
ดวงตากลมที่มีน้ำใส ๆ คลอหน่วยอยู่เมื่อครู่ หันกลับมามองกันอีกครั้ง หลังวายุยอมบอกชื่อของตัวเองออกไป แม้ว่าสีหน้าของเรนจะดูราวกับว่ามีเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่แปะอยู่บนหน้าผาก แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าของริมฝีปากสีสวยที่เม้มเข้าหากันแน่นนั่นก็ไม่ได้คิดจะเอ่ยถามอะไรออกมาอีก
ก็แน่ละ โดนดุไปขนาดนั้น แค่ลำพังที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นมานั่งบนรถหรูขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเปียกนี่ก็มากเกินไปแล้ว
“แล้วตกลงเธอจะจำชื่อฉันไปทำไม”
“ก็…ถ้าคุณไม่ช่วยผมกับเจ้าเหมียวไว้ ป่านนี้พวกเราคงไม่รอดแล้วละครับ”
“หึ…งั้นก็จำชื่อฉันไว้ให้ดี ๆ ฉันชื่อวายุ อัสนีวงศ์เดโช…ตอนนี้ฉันได้เป็นคนที่ช่วยเธอจากกองไฟพวกนั้นแล้ว”
“ครับ?”
ยังไม่ทันที่เรนจะได้เอ่ยอะไรตอบกลับไปมากกว่านั้น เสียงไฟเลี้ยวของ BMW M8 ก็ดังขึ้นอีกครั้ง พลันสวรรษาก็หันไปเห็นความหวังส่องแสงสว่างอยู่ตรงหน้า ป้ายโรงพยาบาลสัตว์ 24 ชั่วโมงที่กำลังเปล่งแสงโดดเด่นท่ามกลางความมืดของตึกแถวรอบข้างสะท้อนเข้ามายังดวงตากลม
“เธออุ้มเจ้านั่นลงไปก่อน เดี๋ยวฉันจะไปจอดรถ”
“ครับ? คุณจะลงไปด้วยเหรอครับ”
“ใช่สิ ฉันก็อยากมั่นใจว่าเจ้านั่นที่ฉันเสี่ยงชีวิตไปช่วยมา มันปลอดภัยดีจริง ๆ ”
ได้ฟังแบบนั้น เรนก็ไม่คิดจะเซ้าซี้ให้มากความ มือเรียวประคองเจ้าตัวเล็กบนตักขึ้นมารวบไว้แนบอก ก่อนจะเปิดประตูรถลงไปแต่โดยดี
เนื่องด้วยช่วงเวลานี้เป็นช่วงกลางดึก ทำให้ทันทีที่เรนพาเจ้าเหมียวเข้ามาติดต่อทางด้านใน เจ้าลูกแมวที่ตอนนี้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ส่งเสียงร้องดังลั่นเพราะถูกผู้ช่วยสัตวแพทย์จับพลิกไปพลิกมาเพื่อสำรวจบาดแผล โดยมีเรนยืนอ้ำอึ้งกับคำถามของเจ้าหน้าที่ตรงหน้าเคาน์เตอร์
“น้องชื่ออะไรคะ?”
“เอ่อ…คือน้องเป็นแมวจรน่ะครับ”
“งั้นขอทราบชื่อกับเบอร์ติดต่อเจ้าของก่อนก็ได้ค่ะ”
พนักงานหญิงคนเดิมตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้เธอจะยังไม่มั่นใจนัก ว่าผู้ชายร่างเล็กตรงหน้าจะยินดีจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับแมวที่เจ้าตัวเพิ่งระบุว่าไม่ใช่ของตัวเองได้หรือไม่ ด้วยเพราะโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลสัตว์เอกชนชั้นนำที่ราคาค่อนข้างสูง
“สวรรษา ครับ…เบอร์…”
“ค่ารักษาทั้งหมดติดต่อที่ผมครับ”
“คุณวายุ...”
บัตรเครดิตสีเข้มไร้ลายกราฟิกใด ๆ ถูกยื่นให้กับพนักงาน พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ไม่ใช่เพียงสวรรษาที่หันกลับมามองหน้ากันด้วยสีหน้าราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องที่เหลือเชื่อที่สุด แต่พนักงานสาวที่ด้านหลังเคาน์เตอร์ก็กำลังส่งสายตาคล้ายกับว่าตนเพิ่งได้เจอศิลปินดาราในดวงใจกลับมาให้วายุภพเช่นกัน
“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยไปดู เจ้านั่นก่อนเถอะ ร้องจนเสียงแหบแล้ว”
“โอ๊ะ!…ครับ งั้น ๆ คุณนั่งรอก่อนนะครับ”
วายุภพพยักหน้ารับแทนคำตอบ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งยังเก้าอี้พักรอ โดยไม่ลืมที่จะยกโทรศัพท์มือถือเครื่องบางในมือขึ้นมาต่อสายหาเลขาฯ คนสนิท ในขณะที่สายตาก็ยังคงจับจ้องไปยังเข็มนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังหน้าห้องตรวจ
“อยู่ไหน”
“อยู่นี่ครับนาย!”
เสียงสะท้อนจากปลายสายดังก้องขึ้นกว่าปกติ เพราะเจ้าของประโยคเมื่อครู่กำลังเปิดประตูเข้ามาในอาคารหลังนี้ด้วยท่าทีรีบร้อนอย่างเห็นได้ชัด วายุลดโทรศัพท์ลงจากข้างหู ก่อนจะหันไปมองยังภุชพงศ์ที่กำลังหายใจหอบอย่างคาดโทษ
“มึงควรมาถึงที่นี่ก่อนกู”
“ถนนเส้นที่ตรงมาเหมือนจะมีเหตุไฟไหม้ครับรถสวนกันแทบไม่ดะ…เอ๊ะ!...แล้วทำไมชุดนายเปียกขนาดนั้นครับ”
“เอากุญแจมาให้กู แล้วก็ไปจัดการเรื่องที่กูสั่ง”
“อ่าครับ…ว่าแต่ นึกยังไงนายถึงจะเลี้ยงแมวล่ะครับ”
“…”
“หรือว่านายจะเลี้ยงน้องไว้เป็นอาหารผม…แต่ผมเลิกกิ…”
“ไอ้ภุช…”
“แฮ่ กุญแจครับนาย”
เมื่อเห็นว่าเจ้านายไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะสามารถหยอกล้อด้วยได้ ภุชพงศ์จึงเดินปลีกตัวแยกหายไปทางปีกขวาของโรงพยาบาลที่ถูกจัดเป็นโซนสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงสายพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อให้เจ้าของสามารถเลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นได้ โดยไม่ต้องลำบากไปหาซื้อที่อื่น
ใช้เวลาแค่ไม่นานร่างสูงในชุดเสื้อโปโลสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงห้าส่วนสีเบจ ก็เดินกลับออกมาจากรถตู้ทึบคันใหญ่ที่ลูกน้องคนสนิทเพิ่งขับมาทิ้งไว้ให้ พร้อมกับถุงกระดาษในมือก่อนจะเดินตรงเข้ามายังตัวตึกของโรงพยาบาลอีกครั้ง
“ยังไม่เสร็จเหรอ”
“หืม?…อ้อ…ครับ คุณหมอบอกว่าเจ้าจิ๋วเพลียมาก เลยอยากให้น้ำเกลือน้องก่อนกลับน่ะครับ แล้วนี่คุณ?…”
ดวงตาสีเฮเซลนัตไล่มองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของคนตรงหน้า เพราะเรนค่อนข้างมั่นใจมาก ๆ ว่าก่อนหน้านี้วายุดูมอมแมมกว่านี้มากนัก แม้จะอยู่ในชุดสูทคุณภาพดีก็ตาม
“งั้นเธอก็ไปเปลี่ยนชุดก่อนเถอะ ระหว่างรอ”
“...”
เมื่อไม่เห็นว่าร่างเล็กตรงหน้าจะขยับตัวตามที่ตนเสนอ วายุภพจึงตัดสินใจที่จะขยายความให้คนที่เอาแต่มีเครื่องหมายคำถามแปะอยู่บนหน้าผากได้เข้าใจมากขึ้น
“เสื้อผ้าน่ะ อาจจะหลวมนิดหน่อยแต่คิดว่าเธอน่าจะใส่ได้”
“แล้วคุณไปเอามาจากไหน”
“คนของฉันเอามาให้ รีบไปเปลี่ยนเถอะ ก่อนที่เธอจะปอดบวมแทนเจ้าแมวนั่น”
คนที่เริ่มรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเพราะต้องทนสวมชุดชื้น ๆ ตากแอร์มาเป็นเวลานานจึงไม่คิดจะอิดออดอีก มือเรียวรับถุงกระดาษจากคนโตกว่าไปอย่างว่าง่าย ก่อนจะกลับหลังหันไปทางห้องน้ำของโรงพยาบาล
“แล้วนั่นเธอจะไปไหน”
“อ้าว ก็ไปห้องน้ำไงครับ”
“ไปเปลี่ยนที่รถ ฉันจะพาไป”
“ผมเปลี่ยนในห้องน้ำได้ครับ”
“ตามใจเธอแล้วกัน”
วายุไม่ได้คิดจะเซ้าซี้ เพราะการที่คนเด็กกว่าจะเป็นห่วงเรื่องความส่วนตัว หากจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าบนรถของคนแปลกหน้าก็ดูจะเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นอยู่ไม่น้อย และด้วยเหตุผลนั้นเขาจึงทำแค่เพียงมองส่ง สวรรษาไปจนสุดสายตาก่อนที่เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มจะหายเข้าห้องน้ำไป
“เรียบร้อยแล้วครับนาย ให้ผมเอาไปไว้ที่รถเลยไหมครับ”
“รอก่อน ฉันจะให้เขาเลือกว่าต้องการอะไรอีกไหม?”
“เขา?”
“อ้าวคุณ!!!”
ทันทีที่สวรรษาก้าวออกมาจากห้องน้ำ พร้อมกับชุดใหม่ที่ดูพอดีตัวกว่าที่คิด เสียงสดใสก็เอ่ยทักคนที่ตนไม่คิดว่าจะได้มาเจอกันที่นี่ ด้านคนถูกทักก็ไม่ได้รู้สึกต่างไปมากนัก เพราะดวงตาเรียวของภุชพงศ์ก็เบิกกว้างขึ้นไม่ต่างกัน สิ่งที่ต่างไปคงจะมีเพียงเหตุผลของความประหลาดใจมากกว่า ที่ต่างฝ่ายต่างพบกันในสถานการณ์แบบนี้
“สะ…สวัสดีครับ คุณ…”
“ผมชื่อเรนครับ ไม่คิดว่าจะมาเจอคุณที่นี่ ว่าแต่คุณกับ…”
“อ้อ…นี่คุณ วายุภพ อัสนีวงศ์เดโช เจ้านายของผมครับ”
“ฮะ!”
“ทำไม”
เป็นเสียงของวายุที่เอ่ยถามขึ้นหลังจากที่เห็นเครื่องหมายคำถามอันใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมบนใบหน้าของสวรรษา เพราะเท่าที่จำได้บริษัทที่เคยระบุเอาไว้ในนามบัตรของภุชพงศ์ ในวันที่อีกฝ่ายขับรถไม่ระวังจนน้ำสาดกระเด็นเลอะกันนั้น เป็นบริษัทจำกัดมหาชนที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของประเทศ และถึงแม้จะเป็นคนที่ไม่สนใจวงการธุรกิจขนาดไหน แต่ชื่อเสียงขององค์กรระดับนี้ย่อมต้องเคยผ่านหูมาบ้างอย่างแน่นอน
“คือหมายถึงคุณวายุ…เป็น...เจ้าของ บริษัทไฮโดรฟอร์ซ เหรอครับ”
“หึ…ฉันดูไม่เหมือนเหรอ”
“ใช่ เอ๊ย! ไม่ ไม่ใช่ คือ…ผมหมายถึงว่าคุณดูเด็กกว่าที่คิดน่ะครับ”
หากว่ากันตามจริงแล้วคนที่จะบริหารบริษัทให้ประสบความสำเร็จระดับนั้น ไม่ควรจะมีอายุน้อยกว่า 50 ปีด้วยซ้ำตามความเข้าใจของคนอายุ 25 อย่างสวรรษา ใครจะคิดว่าคนที่ดูอายุไม่ได้ต่างกันมากนักอย่างร่างสูงตรงหน้า จะพาบริษัทของตัวเองเข้าตลาดหลักทรัพย์จนมีมูลค่าหลายพันล้าน
“เธอคิดว่าฉันอายุเท่าไรกัน เรน”
เจ้าของส่วนสูง 192 เซนติเมตร ก้มตัวลงมาเล็กน้อยในขณะที่ถามคำถาม ส่งผลให้คนที่ยังคงยืนตาแป๋วพร้อมกับสีหน้างุนงงต้องย่นคอเพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างกันโดยอัตโนมัติ
คนถูกตั้งคำถามเม้มปากแน่นเพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองควรจะตอบออกไปว่าอะไร ใบหูของสวรรษา ขึ้นสีแดงระเรื่อจากอาการประหม่า เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เรนได้มีโอกาสเห็นดวงตาคมของคนโตกว่าในระยะที่ใกล้ขนาดนี้ โชคดีที่วายุไม่ได้คิดจะคาดคั้นกัน ร่างสูงจึงยืดตัวขึ้นเต็มความสูงก่อนจะเอ่ยตัดบทเพื่อเป็นฝ่ายเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแทนเสียเอง
“ฉันให้ภุชเลือกซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงเจ้านั่นมาให้แล้ว เธอลองดูก่อน ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มก็บอก”
“ฮะ!?”
“แมวนั่น เธอคงไม่ได้คิดจะเอามันกลับไปคืนที่เดิมหรอกใช่ไหม”
“ก็...ครับ…แต่ที่หอผม…เขาไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์”
ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายของคนฟังเท่าใดนัก เพราะจากประวัติของคนตรงหน้าที่ภุชพงศ์ส่งมาให้กัน เรนเป็นเพียงนักศึกษาจบใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่วงการฟรีแลนซ์ได้ไม่ถึงสองปีดี จึงไม่แปลกนักหากหอพักที่เจ้าตัวพอแบกรับค่าใช้จ่ายได้ไหวจะเป็นหอพักขนาดเล็กที่ไม่ได้มีพื้นที่มากมายอะไร การที่เจ้าของหอพักจะออกกฎห้ามเลี้ยงสัตว์ก็คงจะเป็นเพราะต้องการป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นและเสียงรบกวนคนอื่นนั่นเอง
“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้เธอจะเอายังไงกับเจ้านั่น”
“…”
ผ่านไปเพียงครึ่งคืน วายุภพก็เริ่มจะชินกับการใช้ความเงียบแทนคำตอบของสวรรษา หากแต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะปล่อยให้คนตรงหน้าได้ใช้เวลาคิดนานเกินไป เพราะเข็มสั้นบนนาฬิกาเรือนเดิมจากหน้าห้องตรวจ กำลังจะเคลื่อนเข้าสู่เลขสองแล้วในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
และหากเขากะเวลาไม่ผิด น้ำเกลือถุงเล็กที่สัตวแพทย์กำลังให้กับเจ้าเหมียวในห้องพักฟื้นนั่น ก็น่าจะกำลังหมดลงในเวลาอันใกล้นี้แล้วเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ก็ไปนอนกับฉัน”
“ฮะ!!?”
คราวนี้เป็นเสียงอุทานของคนสนิทข้างกาย ที่รู้ดีกว่าใครว่าเจ้านายของตนนั้นหวงพื้นที่ส่วนตัวขนาดไหน อย่าว่าแต่นอนค้างด้วยเลย ลำพังเพื่อนสนิทอย่าง ตุลธรและทิวาทิตย์ จะแวะเวียนมาพบปะที่เพนต์เฮ้าส์ส่วนตัวของวายุภพแต่ละที ยังต้องนัดล่วงหน้าด้วยซ้ำไป แต่นี่นายเหนือหัวของเขากำลังชวนคนที่เพิ่งเจอกันตัวเป็น ๆ ได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงให้ไปนอนด้วยอย่างนั้นหรือ
“ผมว่าไม่ดีมั้งครับ แค่นี้ก็รบกวนคุณมากแล้ว”
“ถือซะว่าฉันขอไถ่โทษที่คนของฉันขับรถแย่จนทำให้เธอลำบากวันนั้นแล้วกัน”
“แต่…”
“แมวนั่นยังไม่ได้รับวัคซีน เธอไม่ควรทิ้งมันไว้ที่โรงพยาบาลสัตว์ เพราะที่นี่มีแต่สัตว์ป่วย”
เรนก้มหน้าเม้มปากแน่นเพราะเข้าใจดีในสิ่งที่วายุภพพูด เพราะเมื่อครู่สัตวแพทย์ที่ตรวจอาการเจ้าเหมียวก็เพิ่งให้เหตุผลคล้าย ๆ กันนี้มากับตน ในตอนที่บอกกันว่าไม่แนะนำให้ฝากเจ้าตัวเล็กเอาไว้ที่โรงพยาบาล
แต่จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ ในเมื่อเรนก็ไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น ครั้นจะโทรหาเพื่อนสนิทอย่างเหนือชีวา รายนั้นก็ยังไม่กลับจากการเดินสายทำงานที่ต่างจังหวัด
“ถ้าคุณเรนกลัวว่าจะรบกวนคุณวายุ ให้ผมติดต่อกับทางนิติบุคคลเพื่อเปิดห้องใหม่ให้ดีไหมครับ ยังไงที่ตึกเราก็มีห้องว่างอยู่หลายห้อง”
“แบบนั้นจะไม่ยิ่งรบกวนไปกันใหญ่เหรอครับ จริง ๆ เดี๋ยวผมลองหาโรงแรมแมวก็ได้”
“โรงแรมแมวไม่รับแมวจรที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบหรอกครับ กว่าลูกแมวของคุณเรนจะตรวจเลือดผ่าน แล้วได้รับวัคซีนยังไงเราก็ควรหาที่อยู่ให้มันก่อน”
“อ่า…ครับ ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่พวกคุณสะดวกเลยครับ ผมยังไงก็ได้”
การใช้ชีวิตในฐานะเด็กกำพร้ามาตั้งแต่อายุยังน้อยสอนให้สวรรษาเรียนรู้ว่า เมื่อหมดหนทางจะจัดการกับปัญหาด้วยตัวเอง ทางที่ดีก็ควรยอมรับความช่วยเหลือที่ผ่านเข้ามา อย่างน้อยก็ช่วยยื้อให้เรามีเวลาได้ตั้งหลักเพื่อที่จะคิดหาทางอื่นต่อไป
-/-/-/-/-
ในที่สุดเรนกับเจ้า มีกัน ชื่ออย่างเป็นทางการของลูกแมววิเชียรมาศตัวจิ๋ว ที่ถูกคุณหมออุ้มมาส่งคืนหลังออกจากห้องตรวจเพื่อเคลียร์ค่าใช้จ่าย ก็ได้เข้ามาอยู่ในห้องรับแขกของเพนต์เฮ้าส์สุดหรูที่เรนได้แต่คิดในใจ ว่าชีวิตนี้ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่กี่ชาติก็ไม่มีทางมีปัญญาซื้อมาไว้ในครอบครองได้แน่ ๆ
“ผมเอาของไปวางไว้ให้ในห้องเรียบร้อยครับนาย”
“อืม มึงกลับไปเถอะ พรุ่งนี้ก็เข้าออฟฟิศสายหน่อยก็ได้”
“รับทราบคร้าบผม งั้นผมลานะครับนาย ไว้เจอกันนะครับ คุณเรน ไปนะมีกัน”
สีหน้าร่าเริงไม่ต่างจากน้ำเสียงของภุชพงศ์ดังขึ้นเพื่อตอบคนเป็นนาย ก่อนที่เจ้าตัวจะหันกลับมาเอ่ยลากับเรนและเจ้าตัวเล็กในมือที่ส่งเสียงขู่ฟ่อเป็นการตอบแทน แล้วจึงเดินออกจากประตูทางเข้าเพนต์เฮ้าส์ไป พลันสบโอกาสให้เรนได้พูดสิ่งที่ตนยังกังวลใจ
“เอ่อ…คือ ให้ผมกับมีกันมาอยู่ที่นี่จะดีเหรอครับ ผมกลัวว่ามันจะไปทำข้าวของคุณเสียหาย”
คนขี้เกรงใจเอ่ยขึ้นเสียงอ่อน ในขณะป้อนขนมแมวเลียให้กับเจ้ามีกันที่กำลังนอนหงายกินขนมในซองอย่างสบายใจ โดยไม่ได้รับรู้เลยว่าคนที่อุ้มตัวเองอยู่กำลังลำบากใจแค่ไหน เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเลี้ยงแมวกับเขาครั้งแรก
แถมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลังจากหมดอาหารถุงนี้ที่วายุเป็นคนซื้อให้ ตัวเองจะหาเงินจากไหนมาซื้อ เพราะหากว่ากันตามตรงช่วงสองสามเดือนนี้ ลำพังตัวของเรนเองก็ยังต้องออกไปรับงานพาร์ตไทม์ที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าห้องอยู่เลย เงินเก็บที่เรนวางแผนเอาไว้สำหรับช่วงที่ตกงานเพราะไม่มีงานกลางแจ้งที่ไหนยอมจ้าง ไม่ได้เผื่อรวมถึงอีกหนึ่งชีวิตที่กินเก่งจนพุงกางขนาดนี้
“ห้องนอนแขกไม่ได้มีของสำคัญอะไรหรอก เจ้านั่นมันก็ตัวเล็กแค่นั้น คงซนไม่ได้มากหรอก อิ่มแล้วก็หลับเท่านั้นแหละ ดูสิ”
จะเถียงก็ไม่เต็มปากเพราะหลักฐานของสิ่งที่เจ้าของห้องเพิ่งพูดไปนั้นกำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนตักของตัวเอง แต่นั่นก็พอจะทำให้เรนเบาใจไปได้บ้าง ว่าอย่างน้อย ๆ คืนนี้ เจ้ามีกันพุงเต่งนี่คงไม่ลุกขึ้นมาสร้างเรื่องสร้างราวอะไรให้ตนต้องปวดหัว
“ฉันเป็นคนเสนอให้เธอมาอยู่ที่นี่เอง ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะมานั่งคิดเล็กคิดน้อยหรอก ไปอาบน้ำแล้วนอนพักเถอะ”
“ครับ ขอบคุณนะครับ… คุณวายุ”
เจ้าของชื่อที่เสียงนุ่มเอ่ยเรียกทำเพียงแค่พยักหน้าให้แทนคำตอบก่อนจะเป็นฝ่ายปิดประตูไม้บานใหญ่ที่หน้าห้องให้ด้วยตัวเอง ร่างสูงเดินตรงขึ้นไปทางชั้นสองของเพนต์เฮ้าส์ด้วยสีหน้าที่อ่านได้ยากสำหรับคนทั่วไปที่พบเห็น แต่ถ้าหากมีใครสักคนที่ได้มีโอกาสใช้เวลาอยู่กับวายุภพมานานมากพอ ก็น่าจะพอจับสังเกตได้ว่าริมฝีปากหยักบนใบหน้าคมนั้นยกยิ้มขึ้นมากกว่าปกติอยู่หลายองศาทีเดียว
อีกด้านของประตูกลับมีอีกหนึ่งคนที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน สิ่งที่เรนทำมีเพียงการยกฝ่ามือข้างที่ไม่ได้ประคองก้อนขนฟูในมือขึ้นมาจับไว้ที่หน้าอก เพราะสัมผัสได้ว่าอวัยวะสูบฉีดเลือดที่ยังทำงานอยู่ใต้อกกำลังเต้นดังกว่าทุกที
“พอเลยไอ้เรน มึงจะมาหวั่นไหวกับใครง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้นะ โดยเฉพาะคนที่อยู่ต่างกับมึงราวฟ้ากับแกนโลกขนาดนี้เนี่ย!”
ไม่ใช่แค่เสียงในหัว แต่ทั้งหมดมันคือคำพูดของคนที่เผลอใจเต้นกับความสมบูรณ์แบบของคนที่ชีวิตนี้ตัวเองไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะได้เจอ การมีอยู่ของวายุภพเหมือนกับการตอกย้ำว่าโลกใบนี้มีความเหลื่อมล้ำมากมายเสียเหลือเกิน
สวรรษาได้แต่บอกตัวเองว่าเพราะความน้อยใจในโชคชะตาแบบนั้นแหละมั้ง ที่ทำให้ทุกครั้งที่เรนเผลอสบตากับอีกฝ่าย ความรู้สึกหน่วง ๆ ที่มาพร้อมกับความเศร้าเล็ก ๆ พวกนั้นถึงได้ปะทุขึ้นอยู่ตลอด
คิดได้แบบนั้น คนที่เพิ่งมีภาระในปกครองหมาด ๆ ก็ตัดสินใจรับบททาสแมวโดยการอุ้มเจ้ามีกันที่กำลังหลับปุ๋ยไปวางยังเบาะนอนขนาดพอดีตัวอย่างระวัง ก่อนที่จะเดินหายเข้าห้องน้ำไปเพื่อจัดการตัวเอง เพราะรู้ตัวดีว่าพลังชีวิตสำหรับวันนี้ของตนกำลังใกล้จะหมดลงไปทุกที
To be Continued
.
.
.
#เมื่อฝนจำรักได้