ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
ชาย-ชาย,ลึกลับ,แฟนตาซี,รัก,ข้ามเวลา,เทพ ,พระเอกรวย,ฟีลกูด/feelgood,จบดี ,พระเอกธงเขียว,พระเอกคลั่งรัก,อดีตชาติ,wildoatlavender,เมื่อฝนจำรักได้,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อเรื่องราวของอดีตชาติ
กลายเป็นบทลงทัณฑ์แห่งฟากฟ้า
และความรักต้องถูกพลัดพรากให้มิอาจตามหา
วายุภพ ที่ครั้งหนึ่งเคยถือครองพลังแห่งสายฟ้า
กลับต้องโทษจากความผิดอันร้ายแรง ให้ต้องดำรงอยู่ผ่านห้วงเวลาที่หมุนไปพร้อมกับพลังที่ไม่อาจควบคุม
สวรรษา มนุษย์ผู้ถือกำเนิดในคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ
แต่ทุกเรื่องราวเลวร้ายในชีวิตกลับอุบัติขึ้นพร้อมกับสายฝน จนเกิดเป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่อาจข้ามพ้น
ความฝันที่ไม่เคยชัดเจน หากแต่กลับไม่เคยเลือนหาย
ต่างคนต่างกำลังตามหาเรื่องราวที่ยังไม่ถูกเปิดเผย
และในทุกครั้งที่พวกเขาเกือบได้พบหน้า ท้องฟ้าก็กลับพรากทั้งคู่ออกจากกัน
ติดตามบทพิสูจน์ว่าความรัก ไม่เคยสูญหายไปตามกาลเวลา
หากแต่เพียงแค่เฝ้ารอ วันที่หัวใจจะระลึกได้อีกครั้ง
#เมื่อฝนจำรักได้
“ชื่อฝน แต่กลัวเสียงฟ้าร้องตอนฝนตกงั้นเหรอ”
“อ่า ครับ ตลกดีใช่ไหม ผมน่ะไม่ได้อยากกลัวฝนเลยนะ แต่ทุกครั้งที่ฝนตกชีวิตผมมันมักจะเจอแต่เรื่องแย่ๆ ตลอดเลยนี่สิ”
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และฉบับแก้ไข - เพิ่มเติมทุกฉบับ โดยห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก เลียนแบบ ดัดแปลง หรือแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่ง
และห้ามมิให้มีการเผยแพร่ รวมถึงการจัดเก็บ ถ่ายทอด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะในรูปแบบหรือวิธีการใดในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์
~~~~~~~
เนื้อหาทั้งหมด เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน
ตัวละคร รูปภาพประกอบ พฤติกรรม สถานที่ วิชาชีพ หน่วยงาน ทั้งหมดที่ถูกกล่าวถึง
ในงานเขียนเรื่องนี้ เป็นสิ่งสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
ผู้เขียนมิได้มีเจตนา กล่าวถึง พาดพิง หรืออ้างอิง กับบุคคล สถานที่ หรือหน่วยงานใด ในความเป็นจริง
อาจมีเนื้อหาและการใช้ภาษาที่เกี่ยวกับ เพศ พฤติกรรมด้านความรุนแรง ที่ขัดต่อกฎหมาย ความเชื่อ ศีลธรรม และประเพณี
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Story : Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้
Author : WildOat Lavender (ไวลด์โอ๊ต ลาเวนเดอร์)
Illustrator : Himefreeze / Budzob / Prynn_10 / ZeliciaV / Moontears / OCTO.CATZ / INKTIARA / Karnnnbv
Proofreader : Wanlakham / Larchspiraea
Layout Designer : Ramyproof / Larchspiraea
Typographer : แมวอ้วนไทโป
Special Thanks : BTM Crews
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Teen and up audiences - เหมาะกับผู้อ่านตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป
Fluff and Angst - แนวอบอุ่นหัวใจแต่มีปมดราม่าสอดแทรกในระหว่างดำเนินเรื่อง
Mature Character Death - มีการกล่าวถึงการเสียชีวิตของตัวละคร
Threats of Violence - การคุกคามคนอื่นด้วยความรุนแรง
Supernatural - มีพลังเหนือธรรมชาติ
Mature Violence - มีการกล่าวถึงการใช้ความรุนแรง
Explicit Sex Scene - มีการบรรยายถึงฉากร่วมเพศอย่างชัดเจน
Happy Ending - ตอนจบแบบสุขนิยม
╭──────────.★..─╮
ช่องทางติดต่อพูดคุย
╰─..★.──────────╯
𝕀𝕟𝕤𝕥𝕒𝕘𝕣𝕒𝕞 ➥ wildoat_larch
𝔽𝕒𝕔𝕖𝕓𝕠𝕠𝕜 ➥ WildOat Lavender นามปากกา
𝕋𝕚𝕜𝕋𝕠𝕜 ➥ wildoat_larch
𝔹𝕝𝕦𝕖𝕤𝕜𝕪 ➥ wildoatlarch
𝕏 ➥ wildoat_larch
✦•┈⋅ ∘₊ ⋯ ⋯ ₊∘ ⋅┈•✦
Heart in the raindrops
#เมื่อฝนจำรักได้
“ฮึก…ไม่ ไม่นะ ฟังข้าก่อน ข้าไม่ได้มีเจตนาจะโป้ปดท่าน”
“ทาสชั้นต่ำเช่นเจ้า กล้าดีเยี่ยงไรถึงบังอาจมารั้งท่านวชิรวิรุณ!!!”
“ฮึก… ได้โปรด ได้โปรดหยุดฟังข้าก่อนเถิด ข้าขอวอน”
เสียงร่ำไห้ราวกับจะขาดใจที่ตนกำลังได้ยิน ไม่ได้ดังมาจากทิศทางอื่นใด แต่มันกลับเป็นเสียงจากเจ้าของเรือนร่างบอบบาง ที่นั่งก้มหน้าอยู่ไม่ไกลจากจุดที่สวรรษาสามารถมองเห็นได้จากตรงนี้
ทุกกระแสเสียงที่ได้ยินนั้นแจ่มชัดราวกับได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง แต่ทว่าในบรรดากลุ่มคนที่แต่งองค์ทรงเครื่องราวกับตัวละครในวรรณคดีเหล่านี้ กลับไม่มีใครสังเกตเห็นเขาได้แม้แต่คนเดียว
“เอามือสกปรกของเจ้าออกไปจากตัวข้า วารีวัส”
น้ำเสียงเย็นเยียบจากบุรุษร่างสูงใหญ่ที่กำลังยืนนิ่ง โดยไม่คิดจะก้มลงไปมองเจ้าของเสียงร้องไห้ซึ่งกำลังใช้แรงทั้งหมดรั้งข้อเท้าของเขาเอาไว้นั้นฟังดูคุ้นหูอย่างน่าประหลาด
หากจะกล่าวว่าเรนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดชัดเจนราวกับทุกอย่างเกิดขึ้นจริงตรงหน้าก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะถึงแม้ทุกอากัปกิริยาของคนเหล่านั้นจะปรากฏแก่สายตาของเขา แต่ทว่าใบหน้าของแต่ละคนกลับเลือนรางจนยากที่จะเห็นรายละเอียด
“ได้ยินแล้วหรือไม่เล่า? ปล่อยมือจากท่านวชิรวิรุณเสียก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”
“ได้โปรด ได้โปรดเถอะนายท่าน ได้โปรดให้ข้าได้อธิบะ...”
“พอที!!! ข้าไม่อยากฟังถ้อยคำเท็จจากเจ้าอีกต่อไปแล้ว วารีวัส!”
“ไม่!!! ไม่ ท่านวชิรวิรุณ ได้โปรด”
เปรี้ยง!!!
เฮือก!!!
สวรรษาสะดุ้งตื่นขึ้นมาในเวลาเกือบรุ่งเช้า เม็ดฝนที่สังเกตเห็นได้ว่ากำลังโปรยปรายลงมานอกหน้าต่าง ทำให้เรนพอเดาได้ว่า อีกไม่นานพระอาทิตย์คงกำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า และการคาดคะเนนั้นก็ได้รับการยืนยันผ่านตัวเลข 05:55 บนหน้าจอมือถือที่เจ้าตัวคว้าหยิบขึ้นมากดดูจากโต๊ะหัวเตียง
ก๊อก ๆๆ ๆ
เสียงเคาะเบา ๆ จากหน้าประตูทำให้เรนต้องละสายตาจากจอมือถือที่สว่างจ้าเพื่อหันไปมอง แต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยตอบอะไรกลับไป บานประตูไม้สีทึมก็เปิดอ้าออกพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของผู้มาใหม่
กลิ่นน้ำหอม Paco Rabanne Invictus จาง ๆ ที่เรนจำได้ดีว่ามันคือกลิ่นประจำกายของเจ้าของเพนต์เฮ้าส์แห่งนี้ ทำให้แม้สายตาจะยังไม่สามารถปรับให้มองเห็นผ่านความมืดได้อย่างชัดเจนนัก แต่สวรรษาก็มั่นใจว่าร่างสูงที่กำลังตรงมาหากันนั่น คือวายุภพไม่ผิดแน่
“ขอโทษที่ถือวิสาสะเข้ามาในห้องเธอ ฉันแค่กลัวว่าเธอจะตกใจเสียงเมื่อกี้”
“ไม่เป็นไรเลยครับ ยังไงที่นี่มันก็เป็นห้องของคุณอยู่แล้ว”
“นี่เธอตื่นเพราะเสียงนั่น หรือว่ายังไม่ได้นอน”
“ตื่นเพราะเสียงฟ้าผ่าน่ะครับ”
สวรรษาตอบออกไปแบบนั้น แม้ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่าเสียงที่ทำให้ตนสะดุ้งจนตื่นจากฝัน เป็นเพราะเสียงฟ้าคะนองทางด้านนอก หรือเสียงฟ้าผ่าที่พาให้เจ็บหน่วงเข้าไปถึงหน้าอกจากภาพฝันเมื่อครู่กันแน่
“เจ้านั่นล่ะ?”
“เอ๊ะ! อ้อ หลับสบายเลยนะ มีกัน”
ทาสมือใหม่ออกอาการงุนงงเล็กน้อย เพราะตัวเองก็ยังไม่ชินกับการมีอีกหนึ่งชีวิตให้ต้องดูแล แต่เมื่อถูกคนโตกว่าถามขึ้น สายตาของเรนก็อาศัยแสงวูบวาบจากฟ้าคะนองด้านนอกหน้าต่างมองหาเจ้าก้อนปุกปุย เพื่อพบว่ามันกำลังหลับหงายท้องอย่างสบายบนเบาะนุ่ม ๆ ที่เรนพาไปส่งเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเข้านอน
“ธรรมดาแหละ แมวจรถ้ากลัวเสียงฟ้าเสียงฝน ก็คงไม่รอดมาถึงตอนโตหรอก”
“นั่นน่ะสินะครับ ถ้าผมยังกลัวมากแบบตอนที่ยังเด็ก ก็คงใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้ไม่ได้แล้วละ”
“แต่เธอก็ยังกลัวอยู่ดีไม่ใช่เหรอ”
“ก็…ครับ แต่ก็ถือว่าดีขึ้นมากแล้วละครับ ถ้าเทียบกับตอนเด็ก ๆ ”
“ดีขึ้นยังไง หน้าเธอยังซีดอยู่เลยเรน”
“…”
วายุไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการโน้มตัวลงมาเพื่อเอาแขนทั้งสองข้างเท้าไว้กับผืนที่นอน ก่อนจะขยับใบหน้าเข้าใกล้เพื่อสำรวจคนที่ยังคงทำใจดีสู้เสือ ทั้ง ๆ ที่แทบไม่สามารถคุมจังหวะหายใจของตัวเองให้เป็นปกติได้เสียด้วยซ้ำ
นัยน์ตาคมของวายุภพสบเข้ากับ ดวงตากลมโตของสวรรษาอยู่นานหลักนาที ท่ามกลางเสียงของเม็ดฝนที่ตกกระทบบานกระจกทางด้านนอก สีหน้าของคนที่กลัวฝนยังคงไม่สู้ดีนัก หากแต่คนที่กำลังตั้งใจตรวจสอบอาการกันก็ไม่คิดจะล่าถอย
ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ค่อย ๆ ลดลงตามเข็มวินาทีที่เลื่อนผ่าน
จากภาพใบหน้าของอีกฝ่ายที่คมชัด ก็เริ่มพร่าเลือนจนเหลือแค่เพียงจุดโฟกัสสำคัญ
อย่างเช่นริมฝีปากสีสวยของอีกคน ที่ยังคงตรึงรั้งสายตาของทั้งคู่เอาไว้ในขณะที่ส่วนอื่นเริ่มพร่าเบลอเพราะสายตามนุษย์ไม่สามารถโฟกัสได้ในระยะเพียงเท่านี้
ระยะห่างแค่เพียงฝ่ามือกั้น ที่ทำให้สมองของคนที่เพิ่งตื่นอย่างเรนไม่สามารถประมวลผลถึงสิ่งที่ตัวเองควรทำได้ในตอนนี้ ความหวาดกลัวในสายฝนกลับทุเลาลงเมื่ออยู่ใกล้คนตรงหน้า ความรู้สึกปลอดภัย แผ่ซ่านไปรอบกายไม่ต่างจากกลิ่นน้ำหอมเย็น ๆ ที่ลอยฟุ้งอยู่รอบตัว
แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกจุกหน่วงอันไร้ที่มาก็คืบคลานกลับเข้ามายังพื้นที่ว่างในหัวใจของเรนอย่างยากที่จะห้าม
ครืนนนน ครืนนนน เปรี้ยง!!!
อึก…
ยังไม่ทันที่ต่างฝ่ายจะได้จัดการความรู้สึกของตัวเอง เสียงฟ้าผ่าที่มาพร้อมกับแสงสว่างวาบก็เรียกสติของทั้งคู่ให้กลับมาเป็นปัจจุบันอีกครั้ง วายุไม่ได้ผละตัวเองออกห่าง แต่เขากลับเลือกที่จะคว้าร่างสั่นเทาของคนตรงหน้ามาแนบกายเอาไว้แทน
เสียงคำรามดังก้องของสายฟ้าที่ด้านนอกยังคงดังลอดเข้ามาในโสตประสาท หากไม่ใช่เพราะไม่อยากปล่อยให้คนตรงหน้าต้องเผชิญกับความกลัวเพียงลำพัง วายุคงหาทางทำอะไรสักอย่างกับเสียงน่ารำคาญนั่นแล้ว
แต่ในเวลานี้สิ่งที่สำคัญกว่า กลับเป็นความรู้สึกอยากปกป้องของคนที่รู้ตัวว่าเป็นหนึ่งในต้นเหตุของความหวาดกลัวที่ว่า
ใช่ สายฝนที่ตกลงมาผิดฤดูนี้เกิดขึ้นมาจากความขุ่นใจของวายุภพ แม้ว่าพายุฝนที่เกิดบนโลกใบนี้จะมีที่มาทั้งแบบที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งวายุภพไม่ควรเข้าไปแทรกแซง แต่ทว่าก็มีไม่น้อยที่เกิดจากภาวะอารมณ์ที่ยากจะควบคุมของเขาเอง ดังเช่นในตอนนี้
กลุ่มฝนที่โปรยปรายยามฟ้าสางของเช้าวันใหม่นี้ มีที่มาจากความรู้สึกที่ติดค้างมาจากภาพนิมิตในฝันของวายุภพ
ภาพในอดีตที่เขาเองก็ไม่อาจลืม และมันยิ่งตามหลอกหลอนเขามากขึ้นนับตั้งแต่เขาได้พบกับสวรรษา
“เอ่อ ผมโอเคแล้วครับ คุณ...ปล่อยได้แล้วละ”
สวรรษาเอ่ยขึ้นหลังจากที่รู้ตัวว่าเผลออาศัยไออุ่นของอีกฝ่ายเป็นที่กำบังจากความกลัวในใจ แต่เพราะเรนรู้ซึ้งดีกว่าใครว่า ไม่มีใครที่จะคอยอยู่ปกป้องกันไปได้ตลอด เจ้าของริมฝีปากบางจึงตัดสินใจจะหยุดใช้ประโยชน์จากความใจดีของคนตรงหน้าเอาไว้เพียงเท่านั้น แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้ต้องตกใจกว่าเสียงฟ้าฝนที่กระหน่ำอยู่ภายนอกกลับเป็นหยดเลือดสด ๆ บนใบหน้าคมของอีกฝ่ายแทน
“คุณวายุ เลือด!”
เป็นอีกครั้งที่วายุภพมีเลือดไหลออกมาจากปลายจมูก และนั่นทำให้ปลายคิ้วคมของร่างหนากระตุกเข้าหากันอย่างห้ามไม่อยู่ อาการที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน กลับเกิดขึ้นถึงสองครั้งในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่เขาได้ค้นพบการมีอยู่ของสวรรษา
“อ่า ฉันไม่เป็นไร”
“อยู่นิ่ง ๆ นะครับ เดี๋ยวเรนเช็ดให้”
โชคดีที่ในเวลานี้แสงสว่างจากพระอาทิตย์ทางด้านนอก เริ่มส่องสว่างมากพอให้เรนสามารถมองเห็นกล่องกระดาษทิชชูที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งปลายเตียงได้ชัดมากขึ้นแล้ว
ร่างเล็กผละลุกจากเตียงกว้างไปในทันที ก่อนจะกลับมาพร้อมกับกระดาษทิชชูที่พับมุมเรียบร้อยแล้ว มือเรียวค่อย ๆ บรรจงซับของเหลวสีชาดออกจากเหนือปากของคนโตกว่าอย่างไม่นึกรังเกียจ ส่งผลให้ระยะห่างระหว่างทั้งคู่กลับมาลดลงอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
ใบหน้าได้รูปที่ปรากฏแก่สายตาของวายุภพนั้นดูจริงจังไม่ต่างจากตอนที่เขาเห็นอีกฝ่ายกำลังพยายามจับประตูเหล็กที่ร้อนฉ่าจนถูกความร้อนของไฟลามลวก สวรรษาตั้งใจเบามือให้กันเป็นอย่างดี แม้มือเล็ก ๆ นั่นจะยังมีผ้าพันแผลอันเดิมพันอยู่เพราะเจ้าของมันไม่ยอมไปหาหมอท่าเดียว โดยใช้เหตุผลว่าตัวเองเพลียมากแล้ว และอยากพักเป็นข้ออ้าง
“ไปหาหมอดีกว่าครับ”
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย แค่อากาศเปลี่ยนน่ะ”
“แต่มันอาจจะเป็นเพราะคุณสูดควันไฟเมื่อคืนก็ได้”
“ทีเธอยังไม่ยอมไปให้หมอดูแผลนี่เลย”
ไม่เพียงเอ่ยขึ้นเท่านั้น วายุยังใช้สายตาช่วยย้ำอีกแรงว่า แผลที่ว่านั่น หมายถึงแผลที่มีผ้าพันเอาไว้อย่างหลวม ๆ อันเป็นผลจากการพยายามเปลี่ยนผ้าพันแผลด้วยตัวเองที่ล้มเหลวของเรนเมื่อคืนนี้
“แต่ผมไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ นี่”
“ผม?”
“ครับ?”
“ก่อนหน้านี้ เธอแทนตัวเองด้วยชื่อ”
“…”
เรนได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ เพื่อรื้อฟื้นความจำระยะสั้นของตัวเอง หากอีกฝ่ายไม่ทักขึ้นมา เจ้าของริมฝีปากที่เม้มแน่นอยู่ก็คงไม่รู้ตัวว่าเมื่อครู่ ตนเผลอตกใจจนแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นออกไป
ไหนจะสายตาอ่านยากที่อีกฝ่ายจ้องตรงกลับมา ก็ยิ่งทำให้สวรรษาไปไม่เป็น เรนรู้แค่เพียงว่าตนควรตอบอะไรสักอย่าง เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเท่านั้น และก็เหมือนว่าคนตรงหน้าจะอ่านกันออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะวายุภพกลับกลายเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาอีกครั้ง
“แทนตัวเองว่า เรน สิ ชื่อของเธอน่ะ”
“คือ…เรน เอ่อ แผลเรนไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ ครับ”
“หึ งั้นก็ไม่มีใครต้องไปตกลงไหม”
เมื่อไม่เหลือช่องให้เถียงต่อคนที่ยอมจำนนต่อหลักฐานที่มัดตัวก็เป็นฝ่ายยกธงขาวแต่โดยดี ศีรษะทุยผงกขึ้นลงแทนการตอบรับอย่างว่าง่าย ก่อนที่คนโตกว่าจะเป็นฝ่ายคืนพื้นที่ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ให้กัน ร่างสง่าถอยกลับมายืนเต็มความสูงอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามกันด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหู
“เธอจะนอนต่อไหม”
“ไม่ละครับ เรนว่าจะปลุกมีกันมากินอาหารเพราะมีกันต้องกินยาครับ”
“อืม… ถ้าเสร็จแล้วก็ออกไปกินข้าวข้างนอกเดี๋ยวฉันรอ เธอแพ้อาหารอะไรบ้างหรือเปล่า?”
“ครับ? …เอ่อ แค่นมวัวครับ ที่เหลือเรนชนะหมดเลย”
“หึ…โอเค งั้นฉันทำข้าวต้มกุ้งให้แล้วกัน”
“หืม...ทำเหรอครับ หมายถึง คุณวายุ จะทำเอง?”
“ทำไมล่ะ หน้าอย่างฉันดูเหมือนคนทำอาหารไม่เป็นหรือไง”
“แหะ เปล่าครับ เรนแค่คิดว่าคุณมีแม่บ้านอะไรแบบนั้น”
“ก็มี…แต่ฉันไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย เลยไม่ได้ให้เขาพักที่นี่”
“อ่า…ครับ”
ได้ยินเพียงเท่านั้น สวรรษาก็ยกมือเกาท้ายทอยเบา ๆ เป็นการเตือนตัวเองว่าอย่าทำตัววุ่นวายให้อีกฝ่ายรำคาญ แต่ก็ไม่ได้คิดจะพูดออกมาอีก ด้านวายุเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบขยายความอะไรให้ยืดยาว ร่างสูงจึงทำแค่เพียงเปิดประตูห้องแล้วเดินจากไป
รู้ตัวอีกทีลำแสงอบอุ่นของดวงอาทิตย์ทางด้านนอกก็ยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มฝนที่โปรยปรายในช่วงรุ่งสางได้สำเร็จ
เมฆฝนจากไปแล้ว…
ความสดใสของเช้าวันใหม่กลับมาทำหน้าที่อย่างที่มันควรจะเป็นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกังวานของสมาชิกอีกหนึ่งชีวิตที่เพิ่งตื่นจากการนอนหลับอย่างเต็มคราบ โดยไม่ได้รับรู้เลยว่าก่อนหน้าเพียงไม่กี่นาทีมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้างในห้องนี้
เมี้ยวววว~…
“หืออออ…ยังไงอะเรา ฝนตกฟ้าร้องไม่ตื่น แค่เปิดถุงซองอาหารนี่ตื่นมาโวยวายซะลั่นเลยนะ”
สวรรษาลุกไปทำหน้าที่ทาสฝึกหัดของตัวเอง ในขณะที่ปากก็เอ่ยบ่นเจ้าวิเชียรมาศร่างจิ๋วที่โก่งตัวบิดขี้เกียจตั้งแต่ยังเดินพ้นที่นอนของตัวเองมาได้ไม่ถึงสองก้าวดี พลันเสียงกระทบของอาหารเม็ดที่เรนเทลงในถ้วยเซรามิก ก็ช่วยเปลี่ยนทิศทางของมีกัน จากที่กำลังคลอเคลียที่ข้อเท้าของทาสมือใหม่อย่างเรนอยู่ก่อนหน้า ให้ตรงมายังถาดอาหารแทนในทันที
ใช้เวลาไม่นานมื้ออาหารแรกในเช้านี้ของเจ้ามีกันก็จบลงพร้อมกับเม็ดยาที่ถูกแบ่งออกจนเหลือเพียงหนึ่งส่วนสี่ ที่ทาสอย่างเรนเพิ่งป้อนลงท้องไป ส่งผลให้เจ้าเหมียวมีกันมีอาการงอนทาสอย่างเห็นได้ชัด เจ้าลูกแมวตัวสีขาวครีมซึ่งมี หู หาง และเท้าทั้งสี่เป็นสีน้ำตาลเข้มก็มุดหายเข้าไปในบ้านจิ๋วของตัวเองอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่า ขอห่างกันสักพักกับคนที่ยืนเท้าเอวมองกันอย่างหน่าย ๆ
เรนตัดสินใจให้เวลาส่วนตัวกับเจ้าวิเชียรมาศขี้งอนด้วยการเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองอย่างรวดเร็ว ด้วยหวังว่าจะรีบออกไปช่วยวายุทำอาหารเช้า แต่ทว่าถึงรีบอย่างไรก็ไม่ทันอยู่ดี เพราะทันทีที่เรนออกมาถึงมุมห้องครัว กลิ่นหอมของข้าวต้มกุ้งในหม้อเดือด ๆ ก็โชยฟุ้งไปจนถึงมุมโต๊ะทานอาหารเสียแล้ว
“หิวหรือยัง?”
“ยังครับ มีอะไรให้เรนช่วยไหมครับ”
“เธอจัดโต๊ะแล้วกัน ช้อน กับแก้วอยู่ในตู้นั้น”
วายุเอ่ยบอกพร้อมกับเบี่ยงใบหน้าเพื่อระบุพิกัดที่แน่ชัดของตู้ที่ตนพูดถึงให้คนเด็กกว่าได้รู้ ก่อนจะหันไปสนใจข้าวต้มในหม้อตรงหน้า แผงไหล่กว้างของวายุภพที่ยังคงสวมชุดนอนแขนยาวผ้าฝ้ายเนื้อดี ขยับเล็กน้อยตามการเคลื่อนไหวของเจ้าตัว แต่มันกลับหยุดสายตาของเรนเอาไว้ได้นานกว่าที่คิด
กว่าจะเรียกสติตัวเองให้กลับมาโฟกัสกับสิ่งที่ถูกมอบหมายให้ทำได้ก็เล่นเอาเสียเวลาไปหลักนาที และมันกลับยิ่งช้าขึ้นไปอีกเมื่อเรนพบกับอุปสรรคที่ตัวเองก็คาดไม่ถึง
“คือ… คุณวายุครับ”
“ฮื้ม?”
“แก้วน้ำมีล้างไว้ตรงอื่นอีกไหมครับ?”
“ในตู้ข้างบนนั่นไม่มีเหรอ?”
วายุถามกลับในขณะที่ยังตั้งใจอยู่กับการเทข้าวต้มลงชามสีน้ำเงินเข้มตรงหน้า แต่ครั้นเมื่อไม่ได้ยินคำตอบใดถูกส่งกลับมา ร่างสูงจึงละสายตามามองกันอีกครั้ง ราวกับต้องการเค้นคำตอบ
“คือเรน หยิบไม่ถึง”
“หึ…”
ปกติก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเตี้ยเพราะถ้าหากว่ากันตามจริงแล้ว ความสูง 173 เซนติเมตรในประเทศนี้นับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยเสียด้วยซ้ำไป แต่กับคนตรงหน้าที่เรนสูงได้แค่เพียงปลายคางแล้วนั้น คงไม่แปลกนักถ้าจะเก็บของที่ตนคงไม่ค่อยได้ใช้บ่อยนักเอาไว้ในตู้เก็บของที่สูงมากหน่อย
“คือมันอยู่ลึก เรนลองเขย่งแล้ว…กลัวทำมันแตกครับ”
“เธอเอาไปแต่ช้อนก็พอเดี๋ยวแก้วนั่นฉันหยิบเอง”
“งั้น…เรนช่วยยกชามข้าวนะครับ”
“อย่าดื้อเรน มือเธอเจ็บอยู่”
“…”
ดื้อเหรอ…คนถูกห้ามไม่เข้าใจสักนิดว่าอีกฝ่ายใส่ฟิลเตอร์แบบไหนให้กันอยู่ ถึงได้พูดขึ้นมาแบบนั้น แต่ถึงอย่างนั้น ในเมื่อปฏิญาณกับตัวเองเอาไว้แล้วว่าจะไม่ทำตัวยุ่งยากวุ่นวาย เรนจึงเลือกที่จะทำตามคำสั่งของคนโตกว่าแต่โดยดี
“อิ่มแล้วเหรอ”
“ครับ”
“วางไว้นี่แหละ เดี๋ยวอีกสักพักแม่บ้านก็เข้ามาแล้ว”
“แต่ของเรน เรนล้างเองได้นะครับ เรนเกรงใจ”
“เอาไว้ถ้าแผลเธอหายดี ฉันจะไม่ห้าม ตกลงไหม”
ในขณะที่คนเด็กกว่ากำลังหาเหตุผลที่จะแย้งเจ้าของห้อง เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์เครื่องหรูของวายุก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน คนที่นับตัวเองเป็นผู้อาศัยอย่างเรนจึงเลือกที่จะเดินกลับไปยังห้องพักของตนเงียบ ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องให้วายุลำบากลุกออกไปรับสายที่อื่น
แต่ด้วยขนาดห้องที่ใหญ่เกินกว่า 200 ตารางเมตร ทำให้กว่าที่เรนจะเดินถึงประตูหน้าห้องของตัวเอง เสียงทุ้มต่ำของวายุก็ดังไล่หลังมาเสียก่อน
“อีกหนึ่งชั่วโมง ภุชจะมารับ”
“รับ?…เรน?”
ปลายนิ้วเรียวถูกเจ้าของมันยกขึ้นมาชี้เข้าหาตัวเพื่อเป็นท่าประกอบประโยคเมื่อครู่ เพราะสวรรษายังคงไม่เข้าใจว่า ภุชพงศ์ จะมารับตนไปไหน และด้วยเหตุผลอะไรกันแน่
“ใช่ เธอต้องกลับไปเก็บของ แล้วย้ายมาอยู่ที่นี่”
“ฮะ?!”
“ทำไมล่ะ หรือเธอจะยอมยกแมวนั่นให้คนอื่น?”
เป็นอีกครั้งที่เรนไม่สามารถเก็บสีหน้าของตัวเองเอาไว้ได้มิด แววตาที่ฉายแววกังวลอย่างชัดเจน เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมานั้นรวดเร็วไปหมด และเรนก็เหนื่อยล้าเกินกว่าจะขบคิดได้ทัน
เพราะหากจะให้ตนย้ายออกจากหอพักเดิมตอนนี้ เงินมัดจำที่เคยเก็บหอมรอมริบมาเป็นเวลานานก็คงไม่ได้คืนเพราะยังไม่ครบกำหนดสัญญา และถ้าหากว่าจะมาอาศัยอยู่ที่นี่ เรนก็ยังหาเหตุผลไม่เจอว่าตนจะมาอยู่ที่นี่ในฐานะอะไร และแน่นอนว่า เรนไม่มีทางมีปัญญาจ่ายค่าเช่าห้องที่หรูขนาดนี้ได้แน่ ๆ
“เรนอาจจะลองถามเพื่อนดูก่อนครับ คอนโดเพื่อนเรนอาจจะอนุญาตให้เลี้ยงแมวได้…อย่างน้อยก็ระหว่างหาห้องใหม่”
“หรือว่าเธอลำบากใจที่จะอยู่ที่นี่?”
“…”
ต้องถามว่าทำไมถึงควรจะสบายใจที่จะมาอยู่ฟรี กินฟรีเสียมากกว่า สวรรษาได้แต่คิดในใจเพียงเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะมองทางไหนเรนก็ไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่ตนจะต้องพาตัวเองกับลูกแมวจรอีกหนึ่งตัวเข้ามาเป็นภาระของคนตรงหน้าไปมากกว่านี้
ไหนจะความรู้สึกแปลก ๆ ในทุกครั้งที่อยู่ใกล้ยิ่งทำให้สัญชาตญาณของเรนกู่ร้องว่าต่อให้วายุภพ จะหยิบยื่นความใจดีออกมาให้แค่ไหน ตนก็ไม่ควรที่จะอาจเอื้อมไปรับมันเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีอะไรคู่ควร
และราวกับว่าวายุอ่านใจของคนเด็กกว่าได้อีกครั้ง เพราะร่างสูงเลือกที่จะขยับเข้ามาใกล้กันมากกว่าเก่า เพื่อหวังจะคาดคั้นเอาคำตอบให้กับคำถามเมื่อครู่ของตัวเอง
“เรน เงยหน้าขึ้น”
“…”
“มองหน้าฉัน…เรน”
แค่เพียงเสียงที่กดต่ำลงกว่าปกติ คนถูกถามก็ยิ่งกำชายเสื้อของตัวเองเอาไว้แน่น ราวกับต้องการสะกดกลั้นความรู้สึกแปลก ๆ ที่ก่อกวนเข้ามาในหัวใจตอนนี้ ความรู้สึกที่อุ่นใจเมื่อได้อยู่กับคนตรงหน้า แต่ทว่าในความอุ่นใจนั้นก็กลับมีความวูบโหวงซ่อนอยู่ราวกับว่ามีจิ๊กซอว์สำคัญที่หล่นหาย
ในชั่วขณะที่ความสับสนในจิตใจของสวรรษาตีรวนขึ้นมาราวกับตะกอนที่ลอยฟุ้งในห้วงความคิด สัมผัสเย็น ๆ จากปลายนิ้วยาวของคนตรงหน้าก็พลันเกิดขึ้นที่ปลายคาง วายุภพถือวิสาสะเชยคางของคนตรงหน้าขึ้นมาสบตากันอย่างเอาแต่ใจ แต่ถึงอย่างนั้นคนถูกกระทำก็ไม่ได้คิดจะปัดป้อง
“ถ้าเธอกลัว หรือไม่ไว้ใจฉัน ฉันจะจัดการหาที่อยู่อื่นให้ แบบนี้สบายใจขึ้นหรือเปล่า”
“…”
แววตาที่มีแต่คำถามมากมายแอบซ่อนอยู่ กลับไม่สามารถซ่อนตัวจากสายตาคู่คมของคนโตกว่าได้อีกต่อไป วายุรู้ดีกว่าใครว่านัยน์ตาคู่สวยตรงหน้า ยังคงเป็นแววตาคู่เดิมที่เขาจำมันได้ดีกว่าใคร
“อยากถามอะไร ก็ถามสิเรน”
หลังจากที่ชั่งใจอยู่นาน เรนจึงตัดสินใจเอ่ยถามสิ่งที่ตนสงสัย
“คุณเป็นใครกันแน่ คุณวายุ”
‘เปรี้ยง!!’
‘อึก’
หากไม่มีเสียงฟ้าคำรามเมื่อครู่ เรนคงไม่อาจรู้ได้เลยว่าด้านนอกนั่นมีฝนตกลงมาอีกครั้งแล้ว คนที่กลัวฝนกลับยิ่งเม้มปากแน่นอีกครั้ง เมื่อเห็นแสงสว่างวาบจากบนท้องฟ้า ปลายเล็บสั้นกุดกลับยิ่งจิกลงไปในเนื้อผ้าของชุดนอนตัวหลวมที่ ภุชพงศ์ เป็นคนนำมาให้ใส่ตั้งแต่เมื่อคืน
เสียงท้องฟ้าที่ปั่นป่วน กับหยาดฝนที่เริ่มลงเม็ดหนาตาขึ้น ยิ่งทำให้ลมหายใจของเรนเริ่มไม่เป็นจังหวะ แต่แค่เพียงชั่วพริบตาที่สวรรษาพยายามจะหลับตาเพื่อควบคุมอาการแพนิกของตัวเอง เสียงทุกอย่างรอบตัวก็พลันเงียบลงไปในวินาทีถัดมา
เปลือกตาสีมุกของสวรรษาเปิดขึ้นอีกครั้งหลังได้รับสัมผัสเย็น ๆ ที่ข้างใบหู ภาพที่เรนเห็นในตอนนี้คือใบหน้าคมของวายุที่ก้มตัวลงมาหากัน พร้อมกับมือสองข้างที่วางแนบลงมาตรงข้างแก้ม เพื่อปิดกั้นไม่ให้เรนได้ยินเสียงที่ตัวเองหวาดกลัว
เรนไม่รู้แล้วว่าในเวลานี้เสียงชีพจรที่กำลังเต้นถี่ของตัวเอง เกิดมาจากอาการหวาดกลัวสายฝนที่คำรามลั่น หรือเป็นเพราะการที่ตนได้มองแววตาสีดั่งท้องฟ้ายามรัตติกาลที่น่าค้นหาคู่นั้นในระยะใกล้กันขนาดนี้อีกครั้งกันแน่
“ฟังแค่ฉันเรน ฟังแค่เสียงของฉัน ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่ฉันจะบอกเธอได้ทุกอย่าง แต่อย่างน้อยขอให้มั่นใจ...ว่าฉันคือคนที่ไม่มีวันจะทำร้ายเธออีกแล้วก็พอ”
“...”
To be Continued
.
.
.
#เมื่อฝนจำรักได้