ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
ชาย-ชาย,ลึกลับ,แฟนตาซี,รัก,ข้ามเวลา,เทพ ,พระเอกรวย,ฟีลกูด/feelgood,จบดี ,พระเอกธงเขียว,พระเอกคลั่งรัก,อดีตชาติ,wildoatlavender,เมื่อฝนจำรักได้,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อเรื่องราวของอดีตชาติ
กลายเป็นบทลงทัณฑ์แห่งฟากฟ้า
และความรักต้องถูกพลัดพรากให้มิอาจตามหา
วายุภพ ที่ครั้งหนึ่งเคยถือครองพลังแห่งสายฟ้า
กลับต้องโทษจากความผิดอันร้ายแรง ให้ต้องดำรงอยู่ผ่านห้วงเวลาที่หมุนไปพร้อมกับพลังที่ไม่อาจควบคุม
สวรรษา มนุษย์ผู้ถือกำเนิดในคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ
แต่ทุกเรื่องราวเลวร้ายในชีวิตกลับอุบัติขึ้นพร้อมกับสายฝน จนเกิดเป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่อาจข้ามพ้น
ความฝันที่ไม่เคยชัดเจน หากแต่กลับไม่เคยเลือนหาย
ต่างคนต่างกำลังตามหาเรื่องราวที่ยังไม่ถูกเปิดเผย
และในทุกครั้งที่พวกเขาเกือบได้พบหน้า ท้องฟ้าก็กลับพรากทั้งคู่ออกจากกัน
ติดตามบทพิสูจน์ว่าความรัก ไม่เคยสูญหายไปตามกาลเวลา
หากแต่เพียงแค่เฝ้ารอ วันที่หัวใจจะระลึกได้อีกครั้ง
#เมื่อฝนจำรักได้
“ชื่อฝน แต่กลัวเสียงฟ้าร้องตอนฝนตกงั้นเหรอ”
“อ่า ครับ ตลกดีใช่ไหม ผมน่ะไม่ได้อยากกลัวฝนเลยนะ แต่ทุกครั้งที่ฝนตกชีวิตผมมันมักจะเจอแต่เรื่องแย่ๆ ตลอดเลยนี่สิ”
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และฉบับแก้ไข - เพิ่มเติมทุกฉบับ โดยห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก เลียนแบบ ดัดแปลง หรือแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่ง
และห้ามมิให้มีการเผยแพร่ รวมถึงการจัดเก็บ ถ่ายทอด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะในรูปแบบหรือวิธีการใดในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์
~~~~~~~
เนื้อหาทั้งหมด เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน
ตัวละคร รูปภาพประกอบ พฤติกรรม สถานที่ วิชาชีพ หน่วยงาน ทั้งหมดที่ถูกกล่าวถึง
ในงานเขียนเรื่องนี้ เป็นสิ่งสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
ผู้เขียนมิได้มีเจตนา กล่าวถึง พาดพิง หรืออ้างอิง กับบุคคล สถานที่ หรือหน่วยงานใด ในความเป็นจริง
อาจมีเนื้อหาและการใช้ภาษาที่เกี่ยวกับ เพศ พฤติกรรมด้านความรุนแรง ที่ขัดต่อกฎหมาย ความเชื่อ ศีลธรรม และประเพณี
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Story : Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้
Author : WildOat Lavender (ไวลด์โอ๊ต ลาเวนเดอร์)
Illustrator : Himefreeze / Budzob / Prynn_10 / ZeliciaV / Moontears / OCTO.CATZ / INKTIARA / Karnnnbv
Proofreader : Wanlakham / Larchspiraea
Layout Designer : Ramyproof / Larchspiraea
Typographer : แมวอ้วนไทโป
Special Thanks : BTM Crews
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Teen and up audiences - เหมาะกับผู้อ่านตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป
Fluff and Angst - แนวอบอุ่นหัวใจแต่มีปมดราม่าสอดแทรกในระหว่างดำเนินเรื่อง
Mature Character Death - มีการกล่าวถึงการเสียชีวิตของตัวละคร
Threats of Violence - การคุกคามคนอื่นด้วยความรุนแรง
Supernatural - มีพลังเหนือธรรมชาติ
Mature Violence - มีการกล่าวถึงการใช้ความรุนแรง
Explicit Sex Scene - มีการบรรยายถึงฉากร่วมเพศอย่างชัดเจน
Happy Ending - ตอนจบแบบสุขนิยม
╭──────────.★..─╮
ช่องทางติดต่อพูดคุย
╰─..★.──────────╯
𝕀𝕟𝕤𝕥𝕒𝕘𝕣𝕒𝕞 ➥ wildoat_larch
𝔽𝕒𝕔𝕖𝕓𝕠𝕠𝕜 ➥ WildOat Lavender นามปากกา
𝕋𝕚𝕜𝕋𝕠𝕜 ➥ wildoat_larch
𝔹𝕝𝕦𝕖𝕤𝕜𝕪 ➥ wildoatlarch
𝕏 ➥ wildoat_larch
✦•┈⋅ ∘₊ ⋯ ⋯ ₊∘ ⋅┈•✦
Heart in the raindrops
#เมื่อฝนจำรักได้
“อ้าว! มึงอย่าเว้นนานได้ปะ”
“เออ นั่นดิ พอเขาพูดแบบนั้นแล้วแกทำไงต่อ?”
เสียงโวยวายจากเหนือชีวา ตามมาด้วยแรงสนับสนุนจากรุ่นพี่อย่าง มิวสิค มนต์ธนัท ที่กำลังตั้งอกตั้งใจฟังเรื่องเล่าของรุ่นน้องที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบเดือน เพราะนอกจากตนจะมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเหนือชีวา เพื่อนสนิทของคนตัวเล็กที่กำลังนั่งทำหน้ากระอักกระอ่วนเหมือนคนคิดไม่ตก ในระหว่างที่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อช่วงเช้าแล้วนั้น มิวสิคยังถือเป็นเจ้านายกลาย ๆ ของสวรรษาอีกด้วย
เพราะถึงแม้เรน สวรรษาจะเป็นมนุษย์ฟรีแลนซ์แบบเต็มตัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารายได้หลักของเรน ตลอดช่วงเวลานับตั้งแต่เรียนจบมาเต็มตัว ก็มาจากการจ้างงานของบริษัทในความดูแลของมิวสิคเสียเป็นส่วนใหญ่
“ว่าไงล่ะ พอเขาบอกว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีวันทำร้ายแกแล้วมันยังไงต่อ”
มิวสิคถามย้ำอีกครั้งอย่างสมศักดิ์ศรีสัญชาติไทยที่ระบุไว้ในบัตรประชาชน เพราะปกติแล้ว รุ่นน้องอย่างเรนมักจะไม่ค่อยเอาเรื่องอะไรมาปรึกษาให้ฟังสักเท่าไรนัก โดยมากแล้วคนที่ได้รับรู้ปัญหาของเรนก่อน มักจะเป็นเหนือชีวาเสียมากกว่า สรุปง่าย ๆ ว่าถ้าไม่ใช่ปัญหาหนักหนาจริง ๆ เรนก็มักจะเกรงใจจนไม่ยอมเอามารบกวนกันอย่างในวันนี้
“ก็ไม่ยังไงอะพี่มิว หลังจากนั้นคุณเขาก็ไล่ไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วเลขาฯ เขาก็ไปรับเรนมาส่งที่นี่แทน เพราะเรนไม่ยอมกลับไปเก็บของที่หอ”
“อ้าว! ก็ถ้ามันแค่นั้น แล้วมึงมานั่งทำหน้าเหมือนคนขี้ไม่ออกมาสามวันอยู่แบบนี้ทำไม”
คราวนี้เป็นเสียงของเหนือชีวาที่ทนไม่ไหวกับอาการของเพื่อนสนิท ทั้ง ๆ ที่หากฟังจากเรื่องที่เจ้าตัวเล่า เหนือก็ไม่เห็นว่ามีประเด็นไหนที่เรนควรจะมานั่งกังวลใจอย่างตอนนี้ เพราะวายุเองก็ไม่ได้รบเร้า หรือบีบบังคับให้เพื่อนรักของตนต้องลำบากใจเลยแม้แต่น้อย
“ไม่มึง กูว่าคุณเขาแปลก ๆ ”
“อะไรที่มึงว่าแปลก เท่าที่ฟังเขาก็แค่รวย แล้วก็อยากช่วยมึงเท่านั้นเอง”
“แต่ถ้าคิดดี ๆ มันก็น่าแปลกจริง ๆ อย่างที่เรนมันว่านะเหนือ”
“ยังไงอะพี่มิว”
เหนือชีวาหันกลับมาถามลูกพี่ลูกน้องของตัวเองด้วยสีหน้าของคนที่ยังคงจับสัญญาณความผิดปกติใด ๆ ไม่ได้จากเรื่องที่เพิ่งได้ฟัง อาจจะเพราะในระหว่างที่เรนเล่าอยู่นั้น เหนือชีวาที่เพิ่งลงเครื่องแล้วก็ตรงเข้าบริษัทเลยทันทีเพื่อมารับบรีฟก็กำลังตรวจทานสคริปต์ที่ตัวเองต้องใช้พูดในวันพรุ่งนี้ไปด้วยก็เป็นได้
“เอาแค่ฐานะก็แปลกแล้วเหอะ คนอย่างเขาไปทำอะไรในที่แบบนั้น เวลานั้นกัน นั่นมันอภิมหาเศรษฐีนะ ไม่ใช่แค่มหาเศรษฐีอะเหนือ”
“จริง ๆ เรนเห็นรถคันนั้นแทบทุกวันหลังเลิกงานที่มินิมาร์ต แต่ตอนแรกคิดว่าเจ้าของคงเป็นใครสักคนที่บ้านอยู่แถวนั้นอะ มารู้ทีหลังว่าเพนต์เฮ้าส์คุณเขาไม่ได้อยู่ใกล้แถวนั้นเลย ก็ตอนที่เขาให้ไปพักด้วยนั่นแหละพี่มิว”
“แล้วตอนมึงไปอยู่ที่นั่น มีอะไรผิดปกติไหมอะ”
“…”
สวรรษานิ่งไปสักพักหลังจากได้ฟังคำถามจากเพื่อนสนิท เพราะหากว่ากันตามตรงแล้ว 1 คืนที่ได้ไปนอนที่เพนต์เฮ้าส์ของวายุก็ยังไม่สามารถวัดอะไรได้มากนัก โดยเฉพาะในส่วนที่เจ้าของห้องปฏิบัติต่อกัน
“กูเพิ่งนอนได้คืนเดียว หลับไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงยังเสือกฝันอีก มึงจะให้กูเอาเวลาที่ไหนไปเห็นความผิดปกติ…เอ๊ะ!”
“แก เอ๊ะ อะไรเรน?”
มิวสิคถามต่อทันทีที่เห็นท่าทางของเรน ที่ทำราวกับว่าตัวเองเพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ก็ปกติเรนจะฝันเห็นคนใส่ชุดเหมือนในวรรณคดี พูดบทละครซ้ำ ๆ ใช่ไหมล่ะ พี่มิว แต่มันไม่เคยมีครั้งไหนที่เรนฝันได้ยาวแล้วก็ได้ยินชัดเท่าเมื่อคืนอะ”
“กูถามจริง?”
เหนือชีวาที่รับรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่รู้จักกันถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็พอจะเดาได้ว่าคนพูดรู้สึกเหลือเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่ต่างอะไรกับสีหน้าของมนต์ธนัทมากนัก เพราะนับตั้งแต่ที่เรนยอมเปิดใจเล่าเรื่องความฝันที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เรนอายุได้ 13 ปี หลังจากที่เสียพ่อและแม่ไปได้ไม่นาน ความฝันของเรนที่แม้จะเป็นเรื่องราวเดิม ๆ แต่มันก็ไม่เคยชัดเจนมากขนาดนี้มาก่อน
เจ้าของความฝันพยักหน้าแทนการตอบรับให้กับเพื่อนสนิท ถึงแม้ว่าในฝันเมื่อคืนนั้นเรนจะยังไม่สามารถเห็นใบหน้าของแต่ละคนที่อยู่ในฝันได้ชัด แต่อย่างน้อยมันก็ถือเป็นความฝันที่ชัดเจนที่สุด แถมยังยาวนานที่สุดเท่าที่เรนเคยฝันมาอีกด้วย
“งั้นมึงก็เห็นหน้าคนในฝันแล้วอะดิ”
“หึ ไม่อะ”
“อ้าว” “อ้าว!”
ทั้งเหนือ และมิวสิคอุทานขึ้นพร้อมกัน เพราะทั้งคู่ต่างก็รอลุ้นคำตอบของปริศนาเรื่องนี้ที่ดำเนินมายาวนานเกินทศวรรษ ของสวรรษา แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิดเพราะคำตอบของเรนไม่ได้ช่วยไขความกระจ่างนั้นได้เลย
“งั้นก็อาจจะเพราะแกเพลียเฉย ๆ หรือเปล่าเรน เพราะเท่าที่เล่ามาเรื่องเมื่อคืนก็หนักอยู่นะ ถ้าเขาไม่เข้าไปช่วยแกเอาไว้ ทั้งแกทั้งเจ้าเหมียวสู่ขิตกันทั้งคู่แน่ อย่าได้หาทำอีกเชียวนะ!”
“เออ อันนั้นมันก็ใช่แหละ แต่พูดถึงเรื่องนี้ มันก็มีอะไรที่แปลกอยู่”
“หืมมมม? เรื่องไหน”
“ก็เรื่องที่เขาเข้าไปช่วยไง คือจะว่าไงดีอะ เล่าไปมึงจะหาว่ากูเพ้อเจ้อปะเหนือ”
“จิ๊! มึงก็ลองเล่ามาก่อนสิวะ!!!”
ใกล้จะหมดลงเต็มทีกับความอดทนของคนใจร้อนอย่างเหนือชีวา ลำพังแค่ที่เป็นห่วงเพื่อนสนิทก็เครียดมากพออยู่แล้วยังจะต้องมาทนกับอาการอยากใส่ใจเรื่องชาวบ้านตามประสาคนไทยอีก ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่า หากเรนไม่ยอมเล่าทุกอย่างออกมาตอนนี้ อีกไม่กี่นาทีเหนือชีวาจะต้องลุกขึ้นมาอาละวาดอย่างแน่นอน
“เออ ลองเล่ามาก่อนเหอะ ที่มาหาพวกพี่ถึงที่นี่ก็เพราะอยากให้ช่วยคิดไม่ใช่หรือไง”
“งือ มันก็ใช่อะ แต่แบบเรนก็ไม่แน่ใจอะ ว่าตัวเองตาฝาดหรือคิดไปเองไหม คือมันไม่มีหลักฐาน”
“โอ๊ยยยย!!! มึงก็เล่ามาก่อน ทำยังกับเรื่องที่มึงฝันเรื่องเดิม ๆ ทุกวันพระวันโกนนี่มันมีหลักฐานงั้นอะเรน”
ที่เหนือชีวาพูดมาไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด หากคิดแบบคนที่งมงายและโยนความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ออกจากหัวไปสักหน่อย แต่ละเรื่องราวที่เกิดกับสวรรษานั้น ค่อนข้างจัดอยู่ในหมวดที่เรียกว่าเหลือจะเชื่อเลยก็ว่าได้
และเมื่อเรนหันไปสบตากับรุ่นพี่อย่างมิวสิค เป็นเชิงถามความเห็นของคนที่อาวุโสที่สุดในที่นี้ ร่างบางก็ได้คำตอบผ่านทางสายตาและการพยักหน้าน้อย ๆ จากรุ่นพี่กลับมาแทน เขาสูดหายใจลึกเข้าปอดก่อนจะหันไปมองหน้าเจ้าของประโยคเมื่อครู่
“คือตอนแรกอะ กูคิดว่ากูตาฝาด ที่เห็นว่ารอบตัวคุณวายุ เหมือนมีกลุ่มฝนกระจุกตัวอยู่ ฟีลแบบมันเคลื่อนตามตัวเขาไปอะมึงเข้าใจไหม”
ไม่มีเสียงตอบรับใดออกมาจากปากของคนฟัง ราวกับทั้งคู่ก็กำลังจินตนาการถึงสิ่งที่ตนเพิ่งได้ยิน ผ่านไปนานหลักนาที คนที่มีสติได้ก่อนอย่างมิวสิคก็จับสังเกตคำพูดในประโยคของรุ่นน้องได้อีกครั้ง
“ตอนแรก? ….แล้วตอนหลังล่ะ?”
“ก็จังหวะตอนไม้กระดานที่ติดไฟ มันจะหล่นทับเรน เรนคิดว่า แค่คิดว่านะ…คิดว่าเห็นเหมือนเขาเรียกฝนจากนอกชายคามากระแทกใส่แผ่นไม้พวกนั้นจนมันเปลี่ยนทิศไปตกอยู่ข้าง ๆ เรนแทนอะ”
“…”
เจ้าของเรื่องเล่าเม้มปากแน่นพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ราวกับได้ระบายสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจของตัวเองออกไปได้เสียที ในขณะที่คิ้วของสองคนที่ได้ฟังกลับเคลื่อนตัวมาขมวดกันจนเป็นเครื่องหมายคำถามอันใหญ่บนหน้าทั้งคู่แทนแล้ว
“คือมึงหมายความว่าไงนะ มึงจะบอกว่าคุณวายุอะไรนั่น มีพลังควบคุมมวลน้ำอะไรแบบนั้นเหรอ นี่มึงดูอควาแมนมากไปปะเรน”
“เนี่ย! เห็นปะ กูบอกแล้วว่ามึงต้องหาว่ากูเพ้อเจ้ออะเหนือ”
“อ้าว! ก็ถ้าให้ใครมาฟังที่มึงพูดเมื่อกี้แล้วไม่คิดว่ามึงเพ้อเจ้อนะกูให้ถีบเลย”
“งั้นก็มาให้พี่ถีบเลยมา”
“อ้าว พี่มิว ไหงงั้นอะ อย่าบอกนะว่าพี่ก็คิดว่าเขามีพลังพิเศษอะไรนั่น”
มิวสิคเลือกที่จะเมินคำถามของลูกพี่ลูกน้องที่ยังคงยืนเกาหัวเพราะความสงสัย แล้วหันกลับไปพูดกับสวรรษาแทน
“ภาวะที่ตกใจ แถมควันไฟเยอะขนาดนั้น แกอาจจะปะติดปะต่อภาพเอาเองในหัวก็ได้เรน ลองนึกดูดีๆ ตรงนั้นมันใกล้ห้องน้ำ หรือถังน้ำอะไรไหม เขาอาจจะเอาถังไปรองน้ำมาสาดก็ได้นะ แกบอกว่าเมื่อคืนฝนตกนี่”
“...”
“ส่วนที่แกเห็นกลุ่มฝนนั่น ก็อาจจะเพราะเขาเป็นวัตถุเดียวที่กระทบกับแสงจากกองไฟในความมืดตรงหน้าแกหรือเปล่า”
“เออถ้าแบบที่พี่มิวว่า กูก็ว่ามันเป็นไปได้อยู่”
เหนือชีวาผงกหัวหงึก ๆ พร้อมกับเอ่ยสนับสนุนความคิดของญาติตัวเองราวกับตุ๊กตาแสงอาทิตย์ที่ตั้งอยู่กลางแดด แต่ถึงอย่างนั้นเรนก็ยังคงเชื่อสายตาตัวเองอยู่ดี ต่อให้มันจะฟังดูเหมือนหนังซุปเปอร์ฮีโร่แค่ไหนก็ตาม
“อืม…ถ้าเรื่องแสงไฟอาจจะใช่ แต่ถ้าเรื่องถังน้ำเรนว่าไม่ใช่แน่ๆ เพราะบ้านหลังนั้นมันเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูงชั้นเดียวโล่ง ๆ เลยนะพี่มิว แถมยังไม่มีคนอยู่มานานแล้วอะ เวลาเรนเดินไปตามหามีกันที่นั่น คือมันมีแต่ลานดินกับใบไม้แห้ง แม้แต่โอ่งสักใบยังไม่มีเลย”
สวรรษายังคงปกป้องความเห็นของตัวเองอย่างเต็มกำลัง เพราะเมื่อคืนไม่ใช่ครั้งแรกที่เรนมีโอกาสได้ไปที่นั่น พื้นที่ใต้ถุนบ้านตรงนั้น ไม่มีแม้แต่แคร่ไม้ หรือเฟอร์นิเชอร์เก่า ๆ ให้ลูกแมวอย่างมีกัน ได้ซุกตัวเสียด้วยซ้ำ
“งั้นก็อาจจะเป็นไฟไหม้นั่นแหละที่ทำให้หลังคาตรงนั้นมันทะลุแล้วฝนรั่วลงมาพอดี”
“ทะลุบ้าอะไรล่ะเหนือ ก็ไอ้แผ่นไม้นั่นน่ะ หลุดมาจากพื้นชั้นบนของบ้าน กูเงยหน้าไปหลังกูรอดจากมันมาแล้วกูยังเห็นไฟไหม้หลังคาอยู่เลย แถมกูก็ไม่เปียกสักนิด”
“โอ๊ย งั้นกูก็ไม่รู้แล้วอะ”
“ถ้าเชื่อแบบนั้น งั้นก็อยู่พิสูจน์สิ”
“ฮะ?!”
ไม่ใช่เสียงของสวรรษา หากแต่เป็นเสียงอุทานของเหนือชีวา ที่มีต่อคำพูดของมนต์ธนัท ซึ่งอยู่ดี ๆ ก็ยุให้รุ่นน้องไปนอนค้างอ้างแรมที่บ้านคนแปลกหน้า ถึงแม้จะเป็นคนแปลกหน้าที่รวยมาก ๆ ก็เถอะ
“หมายถึงจะให้เรนมันไปอยู่บ้านเขาเพื่อพิสูจน์อะนะพี่มิว?”
“ก็แล้วมันมีทางอื่นอีกหรือไงล่ะ ใครจะรู้บางทีมันอาจจะเป็นชะตาลิขิตให้เรนมันได้เจอคำตอบของเรื่องทั้งหมดในชีวิตมันก็ได้”
“...”
คนถูกพูดถึงเอาแต่ยืนเม้มปากแน่น เพราะเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่า หากเรื่องพวกนี้กำลังพาตัวเองไปสู่คำตอบที่ตนเฝ้าตั้งคำถามมาตลอดชีวิตแล้วนั้น เรนพร้อมที่จะรับรู้เรื่องทั้งหมดแล้วจริง ๆ หรือไม่
“พี่ไม่รู้นะ ว่าอะไรทำให้แกปักใจเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ภายในช่วงเวลาคับขันแบบนั้นมากขนาดนี้ แต่ถ้ามันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ก็แค่ลองทำตามสัญชาตญาณดูไง”
“เดี๋ยว ๆ คือเหนือเข้าใจนะ ว่าเขาหล่อแล้วก็รวยมากจนมันไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะมาทำมิดีมิร้ายกับเรนมัน แต่ถ้าเผื่อเขาเป็นฆาตกรโรคจิตขึ้นมาทำไงอะพี่มิว”
ปึก!
“โอ๊ย ซี้ด!…เขกมาได้พี่มิว! พรุ่งนี้เหนือมีงานนะ เดี๋ยวหัวปูดขึ้นสเตจไปทำไงเนี่ย!”
เสียงประท้วงของคนที่เพิ่งถูกญาติตัวเองทำร้ายร่างกายด้วยการประเคนมะเหงกเข้าที่กลางหน้าผากดังขึ้นในทันทีหลังความเจ็บปะทุขึ้นที่หว่างคิ้ว เหนือชีวาบ่นไปพลางลูบรอยแดงที่ค่อย ๆ แต้มสีชัดขึ้นไปอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“คิดได้ยังไงว่าเขาเป็นฆาตกร แล้วถ้าเขาเป็นจริง เขาจัดการไอ้เรนมันตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เขาจะมัวมาเสนอหาที่อยู่อื่นให้มันทำไม ว่าแต่เรนมันดูหนังมาก แกก็ไม่ต่างอะเหนือ”
“ตกลง เรนจะลองไปอยู่กับเขาดู”
“ฮะ!!!”
“ไม่ต้องมาฮะอะ ต่อให้เขาไม่ได้มีเรื่องอะไรให้กูพิสูจน์ แต่ตอนนี้กูก็ไม่มีปัญญาหาหอใหม่ที่เขาจะให้กูเลี้ยงแมวอยู่ดีอะเหนือ”
“มึงก็มาอยู่คอนโดกูดิ”
“คอนโดแกไม่ให้เลี้ยงสัตว์ไม่ใช่เหรอเหนือ?”
“...”
ในที่สุดเหนือชีวาก็ต้องยอมจำนนกับคำถามของลูกพี่ลูกน้องอย่างมิวสิค เพราะต่อให้จะบอกว่าลูกแมวตัวเล็ก ๆ อย่างมีกันไม่น่าจะส่งเสียงดังจนความแตก แต่คนอย่างเรน สวรรษาก็คงไม่ยอมให้เพื่อนสนิทต้องมาลำบากเสี่ยงโดนค่าปรับจากนิติบุคคลอย่างแน่นอน
เพราะหากคิดจะแหกกฎแบบนั้น ให้สวรรษาเลือกเอามีกันไปแอบไว้ที่หอพักของตัวเองยังฟังดูเป็นไปได้มากกว่า
“แต่ถ้าเอาเฉพาะเรื่องเงินอะ จริง ๆ พี่ก็พอจะมีงานส่งให้แกอยู่นะเรน”
“ฮึ้ม? งานช่วงนี้อะนะพี่มิว”
แววตาของสวรรษากลับมามีประกายสดใสอีกครั้งหลังได้ยินว่า รุ่นพี่ของตนมีงานมาให้ทำ เพราะถึงแม้เรนจะเลือกย้ายเข้าไปอยู่กับวายุภพเพื่อประวิงเวลาขึ้นมาจริง ๆ แต่ไม่ว่ายังไงสุดท้ายแล้วเรนก็ต้องรีบหาที่อยู่ใหม่ที่จะสามารถดูแลมีกันได้อยู่ดี
“งานอินดอร์ล้วนเลยเหรอพี่มิว”
“หึเปล่า ฤดูนี้แทบจะเป็นฤดูเดียวที่จัดงานกลางแจ้งได้แล้ว พี่จะไปเอางานอินดอร์ล้วน ๆ ที่ไหนมาให้แก งานนี้เป็นฟีลทีมบิลดิงรวมพนักงานกับผู้บริหารน่ะ มีเอาต์ดอร์ด้วย”
โครงคิ้วของสวรรษากระตุกเข้าหากันเล็กน้อย หลังจากปล่อยให้เหนือชีวาถามคำถามแทนตัวเองอยู่นาน ในที่สุดเรนจึงเป็นฝ่ายถามสิ่งที่ตนยังกังวลอยู่ออกมาด้วยตัวเองบ้าง
“แล้วเขาจะโอเคแน่เหรอพี่มิว งานผู้บริหารเลยนะ”
“เท่าที่ฟัง บอร์ดบริหารเขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้นะ”
“ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้เรื่องไอ้เรนมันเหรอ”
“โอ๊ยยยย ถึงรู้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วละ หน้างานแบบนี้จะไปหาคนจากไหนที่สู้งาน แล้วก็สุภาพเรียบร้อยพอจะดูแลงานที่รองรับกลุ่มผู้บริหารได้เท่าเรนมัน กว่าพี่จะหาคนจนครบยังเช็กคิวแทบตาย”
เจ้าของบริษัทอิเวนต์ ออแกไนซ์เซอร์ชื่อดังเอ่ยตอบญาติของตัวเองอย่างใส่อารมณ์เล็กน้อย เพราะปกติแล้วการแพลนงานใหญ่ในสเกลระดับนี้ มักจะวางแผนกันล่วงหน้าหลายเดือน แต่งานนี้กลับมาจองคิวกระชั้นชิดมากเสียจนแทบไม่เหลือเวลาให้เตรียมงาน ถ้าไม่ติดว่าลูกค้าสู้ราคาและทำเบิกทั้งง่ายแถมไวกว่าปกติ มิวสิคคงไม่คิดจะรับงานให้ปวดหัวแบบนี้แน่
“แล้วถ้าเรนทำงานเขาล่มขึ้นมาจริง ๆ อย่างที่เหนือมันว่าล่ะ พี่มิว”
“ห่วงตัวเองก่อนเถอะเรน ต่อให้แกจะย้ายไปอยู่กับคุณคนนั้นได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าแกจะอยู่ไปได้ตลอดนะ ฟรีแลนซ์อย่างเรา ๆ มีงานก็คว้าไว้ก่อนไหม”
“เออ อันนี้กูก็เห็นด้วยนะเรน อีกอย่างถ้าทริปมันมีแต่ผู้บริหาร มันก็คงไม่ได้ออกกลางแจ้งบ่อยหรอกปะ ยิ่งถ้างานยาวด้วยนี่ กูว่ามึงรับไว้ก่อนเถอะ”
“…”
ว่ากันตามตรงเรนก็ไม่ได้อยากจะคิดมากนักหรอก กับเรื่องฉายา พาหะเรียกฝน ของตัวเอง แต่หลังจากที่หลัง ๆ มา สายฝนดูไม่ค่อยจะปรานีให้เรนได้ใช้ชีวิตปกติแบบดี ๆ เลยสักที มันก็อดกังวลแทนคนจ่ายเงินไม่ได้
เพราะถ้าหากลูกค้ามารู้เรื่องข่าวลือของตนทีหลัง แล้วจะมาเอาเรื่องกับบริษัทของมิวสิค เรนก็คิดว่ามันคงไม่คุ้มเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อเรายังอาศัยอยู่ในประเทศไทย ดินแดนที่ควรเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ แห่งกระทรวงเวทมนตร์ยิ่งกว่าที่ใดในโลกด้วยแล้ว
“เอาน่าเรน ผู้บริหารที่นี่ยังหนุ่มอยู่เลย เห็นว่าเพิ่งจบปริญญาโทจากเมืองนอก เขาไม่น่าเชื่ออะไรแบบนี้หรอก แค่เราทำงานได้ก็น่าจะจบแล้ว”
“...”
“เออถ้างั้นก็ไม่น่าห่วงหรอกมึง ยังไงฝนในประเทศนี้แม่งก็ตกทั้งปีอยู่แล้วปะ”
“จริง อีกอย่างทีมงานที่พี่เลือกมา ก็ไว้ใจได้ ไม่มีใครเอาเรื่องข่าวลือไปพูดมั่ว ๆ หรอก งานนี้พี่คุมเองด้วย”
“หืม?! ทำไมพี่มิวไปเองอะ”
“ไม่ใช่แค่ฉันจ้า แกก็ด้วย”
“ฮะ?!”
คนที่เพิ่งรู้ตัวว่าได้มีงานเพิ่มมาหมาด ๆ อุทานจนเสียงหลง เพราะอยู่ดี ๆ ก็ถูกมัดมือชกให้รับงานเพิ่มทั้ง ๆ ที่นับจากวันนี้ไปถึงอีกสองเดือนข้างหน้า วันหยุดของเหนือชีวานั้นแทบจะ นับนิ้วตัวเองได้ไม่ครบด้วยซ้ำไป
“อ้าว! ก็บอกอยู่ว่าคนไม่พอ มีใครว่างพอจะรับงานได้ก็ต้องเอาทั้งนั้นแหละ คิวที่ต้องใช้เอ็มซีมีไม่เยอะหรอกเดี๋ยวพี่จะแพลนให้ไม่ชนงานอื่นที่แกรับไว้ก่อนหน้า”
“เออ ยัดงานแบบไม่ถามน้องนุ่งสักคำเนาะ ทีไอ้เรนพี่มิวยังถามเลย ทำไมกับเหนือไม่ถามเหนือบ้างอะ”
“จะเอาไหมตังค์?”
“โหยยยย เอาดิคร้าบบบบ ใครเขาสอนให้เอาเรื่องเงินมาล้อเล่นเนี่ยฮะ! บาปกรรม!”
“เออ ก็แค่นี้ ตกลงตามนี้นะ”
“อืม เอาไงก็เอา ถ้าไม่รับงานก็ไม่มีเงินซื้อเปียกให้มีกันแน่ ๆ อะ”
“ดีมาก ไว้พี่ส่งรายละเอียดไปให้อีกที”
เป็นอันว่าทุกคนลงเรือลำเดียวกันแต่โดยดี เพราะหลังจากที่เรนรู้ว่า การไปทำงานในครั้งนี้จะมีทั้งเพื่อนสนิทอย่างเหนือชีวา และรุ่นพี่ที่ไว้ใจได้อย่างมิวสิคไปด้วยกันแล้ว ก็ไม่เหลือเหตุผลอะไรให้ต้องปฏิเสธอีก เพราะถึงอย่างไรเรื่องปากท้องก็สำคัญกว่าทุกสิ่งอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อมีอีกหนึ่งชีวิตอย่างเจ้าเหมียวมีกันรออยู่อีกหนึ่งตัว
“แล้วนี่มึงจะกลับไปเก็บของเลยปะ กูจะไปส่ง”
“งานมึงเสร็จแล้วเหรอ”
“เหลือแค่คอนคอล กับลูกค้าตอนค่ำ วนไปส่งมึงแป๊บเดียวทันอยู่แล้ว”
“งั้นไม่ต้องอะ เดี๋ยวกูโทรให้คุณภุชมารับ”
“คุณภุช?”
มนต์ธนัททวนคำ พร้อมหันไปสบตากับลูกพี่ลูกน้องอย่าง เหนือชีวาเพื่อเช็กว่าตนกำลังพลาดอะไรสำคัญไปหรือไม่ เพราะชื่อที่สวรรษาเพิ่งเอ่ยถึงนั้นไม่ได้คุ้นหูของเขาเลยแม้แต่น้อย ทว่าสายตาที่ว่างเปล่าของเหนือชีวาก็กลายเป็นคำตอบได้ดีว่า อีกคนก็ไม่เคยได้ยินชื่อของคุณภุชอะไรที่ว่าเช่นเดียวกัน
“อ๋อ เลขาฯ ของคุณวายุน่ะ เขาสั่งไว้ว่าถ้าตัดสินใจได้แล้วให้โทรตามคุณภุชมารับเพราะที่เพนต์เฮ้าส์ใช้ระบบสแกนม่านตาน่ะ”
“สแกนม่านตาได้ แปลว่าไม่ใช่แวมไพร์สินะ”
“ฮะ! พูดอะไรของแกวะเหนือ?”
เจ้าของชื่อไหวไหล่เล็กน้อยราวกับสิ่งที่เพิ่งพูดออกมาเป็นเรื่องของลมฟ้าอากาศทั่ว ๆ ไป ก่อนจะเอ่ยประโยคน่าเหลือเชื่อเพื่อตอบกลับรุ่นพี่ของตัวเองไปด้วยท่าทีสบาย ๆ ว่า
“อ้าว ก็คิดเผื่อไว้ก่อนไง ถ้าไอ้เรนมันเชื่อว่าเขามีพลังอะไรนั่นได้ เหนือว่าคิดเผื่อไปเลยว่าเขาเป็นแวมไพร์ เป็นซูปเปอร์ฮีโร เป็นมิวแทนท์ จะเป็นอะไรก็ไม่แปลกแล้วปะ”
“มึงต้องต่อต้านสิวะเหนือ ไม่ใช่เข้าร่วม!!! โอ๊ยยยย กูจะบ้า”
ก็พอเข้าใจอยู่ว่าความเชื่อของตัวเองก็ไม่ได้ดูสมเหตุสมผลสักเท่าไรนัก แต่แทนที่จะเหลือคนสติดี ๆ เอาไว้ห้ามปรามกันสักคน กลับกลายเป็นว่าเหนือชีวาดันมโนไปหนักกว่าตนเสียได้
“พอเลยกูไม่คุยกับมึงแล้ว กูไปโทรหาคุณภุชดีกว่า เดี๋ยวรถติด”
“เออว่ะ งั้นกูกลับบ้างดีกว่า เอ๊ะ ว่าแต่งานที่จะให้ผมกับไอ้เรนไปทำของบ.ไหนนะพี่มิว จะได้ลงตารางไว้ก่อน กลัวชนกับคิวรันทรู งานอื่น”
“บริษัทที่ทำแอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศ ชื่อสกายเซนส์”
“ชื่อคุ้นจัง”
“จะไม่คุ้นได้ไง แอปคุณปรินทราเขาดังจะตาย”
“ชื่ออะไรนะ?”
“คุณปรินซ์ ปรินทรา เทวาสุรศิริ”
To be Continued
.
.
.
#เมื่อฝนจำรักได้
เชิงอรรถ
^
Concall(ย่อมาจาก Conference Call) คือ การประชุมทางโทรศัพท์ ที่ผู้เข้าร่วมหลายคนสามารถพูดคุยโต้ตอบกันได้พร้อมๆ กัน โดยอาจใช้โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ หรือแอปพลิเคชันออนไลน์ เพื่อเชื่อมต่อทุกคนเข้าสู่ ‘ห้องประชุมเสมือน’ เดียวกัน ซึ่งเป็นที่นิยมในการทำงานทางไกลหรือการประชุมทางธุรกิจ เพื่อหารือเรื่องต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่สถานที่เดียวกัน
^
มิ ว แทน ท์ (Mutant) หมายถึง มนุษย์กลายพันธุ์ ในจักรวาลมาร์เวล (X-Men) ที่เกิดมาพร้อมยีนพิเศษ (X-Gene) ทำให้มีพลังเหนือมนุษย์ เช่น ควบคุมสภาพอากาศ หรือพลังจิต แต่ในทางชีววิทยา มิวแทนต์คือสิ่งมีชีวิตที่เกิดการกลายพันธุ์ของ DNA หรือโครโมโซม ทำให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากธรรมชาติ โดยคำนี้มักใช้ในบริบทของคอมิกส์ ภาพยนตร์ และซีรีส์ที่เกี่ยวข้องกับทีม X-Men.
^
รันทรู (Run-Through) คือ การซ้อมต่อเนื่องแบบเต็มรูปแบบเหมือนแสดงจริงทุกอย่าง ทั้งนักแสดง, บท, การเคลื่อนไหว, แสง, สี, เสียง โดยไม่หยุดพักเพื่อแก้ไข แต่จะซ้อมให้จบทั้งเรื่อง (หรือทั้งองก์) เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับลำดับเหตุการณ์และประเมินความพร้อมก่อนวันแสดงจริง ซึ่งมักขาดแค่เครื่องแต่งกายหน้าผมและฉากจริงที่สมบูรณ์ที่สุดเท่านั้น