ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
ชาย-ชาย,ลึกลับ,แฟนตาซี,รัก,ข้ามเวลา,เทพ ,พระเอกรวย,ฟีลกูด/feelgood,จบดี ,พระเอกธงเขียว,พระเอกคลั่งรัก,อดีตชาติ,wildoatlavender,เมื่อฝนจำรักได้,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อเรื่องราวของอดีตชาติ
กลายเป็นบทลงทัณฑ์แห่งฟากฟ้า
และความรักต้องถูกพลัดพรากให้มิอาจตามหา
วายุภพ ที่ครั้งหนึ่งเคยถือครองพลังแห่งสายฟ้า
กลับต้องโทษจากความผิดอันร้ายแรง ให้ต้องดำรงอยู่ผ่านห้วงเวลาที่หมุนไปพร้อมกับพลังที่ไม่อาจควบคุม
สวรรษา มนุษย์ผู้ถือกำเนิดในคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ
แต่ทุกเรื่องราวเลวร้ายในชีวิตกลับอุบัติขึ้นพร้อมกับสายฝน จนเกิดเป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่อาจข้ามพ้น
ความฝันที่ไม่เคยชัดเจน หากแต่กลับไม่เคยเลือนหาย
ต่างคนต่างกำลังตามหาเรื่องราวที่ยังไม่ถูกเปิดเผย
และในทุกครั้งที่พวกเขาเกือบได้พบหน้า ท้องฟ้าก็กลับพรากทั้งคู่ออกจากกัน
ติดตามบทพิสูจน์ว่าความรัก ไม่เคยสูญหายไปตามกาลเวลา
หากแต่เพียงแค่เฝ้ารอ วันที่หัวใจจะระลึกได้อีกครั้ง
#เมื่อฝนจำรักได้
“ชื่อฝน แต่กลัวเสียงฟ้าร้องตอนฝนตกงั้นเหรอ”
“อ่า ครับ ตลกดีใช่ไหม ผมน่ะไม่ได้อยากกลัวฝนเลยนะ แต่ทุกครั้งที่ฝนตกชีวิตผมมันมักจะเจอแต่เรื่องแย่ๆ ตลอดเลยนี่สิ”
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และฉบับแก้ไข - เพิ่มเติมทุกฉบับ โดยห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก เลียนแบบ ดัดแปลง หรือแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่ง
และห้ามมิให้มีการเผยแพร่ รวมถึงการจัดเก็บ ถ่ายทอด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะในรูปแบบหรือวิธีการใดในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์
~~~~~~~
เนื้อหาทั้งหมด เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน
ตัวละคร รูปภาพประกอบ พฤติกรรม สถานที่ วิชาชีพ หน่วยงาน ทั้งหมดที่ถูกกล่าวถึง
ในงานเขียนเรื่องนี้ เป็นสิ่งสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
ผู้เขียนมิได้มีเจตนา กล่าวถึง พาดพิง หรืออ้างอิง กับบุคคล สถานที่ หรือหน่วยงานใด ในความเป็นจริง
อาจมีเนื้อหาและการใช้ภาษาที่เกี่ยวกับ เพศ พฤติกรรมด้านความรุนแรง ที่ขัดต่อกฎหมาย ความเชื่อ ศีลธรรม และประเพณี
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Story : Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้
Author : WildOat Lavender (ไวลด์โอ๊ต ลาเวนเดอร์)
Illustrator : Himefreeze / Budzob / Prynn_10 / ZeliciaV / Moontears / OCTO.CATZ / INKTIARA / Karnnnbv
Proofreader : Wanlakham / Larchspiraea
Layout Designer : Ramyproof / Larchspiraea
Typographer : แมวอ้วนไทโป
Special Thanks : BTM Crews
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Teen and up audiences - เหมาะกับผู้อ่านตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป
Fluff and Angst - แนวอบอุ่นหัวใจแต่มีปมดราม่าสอดแทรกในระหว่างดำเนินเรื่อง
Mature Character Death - มีการกล่าวถึงการเสียชีวิตของตัวละคร
Threats of Violence - การคุกคามคนอื่นด้วยความรุนแรง
Supernatural - มีพลังเหนือธรรมชาติ
Mature Violence - มีการกล่าวถึงการใช้ความรุนแรง
Explicit Sex Scene - มีการบรรยายถึงฉากร่วมเพศอย่างชัดเจน
Happy Ending - ตอนจบแบบสุขนิยม
╭──────────.★..─╮
ช่องทางติดต่อพูดคุย
╰─..★.──────────╯
𝕀𝕟𝕤𝕥𝕒𝕘𝕣𝕒𝕞 ➥ wildoat_larch
𝔽𝕒𝕔𝕖𝕓𝕠𝕠𝕜 ➥ WildOat Lavender นามปากกา
𝕋𝕚𝕜𝕋𝕠𝕜 ➥ wildoat_larch
𝔹𝕝𝕦𝕖𝕤𝕜𝕪 ➥ wildoatlarch
𝕏 ➥ wildoat_larch
✦•┈⋅ ∘₊ ⋯ ⋯ ₊∘ ⋅┈•✦
Heart in the raindrops
#เมื่อฝนจำรักได้
“เรียกผมว่า ปรินซ์ ก็ได้ครับ ผมอยากให้คุณเรียกแบบนั้นมากกว่า”
“...”
ถ้าไม่ได้ตาบอดก็คงเข้าใจได้ไม่ยากว่าประโยคเมื่อครู่นั้น ปรินทรากำลังพูดอยู่กับใคร เพราะสายตาของนักธุรกิจหนุ่มกำลังโฟกัสไปที่คนเพียงคนเดียว นั่นคือ สวรรษา ท่าทีของคนที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้เรียกชื่อเล่นของลูกค้ารายสำคัญ ถึงกับนิ่งค้างไปชั่วขณะ เพราะไม่รู้ว่าควรตอบสนองออกไปอย่างไร
“เอ…ผมว่าเราเข้าไปคุยในห้องประชุมกันเลยดีกว่าไหมครับ”
มนต์ธนัทเอ่ยขัดจังหวะขึ้นในฐานะเจ้าของสถานที่ หลังจากหันไปเห็นว่าเลขาฯ ของตัวเองกำลังหอบหิ้วกล่องของว่างขึ้นมาเต็มสองไม้สองมือ และแน่นอนว่าขนมเบรกสำหรับการประชุมในวันนี้นั้นมาถึงได้ทันเวลาอย่างพอดิบพอดี
“นั่นสิครับ เชิญข้างในดีกว่าครับ คุณปรินทรา”
เหนือชีวาแทรกตัวเข้ามาในช่องว่างระหว่างเพื่อนสนิทอย่างสวรรษา กับคนที่เขาเพิ่งเอ่ยเรียกชื่อเต็มออกมาเมื่อครู่แทนการตอกย้ำ ว่าตนทราบดีว่าคนที่ เจ้าของชื่ออนุญาตให้เรียกชื่อเล่นได้นั้น ไม่ได้หมายรวมถึงตนเอง
ปรินทราปรายตามองตามท่อนแขนที่เหนือชีวาเพิ่งผายมือเชื้อเชิญไปทางด้านใน ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มเอ็นดูให้กับสวรรษา อีกครั้งเป็นการทิ้งท้าย
ร่างโปร่งในชุดสูทสีเขียวมะกอก กำลังนั่งจิบชาร้อน พร้อมกับของว่างเป็นขนมไทยจากร้านดังอย่างสบายอารมณ์ในขณะรับฟังแผนการเตรียมงานจาก มิวสิค ที่กำลังยืนอยู่ทางหน้าห้อง โดยมี เหนือชีวาและสวรรษา นั่งอยู่ข้างกันที่อีกฟากของโต๊ะประชุม
และด้วยตำแหน่งที่นั่งดังกล่าว ทำให้เหนือชีวา สามารถจับสังเกตอาการของอีกฝ่ายได้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เพราะตลอดเวลาที่เหนือได้ยินเสียงของมิวสิคผ่านการนำเสนอนั้น เขาแทบจะนับนาทีที่ปรินทราหันไปมองทางข้อมูลที่ฉายอยู่บนจอได้ด้วยนิ้วมือทั้งสองข้างของตัวเองเสียด้วยซ้ำไป
“ถ้าพี่มิวพรีจบแล้วฮีให้พูดใหม่ กูจะลุกไปเขกให้จริง ๆ”
“ฮะ?!”
สวรรษาหันไปถามเพื่อนสนิทเพราะได้ยินเสียงงึมงำในลำคอของเหนือชีวา แต่ทว่ากลับไม่สามารถจับใจความได้ว่าเนื้อความในประโยคนั้นคือคำว่าอะไร ทำเอาเหนือชีวาต้องตวัดสายตามองบนแบบเอือม ๆ ใส่กันไปอีกหนึ่งหน แต่ก็ไม่ได้เลือกจะตอบอะไรออกมามากกว่านั้น
“เอ้า แล้วมึงทำหน้าเหม็นเบื่อใส่กูเพื่อ?”
“เออน่ะ เดี๋ยวกูเล่าทีเดียว”
ไม่ใช่ไม่อยากเล่าแต่ทว่าทันทีที่เสียงนินทาของตนเรียกความสนใจจากสวรรษากลับมาจากการนำเสนอของมิวสิคได้ สายตาไม่น่าไว้ใจของปรินทราก็ตามติดใบหน้าได้รูปของเรนมาด้วยกัน ราวกับมีระบบล็อกพิกัดอย่างไรอย่างนั้น
ในขณะที่เหนือชีวากำลังทำหน้าไม่สบอารมณ์กับความหูตึงของเพื่อนตัวเองอยู่นั้น ปรินทราที่พาสายตาของตัวเองตามสวรรษาไปด้วยก็ทันได้เห็นใบหน้าเบื่อโลกของคนที่เอาแต่จ้องหน้าเขามาตลอดการประชุมเช่นกัน
เมื่อเห็นดังนั้น ร่างโปร่งจึงตัดสินใจหันกลับไปสนใจช่วงเวลาสุดท้ายของการนำเสนอที่มิวสิคกำลังเริ่มสรุปแผนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบอีกครั้งอย่างตั้งใจ เพราะหากว่ากันตามตรงแล้ว ด้วยฐานะของเขาที่เป็นถึงหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทนั้น เขาไม่มีความจำเป็นอะไรเลยสักนิดที่จะต้องขับรถมาฟังเนื้อหาอะไรพวกนี้ด้วยตัวเองถึงที่นี่ ปรินทราสามารถส่งใครมาก็ได้ แต่เขากลับเลือกที่จะยอมเสียเวลาอันมีค่า มานั่งอยู่ตรงนี้
ซึ่งก็ถือว่านี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะจากแผนงานที่เพิ่งได้ฟังไปนั้น มิวสิคทำมันออกมาได้ตอบโจทย์มากทีเดียว ทว่าก็ยังมีบางจุดที่เขายังรู้สึก ไม่โดนใจ และอยากเพิ่มเติมอยู่เช่นกัน
“ตรงส่วนที่จะพาไปดูงานนอกสถานที่ ตรงนี้ผมว่าแต่ละโลเคชันที่เลือกมาดูคล้ายกันไปหน่อยครับ ผมอยากได้ความหลายหลายมากกว่านี้ รบกวนทางคุณมนต์ธนัทช่วยทำการบ้านเพิ่มอีกนิดแล้วเอามาเสนอผมอีกทีได้ไหมครับ?”
เมื่อถึงเวลาคอมเมนต์ ปรินทราก็ไม่ได้คิดจะปล่อยผ่าน ริมฝีปากสีสุขภาพดีเอ่ยพูดความต้องการของตัวเองเพื่อมอบหมายงานให้กับคนตรงหน้า ซึ่งมิวสิคเองก็ไม่ได้คิดจะอิดออด ดีซะอีกที่อีกฝ่ายเข้าประเด็นอย่างตรงจุด เขาจะได้ทำงานได้ง่ายขึ้น
“ได้เลยครับ นอกจากตรงนี้มีจุดไหนที่อยากให้ผมแก้ไขเพิ่มเติมไหมครับ คุณปรินทรา”
“เรียกผมว่าปรินซ์ก็ได้ครับ หมายถึง พวกคุณทั้งหมดเรียกผมว่าปรินซ์ได้เลยตามสบายครับ ถือซะว่าเราร่วมทีมกันแล้ว”
ภายใต้รอยยิ้มธุรกิจที่กวาดส่งไปทั่วห้อง กลับไม่ได้ทำให้คนที่กำลังนั่งจับผิดกันอยู่คิดไปในทางบวกมากขึ้น มีอย่างที่ไหน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้มีเวลาจะบอกเรื่องนี้ตั้งเป็นชั่วโมง แต่กลับเลือกพูดกับสวรรษาก่อนคนอื่น แถมยังปล่อยเวลามานานตั้งขนาดนี้ค่อยเอ่ยปาก เหนือชีวาถึงกับเบ้หน้าเพราะดูยังไง ความสองมาตรฐานนี้ก็เห็นชัดจนปิดไม่มิด
แต่ถึงอย่างนั้น สมาชิกที่เหลือในห้องประชุมก็จำใจจะต้องส่งยิ้มแกน ๆ กลับไปให้เจ้าของประโยคเมื่อครู่ตามมารยาทที่ควรจะเป็นอยู่ดี
“งั้นคุณปรินซ์ เรียกผมว่ามิวสิคหรือมิวก็ได้ครับ ส่วนน้อง ๆ ก็เรียกเหนือกับ เรนได้เลยครับ”
“เรน…ชื่อเพราะจังนะครับ”
“…”
“ส่วนที่เหลือ ผมคิดว่าน่าจะโอเคแล้วละครับ แต่ยังไงฝากคุณมิวสิคส่งรายละเอียดให้ทีมของผมอีกทีนะครับ”
“เอ่อ…ได้ครับ แน่นอนเลยครับ เดี๋ยวมิวประสานไปนะครับ”
หลังจากเอ่ยประโยคที่เจาะจงชมชื่อเล่นของเรนเป็นพิเศษ ปรินทราก็หันกลับมาเข้าเรื่องงานที่ตนกำลังคุยค้างไว้กับมิวสิคอย่างไม่ขัดเขิน ราวกับว่าประโยคเมื่อครู่ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงที่จะเป็นเหตุผลให้คนอื่น ๆ ที่เหลือทำหน้างุนงง จนเก็บอาการไม่อยู่อย่างตอนนี้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อผลสรุปการประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นก็ได้เวลาที่เหนือชีวาจะได้รับการปลดเปลื้องจากอาการเมื่อยหน้าของตัวเอง เพราะต้องทนส่งยิ้มธุรกิจให้กับลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทลูกพี่ลูกน้องมาตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมงเต็ม ทั้ง ๆ ที่ในใจนั้นอยากจะเบ้ปากใส่ในทุก ๆ สิบนาที
“เหนือ เดี๋ยวเย็นนี้แม่พี่จะไปกินข้าวที่บ้านแก เดี๋ยวพี่กลับพร้อมแกเลยนะ ขี้เกียจเอารถไป”
มิวสิคเอ่ยขึ้นขณะกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของของตัวเอง เพราะในเวลานี้ภายในห้องเหลือเพียงตนกับเหนือชีวาและสวรรษาเท่านั้น เนื่องจากปรินทราขอตัวออกไปเข้าห้องน้ำก่อนที่จะเดินทางกลับ
“ได้ แต่เหนือขอกลับไปเปลี่ยนชุดที่คอนโดก่อนนะ คืนนี้ว่าจะนอนบ้านด้วย”
“เออดี กลับไปนอนบ้านซะบ้างเหอะ น้าดาบ่นจนไม่รู้จะบ่นยังไงแล้ว”
“แล้วมึงจะกลับไงเรน?”
“กูกลับเองได้ ตอนนี้ยังรถไม่ติด แป๊บเดียวก็ถึง มึงไม่ต้องห่วงกูหรอก”
สวรรษาตอบคำถามของเพื่อนสนิทออกไปอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะแม้จะรู้ว่าเหนือชีวามักจะขออาสาไปส่งกันในทุกครั้งที่มีโอกาส แต่หากอีกคนติดธุระอื่น คนเป็นเพื่อนก็มักจะเป็นห่วง และถามไถ่ตนแบบนี้เสมอ ยังไม่นับที่จะคอยโทรมาเช็กกันเป็นระยะ ๆ จนกว่าเรนจะถึงที่หมายอีกต่างหาก
เหนือชีวาหรี่ตามองอย่างจับผิด เพราะปกติแล้ว เรนมักจะตอบออกมาชัดถ้อยชัดคำว่าตัวเองจะเดินทางด้วยวิธีใด เพื่อที่จะไม่ต้องให้เพื่อนสนิทอย่างตนได้ซักไซ้ให้มากความ
“ให้เหนือมันวนไปส่งก่อนไหมล่ะเรน พวกพี่ไม่ได้รีบ”
“ไม่ต้องหรอกพี่มิว เสียเวลาวนไปวนมาเรนกลับเองได้”
“โอ๊ย!!! เลิกตื๊อมันเหอะพี่มิว เผลอ ๆ มันอาจจะมีคนมารับก็ได้”
“ไอ้เหนือ!!! เพ้อเจ้อ ไม่มีใครมารับกูทั้งนั้นแหละ มึงก็พูดไปเรื่อ…”
เสียงท้ายประโยคของสวรรษา ถูกกลืนหายลงคอไป พร้อมกับเสียงเปิดประตูห้องประชุมของคนที่เดินกลับมาจากห้องน้ำ การถกเถียงระหว่างเพื่อนสนิทสองคนหยุดชะงักลง เพราะมันคงไม่ใช่เรื่องดีนักหากจะปล่อยให้ลูกค้าเห็นว่าทีมงานที่จะต้องร่วมงานกันนานหลักเดือน นั่งทะเลาะกันตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอหน้า
“คุณปรินทราเอารถมาจอดที่นี่ไหมครับ มิวจะไปสแตมป์บัตรจอดรถให้ครับ”
“อ้อ ครับ นี่ครับบัตร”
มิวสิคส่งต่อกระดาษสีขาวที่เพิ่งรับมาต่อให้กับกระปุก เลขาฯ ส่วนตัวของตนที่เพิ่งเดินเข้ามาหลังจากนำข้าวของของคนเป็นนายออกไปเก็บที่โต๊ะเมื่อช่วงก่อนหน้า ใช้เวลาเพียงไม่นาน ตราประทับบนกระดาษที่ปรากฏ เลขทะเบียน 333 ก็ถูกส่งคืนกลับสู่เจ้าของตัวจริงอย่างปรินทรา
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ยินดีมาก ๆ ที่ได้ร่วมงานกันครับ”
ไม่ลืมทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ ของคนที่ยังคงมาดของซีอีโอหนุ่มเอาไว้ได้อย่างดี ด้วยการยื่นมือมารอเชกแฮนด์กับ เพื่อนร่วมงานใหม่ทั้งสามคน โดยเริ่มจากมิวสิค เหนือชีวา และตบท้ายด้วยสวรรษา ซึ่งแน่นอนว่าเขาตั้งใจใช้เวลานานกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
แต่ปรินทราก็ไม่ได้คิดจะสร้างความอึดอัดใจอะไรไปมากกว่านั้น ร่างโปร่งเดินตามเลขานุการสาวของมนต์ธนัทออกไปตามทางเดิน เพื่อรอลิฟต์ ในขณะที่คืนบรรยากาศผ่อนคลายให้กลับสู่ห้องประชุมแห่งนี้ตามเดิม
“หน้าหม้อ!!!”
“ไอ้เหนือ!!!”
สวรรษาดุเพื่อนสนิทเสียงดังเพราะยังไม่ทันที่กลิ่น AQUA จากน้ำหอมของ ปรินทราจะจางไปจากห้องประชุม คนที่ไม่ถูกชะตากันตั้งแต่แรกเจอก็ สบถด่าออกมาเต็มคำราวกับคนที่หมดความอดทน
“แกจะรอให้เขาเดินพ้นตึกหน่อยไม่ได้เลยหรือไงฮะ!”
“โฮ พี่มิว ก็ดูมันดิ จ้องไอ้เรนยังกับจะแดกมันเข้าไปงั้นแหละ”
“มันก็ไม่ได้ขนาดนั้นไหมเหนือ มึงก็เวอร์!”
“มึงจะให้กูไปเอาไฟล์กล้องวงจรปิดมายืนยันไหมล่ะ ว่าตั้งแต่พี่มิวพรีเซนต์ อีตาคุณพรินเตอร์อะไรนั่น ตั้งใจมองพี่มิวกี่นาทีกัน”
“เขาชื่อปรินซ์!!!”
คนที่อายุมากที่สุดในที่นี้เอ่ยขึ้นอย่างหน่าย ๆ เพราะถ้าลองลูกพี่ลูกน้องของตนได้หมายหัวใครเอาไว้แล้วละก็ รับรองว่าไม่มีทางยอมเปลี่ยนมายด์เซตง่าย ๆ แน่ โชคดีหน่อยตรงที่คนอย่างเหนือชีวา มืออาชีพมากพอที่จะสามารถทำงานของตัวเองได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่องแม้ว่าจะไม่ชอบหน้าคนจ่ายเงินก็ตาม
“เออ นั่นแหละ แหมมมม ทำมาเป็นให้ไอ้เรน เรียกชื่อเล่น แหวะ ใครเขาอยากสนิทด้วยก่อน”
“ใช่ไหมเรน …อะ อ้าว”
พูดไปตั้งมากมายแต่สุดท้ายเมื่อหันมาเห็นเพื่อนสนิทของตน กำลังก้มหน้าก้มตาพิมพ์อะไรบางอย่างในโทรศัพท์มือถือก็อดไม่ได้ที่จะเท้าเอวมองอย่างเอาเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้น เรนกลับไม่ได้รู้สึกถึงรังสีอำมหิตจากคนข้างตัว
R_RAIN :
สวัสดีครับ คุณวายุ เรนนะครับ
Read
W.P :
เสร็จงานแล้วเหรอ?
R_RAIN :
ครับ แต่ถ้าคุณวายุ ยังไม่เสร็จ เรนกลับก่อนได้นะครับ
W.P :
ฉันกำลังไป
เธอรอที่หน้าตึกได้เลยไม่เกิน 20 นาที
R_RAIN :
ครับ
Read
…
“ไอ้เรน!!!”
“เอ๊ย! อะไร มึงตะโกนทำไมเนี่ยเหนือ!!!”
“มึงหรือเปล่าที่ไม่ได้เอาหูมาบ. ด้วยเนี่ย กูเรียกตั้งสองสามรอบ ฟังกูที่ไหน”
เพื่อเป็นการเช็กว่าสิ่งที่เพื่อนสนิทพูดออกมาเมื่อครู่เป็นความจริงหรือไม่ ดวงตากลมของสวรรษาจึงหันไปหาพยานบุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่กำลังยืนกอดอกส่งยิ้มมาให้กันอย่างเอ็นดูอย่างมนต์ธนัท
“มันเรียกจริง หลายรอบด้วย”
“…”
“หน็อยยยย นี่มึงไม่เชื่อใจกูเลยสินะ คำว่าเพื่อนอะเรน!!”
“แล้วตกลงมึงเรียกกูทำไม”
สวรรษาไม่คิดจะปล่อยให้คนเป็นเพื่อนได้รับบทดราม่านานนัก เขารีบตัดบทก่อนที่เหนือชีวาการละครจะเลยเถิดไปกันใหญ่ ทำเอามิวสิคที่ยืนดูสถานการณ์มาตั้งแต่ต้นได้แต่กลั้นขำ
“กูถามว่าตกลงวันนี้ใครมารับมึง?”
“…”
“เงียบขนาดนี้มีคนมารับจริง ๆ ด้วยสิน้า”
มิวสิคไม่ได้คิดอยากจะเป็นแค่เพียงผู้สังเกตการณ์อีกต่อไป หลังจากที่เห็นหนุ่มรุ่นน้องเม้มปากแน่น เมื่อถูกญาติสนิทของตัวเองคาดคั้น ถ้าให้พูดกันตามตรงก็เหมือนกับสวรรษามีคำสาปติดตัวมา ให้เป็นคนที่โกหกได้ไม่เนียนเอาเสียเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกตนที่รู้จักนิสัยใจคอกันดี
“ก็…อือ คุณวายุเลิกงานพอดี เดี๋ยวคงติดรถเขากลับ”
“พอดี?”
“ถามจริงเลย นี่แกเชื่อว่านักธุรกิจพันล้านขนาดนั้น เลิกงานพอดีกับช่วงเวลาที่แกเลิกงาน ตอน บ่ายโมง วันเสาร์เนี่ยนะ เรน”
คนอายุมากกว่าไม่ได้คิดจะรอให้ลูกพี่ลูกน้องซึ่งกำลังทำหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยินอย่างถึงที่สุดได้ถามต่อ แต่มิวสิคกลับเป็นฝ่ายเอ่ยแทรกขึ้นมาหลังคำถามสั้น ๆ ของเหนือชีวาแทนด้วยตัวเอง เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหนคนอย่างวายุภพ อัสนีวงศ์เดโช ก็ไม่มีทางมีเวลาว่างขนาดมารับมาส่งใครแบบนี้แน่ ๆ ยังไม่นับที่อาคารสำนักงานให้เช่าแห่งนี้อยู่ห่างจากเพนต์เฮ้าส์ของเจ้าตัว แบบคนละฝั่งเมืองเลยด้วยซ้ำไป
“กะ…ก็เขาบอกแบบนั้น”
“เออ เจริญเรื่องอื่นฉลาดหมด พอเป็นเรื่องนี้ เหมือนลืมเอาสมองออกมาจากห้องคลอด”
ปัก!
“อึก…ซี้ด ไอ้เรน กูเจ็บ”
“สมควร ไม่ตบไม่ตีไม่ดีขึ้นเลยมึงเนี่ย!!! พอเลย กูไม่คุยกับมึงแล้วเหนือ เรนไปแล้วนะพี่มิว”
ไม่ต้องรอให้ใครได้คัดค้าน คนที่โกหกไม่เก่ง รีบพาตัวเองออกจากสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนตรงหน้าโดยเร็วที่สุด สวรรษาคว้ากระเป๋าสะพายข้างของตัวเองติดมือแล้วเดินจ้ำอ้าวไปทางลิฟต์โดยสารด้วยความเร็วแสง ทิ้งให้ สองญาติสนิทมองตามไปด้วยแววตาจับผิดราวกับกำลังจับพิรุธผู้ต้องสงสัยในคดีปริศนา
“แหม ๆ ดูมันทำเป็นรีบ รู้ทันหรอกว่ากลัวคุณเขารอนานใช่ไหมล่ะ”
“แกก็อย่าไปแซวมันนักเลย มีคนไปส่งเรนมันก็ดีแล้วนี่ หรือจะให้คุณปรินทราไปส่...”
“ก็เหี้ยละพี่มิว!!! … ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ไอ้หน้าหม้อนั่นอะ เหนือไม่ถูกชะตา”
“เออจ้า ไม่ถูกชะตากับใครทั้งนั้นแหละแกน่ะ หวงเพื่อน เหมือนหวงกระดูก”
“เอ๊ะ!!! พี่มิว เหนือไม่ใช่หมา!!!”
“อ้าวเหรอ แต่เหมือนมากนะ”
“ไอ้พี่มิว!!!”
“เอาน่ะ ๆ เลิกเครียด ถึงแกจะมองเรนมันโพลูก แต่ก็อย่าลืมว่าเรนมันฉลาด แล้วก็เข้มแข็งกว่าที่คิด”
ถึงจะปากไวใจร้อน และขี้วีนไปบ้างแต่สำหรับเหนือชีวาแล้ว เขาไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล เพราะหากไม่หลอกตัวเองเกินไปนัก สิ่งที่มิวสิคพูดมาก็ล้วนแล้วแต่เป็นความจริง เพราะหากไม่ฉลาดเฉลียวจนเอาตัวรอดได้พอตัว เด็กกำพร้าอย่างสวรรษา ก็คงไม่สามารถเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้อย่างแน่นอน
หลังจากได้ฟังดังนั้น คนเด็กกว่าก็พอจะคลายปมของโครงคิ้วที่ขมวดกันแน่นอยู่ลงไปได้บ้าง ก่อนที่จะยอมเดินตามหลังคนเป็นพี่ออกจากห้องประชุมไปอย่างว่าง่าย
“อะแฮ่ม!!!”
“อ้าว! คุณปรินทรา ยังไม่กลับเหรอครับ?”
“พอดีผมติดสายน่ะครับ ไม่อยากไปนั่งคุยในรถให้เปลืองน้ำมันเลยลงมาเดินคุยสูดอากาศตรงนี้น่ะครับ”
เสียงทุ้มนุ่มของร่างโปร่งที่ตอนนี้เหลือเพียงกางเกงสีเขียวมะกอกกับเสื้อเชิ้ตสีดำที่พับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก ขับให้เจ้าตัวดูเป็นมิตรมากกว่าในห้องประชุมก่อนหน้าอีกหลายระดับเอ่ยทักขึ้นกับสวรรษาที่กำลังยืนรอรถอยู่ที่หน้าอาคาร
“แล้วก็จริง ๆ น้องเรน เรียกพี่ว่าพี่ปรินซ์ ก็ได้นะครับ เพราะพี่อายุมากกว่าคุณมิวสิค”
“อ่า…ผมว่าไม่...น่าจะดีมั้งครับ”
คนที่อยู่ดี ๆ ก็มีพี่เพิ่มมาหมาด ๆ รีบปฏิเสธทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายเรียกกันว่าน้อง อันที่จริงเรนไม่ใช่คนถือตัว และไม่ได้คิดตั้งแง่อะไรกับคนตรงหน้า เพียงแต่ด้วยฐานะลูกค้ากับคนทำงานที่จะต้องร่วมงานกันไปยาว ๆ แล้วนั้น การที่จะตีตนเสมอนายจ้างขนาดเรียกพี่เรียกน้อง มันดูไม่ใช่ทางของคนอย่างเขาเท่าไรนัก
“ทำไมล่ะครับ สนิทกันไว้จะได้ทำงานด้วยกันง่าย ๆ ยังไงล่ะครับ”
“คือ…ผมว่ามันจะดูไม่เหมาะน่ะครับ เกรงว่าทีมงานคนอื่น ๆ จะมองไม่ดีด้วยน่ะครับ”
“ถ้าใครกล้าว่าอะไรน้องเรน พี่จะจัดการให้เองครับ”
“อ่า…ผมหมายถึงเขาจะมองคุณปรินทราไม่ดีต่างหากล่ะครับ”
“ปรินซ์ครับ…”
“…”
เมื่อรับรู้ได้ว่าน้ำเสียงของคนตรงหน้าดูห้วนขึ้นอีกระดับ คนเป็นลูกจ้างก็ไม่คิดจะเถียงต่อให้อีกฝ่ายต้องเสียอารมณ์ ริมฝีปากบางกลับมาเม้มแน่นอีกครั้งเพราะไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยตอบออกไปว่าอะไร
มีเพียงเสียงรถราจากริมถนนใหญ่ทางด้านนอกที่ดังขึ้นรอบกาย แต่กลับไม่มีคำพูดใด จากทั้งคู่ถูกเอ่ยออกมาอีก สายตาที่อ่านยากของปรินทรายังคงจ้องกันราวกับยังคงคาดหวังให้ เรนทำตามที่ตนต้องการ
“ครับ คุณปรินซ์”
“ฮื่อ น้องเรนนี่น่ารักจังครับ”
สีหน้าและแววตาของปรินทราเปลี่ยนกลับมาสดใสดังเดิมภายในเสี้ยววินาทีที่ตนได้ยินในสิ่งที่ต้องการ พร้อม ๆ กับการส่งฝ่ามือของตัวเองมาลูบเบา ๆ ที่กลุ่มผมนุ่มของสวรรษาอย่างถือวิสาสะ
ครืดดดด ครืดดดด
“เอ่อ ผมต้องไปแล้ว ยังไงขอตัวก่อนนะครับ”
เหมือนเสียงระฆังช่วยชีวิต เมื่อเรนเหลือบมองที่หน้าจออุปกรณ์สื่อสารเครื่องบางของตัวเอง ตัวเลขที่ลงท้ายด้วย 999 บ่งบอกให้รู้ว่าปลายสายที่โทรเข้ามาเป็นเบอร์ของใคร ร่างบางจึงได้โอกาสเอ่ยตัดบทจากคนตรงหน้า แต่ทว่ามันกลับไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
“พี่เดินไปส่งดีกว่าครับ”
“ฮะ!? เอ่อ…มะ…ไม่เป็นไรครับ แค่ตรงข้างหน้านี้เองผมไปได้”
“นะครับนะ ยังไงพี่ก็ไม่ได้รีบไปไหนอยู่แล้ว พี่จะได้แน่ใจว่าน้องเรนกลับบ้านอย่างปลอดภัยไงครับ”
ครืดดดด ครืดดดด
“อ่า…ครับ”
ไม่เหลือเวลาให้ได้คิดหาทางออกอื่นที่ดีกว่านี้ เมื่อเจ้าของเบอร์เลขสวย โทรกลับเข้ามาอีกครั้ง เพราะเรนเลือกที่จะตัดสายไปก่อนหน้านี้ ท้ายที่สุดเรนจึงต้องจำยอมให้ปรินทราเดินตามมาส่งกันถึงที่ข้างรถอย่างช่วยไม่ได้
นับว่าเป็นโชคดีที่อีกฝ่ายไม่ได้คิดจะทำอะไรไปมากกว่าการโบกมือบ๊ายบายที่ริมทางเท้าหน้าอาคาร ในระยะที่พอมองเห็นกันได้ด้วยสายตา และไม่ได้คิดจะเดินมาส่งกันถึงที่รถ ไม่อย่างนั้นเรนคงถอนหายใจดังกว่านี้มาก หลังจากปิดประตูรถ เพราะเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า วายุภพจะสะดวกให้ใครต่อใครเห็นว่าตนขึ้นรถมาด้วยกันที่เบาะหน้าหรือไม่
“ใคร?”
“ครับ?”
“คนที่เดินมาส่งเธอ คือใคร?”
“…”
“นี่เหรอเหตุผลที่เธอบอกว่าอยากจะกลับเอง?”
“ฮะ?!”
หลังจากใช้เวลาประมวลผลไปไม่ถึงนาที คนถูกถามก็เริ่มเข้าใจได้ทันทีว่า เจ้าของใบหน้าบึ้งตึงที่อยู่หลังพวงมาลัยนั้นกำลังหมายความว่าอะไร มือเล็กขยับยุกยิกในระหว่างที่พิมพ์อะไรบางอย่างลงในมือถือของตัวเอง ก่อนที่จะยื่นให้กับคนข้างกาย
“เขาชื่อคุณ ปรินทรา เทวาสุรศิริ เจ้าของแอปพลิเคชัน สกายเซนส์ครับ เป็นลูกค้าที่เรนต้องทำงานด้วย บังเอิญเจอเขาตอนรอคุณวายุ เขาเลยอาสาเดินออกมารอเป็นเพื่อนครับ”
“…”
“เรนเพิ่งเจอเขาวันนี้วันแรก ไม่ได้คิดจะให้เขาไปส่งเลยครับ เรนทราบดีว่าเพนต์เฮ้าส์เป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณวายุ เรนไม่คิดจะพาใครเข้าไปก้าวก่ายหรือวุ่นวายให้เป็นการรบกวนเลยครับ รับรองได้”
ประโยคอธิบายยืดยาวพร้อมกับข้อมูลประวัติส่วนตัวของปรินทรา จากบทสัมภาษณ์ของหนังสือนิตยสารหัวนอกฉบับหนึ่งที่ยังคงเปิดค้างอยู่ที่หน้าจอมือถือของเรนกลายเป็นสิ่งที่ทำให้วายุอยากจะตบปากตัวเองสักทีที่ถามออกไปแบบนั้น จนทำให้เจ้าของจมูกเชิดรั้นที่กำลังนั่งกอดอกทอดสายตาไปนอกหน้าต่างข้างกาย กำลังเข้าใจเจตนาของตนผิดไปไกล
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น เรน”
“…”
“ฉันไม่ได้กลัวว่าเธอจะเอาใครมาที่บ้านฉัน ฉันแค่…”
“ฟ้าครึ้ม เหมือนฝนจะตกอีกแล้ว เรนขอนอนได้ไหมครับ ไม่อยากทนได้ยินเสียงฝน”
“…”
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนเด็กกว่ากำลังรู้สึกไม่ดี วายุภพเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าท้องฟ้าเหนือศีรษะของเขาทั้งคู่นั้น กำลังมีกลุ่มเมฆหมอกรวมตัวกันอยู่จริง ๆ และแน่นอนว่าพวกมันเกิดจากความหงุดหงิดของตนเอง ร่างหนาจึงตัดสินใจที่จะไม่คัดค้าน เพราะเขาเองก็ต้องการเวลาในการจัดการกับตัวเองเช่นกัน
เมื่อเป็นอย่างนั้น สวรรษา จึงได้รับโอกาสให้ได้ตะแคงตัวหันหน้าออกไปทางหน้าต่างฝั่งซ้ายมือของตน ทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่เพิ่งจะเอ่ยออกมาเองกับปากว่าไม่อยากได้ยินเสียงฝน แต่ในเวลานี้เรนกลับเลือกที่จะหันไปเผชิญหน้ากับกลุ่มเมฆฝนอึมครึมด้านนอกแทนเสียอย่างนั้น
อืดดดด อืดดดด
ร่างเล็กหลับตาลงเมื่อสัมผัสได้ว่า เบาะที่นั่งของตัวเองถูกปรับให้เอนลงจากการสั่งการของคนในตำแหน่งหลังพวงมาลัย ก่อนที่ฟิล์มกระจกด้านข้างจะเปลี่ยนเป็นสีทึบขึ้นอีกระดับ ราวกับว่าคนที่ตั้งใจปรับให้มันมองเห็นด้านนอกได้น้อยลงกำลังเป็นห่วงกันว่าเขาจะกลัว
แต่คนที่กำลังคิดเองเออเองไปเป็นปุเป็นตะว่าอีกฝ่ายไม่ไว้ใจกัน ก็เลือกที่จะปัดความคิดทุกอย่างทิ้งไปจากสมองแล้วหลับตาลงเพื่อดึงตัวเองกลับมายังความจริงที่ว่า ไม่ว่าอย่างไรคนอย่างสวรรษา ก็ไม่มีทางได้รับความเป็นห่วงเป็นใยอะไรแบบนั้นจาก คนอย่างวายุภพ อัสนีวงศ์เดโช
To be Continued
.
.
.
#เมื่อฝนจำรักได้