ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
ชาย-ชาย,ลึกลับ,แฟนตาซี,รัก,ข้ามเวลา,เทพ ,พระเอกรวย,ฟีลกูด/feelgood,จบดี ,พระเอกธงเขียว,พระเอกคลั่งรัก,อดีตชาติ,wildoatlavender,เมื่อฝนจำรักได้,พล็อตสร้างกระแส,แฟนตาซี,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้ใครจะเชื่อว่าคนที่ถูกตั้งชื่อให้แปลว่าฤดูฝน จะหวาดกลัวช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใคร หารู้ไม่ว่าสาเหตุที่เรื่องเลวร้ายในชีวิตมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับสายฝนนั้น มันคือโชคชะตาที่ตนไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อเรื่องราวของอดีตชาติ
กลายเป็นบทลงทัณฑ์แห่งฟากฟ้า
และความรักต้องถูกพลัดพรากให้มิอาจตามหา
วายุภพ ที่ครั้งหนึ่งเคยถือครองพลังแห่งสายฟ้า
กลับต้องโทษจากความผิดอันร้ายแรง ให้ต้องดำรงอยู่ผ่านห้วงเวลาที่หมุนไปพร้อมกับพลังที่ไม่อาจควบคุม
สวรรษา มนุษย์ผู้ถือกำเนิดในคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ
แต่ทุกเรื่องราวเลวร้ายในชีวิตกลับอุบัติขึ้นพร้อมกับสายฝน จนเกิดเป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่อาจข้ามพ้น
ความฝันที่ไม่เคยชัดเจน หากแต่กลับไม่เคยเลือนหาย
ต่างคนต่างกำลังตามหาเรื่องราวที่ยังไม่ถูกเปิดเผย
และในทุกครั้งที่พวกเขาเกือบได้พบหน้า ท้องฟ้าก็กลับพรากทั้งคู่ออกจากกัน
ติดตามบทพิสูจน์ว่าความรัก ไม่เคยสูญหายไปตามกาลเวลา
หากแต่เพียงแค่เฝ้ารอ วันที่หัวใจจะระลึกได้อีกครั้ง
#เมื่อฝนจำรักได้
“ชื่อฝน แต่กลัวเสียงฟ้าร้องตอนฝนตกงั้นเหรอ”
“อ่า ครับ ตลกดีใช่ไหม ผมน่ะไม่ได้อยากกลัวฝนเลยนะ แต่ทุกครั้งที่ฝนตกชีวิตผมมันมักจะเจอแต่เรื่องแย่ๆ ตลอดเลยนี่สิ”
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และฉบับแก้ไข - เพิ่มเติมทุกฉบับ โดยห้ามมิให้ผู้ใดคัดลอก เลียนแบบ ดัดแปลง หรือแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่ง
และห้ามมิให้มีการเผยแพร่ รวมถึงการจัดเก็บ ถ่ายทอด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะในรูปแบบหรือวิธีการใดในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ โดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์
~~~~~~~
เนื้อหาทั้งหมด เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน
ตัวละคร รูปภาพประกอบ พฤติกรรม สถานที่ วิชาชีพ หน่วยงาน ทั้งหมดที่ถูกกล่าวถึง
ในงานเขียนเรื่องนี้ เป็นสิ่งสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
ผู้เขียนมิได้มีเจตนา กล่าวถึง พาดพิง หรืออ้างอิง กับบุคคล สถานที่ หรือหน่วยงานใด ในความเป็นจริง
อาจมีเนื้อหาและการใช้ภาษาที่เกี่ยวกับ เพศ พฤติกรรมด้านความรุนแรง ที่ขัดต่อกฎหมาย ความเชื่อ ศีลธรรม และประเพณี
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Story : Heart in the raindrops #เมื่อฝนจำรักได้
Author : WildOat Lavender (ไวลด์โอ๊ต ลาเวนเดอร์)
Illustrator : Himefreeze / Budzob / Prynn_10 / ZeliciaV / Moontears / OCTO.CATZ / INKTIARA / Karnnnbv
Proofreader : Wanlakham / Larchspiraea
Layout Designer : Ramyproof / Larchspiraea
Typographer : แมวอ้วนไทโป
Special Thanks : BTM Crews
⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘⫘
Teen and up audiences - เหมาะกับผู้อ่านตั้งแต่วัยรุ่นขึ้นไป
Fluff and Angst - แนวอบอุ่นหัวใจแต่มีปมดราม่าสอดแทรกในระหว่างดำเนินเรื่อง
Mature Character Death - มีการกล่าวถึงการเสียชีวิตของตัวละคร
Threats of Violence - การคุกคามคนอื่นด้วยความรุนแรง
Supernatural - มีพลังเหนือธรรมชาติ
Mature Violence - มีการกล่าวถึงการใช้ความรุนแรง
Explicit Sex Scene - มีการบรรยายถึงฉากร่วมเพศอย่างชัดเจน
Happy Ending - ตอนจบแบบสุขนิยม
╭──────────.★..─╮
ช่องทางติดต่อพูดคุย
╰─..★.──────────╯
𝕀𝕟𝕤𝕥𝕒𝕘𝕣𝕒𝕞 ➥ wildoat_larch
𝔽𝕒𝕔𝕖𝕓𝕠𝕠𝕜 ➥ WildOat Lavender นามปากกา
𝕋𝕚𝕜𝕋𝕠𝕜 ➥ wildoat_larch
𝔹𝕝𝕦𝕖𝕤𝕜𝕪 ➥ wildoatlarch
𝕏 ➥ wildoat_larch
✦•┈⋅ ∘₊ ⋯ ⋯ ₊∘ ⋅┈•✦
Heart in the raindrops
#เมื่อฝนจำรักได้
“เรน งานเดือนนี้มีแต่งานเอาต์ดอร์ เงินมึงจะพอใช้เหรอ”
“ไม่ได้ก็ต้องได้ ปลายปีก็แบบนี้ทุกทีอะ กูกันเงินเอาไว้เผื่อใช้ช่วงนี้แล้ว”
“เออดี ให้มันได้อย่างงี้ดิ...ตกงานเพราะเป็นเครื่องเรียกฝน กูจะบ้า เอาจริง ๆ เลยนะ ถ้ากูไม่ได้เป็นเพื่อนมึงมาเกินครึ่งชีวิต กูคงไม่เชื่ออะ ว่ามึงจะเป็นลูกชังพระพิรุณขนาดนี้”
เรน สวรรษา จุดยิ้มขึ้นมาจาง ๆ ให้กับน้ำเสียงทีเล่นทีจริงของ เพื่อนสนิทอย่าง เหนือ หรือ เหนือชีวา พิธีกรงานอิเวนต์ที่มีดีกรีเป็นถึงลูกพี่ลูกน้องของ เจ้าของบริษัทอิเวนต์ออแกไนเซอร์ชื่อดัง ในขณะที่กำลังนั่งไล่ดูตารางงานของบริษัทอย่างใจจดใจจ่อ แต่นั่นก็ถือว่า เหนือทำสำเร็จแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ใบหน้าได้รูปของเรนนั้นดูเคร่งเครียดกว่านี้อยู่หลายเท่านัก
เพราะแม้ตัวเองจะเป็นมนุษย์ฟรีแลนซ์ที่มักได้รับอานิสงส์โดยการถูกจ้างงานจากบริษัทซึ่งมีญาติของเพื่อนสนิทเป็นเจ้าของอยู่เป็นประจำนั้น แต่เมื่อถึงช่วงเวลาปลายปี ที่ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาของการจัดงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ หรือที่ชาวฟรีแลนซ์ในสายงานเดียวกันกับเขามักจะเรียกติดปากกันเล่น ๆ ว่า ‘ช่วงหน้างาน’ นั้น
กลับกลายเป็นช่วงที่สวรรษาตกงานยาวจนแทบจะนอนติดเตียงอยู่แต่ที่ห้องเลยด้วยซ้ำไป ซึ่งสาเหตุก็มาจากข่าวลือที่พูดกันอย่างหนาหูว่า
‘ที่ไหนมีงานกลางแจ้ง ที่นั่นห้ามมี เรน สวรรษา’
แล้วมันจะมีผู้จัดงานคนไหนกันล่ะ ที่จะกล้าเอางานซึ่งใช้เม็ดเงินลงทุนกว่าหลักล้านไปเสี่ยงกับทีมงานโนเนมแค่คนเดียว ทั้ง ๆ ที่ในตลาดแรงงานมีเหล่าสตาฟฟรีแลนซ์พร้อมเป็นตัวเลือกอยู่มากมาย
“ไม่เป็นไรหรอก ก็ถือว่ากูจะได้พัก ด้วยไง”
“ถ้าอยากพักแล้วมึงมานั่งไล่ส่องประกาศหาคนลงงานจนหน้าเครียดทำไม”
“…”
เมื่อถูกเพื่อนจับพิรุธได้ เรนก็นิ่งเงียบไปในทันที และถึงจะไม่ได้มีคำพูดอะไรหลุดออกมา อาการคอตก ไหล่ห่อจนตัวเหลือ 2 เซ็นต์ ก็ทำให้เหนือชีวารู้ได้ทันที ว่าแท้จริงแล้ว เพื่อนของตนก็ไม่ได้รู้สึกดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“อย่าเครียดนะมึง เดี๋ยวกูถาม พี่มิว ให้ว่ามันมีงานไหนที่จัดแค่ในร่มให้มึงลงบ้าง”
“ไม่เป็นไรจริง ๆ มึง มีก็มี ไม่มีก็พักไปอย่างที่กูบอกอะดีแล้ว กูไม่อยากให้คนอื่นคิดว่า มึงกับพี่มิวเล่นเส้นล็อกงานให้กู”
“ใครจะคิดไรก็คิดไปดิ ทีมีคนปล่อยข่าวลือว่า มึงเป็นพาหะเรียกฝน กูยังไม่ไปตามหาตัวไอ้คนที่มันเริ่มเลย”
“แต่ที่เขาพูดกันมันก็เรื่องจริงทั้งนั้น รู้ตัวว่าใครมันเริ่มปล่อยข่าวแล้วจะทำอะไรได้ กูไม่มีหน้าไปเถียงใครเขาหรอกนะ ในเมื่องานไหนมีกูงานนั้นก็ล่มเพราะฝนตกจริง ๆ อะ”
ประโยคที่ยาวที่สุดตั้งแต่เริ่มการสนทนาถูกส่งออกมาจากเจ้าของฉายา พาหะเรียกฝน พร้อมกับเสียงถอนหายใจเต็มห้วงของเรน แววตาสีเฮเซลนัตหม่นลงเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปไล่มองตารางงานที่โชว์อยู่บนจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าอีกครั้ง
“ได้ไงอะ ที่มึงชวดงานเอาต์ดอร์ทุกงานจนต้องมานั่งเครียดหารเฉลี่ยรายได้มันทุกปลายปี ก็เพราะไอ้ข่าวลือไร้สาระพวกนั้นไม่ใช่เหรอ”
“แต่มึงก็เห็นอยู่ ว่าเรื่องที่เขาพูดกัน มันไม่เกินจริงเลยนะเหนือ”
“…”
เหนือชีวาเก็บคำพูดที่เหลือของตัวเองกลับมาหลังจากเพื่อนสนิทหันเก้าอี้มามองกันด้วยดวงตาที่ฉายแววของความเหนื่อยล้าเอาไว้จนปิดไม่มิด เพราะต่อให้ข่าวลือที่ว่านั่น จะฟังดูเหลือเชื่อแค่ไหน แต่ในฐานะคนที่อยู่กับเรนมาเกินครึ่งชีวิต เหนือเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เช่นกัน ว่าสิ่งที่คนอื่นร่ำลือกันนั้น มีหลักฐานให้เห็นประจักษ์จนถึงขั้น เปลี่ยนประโยคที่เคยใช้เอ่ยแซวกันเล่น ๆให้เริ่มกลายเป็นข่าวลือที่สะพัดหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ
“ยิ่งหลังวันเกิดกูที่ผ่านมา มันก็ยิ่งหนักขึ้นจริง ๆ นั่นแหละ”
“…”
“หนัก…จนกูก็ไม่กล้าเอาตัวเองเข้าไปเป็นตัวซวยในงานของใครแล้วเหมือนกัน”
“เรนไม่เอา! มึงอย่าคิดแบบนี้ดิ มันก็แค่บังเอิญอะ มึงจะไปเก็บคำพูดพวกนั้นมาคิดให้ตัวเองรู้สึกแย่ทำไม”
ฝ่ามือเล็กของเหนือชีวาวางลงบนไหล่มนของเพื่อนสนิทอย่างระวัง เพราะรู้ดีกว่าใคร ว่าเรนที่ดูเหมือนปลงได้และยอมเข้าใจในทุกเรื่องอย่างไม่คิดจะโต้แย้งนั้น แท้จริงแล้วมีความคิดมากมายวิ่งวุ่นอยู่ในหัวขนาดไหน
เรนพยายามฝืนเข้มแข็ง จัดการตัวเองกับทุกปัญหาที่เข้ามา เพียงเพราะว่าต่อให้จะอ่อนแอหรือเสียใจมากแค่ไหน ก็ไม่มีใครให้กลับไปฟ้องหรือกลับไปงอแงด้วย ‘สวรรษา เมฆานุรักษ์’ เติบโตมาในฐานะเด็กนักเรียนทุนด้อยโอกาส เพราะพ่อและแม่เสียไปพร้อมกันในเหตุการณ์ไฟไหม้ตั้งแต่ตัวเองเพิ่งจะเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นเท่านั้น และนั่นทำให้เรนมักจะรับมือกับทุกเรื่องด้วยคำว่า อดทน และไม่เป็นไรมาเสมอ
“กูโอเค เหนือ”
“ไม่… เรน มึงไม่โอเค”
“…”
“มึงไม่จำเป็นต้องฝืนทำเป็นโอเค ทั้ง ๆ ที่มึงไม่โอเคอะเรน”
“อือ…เอาจริง กูก็ไม่โอเคหรอก แต่ทำไงได้วะ ยิ่งพยายามฝืน ก็เหมือนหลักฐานว่ากูเป็นตัวซวยเรียกฝน แม่งก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ อะ”
“หรือมึงลองเปลี่ยนชื่อไหม”
“ฮะ?!”
“อ้าว! ก็ชื่อมึงแปลว่าฤดูฝน มันก็อาจจะเรียกฝนไง”
แปะ!
“โอ๊ย! ไอ้เรน! ฟาดมาได้ แรงมึงไม่ใช่น้อย ๆ มันเจ็บนะเว้ย!”
“เออ! กูก็ฟาดให้เจ็บเนี่ยแหละ ชื่อกูคืออย่างเดียวที่พ่อกับแม่กูเหลือไว้ให้แล้ว มึงจะให้กูเปลี่ยนเป็นอะไร”
“ก็ไม่รู้…อะไรก็ได้ที่ไม่ได้แปลว่าฝนอะ…โอ๊ย ๆ ไอ้เรนนนน อย่าหยิก!”
เสียงโอดครวญดังขึ้นในขณะเดียวกันกับที่เหนือชีวา กระโดดตัวลอยเพื่อหนีจากฝ่ามืออรหันต์ของเพื่อนสนิท ไม่ใช่ว่าเรนจะจริงจังนักกับการลงโทษเพื่อนรักของตัวเอง แต่อาการแอ็กติงเกินเบอร์ตอนโดนตีเข้าที่หัวไหล่ของเหนือชีวานั้น มันน่าหยิกจนเรนอดไม่ได้ที่จะส่งมือไปบิดเข้าที่เนื้อสีข้างของเจ้าของส่วนสูง 170 เซนติเมตรนั่นอีกสักที
“ทั้งชื่อ เรน แล้วก็สวรรษา แม่กับพ่อกูเขาตั้งใจเลือกมาก ต่อให้กูจะต้องตกงานจนต้องเกาะมึงแดก กูก็ไม่มีทางเปลี่ยน!”
“เออ ๆ เอาเถอะ ชื่อมึงแปลว่าฝน ทั้งชื่อเล่นชื่อจริงขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่ตัวมึงจะเรียกฝนขนาดนั้น”
“คนชื่อแปลว่าฝนเป็นล้านมั้ง คนอื่นเขาไม่เห็นจะซวยเพราะฝนแบบกูเลย”
สวรรษาเอ่ยตัดพ้ออย่างไม่จริงจังนัก เพราะรู้ดีแก่ใจว่าคนที่ชื่อเกี่ยวกับฟ้าฝนในโลกใบนี้น่าจะมีหลายล้านคน แต่ดูเหมือนว่าจะมีแค่ตนเพียงคนเดียวที่ต้องมานั่งเครียดจากการตกงานเพราะปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่าง ฝนตก พายุเข้า
“เอาน่ะ ก็นับว่ายังไม่ได้ซวยขนาดนั้นหรอกน่า”
“ไม่ซวยขนาดนั้น? ไอ้ที่กูไปทำงานกลางแจ้งที่ไหนก็ทำงานเขาล่ม เพราะพายุเข้าน้ำท่วม จนต้องยกเลิกงานนี่ยังนับว่าไม่ได้ซวยขนาดนั้นได้อีกเหรอวะ?”
สวรรษาเท้าเอวตั้งคำถามกับเพื่อนสนิท
“ยิ่งหลังวันเกิดกูที่ผ่านมา แค่กูลงชื่อรับงาน ยังไม่ทันถึงหน้างาน ฝนแม่งก็ตกแล้วนะ ไม่ใช่กูไม่ลองปล่อยผ่านเหนือ กูลองแล้ว แต่แม่งก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ เลย งานเดือนก่อน ที่กูต้องถอนตัวก็เพราะเอเจนซีไปได้ยินข่าวลือแล้วมากดดันพี่มิวให้แคนเซิลงานกู มึงยังจะบอกว่ากูไม่ซวยอีกเหรอ”
เหนือชีวาเงียบไปอีกครั้ง เพราะตนก็ได้รับรู้ปัญหานี้จาก มิว หรือ มิวสิค ลูกพี่ลูกน้องที่เป็นเจ้าของบริษัทรับจัดงานเลี้ยงและกิจกรรมต่าง ๆ มาแล้วก่อนหน้านี้เช่นกัน ว่าลูกค้าผู้ว่าจ้างระบุมาอย่างชัดเจนเลยว่าในรายชื่อของทีมงานที่จะมาทำงานให้พวกเขา จะต้องไม่มีชื่อของสวรรษาอยู่ในนั้น แม้จะไม่มีใครรู้ว่าข่าวลือเรื่องของเรนไปถึงหูผู้บริหารของฝั่งนั้นได้อย่างไร แต่เมื่อถูกกำชับมาขนาดนี้แล้ว มิวสิคในฐานะหัวหน้างานก็ยากที่จะปฏิเสธ
“อ้อ…มึงก็เลยเลือกขอถอนตัวสินะ”
“อืม กูรู้ว่าพี่มิวอยากให้กูมีงาน แต่มันไม่คุ้มกันหรอกมึง กูไม่อยากเสี่ยง ถ้างานเขาล่มจริง คนเสียหายมันไม่ใช่แค่ลูกค้าหรือบริษัทพี่มิว แต่ทีมสตาฟคนอื่นก็เสียโอกาสด้วย”
เมื่อได้ฟังเหตุผลจากเพื่อนสนิทเหนือชีวาก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะหากไม่หลอกตัวเองเกินไปนัก ยิ่งนานวันอาถรรพ์ เรียกฝนของเรน ก็ยิ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นจริงอย่างปากว่า โดยเฉพาะหลังสวรรษาย่างเข้าสู่ช่วงอายุเบญจเพสเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ดูเหมือนเจ้าตัวเองก็ยังคงพยายามฝืนยิ้มให้ออกอยู่อย่างสุดตัว หากประเมินจากประโยคที่เรนกำลังเอ่ยออกมา
“นี่ถ้าพ่อกับแม่กูยังอยู่ เขาคงขำกันแย่แล้ว ที่อุตส่าห์ตั้งชื่อลูกให้แปลว่าฝนขนาดนี้ แต่ลูกดันมาตกงานเพราะเป็นพาหะเรียกฝนจนทำงานเขาล่ม”
“หรือมึงไปรับจ้างเป็นไอเทมให้ชาวนาเอาขึ้นขบวนแห่นางแมวปะ?”
ปัก!
“ซี้ดดดด…ไอ้เรน กูเจ็บ!”
“สมควร! กูคน! ไม่ใช่โดเรมอน”
ร่างบางที่เพิ่งออกแรงฟาดพิธีกรชื่อดังเข้าที่ต้นแขนหลุดยิ้มกว้างออกมาอีกครั้ง หลังได้ระบายอารมณ์ เพราะกำลังพอใจที่เห็นเพื่อนสนิทกำลังเอามือลูบแขนตัวเองตรงบริเวณที่เพิ่งถูกฝ่ามือพิฆาตประทับตราจนขึ้นรอยแดงเป็นปื้นจาง ๆ ให้ได้เห็น
“เอาวะ ถ้าใช้กำลังกับกูแล้วมึงยิ้มได้ กูยอมโดนฟาดทั้งวันเลยอะ”
“แหม ถ้ายอมโดนฟาดแล้วมึงขยับหนีกูทำไม มานี่ดิ ให้กูย้ำอีกสักสองสามที เดี๋ยวกูหัวเราะให้ดูเลย”
“โฮ เรน กูตัวเท่านี้เองนะ มึงจะรังแกกูได้ลงคอเหรอ?”
“คือมึงเตี้ยกว่ากูแค่สามเซ็นต์เหนือ จะมารับบทตัวเล็กตัวน้อยอะไรก่อน”
“ก็เล็กกว่าอยู่ดี มึงทำร้ายร่างกายกู เท่ากับมึงรังแกคนไม่มีทางสู้!”
“งั้นก็แจ้งข้อหาทารุณกรรมสัตว์กับกูเลยแล้วกัน แต่ไหน ๆ จะโดนคดีแล้ว กูขอฟาดให้คุ้มหน่อยเหอะ หมั่นไส้!!! มึงมานี่เลยไอ้เม่นแคระ!”
สิ้นเสียงของเรน ความโกลาหลย่อม ๆ ก็บังเกิดขึ้นในคอนโดขนาดกลางที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองของกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นที่พักของเจ้าของเสียงโวยวายที่ยังคงหนีเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือของเพื่อนสนิท
เสียงหัวเราะระคนเสียงร้องขอชีวิตจากเหนือชีวา ดังขึ้นสลับกับเสียงคาดโทษจาก สวรรษา ที่กำลังวิ่งไล่เพื่อนสนิทโดยไม่ทันได้สังเกตบรรยากาศรอบกายว่าเมฆฝนกำลังเริ่มตั้งเค้าจนหนาตัวอยู่ด้านนอก รู้ตัวอีกทีแสงแดดยามบ่ายที่เคยทอดตัวผ่านแนวหน้าต่างบานยาวก็แปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มฝนที่โปรยปรายลงมายังพื้นดินเบื้องล่างไปเสียแล้ว
เปรี้ยง!
เฮือก!…
“เชี่ย!…ฝนตกได้ไงวะ เมื่อกี้แดดยังจ้าอยู่เลย…มึงโอเคไหม เรน”
“…อึก..อะ..อือ..กูโอเค…แค่ตกใจ ไม่ได้ตั้งตัวมาก่อนอะ”
“โอ๋ ๆ ขวัญเอ๊ยขวัญมานะ มา ๆ กูหอมหัวหนึ่งที”
“อี๋!!! ไม่ต้องมายุ่งกับกู!!!”
ใบหน้าได้รูปของเหนือชีวาถูกมือเรียวของเพื่อนสนิทอย่างสวรรษา ยันเอาไว้จนยับยู่ ในขณะที่กำลังพยายามยื่นจมูกเข้าใกล้แก้มนุ่ม ๆ ของคนที่กำลังหน้าซีดเพราะเสียขวัญจากเสียงฟ้าผ่าเมื่อครู่
คนที่มีชื่อจริงแปลว่าฤดูฝน รวบรวมสติทั้งหมดของตัวเองเพื่อต้านทานความเอ็นดูเกินกว่าเหตุที่เพื่อนสนิทกำลังยัดเยียดมาให้กันอย่างสุดแรง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เหนือชีวาคิดจะล้มเลิกความพยายาม เพราะเขารู้ดีกว่าใครว่าเรนนั้นกลัวเสียงฟ้าร้องเวลาฝนตกยิ่งกว่าสิ่งใดในชีวิต แม้เจ้าตัวจะถูกตั้งชื่อให้แปลว่าสายฝนอย่างตรงตัว ด้วยเหตุผลว่าเด็กชายสวรรษาลืมตาดูโลกใบนี้ท่ามกลางฤดูฝนในค่ำคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ จนไฟที่โรงพยาบาลดับแทบทั้งตึกนั่นเอง
ซึ่งการกระทำของเหนือชีวาก็สามารถเบี่ยงเบนความสนใจของเรนออกจากสายฝนที่กำลังบ้าระห่ำทางด้านนอกให้กลับมาสดใสดูมีเรี่ยวมีแรงได้จริงดังคาด ถึงแม้เรี่ยวแรงที่ว่าจะถูกใช้ไปเพื่อต่อสู้กับความปรารถนาดีที่เจ้าตัวไม่ได้เอ่ยปากร้องขอจากตนก็ตาม
“อย่ามาทำเป็นรังเกียจกูนะเรน กูออกจะน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้!”
“ใครจะเอ็นดู ก็ดูไปเถอะ แต่กูไม่เนาะ”
“โฮ...นี่กูเพื่อนมึงนะ!”
“ก็เออไง…เพราะมึงเป็นเพื่อนกูนี่แหละจ้า”
ในที่สุดเหนือก็ยอมแพ้ ก่อนจะเดินผละออกไปเพื่อกดเล่นเพลงจากแอปพลิเคชันในมือถือ โดยหวังว่าเสียงเพลงที่เชื่อมต่อผ่านลำโพงบลูทูทคุณภาพดีจะพอช่วยกลบเสียงฟ้าคะนองทางด้านนอกนั้นได้บ้าง
“มึงอยู่กินข้าวกับกูก่อนนะ เดี๋ยวฝนซาแล้วกูไปส่ง”
“พรุ่งนี้มึงมีงานเช้าไม่ใช่เหรอ กูกลับเองก็ได้”
“มึงจะกลับเองได้ยังไง ฝนมันตก”
“กูกลับได้ เดี๋ยวใส่หูฟังเอา”
ริมฝีปากสวยเอ่ยตอบเพื่อนสนิทอย่างไม่เต็มเสียงนัก เพราะลำพังแค่ฝนตกธรรมดาเรนก็หวั่นใจจนแทบแย่ ยิ่งมีฟ้าคะนองส่งเสียงคำรามดัง ๆ อย่างเมื่อครู่เพิ่มมาด้วยแล้วความกล้าของเรนก็ยิ่งลดน้อยถอยลงไปเสียยิ่งกว่าเก่า แม้สีหน้าของคนที่เกลียดช่วงเวลาฝนตกยิ่งกว่าใครจะกลับมามีสีสันจากการที่เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้อย่างปกติอีกครั้งแล้วก็ตาม
“ไม่เอาอะ กูไปส่งดีกว่า เดี๋ยวเกิดมันตกหนักกลางทางตอนมึงอยู่บนรถมึงจะทำไง”
“มึงพักผ่อนเถอะ กูกลับได้จริง ๆ เชื่อดิ กูไม่ใช่เด็กสองขวบปะเหนือ ฝนตกแค่นี้ทำอะไรกูไม่ได้หรอก”
“แต่มึงกลัวฝนไงเรน”
“มันก็ใช่ แต่คนเรามันก็ต้องใช้ชีวิตไงเหนือ มึงจะให้กูนั่งกลัวแล้วคอยทำตัวเป็นภาระคนอื่นไปตลอดก็ไม่ได้ปะ”
“มึงเป็นเพื่อนกู ไม่ใช่ภาระ”
น้ำเสียงของเหนือชีวาเข้มขึ้นอีกระดับ เมื่อถึงคราวเอาจริงเอาจัง แม้ส่วนสูงจะน้อยกว่ากันอยู่เพียงไม่กี่เซนติเมตร แต่โดยรวมแล้วก็ยังนับว่าเหนือชีวานั้นตัวเล็กกว่าสวรรษาอยู่ไม่น้อย ด้วยช่วงไหล่ที่แคบกว่าแถมเจ้าตัวยังหมั่นดูแลตัวเองอย่างดีจากความจำเป็นด้านหน้าที่การงานที่ต้องอาศัยบุคลิกภาพที่ดีในการยืนพูดต่อหน้าสาธารณชน
แต่ถึงจะเอวบางร่างน้อยเป็นคนสวยขาในสายตาของใครหลาย ๆ คน แต่ความห้าวหาญเด็ดขาดเพราะเติบโตมาในฐานะลูกชายคนเดียวของครอบครัวก็ทำให้เหนือชีวาถูกสอนให้เป็นผู้ใหญ่เกินอายุไปมากทีเดียว และนั่นเป็นสาเหตุให้เหนือมักจะดูแลสวรรษาที่อายุน้อยกว่าตนอยู่แค่ 1 ปีเศษ แบบมัมหมีดูแลลูกน้อยอยู่เสมอแม้เรนจะไม่ได้ให้ความร่วมมือกับสถานะที่ว่านี้นักก็ตาม
“เอางี้ กูจะกินข้าวด้วยเผื่อว่าฝนมันจะซากว่านี้ แต่กูจะกลับเองโอเคไหม”
“…”
“ถ้าไม่โอเคตามนี้ กูจะกลับตอนนี้เลย”
“...”
“เหนือ…”
“เออ!…ตามใจมึงแล้วกัน กูพูดไรได้ที่ไหนอะ ยังไงกูก็ต้องยอมมึงอยู่ดีนี่”
มัมหมีข้างเดียวถึงกับกลอกตามองบนเมื่อเห็นว่าท้ายที่สุดแล้วตัวเองก็ต้องยอมตามใจเพื่อนสนิทซึ่งกำลังยืนกอดอกมองหน้ากันอย่างเอาเรื่องอยู่ไม่ไกล เหนือชีวาถอนหายใจส่งท้ายก่อนจะกลับหลังหันแล้วเดินหายเข้าไปทางโซนห้องครัวอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก โดยมีสายตาแห่งชัยชนะที่ดูเข้ากันเป็นอย่างดีกับรอยยิ้มเอ็นดูจาง ๆ บริเวณมุมปากของเพื่อนสนิทมองตามไล่หลังกันไป
“ที่เข้าครัวไปนั่น มึงทำเป็นเหรอกับข้าวน่ะ!”
“กับอีแค่ข้าวผัดเด็กง่อย ๆ กูทำได้เหอะ!”
เสียงตะโกนตอบกลับจากเจ้าของห้องทำเอาเรนซึ่งยืนดูเชิงอยู่ที่เดิมถึงกับหลุดขำจนออกเสียง เพราะถึงแม้คอนโดชานเมืองแห่งนี้จะมีเครื่องครัวสำหรับทำอาหารครบครัน แต่ทว่าพวกมันกลับถูกนำออกมาใช้แทบจะนับครั้งได้ เพราะเหนือชีวาไม่ชอบทำอาหาร หรือถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือเขาไม่ชอบการเก็บล้างอุปกรณ์เหล่านั้นหลังทำอาหารมากกว่า
และเพราะแบบนั้นเรนจึงตัดสินใจเดินตามเข้าไปในครัวเพื่อช่วยเพื่อนสนิทของตนทำเมนูง่าย ๆ สำหรับทั้งคู่ เพื่อลดความเสี่ยงในการที่เหนือชีวาจะผันตัวจากพิธีกรอนาคตไกลไปเป็นผู้ต้องหาวางเพลิงคอนโดมิเนียมหรูชานเมืองแทนโดยไม่ตั้งใจ
เพียงไม่นานกลิ่นข้าวผัดไข่ของโปรดของเรน ก็ลอยฟุ้งไปทั่วห้องทานอาหารจากฝีมือของสองเพื่อนซี้ที่ช่วยกันทำเมนูทานง่ายด้วยวัตถุดิบที่มีจำกัด เพราะส่วนใหญ่เจ้าของห้องอย่างเหนือชีวามักจะเลือกสั่งดิลิเวอรี หรือไม่ก็ทานมาจากข้างนอกเสียมากกว่า
“เห็นไหม ว่ากูทำได้”
“คือกูไหม? ที่เป็นคนทำ สิ่งที่มึงทำคือตักข้าวให้กูอะเหนือ”
“เออก็นั่นแหละ กูนับหมด”
“จ้าาาา เรื่องของมึงเหอะ กิน ๆ เข้าไป ฝนซาแล้ว เดี๋ยวกูล้างจานให้ก่อนกลับ”
“ฮื่อ…ไอ้ต้าวสายฝนเพื่อนกูนี่มันน่ารักจริง ๆ เล้ยยยย”
“หยุด!!! ถ้ามึงหยิกแก้มกู กูปล่อยมึงล้างจานเองแน่นะเหนือ”
มือของเหนือชีวาชะงักค้างกลางอากาศเพราะเสียงเข้ม ๆ จากเจ้าของแก้มป่องที่เป็นเป้าหมายของการจู่โจม ไอ้อยากแกล้งเพื่อนก็อยากแกล้ง แต่ถ้าเทียบกับต้องล้างจานเองแล้ว เห็นทีเหนือชีวาคงต้องยอมยกธงขาว และเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทยอมรามือแต่โดยดีมื้ออาหารนี้จึงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังเสียที
หลังจากต่างคนต่างยอมสงบศึกเพื่อเติมพลังกันจนอิ่มท้อง สวรรษาที่เป็นฝ่ายจัดการอาหารตรงหน้าได้เร็วกว่า เพราะวิถีชีวิตที่ผ่านมาบังคับให้ต้องทำทุกอย่างแข่งกับเวลาก็รวบกองจานอาหารที่ถูกวางตั้งซ้อนกันเอาไว้ก่อนแล้ว ยกหายเข้าไปยังอ่างล้างจาน
“กินเสร็จแล้วยกตามมานะ กูล้างอันนี้ก่อนจะได้ไม่ช้า”
เจ้าของห้องที่มัวแต่จ้องจะแกล้งเพื่อน พยักหน้ารับคำอย่างโดยดีก่อนจะเร่งความเร็วในการตักข้าวเข้าปากขึ้นอีกระดับ เพราะสายฝนด้านนอกกำลังทำท่าจะหยุดลงแล้วจริง ๆ และหากเรนยืนยันว่าจะไม่ให้ตนไปส่งการรีบปล่อยให้เพื่อนสนิทได้กลับบ้านในตอนที่ฝนเพิ่งหยุดตกคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้ เพราะอย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ ฟ้าฝนกับประเทศไทยนั้นไม่มีอะไรมาการันตีได้เลยว่า สายฝนที่เพิ่งหยุดตกไปนั้นจะไม่กลับมาตกซ้ำใหม่ภายในเวลาไม่นาน
“แน่ใจนะว่าจะไม่ให้กูไปส่ง?”
“เออ มึงนอนเหอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นเช้าอีก ออกไปส่งกูกว่ามึงจะกลับมานอนก็ดึกกันพอดี ฝนมันหยุดแล้วมึงไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”
“แต่ฝนเพิ่งตกแบบนี้มันเรียกรถยากนะ”
เหนือชีวาที่กำลังพยายามหว่านล้อมเพื่อนสนิทอีกสักครั้งเอ่ยขึ้น เพื่อหวังจะกล่อมให้สวรรษาเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายแม้จะรู้แก่ใจว่าคงไม่ได้ผล เพราะคนอย่างเรนนั้นเมื่อตัดสินใจจะทำอะไรแล้วไม่มีทางเปลี่ยนใจง่าย ๆ แน่ และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เพื่อนซี้ย่อมรู้ใจกันดี
“เออน่ะ พรุ่งนี้กูไม่มีงาน ถึงบ้านตอนเช้ายังได้เลย”
“เฮ้ออออ…ตามใจมึงแล้วกัน งั้นก็รีบกลับได้แล้ว เดี๋ยวกูลงไปส่ง”
“ไม่ต้องอะ คอนโดมึงกูมาจนพี่ยาม พี่แม่บ้านจำหน้ากูได้หมดแล้ว มึงนอนเลย เดี๋ยวกูถึงบ้านแล้วโทรบอก”
“งั้นนนน…กลับดี ๆ อะ ถ้ามีไรโทรมานะ หรือถ้าเรียกรถไม่ได้ก็โทรขึ้นมาดะ...”
“เหนือ…ไป…นอน...มึงนอนน้อยแล้วเพลียตอนทำงานทุกที..”
“เออ รู้แล้วน่า กูกินเยลลี่ช่วยนอนไปแล้ว รับรองหัวถึงหมอน 5 นาที กูฝันเห็นเลขเลย”
“ให้มันจริงเหอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูจะทักมาขอเลข บายยยย”
ในที่สุดสวรรษาก็เป็นฝ่ายกุมชัยชนะ เสียงประตูหน้าห้องของเหนือชีวาถูกปิดลงไปพร้อมกับหน้าตาไม่สบอารมณ์ของเจ้าของห้องที่เพิ่งพ่ายแพ้ในบทสนทนาเมื่อครู่ ก่อนที่เรนจะพาตัวเองเดินเข้าไปยังกล่องโดยสารที่เพิ่งเปิดออกตรงโถงทางเดินด้านหน้า
ติ๊ง!
นี่คงเป็นหนึ่งในความสะดวกสบายที่เงินสามารถซื้อได้เพราะใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจประตูลิฟต์บานเดิมก็เปิดกว้างออกอีกครั้งที่โถงล็อบบี้บริเวณชั้นล่างสุดของอาคาร เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มสูดหายใจลึกก่อนจะค่อย ๆ ขยับปลายเท้าเพื่อมุ่งหน้าไปหาความแฉะชื้นที่ด้านนอก
เพราะแค่เพียงก้าวขาพ้นออกมาจากตัวลิฟต์ กลิ่นฝนที่สวรรษาไม่อยากรู้สึกคุ้นชินก็พุ่งเข้าโจมตีฆานประสาทจนเจ้าตัวต้องย่นจมูกตามสัญชาตญาณ ยังไม่นับเสียงฝนที่ยังคงลงเม็ดเบา ๆ ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากมุมนี้หากโฟกัสไปตรงพื้นหลังที่สีเข้มขึ้นสักนิด
ฝนยังคงตกอยู่ …
แต่เรนก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะผ่านวันหม่น ๆ นี้ไปให้ได้ด้วยตัวเองเช่นกัน
‘ทำได้เรน หนักกว่านี้ก็เจอมาแล้ว! รีบไป ก่อนที่มันจะตกหนักกว่านี้’
เสียงในหัวของคนที่ไม่ถูกกับสายฝนพร่ำบอกกับตัวเองในระหว่างที่ฝีเท้าก้าวผ่านโถงทางเดินกว้างขวางของคอนโดมิเนียมหรู ที่จริงแล้วอาการกลัวฝนของเรนนั้นเคยเป็นหนักกว่านี้มากนักทว่าเพราะความจำเป็นที่ต้องใช้ชีวิตโดยลำพังด้วยตัวคนเดียวให้ได้ จึงเป็นการบีบบังคับกลาย ๆ ให้เรนค่อย ๆ พยายามฝืนเผชิญหน้ากับสายฝนที่แทบจะกะเกณฑ์ฤดูอะไรไม่ได้ในประเทศนี้ให้มากขึ้นทีละเล็กละน้อย
โดยถือคติว่าในเมื่อไม่สามารถฝากความหวังไว้กับพยากรณ์อากาศรายวันได้ ที่เหลือก็มีแค่ต้องจัดการตัวเองเพียงเท่านั้น
เปาะแปะ เปาะแปะ
สัมผัสเย็น ๆ จากสายฝนทำให้อุณหภูมิร่างกายของเรนลดต่ำลงจนต้องเอามือที่ว่างจากการพยายามติดต่อกับคนขับรถที่ตนเพิ่งเรียกผ่านแอปพลิเคชันชื่อดัง ขึ้นมาลูบแขนตัวเองเพื่อคลายหนาว สวรรษาตัดสินใจเดินออกมารออยู่ริมทางเท้าเมื่อเห็นว่ามีการตอบรับในแอปแล้วเพราะไม่อยากรบกวนให้คนขับต้องวนเข้าไปรับกันทางด้านในซึ่งต้องผ่านการแลกบัตรที่ป้อมยามให้เสียเวลา แต่ใครจะคิดว่าเมื่อยอมเปียกฝนด้วยความหวังดีแล้วจะต้องมาเจอคนขับเรื่องมากที่จะบังคับให้ตนต้องขึ้นทางด่วน ซ้ำยังจะให้เดินข้ามถนนซึ่งมีน้ำขังเจิ่งนองไปขึ้นรถที่อีกฟากของถนน 4 เลนนี่อีกต่างหาก
หลังจากต่อรองกันอยู่นาน เรนจึงตัดสินใจกดยกเลิกเพื่อหารถคันใหม่แทน เพราะแม้เรื่องการเดินตากฝนข้ามไปอีกฝั่งถนนจะไม่ใช่ปัญหา แต่เรื่องที่จะบังคับให้จ่ายเงินค่าทางด่วนเพิ่มทั้ง ๆ ที่ เดือนหน้าเรนแทบจะไม่มีรายได้เข้ามาเลยทั้งเดือนนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมกันได้อย่างแน่นอน
“ให้ตายเหอะ ใจคอคนเรามันจะซวยทุกครั้งที่ฝนตกขนาดนี้เลยจริง ๆ ดิ”
สวรรษาพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินย้อนไปตั้งหลักใกล้กับป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุดเพราะไม่อยากพาร่างเปียก ๆ ของตนกลับเข้าไปตากแอร์ตรงโถงล็อบบี้ให้หนาวยิ่งกว่าเดิม แถมพี่แม่บ้านยังต้องมาลำบากถูพื้นเพิ่มอีกต่างหาก
แต่ไม่ว่าจะพยายามเรียกรถคันใหม่อย่างไรก็ไม่มีคนขับคนไหนตัดสินใจกดรับงานของเขาเลยแม้แต่คันเดียว นี่คงนับเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่หลายคนคุ้นชินกับฟ้าฝนที่ตกลงมาช่วงเลิกงานในเย็นวันศุกร์ ซึ่งแม้ปลายทางของสวรรษาจะไม่ได้ไกลจากจุดนี้เท่าไรนัก ก็ยังไม่ได้ช่วยให้เขาผ่านช่วงเวลาแบบนี้ไปได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
ในระหว่างที่กำลังประเมินสถานการณ์ว่าตัวเองควรจะหาเรียกแท็กซี่แถวนี้แล้วไปลุ้นกับค่าโดยสารเอาดาบหน้า หรือจะโทรขึ้นไปเรียกให้เหนือชีวาเอารถมารับดีกว่ากันนั้น สิ่งที่ช่วยยืนยันว่าสวรรษาจะเดือดร้อนทุกครั้งที่ฝนตกลงมาก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ซ่า!!!’ เอี๊ยด!!
“เชี่ย!!!”
น้ำที่ขังเจิ่งนองอยู่ตรงขอบพื้นถนนทั้งหมดถูกสาดกระจายขึ้นมาที่ตัวของสวรรษาซึ่งยืนอยู่ริมทางเท้าจนส่งกลิ่นเหม็น ร่างบางหลับตากลั้นหายใจคุมสติอยู่ไม่กี่วินาทีก่อนจะหันไปหาต้นเหตุของความเลอะเทอะทั้งหมด ที่กำลังจอดอยู่ห่างไปไม่ไกล
“ขับรถแบบนี้ จะรีบไปขี้ หรือรีบไปตายฮะ!”
To be continued
.
.
.
#เมื่อฝนจำรักได้