เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม - -- คลื่นระลอกที่ 10 โดย Librae. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น,boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น

แท็คที่เกี่ยวข้อง

boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life

รายละเอียด

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม โดย Librae. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”

ผู้แต่ง

Librae.

เรื่องย่อ

 


 

 

“พี่เป็นความสบายใจเดียวของผมเลยนะ เป็นความสบายใจที่ผมไม่อยากให้หายไปไหน ไม่อยากให้ไปเป็นของใคร นอกจากผมแค่คนเดียว”

“พี่จะเป็นแค่ของคุณคนเดียว”

นักเขียนกับนักวาด ศิลปินต่างแขนงสองคนที่มาบรรจบกันเพราะจินตนาการในห้องเช่าแคบ ๆ ‘นิรันดร์’ ใช้ชีวิตกับความฝันมาสามปี หลังจากหันหลังให้คำว่า บ้าน แต่แล้ววันหนึ่งนักเขียนโนเนมที่เคยอยู่กับความเหงาได้ ในครั้งนี้ ความเงียบกลับกลืนเขาลงไปทั้งตัว ในวันที่มองไม่เห็นทาง นิรันดร์ตัดสินใจออกเดินทางไปพบใครคนหนึ่งในแดนคลื่นลม คนที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์

“คุณปลายบรรทัดใช่ไหมครับ”

“คุณ…คือ โซลธาร เหรอ”

คนที่เคยรู้จักกันแค่ผ่านหน้าจอเพียงผิวเผิน ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตที่กำลังสั่นคลอน

“รันดร์ไม่ใช่ตัวประหลาด เขาคือหัวใจของผม และผมจะไม่ยอมให้ใคร...แม้แต่คนที่เป็นพ่อ...มาทำร้ายเขา”

บางทีสิ่งที่ต้องการ อาจไม่ใช่แรงบันดาลใจเป็นลำดับแรก แต่อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ข้างกันแล้วสบายใจ

 

 


 


 

ชี้แจงรายละเอียดการอัปเดตรายตอน

ตอนที่ 0 - 10 จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน วันละ 1 ตอน เวลา 19:00 น.

นับแต่ตอนที่ 11 เป็นต้นไป จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 19:00 น.

หลังจากอัปเดตจนจบเรื่อง จะติดเหรียญถาวรในวันถัดไป ตั้งแต่ตอนที่ 10 เป็นต้นไปค่ะ

ตอนพิเศษ มีเฉพาะในเล่ม E-BOOK เท่านั้น

E-BOOK จะแจ้งวันและเวลาให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะคะ

 

 

สารบัญ

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม-อารัมภบท คลื่นระลอกเริ่มต้น,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 1,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 2,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 3,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 4,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 5,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 6,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 7,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 8,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 9,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 10,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 11,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 12,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 13,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 14,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 15,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 16,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 17,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 18,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 19,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 20,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 21,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 22,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- แจ้งเพิ่มเติมงั้บบ,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 23,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 24,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 25,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 26,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 27,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 28,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 29,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกนิรันดร์ (end)

เนื้อหา

-- คลื่นระลอกที่ 10

ผ่านไปสามชั่วโมง ห้าสิบห้านาที รถไฟชะลอความเร็วจนได้ยินเสียงล้อเสียดกับรางเป็นจังหวะเนิบ ๆ ประกาศปลายทางหัวหินดังแว่วมาจากลำโพง คนบนขบวนเริ่มขยับตัว หยิบกระเป๋า จัดเสื้อผ้า ส่วนตัวผมลุกขึ้นยืนเงียบ ๆ ถือโทรศัพท์กับแบตที่เหลือไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์

อากาศกลางคืนของหัวหินตีหน้าทันทีที่ลงจากรถไฟ ชานชาลาเงียบกว่าที่คิด นาฬิกาใหญ่เหนือทางออกกะพริบแสงเรื่อ ๆ โชว์เวลาที่ทำให้รู้สึกว่าคืนนี้มันยาวเป็นพิเศษ ร้านขายตั๋วปิดไฟไปแล้ว เหลือเพียงไฟสลัวเหนือศีรษะคอยให้แสงสว่างพอให้มองเห็นว่าควรก้าวไปไหนต่อ

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูเวลา ทว่าสีแดงฉานของแบตเตอรี่ดันชัดสะดุดตากว่าสิ่งอื่นใด ตลอดทางที่นั่งรถมา ไม่มีข้อความจากเขาส่งเข้ามาหาผมเลย ไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมถึงเงียบไปเหมือนก่อนหน้านี้ ผมยังจำได้ว่าเขาเป็นคนบอกให้ผมโทรหาได้ตลอดเวลามีปัญหา แต่ถ้าผมไม่มี ก็จะหายเงียบไปแบบนี้งั้นเหรอ ใจร้ายเกินไปแล้วมั้ง ไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงโหยหาเขาอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้ ไม่เห็นจะแฟร์กับผมเลยสักนิด ผมมองโทรศัพท์ในมือครู่หนึ่ง ก่อนจะต่อสายหาเขา

ตืด… ตืด… ตืด…

“…”

เขาไม่รับ ไม่แม้แต่จะกดตัดสาย

“ให้ตายเหอะ…” ผมสบถเสียงเบาอย่างหงุดหงิด แถมยังรู้สึกเหมือนมีมดคันไฟหนึ่งตัวกำลังกัดใจผมอยู่ ผมกดโทรอีกรอบ

ตืด… ตืด… ตืด…

คราวนี้มดคันไฟมันยกมาเป็นฝูงเลยล่ะ ไหล่ผมห่อตก ความรู้สึกบางอย่างมันตีขึ้นมาที่อกให้ความรู้สึกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก ผมกดโทรอีกครั้ง ครั้งสุดท้าย...

‘อย่าลืมนะครับ ถ้ามีปัญหา คุณโทรมาหาผมได้ตลอด ผมจะรอรับสายคุณ’

“ไหนบอกจะรอรับ”

ผมบ่นน้อยใจกับปลายสายที่มีแค่เสียงสัญญาณรอสายดัง สัญญาณดังได้แค่สองครั้ง โทรศัพท์ก็ดับคามือ แบตหมดแล้ว ผมมองมันอย่างอับจนปัญญาอยู่นานอย่างไร้หนทาง จู่ ๆ สมองดันฉุกคิดบางอย่างออก ยังมีอีกหนทาง และเป็นหนทางเดียวที่มั่นใจว่าจะทำให้ผมได้เจอกับเขา ผมเดินออกจากสถานีไปที่ลานด้านหน้า โบกรถแท็กซี่ที่จอดอยู่คันเดียว คนขับผงกหัวเล็ก ๆ เหมือนงงว่ามีคนมาทำอะไรดึกขนาดนี้

“ไปไหนครับ”

“ไม่แน่ใจว่ามันคือที่ไหน เดี๋ยวผมบอกทางไปได้ไหมครับ”

“ได้ครับ ขึ้นมาเลย”

ผมขึ้นนั่งข้างหน้าข้างคนขับ จากนั้นรถแท็กซี่ก็เคลื่อนตัวออกไปตามเส้นทาง ไม่รู้ว่าเพราะโกรธ ห่วง น้อยใจ หรือทุกอย่างรวมกัน แต่รู้แค่ว่าผมอยากเจอหน้าเขามาก อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงหายเงียบไป อยากรู้ว่าเขาปลอดภัยและอยู่บ้าน ไม่ได้เกิดอะไรไม่ดีขึ้นระหว่างทางที่กลับมา ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ คงเป็นข่าวดังไปแล้ว ไม่น่าเงียบเป็นเป่าสากแบบนี้ มากไปกว่านั้น...อยากรู้ว่าเขายังจำคำพูดของตัวเองที่ได้อยู่หรือเปล่า

“แยกนี้ จะให้พี่ตรงไป หรือเลี้ยวทางไหนไหม” คนขับถามขึ้นจนผมสะดุ้งหลุดจากความคิด

“ตรงไปครับ” พี่คนขับพยักหน้าแล้วขับต่อ เสียงเครื่องยนต์ต่ำ ๆ มันทุ้มแต่ไม่สามารถกลบความฟุ้งซ่านในหัวผมได้เลย ผมพยายามกดอารมณ์ตัวเองให้เป็นปกติแต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งว้าวุ่นหนักกว่าเดิม

“อีกหน่อยเลี้ยวขวานะครับ มีต้นลีลาวดีอยู่หน้าทางเข้า”

“โอเคครับ” พี่แกตอบอย่างสุภาพ ก่อนที่รถจะค่อย ๆ เลี้ยวเข้าไปในซอย สองข้างทางเงียบจนได้ยินเสียงยางรถบดถนน เสียงฮัมของเครื่องยนต์และหัวใจที่เต้นดังจนกลัวว่าพี่แกจะได้ยินไปด้วย บ้านหลังสีครีมเริ่มปรากฏให้เห็นทีละนิดหลังแนวรั้วเหล็กขาว

“บ้านหลังนี้แหละครับ”

รถชะลอเบรกและจอดสนิท ผมจ่ายเงินและไม่ลืมที่จะขอบคุณก่อนลงรถ เมื่อเท้าสัมผัสพื้นหน้าบ้าน ความรู้สึกที่รู้สึกมาตลอดก็ดันพุ่งขึ้นมาเหมือนปรอทวัดอุณหภูมิ ตอนนี้ผมทั้งกลัว ทั้งห่วง ทั้งน้อยใจ ทั้งอยากเห็นหน้าเขา ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันจนทำให้ผมเริ่มปวดหัวกับตัวเอง

ไฟหน้าบ้านเขาไม่ได้เปิดเอาไว้ มันมืดสนิทแถมยังเงียบกว่าที่คิด เงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมมั่นใจแน่ ๆ ว่าเขาอยู่บ้านก็คือ รถที่จอดอยู่ข้างในรั้วบ้านหลังนี้ ผมเดินเข้าไปใกล้ประตูรั้ว สองมือจับรั้ว มองเข้าไปข้างในอย่างสำรวจ ผมไม่กล้าส่งเสียงเรียก หรือผมจะรอให้ฟ้าสว่างก่อนแล้วค่อยรวบรวมความกล้าอีกครั้ง แล้วผมจะยืดเยื้อเวลาออกไปเรื่อย ๆ ทำไม ในเมื่อถ่อมาถึงที่นี่แล้ว ผมยืนเกาะรั้วด้วยความคิดที่ลังเลและตีกันอยู่ในหัว ก่อนจะตัดสินใจดันประตูรั้วเบา ๆ

กึก…

ล็อกแน่น ไม่ขยับสักมิล…

“…”

สองมือปล่อยรั้วตกลงข้างลำตัวอย่างหมดหนทาง ถ้าทำอะไรไปมากกว่านี้ผมคงเหมือนโจรกำลังจะลักลอบเข้าบ้าน และถ้ามีคนเห็นก็ต้องโดนตำรวจมารวบขึ้นโรงพัก สอบปากคำ ตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น

“เฮ้อ…”

ผมถอนหายใจอย่างเวทนาตัวเอง นอกจากจะไม่ได้เจอคนที่ตั้งใจมาเจอแล้ว ก็ยังกลายเป็นไอ้เร่ร่อนข้างทาง ผมลดตัวลงนั่งหน้ารั้ว ชันเข่าสองข้าง เกยคางลงบนหัวเข่า สองแขนกอดตัวเองเอาไว้ สายตามองตรงไปข้างหน้าแต่ไม่รู้ว่าจะมองอะไรดีจึงนั่งหลับตาแทน อากาศเย็นแต่ก็ไม่เย็นเกินไปจนทนไม่ได้ มันเย็นแบบพอดี ไม่รู้ว่าต้องนั่งอยู่ตรงนี้อีกนานแค่ไหน รู้แค่ตอนนี้ผมเหนื่อย เหนื่อยเกินไปที่จะเดินไปหาที่หลับที่นอนดี ๆ ในคืนนี้แล้ว... ดวงตาทั้งสองเริ่มพร่าปรือไปด้วยความอ่อนเพลีย ก่อนที่ทุกอย่างที่ผมมองเห็นจะค่อย ๆ ดับสนิทไป

 

 

 

“อือ...”

ผมสะลึมสะลือขึ้นมาด้วยความงัวเงียเมื่อโดนไออุ่นจากปลายนิ้วมือของใครบางคนสัมผัสใบหน้า แต่ที่น่าแปลกคือ ผมไม่ได้นั่ง แต่ผมนอนอยู่ สายตามองเห็นเพดานขาวและใบหน้าที่ของใครบางคนที่ยังจับโฟกัสได้ไม่ชัดนัก แต่เมื่อเริ่มจับภาพได้ชัดเจน ก็กลายเป็นผู้ชายที่ผมนั่งรถไฟมาที่นี่เพื่อมาตามหาเขา

คุณโซล...

“นอนต่อเถอะครับ”

เขานั่งอยู่ข้างเตียง เอ่ยบอกกับผมเสียงเบา เสียงเขาของเขาเหมือนเพลง กล่อมเด็ก แต่คนที่ผมเห็นเป็นความจริง...หรือความฝัน ผมฝันอยู่หรือเปล่า

“ฝันเหรอ…” ผมพูดเสียงงัวเงีย ความฝันอะไรจะเหมือนความจริงมากขนาดนี้

ชายหนุ่มอมยิ้มเล็กน้อยพลางวางฝ่ามือลงบนหัวของผม และลูบหัวผมอย่างเบามือ มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกง่วงมากขึ้น ดวงตาเริ่มหนักปรือด้วยความสะลึมสะลืออีกครั้ง ผมเห็นว่าเขาค่อย ๆ โน้มตัวลงมาใกล้ แต่ก็ไม่ใกล้มากนัก

“ไว้ตื่นมาอีกที ค่อยมานั่งนึกดูว่าฝันหรือความจริงนะ” เสียงทุ้มแผ่วดังขึ้นใกล้ ๆ

“…”

“ฝันดีนะครับ คุณรันดร์”

คนที่ผมอยากเจอในฝันของผมบอกฝันดีและยิ้มให้ผม แต่นี่มันก็แค่ความฝัน ผมหลับตาต่ออย่างไม่อาจต้านความง่วงที่ถาโถมเข้ามาได้เลย หลังจากนั้นทุกอย่างในหัวก็ดับสนิทไปอีกครั้ง

 

 

 

“โฮ่ง! โฮ่ง!”

“อย่าเสียงดัง เงียบ”

“หงิ๋ง หงิ๋ง”

เสียงทุ้มนุ่มของผู้ชายคนหนึ่งกับสุนัขดังแว่วมาให้ได้ยิน ผมขยับกายเล็กน้อยและสะลึมสะลือตื่นขึ้น ค่อย ๆ ปรับโฟกัสสายตาให้ชัดเจน ก่อนจะดันหัวขึ้นจากหมอนนุ่ม ๆ ที่หนุน นั่งมองผนังห้องสีขาวบนเตียง

“ห้อง…ห้องใคร” ผมพึมพำกับตัวเองอย่างงุนงง

“โฮ่ง!”

“ชู่ว!”

ผมหันไปทางประตูที่เสียงสุนัขจากข้างนอกดังเข้ามาข้างใน พอไล่สายตามองไปรอบ ๆ ตัว ห้องนี้ที่ผมนั่งอยู่แถมยังนั่งบนเตียงอีกต่างหาก มันไม่ใช่ห้องที่ผมคุ้นชินแต่ก็คล้ายกับห้องที่ผมเคยหลับนอน

“ห้อง…ใครวะ” ไม่ทันไตร่ตรองอะไรให้ดี เพราะในหัวสติกำลังแตกกระเจิง ผมลุกจากเตียงฉับพลัน วิ่งไปหาประตู เอื้อมมือจับลูกบิดพร้อมบิดเปิด

แกร๊ก !

ทันทีที่เปิดประตูออก กลับชะงักค้าง เมื่อสายตาดันไปสบเข้ากับชายหนุ่มที่ผมตามหาตัวเขาอยู่เมื่อคืน

“คุณโซล…” ผมเรียกชื่อเขาด้วยเดซิเบลที่เบามาก และมั่นใจว่าเขาไม่ได้ยินแน่ ๆ แต่คงรู้ว่าผมเรียกเขาจากรูปปาก เขากำลังยืนใส่ผ้ากันเปื้อนด้วยตัวเองอยู่ใกล้ ๆ กับที่กินอาหารของจุมโม่ มันกำลังกินข้าวเช้าอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนผมก็ได้แต่ยืนกะพริบตาปริบ ๆ มองเขาอยู่ที่หน้าประตูห้อง

“ตื่นเร็วจัง นึกว่าจะตื่นสายกว่านี้” เขาพูดในขณะเดียวกันก็ผูกเชือกผ้ากันเปื้อนทางด้านหลังไปด้วย แต่สายตายังจับจ้องอยู่ที่ผม

คนตัวสูงดูปกติทุกอย่าง ไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่ผมจินตนาการไปอย่างล้ำเลิศด้วยจิตวิญญาณของนักเขียน คงเป็นความคิดที่แย่ที่สุดที่ไม่อยากจะคิดอีกเลย

“ผมกำลังจะทำอาหารเช้าให้เสร็จก่อนค่อยเข้าไปปลุก แต่ตื่นก่อนอย่างนี้ รอแป๊บนึงนะครับ ผมจะรีบทำ” คนตัวสูงรีบเดินเข้าครัว นำของสดในตู้เย็นออกมาวางเรียงรายบนเคาน์เตอร์

ผมมองไปรอบ ๆ บ้านที่คุ้นตาตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว ก่อนจะหันกลับไปมองห้องที่ตัวเองเพิ่งเปิดประตูออกมา แต่แล้วหางตาก็สะดุดกับประตูห้องข้าง ๆ ก็ทำให้ผมตกผลึกได้ว่า... ห้องที่ผมตื่นขึ้นมา เป็นห้องนอนส่วนตัวของเขา ผมตวัดสายตามองไปยังคนในครัว และเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายทันที หยุดยืนใกล้ ๆ จนอีกคนหันมามอง เขาเลิกคิ้วนิด ๆ ผมมองเขาอย่างจริงจัง จนอีกฝ่ายต้องวางทุกอย่างในมือลงก่อนเพื่อเตรียมท่าคุยกับผมโดยเฉพาะ

“มองผม มีอะไรรึเปล่าครับ”

“คุณถึงที่นี่กี่โมง” ผมยิงคำถามสวนออกไปโดยไม่ตอบคำถามของเขา

“สามทุ่มยี่สิบครับ”

“คุณไม่คิดทักมาบอกผมหน่อยเหรอว่าถึงแล้ว”

“ผมจะทักไปบอกอยู่นะ แค่รอให้ถึงบ้านก่อน”

“แต่พอถึงบ้าน คุณก็ไม่ได้ทักมาหาผม” ผมยังสวนกลับด้วยความน้อยใจ เต็มเปี่ยมโดยไม่รู้ตัว

“พอดีมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นน่ะครับ ผมก็เลยไม่ทันได้ทักบอก”

หัวใจผมกระตุกวูบหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อได้ยินอย่างนั้น ผมเลื่อนสายตามองตามใบหน้า ต้นคอ แขน และขาของเขา ทว่าก็ไม่มีส่วนไหนที่มีบาดแผลเลยสักนิด

“ตอนนั้นถึงบ้านก็ดึกมากแล้ว กำลังจะทักหาแต่ไม่ทันได้ทักบอก รุ่นพี่ที่ทำงานก็ขับรถมารับผมไปโรงพยาบาลก่อน” เขาอธิบายต่อ

“...”

“เพื่อนผมมันโดนรถชน บาดเจ็บหนัก ผมก็เลยต้องรีบไปดู และทำงานส่วนของมันที่ต้องส่งให้ลูกค้าวันนี้อยู่ที่โรงพยาบาล เลยไม่ได้แตะโทรศัพท์เลย”

“...”

“ผมเพิ่งเห็นว่าคุณโทรมาหา ผมพยายามโทรกลับแล้วแต่ว่ามันโทรไม่ติด ผมกลัวว่าคุณจะโกรธที่ผมไม่รับสายทั้งที่บอกว่าจะรอรับสายคุณ…” เสียงของเขาเบาลงอย่างรู้สึกผิดจริง ๆ ไม่ได้เสแสร้งแต่อย่างใด

“ผมขอโทษนะครับ” ผมยืนนิ่ง จากหัวใจที่หล่นไปอยู่ตาตุ่ม ตอนนี้มันเริ่มโล่งขึ้นเมื่อรู้ว่าไม่ใช่เขาที่ประสบอุบัติเหตุ

“ผมตกใจมากนะตอนที่กลับมาแล้วเห็นคุณนั่งหลับอยู่หน้าบ้าน”

“คุณทำผมเป็นห่วงมากนะ รู้ตัวรึเปล่า” น้ำเสียงทุ้มกดต่ำเล็กน้อย ทว่าก็ยังนุ่มและแววตาจริงจังที่เจือความห่วงใยก็กำลังมองมาที่ผม

“ทีหลังอย่างทำแบบนี้นะครับ”

เขาห้ามเด็ดขาดอย่างจริงจัง แววตานั้นไม่มีทีเล่นเลย เวลาคนอบอุ่นดุ เขาดูน่ากลัวนะ แต่ก็น่ากลัวแบบอบอุ่น อธิบายไม่ถูกเลยว่าน่ากลัวแบบอบอุ่นเป็นยังไง งั้นอธิบายสั้น ๆ ว่า แบบคุณโซลแล้วกัน

“ผมแค่...มาทวงเอาสิ่งที่คุณลืม...” ผมพูดเสียงเบา ไม่ได้หลบตาแต่ก็ไม่ได้มองอย่างสู้สายตาเหมือนก่อนหน้านี้

“สิ่งที่ผมลืม?” เขาทำหน้าครุ่นคิด ผมไม่รอให้เขาได้คิดออก แต่เลือกบอกออกไปตรง ๆ

“ที่คุณบอกว่ามีเรื่องจะขอ”

“...”

“คุณจะขออะไรครับ”

ร่างหนายืนมองผมเงียบไปพักใหญ่ ระหว่างเรามีเพียงเสียงกระดิ่งอันเล็กที่คอจุมโม่ที่กำลังกินข้าวอยู่สั่นดังคลอเพื่อไม่ให้บรรยากาศระหว่างเรามันเงียบจนเกินไป

“คุณมาที่นี่ เพราะเรื่องนี้งั้นเหรอ” เขาถาม

“...ครับ”

“ถ้าผมบอกไป คุณจะกลับเลยหรือเปล่า”

“…” ผมเงียบ ไม่มีคำตอบให้กับคนตัวสูงตรงหน้า ยังไม่ทันจะให้คำตอบกับคำถามก่อนหน้า เขาก็เอ่ยสิ่งที่ผมอยากรู้ออกมา

“ผมจะขอจีบคุณรันดร์น่ะครับ”

“ฮะ...”

“ผมชอบคุณรันดร์”

“…”