เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม - -- คลื่นระลอกที่ 2 โดย Librae. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น,boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น

แท็คที่เกี่ยวข้อง

boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life

รายละเอียด

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม โดย Librae. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”

ผู้แต่ง

Librae.

เรื่องย่อ

 


 

 

“พี่เป็นความสบายใจเดียวของผมเลยนะ เป็นความสบายใจที่ผมไม่อยากให้หายไปไหน ไม่อยากให้ไปเป็นของใคร นอกจากผมแค่คนเดียว”

“พี่จะเป็นแค่ของคุณคนเดียว”

นักเขียนกับนักวาด ศิลปินต่างแขนงสองคนที่มาบรรจบกันเพราะจินตนาการในห้องเช่าแคบ ๆ ‘นิรันดร์’ ใช้ชีวิตกับความฝันมาสามปี หลังจากหันหลังให้คำว่า บ้าน แต่แล้ววันหนึ่งนักเขียนโนเนมที่เคยอยู่กับความเหงาได้ ในครั้งนี้ ความเงียบกลับกลืนเขาลงไปทั้งตัว ในวันที่มองไม่เห็นทาง นิรันดร์ตัดสินใจออกเดินทางไปพบใครคนหนึ่งในแดนคลื่นลม คนที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์

“คุณปลายบรรทัดใช่ไหมครับ”

“คุณ…คือ โซลธาร เหรอ”

คนที่เคยรู้จักกันแค่ผ่านหน้าจอเพียงผิวเผิน ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตที่กำลังสั่นคลอน

“รันดร์ไม่ใช่ตัวประหลาด เขาคือหัวใจของผม และผมจะไม่ยอมให้ใคร...แม้แต่คนที่เป็นพ่อ...มาทำร้ายเขา”

บางทีสิ่งที่ต้องการ อาจไม่ใช่แรงบันดาลใจเป็นลำดับแรก แต่อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ข้างกันแล้วสบายใจ

 

 


 


 

ชี้แจงรายละเอียดการอัปเดตรายตอน

ตอนที่ 0 - 10 จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน วันละ 1 ตอน เวลา 19:00 น.

นับแต่ตอนที่ 11 เป็นต้นไป จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 19:00 น.

หลังจากอัปเดตจนจบเรื่อง จะติดเหรียญถาวรในวันถัดไป ตั้งแต่ตอนที่ 10 เป็นต้นไปค่ะ

ตอนพิเศษ มีเฉพาะในเล่ม E-BOOK เท่านั้น

E-BOOK จะแจ้งวันและเวลาให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะคะ

 

 

สารบัญ

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม-อารัมภบท คลื่นระลอกเริ่มต้น,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 1,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 2,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 3,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 4,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 5,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 6,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 7,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 8,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 9,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 10,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 11,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 12,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 13,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 14,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 15,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 16,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 17,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 18,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 19,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 20,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 21,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 22,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- แจ้งเพิ่มเติมงั้บบ,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 23,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 24,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 25,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 26,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 27,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 28,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 29,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกนิรันดร์ (end)

เนื้อหา

-- คลื่นระลอกที่ 2

ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มอมม่วงประกายส้มแสดเล็ก ๆ จากริมขอบทะเลที่อยู่สุดลูกหูลูกตา ผมนั่งอยู่บนหาดทราย หวังจะมาดูอาทิตย์ตกดินให้ทัน แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน แอบอยากเห็นภาพแบบในกล้องของเขาสักครั้ง นาน ๆ ทีจะก้าวขาออกมาจากรังของตัวเองก็อยากเสพภาพสวย ๆ เอาไว้ในความทรงจำ เผื่อได้ใช้เป็นเรฟจินตนาการตอนกลับกรุงเทพฯ

วันนี้มันจะสายไปหมดทุกอย่าง สายตั้งแต่แรกที่ตั้งใจไปสถานีรถไฟในช่วงบ่าย เพราะไม่อยากจะตื่นมาเจอรถแออัดในช่วงเช้า แต่ก็ลืมไปว่ามันเป็นวันหยุด รถอาจจะน้อยลงกว่ามันปกติหน่อย 

ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยมาดูใหม่ ยังไม่สายหรอก ยังเหลืออีกตั้งหนึ่งวันที่จะได้ดูอาทิตย์ตกดิน ได้แต่ปลอบใจตัวเองอยู่อย่างนั้น และนั่งสูดกลิ่นอายของคลื่นทะเลที่ซัดเข้าฝั่งมาเป็นระลอก เหมือนตัวเองกำลังได้บำบัดความเครียดมากมายที่ไม่รู้ว่ามันมีอะไรบ้างมาตันความคิดในหัว ถึงมันจะไม่หายไปทั้งหมด แต่ก็รู้สึกเบาขึ้นมานิดหนึ่ง 

คนตัวสูงกว่านั่งเท้าแขนไปข้างหลัง ขาข้างหนึ่งเหยียดไปข้างหน้า เขานั่งอยู่ข้างผม ใบหน้าหล่อหันมามองผมที่นั่งชันเข่าในตอนแรก ก่อนจะเหยียดขาสองข้างออกไปและเท้าแขนไปข้างหลังเหมือนที่เขาทำ ผมหันไปมองเขาบ้าง แสงหลังอาทิตย์ตกดินไม่ได้ดับออร่าความหล่อของเขาให้ดร็อปลงเลย ทำไมถึงบอกว่าตัวเองมีปมเรื่องหน้าตาก็ไม่รู้ ว่าแล้วก็สงสัย...

“ผมถามอะไรหน่อยสิ” ผมพูดขึ้น

“ครับ”

“ทำไมถึงบอกว่าตัวเองมีปมเรื่องหน้าตา ทั้งที่หน้าตาคุณก็ไม่ได้แย่”

“จะบอกว่าผมหน้าตาดีเหรอ”

“…” ผมเงียบ และเบือนหน้าหนีไปทางทะเลแทน สักพักก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ อยู่ด้านข้าง ผมจึงรีบเอ่ยแก้ก่อนที่เขาจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้

“ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น แต่หน้าตาคุณก็ไม่ได้แย่ถึงขั้นต้องบอกว่ามีปมเรื่องหน้าตา” ผมหันมามองใบหน้าเขาที่กำลังเอียงคอมองมาทางผมพร้อมส่งยิ้มมา

“สมัยเรียนผมเคยโดนล้อ” เขาเว้นจังหวะ จึงพูดต่อ

“ตอนนั้นตัวเองเป็นสิวหนัก ถึงขั้นสวมแมสก์ตลอดทั้งวันเลยนะ ผมไม่กล้าจะถอดออกเลย” เขาเล่าเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่ผมไม่ตลกกับการบุลลีเลยสักนิด เพราะมันสร้างบาดแผลในใจของคนที่โดนกระทำ

“แต่ตอนนี้คุณไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว ทำไมถึงยังบอกว่าตัวเองมีปมอยู่อีก”

“ไม่รู้เหมือนกันสิครับ” เขาเงียบ เอาแต่นั่งอมยิ้มกับตัวเอง พลางมองทะเลข้างหน้า

“งั้นผมบอกคุณตรงนี้เลยนะ” เขาหันมามองผม

“หน้าตาคุณไม่ได้แย่เลย ถ้าที่นี่มีแมวมองดี ๆ สักคนเดินมาเจอคุณ เขาดึงคุณไปเป็นดาราดังได้เลยล่ะ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงปกติของตัวเอง มองใบหน้าคมคายอีกฝ่ายที่ดูจะมีเสน่ห์มากจนเกินไป ร่างหนายิ้มกว้างขึ้น ก้มหน้านิด ๆ และหัวเราะในลำคอเบา ๆ จึงเงยขึ้นมาสบหน้ากับผมอีกครั้ง

“โอเคครับ ผมจะเลิกกลัวเรื่องหน้าตาตัวเองละ” ผมมองเขาเงียบนิ่ง ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่หันกลับไปมองทะเลข้างหน้าแทน

คลื่นทะเลยังซัดเข้าฝั่งมาเป็นระยะ เสียงแว่วของคลื่นทำให้บรรยากาศรอบข้างมันสงบมากขึ้น เมื่อไม่มีใครคิดจะต่อบทสนทนาอะไรขึ้นมาอีก จวนผ่านไปได้สักพักหนึ่ง เสียงทุ้มจากข้าง ๆ ก็ดังแทรกเสียงคลื่นขึ้นมา

“คุณเขียนงานแนวไหนงั้นเหรอ” ผมละสายตาจากทะเลมามองเขา ยังไม่ทันจะตอบ อีกฝ่ายก็พูดขึ้นต่อ

“ให้ผมเดานะ” เขาทำหน้าครุ่นคิด

“ผมเดาว่า จีนโบราณ พวกกำลังภายในหรือเปล่า?” หน้าผมมันเหมือนคนบ้ากำลังภายในงั้นเหรอ

“ไม่ใช่”

“แฟนตาซี?” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ

“ไซไฟ” ก็ยังคงนั่งส่ายหน้าไปอีกหน

“งั้น-”

“Slice of Life” 

“Slice of Life” เขาทวนประโยคที่ผมพูดพร้อมผงกหัวเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองทะเลและพูดต่อ

“เป็นแนวที่อ่านได้เรื่อย ๆ ดีนะ น้อยคนที่ผมติดตามแล้วจะเขียนแนวนี้”

ก็แหงสิ Slice of Life มันเป็นการหยิบยกเรื่องธรรมดา ๆ ของชีวิตมาขยายให้กลายเป็นเรื่องที่อบอุ่น หอมกรุ่น หรือบีบใจแบบเงียบ ๆ เหมือนแอบฟังชีวิตคนอื่นผ่านหน้าต่างบ้านแล้วรู้สึกว่า ชีวิตมันก็ดูมีอะไรไม่ต่างกับพวกหลุดโลกพวกนั้นเลยนะ

“ทำไมคุณถึงเลือกเขียนแนวนี้” เขาหันกลับมาถาม

“ก็แค่...ไม่อยากปวดหัวไปมากกว่านี้ ไม่อยากสร้างปมให้ตัวละคร อยากปล่อยให้มันมีชีวิตตามที่ต้องการ”

“เพราะคุณไม่ได้มีชีวิตแบบที่คุณสร้างให้ตัวละครอยู่รึเปล่า”

“…”

นอกจากไอ้ธีร์ที่บางครั้งมันเสือกอ่านประโยคที่ไหลออกจากปากผมแล้วสามารถแปลความหมายนั้นเป็นอีกความหมายได้ ก็มีเขานี่แหละที่แปลความหมายประโยคที่ผมเพิ่งพูดได้ ผมเม้มปากเงียบ ไม่ตอบเขา ทว่าคนข้าง ๆ ก็ไม่ได้เค้นที่จะเอาคำตอบ และปล่อยให้เสียงคลื่นมันครอบงำบทสนทนาระหว่างเราไปแทน ฟ้าก็มืดลงในทุก ๆ วินาทีที่เข็มนาฬิกาเดินวนครบรอบ ต่างคนต่างนั่งมอบความเงียบให้แก่กันและกันอยู่แบบนั้น กระทั่งคนข้างกายดันตัวลุกขึ้นยืนและหันมาทางผมพร้อมยื่นมือมาตรงหน้า ผมมองฝ่ามือใหญ่ ก่อนจะช้อนตามองเจ้าของฝ่ามือนี้

“มืดแล้ว เดี๋ยวผมไปส่งคุณเข้าที่พักดีกว่า” 

“กลับก่อนก็ได้ เดี๋ยวผมเรียกรถไปเอง”

“ให้ผมไปส่งดีกว่าครับ”

ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงแสนดีกับผมขนาดนี้ หรือเขาเป็นแบบนี้กับคนรอบข้างทุกคน อาจจะเป็นอย่างนั้น เพราะก่อนหน้านี้ค่าอาหาร เขาก็เป็นคนจ่าย ไม่ยอมให้ผมต้องเสียเงินสักบาท แถมตอนนี้ยังจะไปส่งที่ที่พักอีก

“คุณกลับก่อนเถอะ ผมขอนั่งอยู่นี่ต่ออีกหน่อย” 

ผมหันกลับไปมองทะเล คนตัวสูงย่อตัวลงนั่ง หางตาผมเห็นที่เห็นเขาจึงหันไปมองเขาอีกรอบ ก่อนที่จะถูกมือใหญ่คว้ามาจับมือโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

“ทำอะไรของคุณ”

“ผมปล่อยให้คุณอยู่คนเดียวไม่ได้”

ผมถูกคนแข็งแรงดึงให้ลุกขึ้น ไม่ลืมที่จะคว้ากระเป๋าเป้มาสะพาย ทว่ามันดันถูกแย่งไปไม่ต่างจากกุ้งในมือตอนนั้น เขาแย่งกระเป๋าไปสะพายไว้ที่บ่าของตัวเอง

“พักที่ไหนครับ”

“เอากระเป๋าผมมา”

“เดี๋ยวผมสะพายให้”

“กระเป๋าผม เดี๋ยวผมสะพายเอง- อะ!”

หมับ !

แขนแกร่งรีบโอบเอวผมอย่างไวเมื่อผมเสียหลักในตอนที่พยายามจะแย่งเอากระเป๋าจากคนที่ตัวสูงกว่าคืนมา เขาประคองตัวเอาไว้ มือของผมทั้งสองข้างจับบ่าเขาเอาไว้แน่น ใบหน้าเราอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซน จนผมสามารถมองเห็นเงาตัวเองในตาของเขาได้อย่างชัดเจนเลยล่ะ ผมรีบผละตัวเองออก ถอยห่างจากเขามาหนึ่งก้าวใหญ่

“ขอโทษครับ” ผมเอ่ยเสียงเบา

“ไม่เป็นไรครับ คุณเดินสบาย ๆ เถอะ เดี๋ยวกระเป๋าผมสะพายให้เอง”

ผมมองคนตรงหน้าที่กำลังยิ้มบางส่งมา แต่มองได้ไม่นานก็ต้องหลบสายตาไป เพราะภาพใบหน้าเขาในระยะประชิดเมื่อกี้ ยังฝังอยู่ในหัวอยู่เลย

“ผมยังไม่มีที่พัก เลยจะเดินหาแถวนี้”

“ไม่ได้จองไว้เหรอ”

“อืม” ผมตอบเสียงเบา ไม่มีบทสนทนาดังขึ้นมาอีกนอกจากเสียงคลื่นทะเลที่กำลังดังอยู่ขณะนี้ อีกฝ่ายยืนเงียบไปนาน นานจนผมต้องหันมามองก็เพบว่าเขากำลังยืนกดหน้าจอโทรศัพท์ด้วยคิ้วไหลเข้าหากันตรงกลางอยู่

“คุณทำอะไร”

“หาที่พักให้คุณ วันหยุดที่พักมันจะเต็มง่าย เพราะต่างชาติมาเที่ยว”

“ไม่ต้องก็ได้ เดินหาแถวนี้ก็น่าจะเหลือห้องว่างอยู่”

“ไม่ว่างหรอก ในแอปมันขึ้นเต็มหมดแล้วครับ”

“…”

“งั้นคุณไปอยู่ที่บ้านกับผมก่อนไหม”

“…”

ผมรู้สึกว่าเขาชักจะใจดีกับผมเกินเหตุ เราเพิ่งเจอหน้ากันวันนี้วันแรก รู้จักกันก็เมื่อวานแต่กลับเอ่ยชวนผมไปนอนที่บ้านอย่างไม่คิดกลัวอะไรเลยอย่างงั้นเหรอ เขาไว้ใจคนแปลกหน้าเร็วเกินไปหรือเปล่า ถ้าไม่ติดว่าเพิ่งเจอกันครั้งแรก ผมนึกว่าเขารู้จักผมมาก่อนหน้าซะอีกถึงได้กล้าไว้ใจให้ผมไปที่ค้างที่บ้านขนาดนี้

“เดี๋ยวผมไปหาที่พักเอง ผมไม่คิดจะพักแถวนี้อยู่แล้ว” ผมยังคงปฏิเสธเขาต่อ

“มืดแล้วนะคุณ คุณจะไปหาที่พักที่ไหน”

“ก็คงมีสักที่ให้ผมไปนั่นแหละ”

ผมตอบง่าย ๆ เพราะการมาที่นี่ก็ตั้งใจมาตายเอาดาบหน้าอยู่แล้ว โคตรไม่ชอบตัวเองที่ไม่ชอบวางแพลนอะไรแบบนี้เลย ถึงมันจะดูท้าทายแต่มันก็ตามมาด้วยปัญหาที่ไม่รู้จะแก้ยังไง นอกจากเดินตามเส้นทางที่มันมี ไม่นอกลู่นอกทาง เหมือนผมกำลังตีกรอบให้ตัวเองเลย หรือจริง ๆ แล้วปัญหามันอยู่ที่ตัวผมที่ตีกรอบให้ตัวเอง จนไม่กล้าเดินออกเส้นทางใหม่เอง

“ไปอยู่บ้านผมก่อน พรุ่งนี้ค่อยหาที่พักใหม่” เขายังคงยืนยันคำเดิมที่จะให้ผมไปอยู่ด้วย หากเป็นตอนกลางวัน เขาก็คงจะปล่อยผมไปง่าย ๆ แล้วล่ะ

จะว่าไป...ก็เริ่มเหนื่อยขึ้นมานิด ๆ แล้วจริง ๆ ช่วงนี้ผมเหนื่อยง่าย เบื่อง่าย และทำอะไรง่าย ๆ อย่างตอนนี้ที่กำลังจะตัดสินใจเลือกทางแก้ปัญหาสำหรับคืนนี้ให้มันง่ายกับตัวเอง

“งั้น…ผมขอรบกวนสักคืนนะ” ชายหนุ่มยิ้มรับ ไม่ปฏิเสธ พร้อมเอื้อมมือมาคว้าจับมือผม กำลังจะพาเดินกลับไปที่รถ ซึ่งเป็นรถส่วนตัวของเขาเอง แต่ก่อนจะเดินกลับรถ ผมดึงมือตัวเองออกจากการจับกุมนั้นซะก่อน 

“อ่อ ขอโทษด้วยครับ ผมกลัวคุณจะหลง” หลงอะไรล่ะ ผมไม่ใช่เด็กนะที่จะหลง

“ผมโตแล้วนะ ไม่หลงหรอก” เขายิ้ม ไม่โต้ตอบกลับแต่เบนตัวหลีกทางให้ผมพร้อมผายมือให้ทางเชิงบอกให้ผมเดินนำหน้า และเขาจะปิดท้ายตามหลัง ผมมองเขาอยู่ครู่หนึ่งจึงสาวเท้าเดินนำไปที่รถ และเขาก็เดินตามหลังมาอย่างที่ผมคิดเอาไว้ในหัว 

เรากำลังมุ่งหน้ากลับไปที่บ้านที่ผมต้องเตรียมใจพบกับครอบครัวของเขา แม้ว่าในใจลึก ๆ ไม่พร้อมจะเจอผู้คนมากมายในตอนนี้ 

สักพักรถก็หักเลี้ยวผ่านรั้วเหล็กสีขาวและต้นลีลาวดีหน้าบ้าน เข้ามาจอดในพื้นที่บ้านหลังสีครีม แต่พอมองตัวบ้านแล้วรู้สึกแปลกใจ บ้านมันดูเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ เมื่อลงจากรถก็พบว่าสิ่งที่เตรียมใจมากลับไม่ได้ใช้เลย ผมไม่เจอใครเลยนอกจากเพื่อนรักสี่ขา ตัวใหญ่ พันธุ์โกลเดินขนยาวสีน้ำตาล ขนของมันสลวยนุ่ม สี่ขากำลังวิ่งเข้ามา สองขาหน้ากระโดดกอดเจ้าของของมันซึ่งเป็นคนที่ขับรถพาผมมาที่นี่ บนบ่าเขายังสะพายกระเป๋าเป้ของผมอยู่เลย

กริ๊ง~ กริ๊ง~ 

กระดิ่งที่ปลอกคอของมันดังเบา ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้านแสนอบอุ่น

“จุมโม่คิดถึงพ่อไหม”

ผมยืนมองเขาเล่นกับสุนัข ทั้งก้มกอดและจุ๊บหน้าราวกับไม่ได้เจอกันมาเป็นปีเป็นชาติ

“ทำไมบ้านเงียบจัง คนอื่น ๆ ไปไหนกันหมดเหรอ” ผมถามในสิ่งที่สงสัยไปตั้งแต่เขาขับรถเข้ามา เพราะตอนที่มาถึงก็เห็นบ้านหลังสีครีมชั้นเดียวที่มีแค่ไฟหน้าบ้านเปิดอยู่แต่ประตูบ้านกลับปิดสนิท แถมยังมีแม่กุญแจคล้องเอาไว้

“คนอื่นไม่มีครับ” เขาตอบพลางถอดกระเป๋าผมไปวางที่เก้าอี้โซฟาก่อนจะหันมามอง

“เราอยู่กันแค่สองคน”

“สองคน?”

“ครับ ผมแล้วก็จุมโม่”

“…” 

อา…โอเค เขาอยู่ที่นี่คนเดียว ไม่ได้อยู่กับครอบครัว

“คุณไม่ใช่คนที่นี่แต่เกิดเหรอ ทำไมถึงได้อยู่ที่นี่คนเดียว”

“ผมเป็นคนประจวบตั้งแต่เกิด ปกติอยู่กับพ่อกับแม่ แต่ที่ต้องอยู่คนเดียว เพราะพวกเขาอยู่ด้านบนน่ะครับ” ผมแหงนหน้ามองเพดาน บ้านหลังนี้มันเป็นบ้านชั้นเดียวไม่ใช่เหรอ?

“ไม่ใช่คุณ” เขาเอ่ยปนขำ 

“หมายถึงบนนั้นน่ะครับ” ท่อนแขนยาวยกพาดผ่านใบหน้าผมไป ผมจึงหันไปมองตามปลายนิ้วชี้ที่ชี้ไปยังหิ้งไม้อัดซึ่งติดอยู่บนผนังบ้าน บนนั้นมีโกศใส่อัฐิสองใบวางอยู่ ด้านหน้าออกมาอีกมีกระถางธูปวางอยู่ สิ่งนั้นทำให้ผมนิ่งไปหลายวินาที

“พวกเขาไปอยู่ด้วยกันได้สามปีแล้วครับ”

“…” 

สามปีที่เขาต้องอยู่คนเดียว คือ สามปีที่ผมเองก็ออกมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเหมือนกัน

“ขอโทษนะครับที่ถาม”

“ไม่เป็นไรครับ ชีวิตคนเราไม่แน่ไม่นอนอยู่แล้วล่ะ” 

เขาตอบเหมือนปล่อยวางและยอมรับความจริงได้แล้ว ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นเรื่องดีของคนที่สูญเสียคนสำคัญไป สำหรับผม ผมคิดว่าคนอยู่ต่อก็ต้องทำหน้าที่และใช้ชีวิตตัวเองให้คุ้มค่าตราบเท่าที่พวกเขาตั้งใจมอบชีวิตให้มา แต่ทำไมมันไม่เคยเกิดขึ้นกับผมเลยก็ไม่รู้ ไอ้ความคุ้มค่าในชีวิตนั้นน่ะ

“คุณนอนห้องนั้นนะครับ” 

ปลายนิ้วชี้บอกตำแหน่งห้องให้ผม ผมมองตามไป แต่ตากลับสะดุดกับห้องข้าง ๆ อีกห้อง เดาว่าน่าจะเป็นห้องของเขาเองนั่นแหละ

“ครับ”

“คุณรอแป๊บนะ ผมขอจัดห้องให้ก่อน” 

คนตัวสูงกำลังจะเดินไปแต่ผมรีบคว้าจับข้อมือหนาเอาไว้เสียก่อน ชายหนุ่มชะงักเท้าและหันมามอง เลิกคิ้วขึ้นนิด ๆ

“ครับ?”

“คุณไม่ต้องทำอะไรแล้ว แค่เตรียมของให้ผมก็พอ ที่เหลือเดี๋ยวผมจัดการเอง”

“ไม่เป็—”

“ผมเกรงใจ ให้ผมทำเองเถอะ คุณทำให้ผมเยอะแล้ว” 

ผมว่าอย่างจริงจัง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ยอมเลยทันที ยังยืนครุ่นคิดทั้งที่ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมากเลยสักนิด ทว่าสุดท้ายก็ยอม

“โอเคครับ เดี๋ยวผมนำผ้าปูที่นอน หมอนและผ้าห่มมาให้”

“ขอบคุณครับ”

ผมปล่อยข้อมืออีกฝ่ายเป็นอิสระ ร่างสูงเดินไปเตรียมผ้าปูที่นอนมาให้ผมก่อน ผมรับมันมาและจัดการปูที่นอนด้วยตัวเองโดยไม่ให้เขาเข้ามาช่วย ใช้เวลาอยู่พักหนึ่งก็ปูเสร็จเรียบร้อย ผมหย่อนก้นลงนั่งบนเตียงพลางถอนหายใจ และเริ่มมองสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง ห้องนี้เหมือนมีไว้แต่ไม่เคยถูกใช้งานเลยสักครั้ง ถึงอย่างนั้นมันก็สะอาดเหมือนมีคนอยู่ทุกวัน

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ผมหันไปมองประตู คงเดาไม่ยากหรอกว่าเป็นใคร ผมรอให้คนภายนอกเปิดเข้ามาแต่นานพักหนึ่งแล้วประตูก็ไม่ถูกเปิดเข้ามาสักที ผมจึงลุกไปเปิดเอง แต่พอเปิดออกก็พบกับคนตัวสูงยืนหอบหมอนและผ้าห่มอยู่

“หมอนกับผ้าห่มครับ”

“ขอบคุณครับ”

ผมกำลังจะรับมาไว้ในอ้อมแขนตัวเอง แต่อีกฝ่ายดันเดินแทรกเข้ามาวางลงบนเตียงและจัดระเบียบให้จนเสร็จสรรพ สุดท้ายแล้วเขาก็หาเรื่องทำให้ผมอีกจนได้

“คุณนี่ ดูแลคนเก่งจริง ๆ นะ”

“แล้วรู้สึกดีไหมครับ ที่ถูกดูแล”

“…”

ผมชักจะทำตัวไม่ถูกอีกแล้วสิ ควรไปต่อยังไงกับประโยคนี้ดี ตัดบทอีกเหมือนเดิมเลยดีไหม

“พออยู่ได้ใช่ไหมครับ” ร่างสูงถามพลางมองไปรอบ ๆ ห้อง และวกกลับมามองผม

“ได้ครับ ห้องกว้างห้องที่กรุงเทพฯ ของผมอีก อยู่ได้อยู่แล้ว” เขาส่งยิ้มมาให้เช่นเคย ผู้ชายคนนี้ชักจะยิ้มเก่งเกินไปแล้วจริง ๆ บางทีผมก็ควรหลบรอยยิ้มนี้หน่อย ไม่อย่างนั้นตัวผมเองจะกลายเป็นชายส่วนน้อยที่แพ้รอยยิ้มผู้ชายด้วยกัน

“ผมอยู่บ้านหลังนี้ แต่อยู่คนเดียว ห้องนี้เดิมเป็นห้องของพ่อแม่ผม ตอนแรกว่าจะล็อกเอาไว้ แต่บังเอิญว่าคุณยังไม่มีที่พัก ผมก็เลยชวนให้มาอยู่ก่อน อีกอย่างก็เพราะไม่อยากเสียแรง”

“เสียแรง?”

“ผมทำความสะอาดห้องนี้ทุกวันน่ะครับ”

อาา อย่างนี้นี่เอง เลยเป็นสาเหตุของห้องที่สะอาดมากกว่าปกติสินะ

“ที่คะยั้นคะยอให้ผมมานอนที่นี่ ก็เพราะกลัวไม่คุ้มค่าแรงที่ทำความสะอาดห้องหรอกเหรอ” ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ

“เปล่าครับ ผมเห็นว่ามันมืดแล้ว จะปล่อยให้คุณไปหาที่พักเองมันก็คงไม่ดี เพราะผมเป็นคนชวนคุณมาที่นี่ ผมก็ต้องดูแลสิ” จากรอยยิ้มร่าที่มีเสน่ห์ ดันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอ่อนที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ผมหลบตามองไปที่อื่น ไม่รู้ว่าวันนี้ตัวเองหลบตาเขาไปกี่รอบแล้ว

“ตอนเช้าอาจจะเสียงดังรบกวนหน่อยนะครับ ผมชอบออกมาเล่นกับจุมโม่หน้าบ้านน่ะ” ผมพยักหน้า

“งั้นผมไม่กวนคุณแล้วล่ะ พักผ่อนเถอะครับ” 

เขากำลังจะเดินออกจากห้องไป แต่มันยังมีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่รู้เกี่ยวกับเขาและผมก็อยากรู้ ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยด้วยซ้ำ

“เดี๋ยวครับ” ร่างสูงหันกลับมามองผมด้วยสีหน้าสงสัย

“เอ่อ…คุณ…” ผมอ้ำอึ้ง ๆ ที่จะถาม ทว่าก็ถามออกไปในที่สุด

“คุณอายุเท่าไหร่งั้นเหรอ” เขายิ้ม ไม่ตอบทันทีแต่นำกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิด ควักบัตรประชาชนยื่นมาให้ผมได้ดู

 

 

นายรวิธาร ปัญจวัชร์

เกิดวันที่ 7 ธ.ค. 2538

 

กึก 

วันที่และเดือนทำเอาผมชะงักนิ่งไป ผมปรายตาขึ้นมองเจ้าของบัตรประชาชนนี้ ก่อนที่คนตรงหน้าจะบอกอายุออกมาอย่างไม่เขินอายตัวเลขนั้น

“สามสิบครับ”

ผมควรเรียกเขาว่า พี่ หรือเรียกว่า คุณ แบบนี้ต่อไป แต่เราคงไม่ได้เจอกันอีกหลังจากผมกลับไป ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องนั้นก็ได้มั้ง

“โอเคครับ” ผมตอบรับเสียงเรียบปกติ

“คุณล่ะ”

“ยี่สิบแปด…” ร่างสูงผงกศีรษะช้า ๆ มุมปากยิ้มนิด ๆ

“โอเคครับ พักผ่อนเถอะ ฝันดีนะ” เขายังไม่เดินออกไปหลังจากพูดจบ เหมือนรออะไรบางอย่าง

“ครับ…”

ผมตอบกลับแค่นั้น คนตรงหน้าผงกศีรษะเบา ๆ อีกรอบ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป เหลือเพียงผมคนเดียวที่ยืนอยู่ในห้องห้องนี้กับความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นข้างในใจ มันรู้สึกแปลกนิด ๆ กับคำตอบที่ผมตอบกลับไปแค่นั้น…

“พอไอ้รันดร์”

ผมพึมพำกับตัวเองพลางสลัดศีรษะแรง ๆ และเดินไปเปิดกระเป๋าหาเสื้อผ้าเพื่ออาบน้ำให้ร่างกายตัวเองได้พักผ่อนจากความเหนื่อยในการเดินทางหลายชั่วโมงในวันนี้สักที