เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม - -- คลื่นระลอกที่ 7 โดย Librae. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น,boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น

แท็คที่เกี่ยวข้อง

boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life

รายละเอียด

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม โดย Librae. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”

ผู้แต่ง

Librae.

เรื่องย่อ

 


 

 

“พี่เป็นความสบายใจเดียวของผมเลยนะ เป็นความสบายใจที่ผมไม่อยากให้หายไปไหน ไม่อยากให้ไปเป็นของใคร นอกจากผมแค่คนเดียว”

“พี่จะเป็นแค่ของคุณคนเดียว”

นักเขียนกับนักวาด ศิลปินต่างแขนงสองคนที่มาบรรจบกันเพราะจินตนาการในห้องเช่าแคบ ๆ ‘นิรันดร์’ ใช้ชีวิตกับความฝันมาสามปี หลังจากหันหลังให้คำว่า บ้าน แต่แล้ววันหนึ่งนักเขียนโนเนมที่เคยอยู่กับความเหงาได้ ในครั้งนี้ ความเงียบกลับกลืนเขาลงไปทั้งตัว ในวันที่มองไม่เห็นทาง นิรันดร์ตัดสินใจออกเดินทางไปพบใครคนหนึ่งในแดนคลื่นลม คนที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์

“คุณปลายบรรทัดใช่ไหมครับ”

“คุณ…คือ โซลธาร เหรอ”

คนที่เคยรู้จักกันแค่ผ่านหน้าจอเพียงผิวเผิน ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตที่กำลังสั่นคลอน

“รันดร์ไม่ใช่ตัวประหลาด เขาคือหัวใจของผม และผมจะไม่ยอมให้ใคร...แม้แต่คนที่เป็นพ่อ...มาทำร้ายเขา”

บางทีสิ่งที่ต้องการ อาจไม่ใช่แรงบันดาลใจเป็นลำดับแรก แต่อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ข้างกันแล้วสบายใจ

 

 


 


 

ชี้แจงรายละเอียดการอัปเดตรายตอน

ตอนที่ 0 - 10 จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน วันละ 1 ตอน เวลา 19:00 น.

นับแต่ตอนที่ 11 เป็นต้นไป จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 19:00 น.

หลังจากอัปเดตจนจบเรื่อง จะติดเหรียญถาวรในวันถัดไป ตั้งแต่ตอนที่ 10 เป็นต้นไปค่ะ

ตอนพิเศษ มีเฉพาะในเล่ม E-BOOK เท่านั้น

E-BOOK จะแจ้งวันและเวลาให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะคะ

 

 

สารบัญ

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม-อารัมภบท คลื่นระลอกเริ่มต้น,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 1,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 2,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 3,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 4,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 5,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 6,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 7,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 8,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 9,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 10,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 11,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 12,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 13,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 14,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 15,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 16,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 17,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 18,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 19,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 20,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 21,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 22,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- แจ้งเพิ่มเติมงั้บบ,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 23,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 24,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 25,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 26,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 27,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 28,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 29,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกนิรันดร์ (end)

เนื้อหา

-- คลื่นระลอกที่ 7

 

ภายในร้านคาเฟ่เล็กแห่งหนึ่งไม่ไกลจากบริเวณที่เขายืนรอมากนัก กลิ่นกาแฟคั่วลอยกลบคลุมทั้งร้าน เราเลือกมุมนั่งเงียบ ๆ สั่งกาแฟกันคนละแก้ว ผมไม่รอให้เขาเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นมาอย่างทุกที แต่เป็นฝ่ายยิงคำถามใส่ชายตัวสูงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผมนี้ก่อน

“คุณมาที่นี่ยังไง”

“นั่งรถไฟมาครับ”

เขามีรถไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงนั่งรถไฟมาทั้งที่ขับรถมาก็ใช้เวลาน้อยกว่านั่งรถไฟแท้ ๆ แต่ถ้าขับรถมาในระยะทางเกือบสองร้อยกิโลเมตรก็คงจะอันตรายไม่น้อยเลย

“จุมโม่ล่ะครับ ปล่อยไว้ที่บ้านคนเดียวงั้นเหรอ”

“ผมเอาไปฝากรุ่นพี่เลี้ยงน่ะครับ” ผมผงกศีรษะเบา ๆ กับคำตอบและเงียบไป

“เป็นไงบ้างครับ ไม่ได้คุยกันนาน สบายดีใช่ไหม งานไปได้ดีไหมครับ” ร่างสูงถามคำถามรวบรัดจบในประโยคเดียว

“สบายดีครับ งานก็…น่าจะไปได้ดี”

“น่าจะเหรอ” คิ้วหนายาวยกขึ้นนิด ๆ

“ก็ไปได้ดีหลังจากกลับมา แต่ตอนนี้เริ่มคิดไม่ออกน่ะ” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนั่งคิ้วชนกันหนักกว่าเดิมหลังจากผมพูดจบ

“คุณมาทำอะไรที่กรุงเทพฯ” ผมตัดบทเปลี่ยนเรื่องดื้อ ๆ แน่นอนว่าเขาเองก็ไหลคุยเรื่องใหม่ตามผมมาเหมือนกัน

“มาหาคุณ” แถมยังตอบง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมากอะไรเลยอีกต่างหาก

“…”

“ผมอยากมาหาตั้งนานแล้วครับ แต่ว่าไม่ว่างเลยครับ งานที่บริษัทก็เข้ามาเรื่อย”

“ยุ่งมากเลยเหรอครับ”

“ครับ หาเวลาว่างไม่ค่อยได้ บางวันได้อยู่บ้านก็จริง แต่ก็ต้องนั่งทำงานให้บริษัทอยู่ดี”

ช่างภาพมันยุ่งมากขนาดนั้นเลยเหรอ ผมไม่รู้เนื้องานที่เขาทำเลย แต่เขาบอกว่าหาเวลาว่างไม่ได้ ก็คงจะยุ่งมากจริง ๆ นั่นแหละ

“อ้อ ผมขอไลน์คุณรันดร์ใหม่ได้ไหม ผมเปลี่ยนมือถือใหม่ ข้อมูลเก่าหายหมดเลยครับ” เขานำโทรศัพท์ขึ้นมา มันเป็นเครื่องใหม่และคนละรุ่นกับตอนนั้นที่เขาให้ผมมาเมมเบอร์โทรศัพท์

“เกิด...อะไรขึ้นเหรอครับ ทำไมถึงได้ใช้เครื่องใหม่ แล้วข้อมูลหาย” อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะบอกเหตุผลออกมา

“จุมโม่ครับ”

“จุมโม่เหรอ?”

“ครับ” เขาพยักหน้า และพูดต่อ

“มันเข้ามาในห้องตอนผมกำลังอาบน้ำ ผมชาร์จมือถือเอาไว้ แต่เหมือนว่ามันจะมาคาบเอาไป ออกมาเจออีกทีเครื่องก็เละ หน้าจอแตก เอาไปให้ร้านดูข้อมูลใหม่ที่เอาเข้าเครื่องยังไม่ได้สำรองเอาไว้ก็หายหมด แต่ดีที่ผมจำเบอร์คุณได้ ไม่อย่างนั้นแย่เลย”

เขา...บอกว่าจำเบอร์ผมได้ด้วยล่ะ

“ผมก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น รู้อีกทีมือถือก็พังไปแล้ว อาจเพราะช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้เล่นด้วยมั้งครับ” ผมปรายตามองโทรศัพท์เขาอีกครั้ง โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่ไม่คุ้นตา

“เดี๋ยวผมเพิ่มเพื่อนคุณไปเอง” ผมยื่นโทรศัพท์ตัวเองให้กับเขาแทน คนตัวสูงมองผมนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะพยักหน้าพร้อมรับโทรศัพท์ผมไป

“เครื่องยังไม่ปลด…”

“120797”

“…”

เขาช้อนตามามองผมขณะที่กำลังจะส่งโทรศัพท์คืนให้ผม จากนั้นจึงยิ้มนิด ๆ และปลดล็อกโทรศัพท์ ทำการเพิ่มเพื่อนอีกช่องทางเฟซบุ๊กอยู่พักหนึ่งรวมถึงไลน์ใหม่ของเขาด้วย สักพักโทรศัพท์ก็ถูกส่งคืนมาให้ อีกฝ่ายหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาตอบรับเพื่อน เพราะมันแจ้งเตือนขึ้นมาบนหน้าจอพอดี

“เกิดสิบสองเดือนเจ็ดเหรอครับ” ร่างหนาถามขึ้น ผมคิดว่าเขาคงเดาได้จากรหัสเครื่องที่ผมบอกไปนั่นแหละ

“ครับ” ผมตอบอย่างไม่คิดจะปิดบัง

“เลขวันเกิดเราแอบคล้าย ๆ กันนะ แค่สลับที่กันนิดหน่อย เกือบได้เป็นพรหมลิขิตกันแล้วครับ” ริมฝีปากคลี่ยิ้มพรายหลังพูดจบ

“…” ผมไม่ตอบนอกจากมองไปข้างนอกร้านเงียบอยู่แบบนั้น กระทั่งเวลาผ่านไปพักหนึ่งประมาณสิบนาทีได้ที่ไร้บทสนทนา เราก็ดันมาใจตรงกันซะงั้น

“คุณรันดร์ครับ”

“คุณโซล”

เราต่างเอ่ยขึ้นพร้อมกัน ความเงียบวิ่งเข้าครอบครองอีกครั้งเมื่อไม่มีใครพูดต่อ

“คุณพูดก่อนเลย” ร่างสูงเปิดทางให้ผมได้พูดก่อน

“ไม่เป็นไร พูดธุระคุณก่อนเลย เดี๋ยวผมพูดทีหลัง” ผมบอกเขา

“ผมไม่มีอะไรมากหรอกครับ” เขาเงียบไปเสี้ยววินาที จึงพูดขึ้นต่อ

“ผมคิดถึงคุณมากเลยนะ”

กึก

อีกแล้ว… ใจสั่นหนักขึ้นอีกแล้ว…

เขาบอกว่าคิดถึงผม คิดถึงแบบไหนล่ะ คิดถึงในสถานะอะไร…

“ผมอยากทักมาคุยกับคุณมากเลย แต่ก็กลัวจะรบกวนเวลาคุณทำงาน นักเขียนทักไปรบกวนบ่อย ๆ ก็จะเสียสมาธิ เลยไม่กล้าจะทักเลยครับ แถมมือถือยังมาพังอีก”

“ผมอยากบอกแค่นี้แหละครับ คุณรันดร์เรียกผม จะพูดอะไรครับ” ผมเงียบอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยถามไปตามความคิด

“ผมจำได้ว่าเรามีอีกช่องทางที่เคยคุยกันในตอนแรก ทำไมไม่ทักมาทางนั้น”

“ไม่กล้าไงครับ ก็ที่บอกว่ากลัวทำลายสมาธิคุณ”

แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่าการที่คุณหายเงียบไปแบบนั้น ยิ่งทำลายสมาธิผมได้อย่างเยี่ยมยอดและยอดเยี่ยมเลยล่ะครับคุณโซล

ผมไม่ได้พูดอะไรต่อนอกจากถือแก้วกาแฟขึ้นมานั่งจิบพลางมองออกไปข้างนอกร้าน

“คุณรันดร์พอมีที่พักแนะนำไหมครับ ที่ราคาไม่แพงเกินไป”

ผมหันกลับมามองเขา จ้องเข้าไปในนัยน์ตาดำขลับ แอบแปลกใจเล็ก ๆ ที่เขาไม่ได้จองที่พักก่อนจะมา

“คุณไม่ได้จองที่พักไว้แล้วหรอกเหรอ”

“ยังครับ ผมเสร็จงานเมื่อคืน รุ่งเช้าผมก็ขึ้นรถไฟมาที่นี่เลย”

“...”

อา...แล้วจะมาเดินหาที่พักในเมืองใหญ่แบบนี้ ลำบากไปหรือเปล่า แดดก็ร้อน รถก็เยอะ ในแอปยังพอหลงเหลือโปรโมชั่นอะไรที่ใช้เป็นส่วนลดจองที่พักได้ไหมนะ

“เดี๋ยวผมลองหาในเว็บดูก่อนนะ” ผมว่าและนำโทรศัพท์มาเปิดค้นหาโรงแรมใกล้ ๆ แถวนี้ ทว่าบริเวณที่เราอยู่ดันเป็นส่วนที่เจริญฉิบหายวายวอดเลยนี่ดิ ไม่สิ ไม่ว่าจะอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่ตรงนี้มันก็เจริญไม่ต่างกัน แค่ที่ตรงนี้มันเจริญเกินไป ราคาห้องแต่ละที่ตีไปคืนละพันได้เลย ถูกสุดก็อยู่ที่หก เจ็ดร้อย แต่ห้องมันไม่น่านอนเท่าไหร่

“คุณจะอยู่ประมาณกี่วัน” ผมถามเอาข้อมูลเพิ่มเติม

“สามวันครับ”

“แป๊บนะ ผมหาที่ที่ถูกกว่านี้ให้ก่อน”

“ถ้าไม่มี ผมขอไปพักกับคุณรันดร์ได้ไหมครับ”

กึก

มือที่กำลังเลื่อนหาที่พักชะงักค้างอัตโนมัติ ผมค่อย ๆ เงยขึ้นมองชายหนุ่มที่นั่งยิ้มกว้างอยู่อีกฝั่ง ผมนั่งจ้องเขาอยู่นาน จนไม่รู้ตัวเลยว่าคนตรงข้ามโน้มตัวเข้ามาใกล้ จนใบหน้าเราอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบตั้งแต่เมื่อไหร่

“อะ เอ่อ” ผมถอยหน้าออกห่างนิดหนึ่ง กะพริบตาถี่สองครั้ง วางโทรศัพท์ที่กดปิดหน้าจอเรียบร้อบแล้วลงบนโต๊ะ

“ถือว่าแลกที่หลับที่นอนกัน” เขายังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นมันดันกว้างขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่แปลกไปก็คือแววตาของเขา มันเหมือนมีอะไรบางอย่างซุกซ่อนอยู่

“ไม่ได้เหรอครับ”

“ที่ที่ผมอยู่มันไม่น่าอยู่หรอก”

“ที่แบบไหนผมก็อยู่ได้ สมัยเรียนรด. ลำบากกว่านี้ก็นอนมาแล้ว”

“…” ผมเงียบไปชั่วคราวก่อนจะเอ่ยขึ้น

“คุณจะอยู่จริง ๆ เหรอ”

“ถ้าคุณให้ผมอยู่ ผมก็อยู่ครับ” ชายหนุ่มว่าจบก็ตกท้ายด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย

“ผมไม่ได้อยู่บ้าน”

“อันนั้นพอจะเดาได้ตั้งแต่คุณบอกว่าคุณออกมาอยู่คนเดียวแล้วครับ” เขาจำประโยคตอนนั้นที่ผมหลุดพูดออกไปได้ด้วยเหรอ...

“ห้องมัน...รก ผมยังไม่ได้เก็บห้อง”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปช่วยเก็บ”

ชักจะเป็นคนง่าย ๆ เกินไปแล้วนะคุณโซล คุณให้ผมอยู่อย่างสบาย ๆ ที่บ้านคุณ แต่ผมดันจะเอาคุณไปเก็บขยะที่ห้องตัวเองนี่เหรอ น่าขายหน้าชะมัดเลย

 

 

 

แกร๊ก…

ประตูห้องได้เปิดสู่สายตาของใครอีกคนทางด้านหลังผม จู่ ๆ ความกังวลในใจก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาในอกดื้อ ๆ ผมไม่เคยให้ใครเข้าห้องนอกจากไอ้ธีร์ ผมก้าวนำเข้าไปข้างในและรีบพุ่งตรงไปที่เตียงก่อนอันดับแรก ผ้าห่มยังไม่ได้พับ หมอนอยู่ไม่เป็นทิศ แถมยังมีก้อนกระดาษที่ถูกขยำ และเศษกระดาษถูกฉีกตกอยู่ข้างเตียงบ้าง บนเตียงบ้าง ผมรีบเก็บทุกอย่างอย่างลวก ๆ กำลังจะก้มเก็บก้อนกระดาษที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา มือใหญ่ก็เอื้อมลงมาเก็บมันพร้อมกับผมพอดี ผมชะงักมือนิ่งเมื่อมือตัวเองสัมผัสหลังมืออีกฝ่ายแทนกระดาษก่อนจะเงยหน้ามองอีกคนที่ส่งยิ้มอ่อนมาให้ผม

“...”

“เดี๋ยวช่วยเก็บครับ” เขาว่าจบ กระดาษก้อนนั้นก็ถูกเก็บไปถือไว้ในมือใหญ่ เจ้าตัวเดินถือมันไปทิ้งลงที่ถังขยะ จากนั้นจึงกลับมาช่วยผมเก็บของบริเวณอื่นต่อให้เป็นระเบียบมากขึ้น ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ที่ทำให้ห้องรก ๆ กลับมาเป็นห้องนอนที่น่าอยู่มากกว่าเดิม แม้จะยังดูรกอยู่ก็เถอะ แต่มันก็น่าอยู่กว่าก่อนหน้านี้ขึ้นมาเยอะแล้วกัน

“ขอบคุณครับ” ร่างหนาที่กำลังกวาดตามองรอบห้อง หันมามองผมเมื่อผมเอ่ยขอบคุณ

“มีความอาร์ตในตัวนิด ๆ เหมือนกันนะ เขียนแล้วก็ฉีกกระดาษทิ้ง” เขาว่าปนขำนิด ๆ มุมปากยกยิ้มหน่อย ๆ ก่อนจะเดินไปดูโต๊ะที่ผมใช้ทำงาน มันมีโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่องที่ต่อเข้ากับคีย์บอร์ดไร้สายอีกที แต่เป็นคีย์บอร์ดราคาหลักร้อยที่เสียงไม่ได้นุ่ม ไม่ได้ฟินเหมือนราคาหลักพัน

“โต๊ะทำงานแปลกตาดีนะครับ”

“…”

“ปกติแล้ว ผมเห็นตามโซเชียล เวลานักเขียนถ่ายมุมทำงานตัวเองลงจะดูเป็นระเบียบมากเลย” เขาว่าก่อนจะหันมามองทางผมและชะงักนิด ๆ เมื่อเห็นเจ้าของโต๊ะอย่างผมกำลังยืนจ้องเขาด้วยหน้าเรียบนิ่ง

“เอ่อ...ผมไม่ได้หมายความว่าโต๊ะคุณรกนะ ผมหมายถึงว่ามันดูแตกต่างดี ดูมีสไตล์น่ะ” โต๊ะทำงานมันจะไปบ่งบอกสไตล์คนเราได้ยังไง รกมันก็คือรกนั่นแหละ ไม่มีสตงสไตล์อะไรหรอก

“พูดตรง ๆ ก็ได้คุณว่ารก”

“โอเค มันอาจจะดูรก แต่มันก็ดูเป็นคุณ รวม ๆ แล้วไม่ได้เรียกรก แต่เรียกว่าเป็นตัวคุณ”

“เพื่อนผมมันบอกว่าห้องผมรกเหมือนรังหนู”

“ไม่หรอกครับ เป็นตัวคุณดี” ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพยายามพูดให้มันดูดีเท่าไหร่ ความหมายแฝงของมันก็คือ รก คำเดียวนั่นแหละ

ผมเดินเข้าไปหาเขา หยุดยืนในระยะที่พอเหมาะจะมองใบหน้าของเขาได้หมดทุกตารางนิ้วบนใบหน้า

“ห้องผมไม่ได้กว้าง มันเป็นห้องเช่า และมีเตียงเดียวเดี่ยว ๆ” เขาหันไปมองเตียงที่เหมาะสำหรับนอนคนเดียวมากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะนอนสองคนไม่ได้ แค่นอนคนเดียวมันน่าจะสบายต่อการเกลือกกลิ้งร่างกายได้มากกว่า

“คุณเห็นสภาพห้องเมื่อกี้ ถ้าเกิดรู้สึกว่าไม่น่าจะอยู่ได้ เดี๋ยวผมจะหาที่พักราคา…”

“ได้ครับ” เขารีบสวนตอบทั้งที่ผมยังพูดไม่จบ ปากที่กำลังจะเอ่ยคำต่อไปชะงักเหมือนโดนกดปุ่มปิดเสียงกะทันหัน ผมกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่งพร้อมประโยคที่เหลือลงไปด้วย ใจมันเต้นแปลก ๆ แบบไม่ค่อยชอบใจตัวเองเท่าไหร่

ความเงียบย่องกลับมาเป็นเจ้าถิ่นระหว่างเราอีกรอบ แต่เหมือนคนตัวสูงจะไม่ยอมให้มันครอบงำง่าย ๆ เขาขยับเข้ามาใกล้หนึ่งก้าวพร้อมโน้มตัวลงมาใกล้เล็กน้อย แต่ผมดันรู้สึกถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่เฉียดผิวแก้ม แววตาคู่นั้นจ้องมองผมเหมือนตอนที่สัตว์เลี้ยงของเขานั่งมองผมตอนนั้นเลย

“ให้ผมนอนด้วยคนนะครับ” น้ำเสียงออดอ้อนนิด ๆ ดังอยู่ตรงหน้าผม

“…”

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

ผมสูดลมหายใจเข้าพยายามเรียกสติที่กำลังกระจัดกระจายเหมือนเศษกระดาษบนพื้นเมื่อกี้กลับมาให้เข้ารูปเข้าร่าง

“คะ…คุณอยู่ได้ ผมก็โอเค” ผมพูดตะกุกตะกัก และก้าวถอยหลังห่างมาหนึ่งก้าว ขืนยืนอยู่อย่างนั้นต่อ มีหวังว่าเขาจะได้หามผมส่งโรงพยาบาลแน่ ๆ เพราะหัวใจมันกำลังจะสูบฉีดเลือดไม่ทัน

“หะ...หิวยัง ออกไปหาอะไรกินไหม” ยังคงเป็นสเต็ปเดิมกับการหักเหเปลี่ยนเรื่องสำหรับผมเมื่อเจอเรื่องที่ตัวเองไปต่อไม่ได้

“คุณพาผมไปนะ ผมไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพฯ ไม่รู้ว่าร้านไหนอร่อย”

“อื้ม” ผมส่งเสียงตอบเบา ๆ และหันหน้าหนีไปทางอื่น เวลานี้ผมไม่กล้าจะมองหน้าเขาเหมือนก่อนหน้านี้เลย ก็ใครใช้ให้เขาเข้ามาเล่นแบบนั้นกับผมล่ะ ยิ่งกับผมในตอนนี้ที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังรู้สึกมันเรียกว่าอะไร ก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ นอกจากจะไม่รู้แล้ว ยังเอาตัวแปรต้นของปัญหานี้เข้ามาอยู่ใกล้ตัวเองอีก

โคตรอยากจะจับหัวมึงมาเขกมะเหงกสักร้อยรอบจริง ๆ เลยรันดร์

 

 

 

ฟ้าสีครามค่อย ๆ ถูกปัดแต้มด้วยแสงสนธยาสีส้มอุ่นราวกับมีใครกำลังละเลงปลายพู่กันลงบนผืนผ้าใบใหญ่ของวันที่กำลังจะสิ้นสุดลง ฝ่าเท้านับหลายคู่ต่างเดินสวนกันในสถานที่ที่เป็นแหล่งรวมของอร่อยในยามค่ำคืน

“จนอายุสามสิบ ผมเพิ่งเคยมาเดินเยาวราช เห็นแต่คนว่ามีของกินอร่อย ๆ เยอะ อีกอย่างอากาศดีมากด้วยในช่วงเย็น ขอบคุณที่พามานะครับ” เขาพูดขึ้นขณะที่เรากำลังเดินเคียงข้างกัน แต่ที่เขาพูดเมื่อกี้นี้จริงเหรอ ผมเพิ่งรู้เลยว่านี่เป็นครั้งแรกของเขาที่เพิ่งได้มาเดินเยาวราช

“คุณมากรุงเทพฯ บ่อยแค่ไหน”

“อืม…สองครั้งมั้งครับ ครั้งแรกพ่อกับแม่พาผมมาดูตึกช้าง จำได้ดีเลย ส่วนครั้งที่สองก็—”

“ตอนนี้” ผมพูดขึ้นเหมือนรู้ทันคำตอบที่เขากำลังจะพูด

“ครับ ตอนนี้ แต่กรุงเทพฯ ก็เปลี่ยนไปมากจริง ๆ”

“ตอนนั้นกับตอนนี้ มีอะไรเปลี่ยนไปบ้างเหรอ”

ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ากรุงเทพฯ มันเปลี่ยนไปมากขนาดไหนในมุมของคนต่างจังหวัด แต่สิ่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ไม่เคยเปลี่ยนเลย ก็คือ ไอ้ตึกที่เหมือนช้างน่ะ มันยังมีอยู่

“ตอนนั้นมาเพื่อมาดูตึกช้าง ส่วนตอนนี้มาเพื่อมาหาคุณ”

“…”

ผมหยุดเดินอัตโนมัติในขณะที่อีกคนยังคงเดินต่อไป ก่อนเขาจะหยุดตามหลังและหันกลับมามองผมที่อยู่ท่ามกลางผู้คนที่กำลังพลุกพล่าน ส่วนเขาเองก็ยืนอยู่ในจุดที่คนพลุกพล่านไม่ต่างกัน แต่ในความพลุกพล่านทั้งหมดนั้น ผมดันมองเห็นเขาแค่คนเดียว ทุกอย่างรอบตัวเบลอไปเองโดยอัตโนมัติเหมือนกล้องที่กดโฟกัสเพียงจุดสำคัญ เขาเดินกลับมาหาผม และหยุดยืนตรงหน้าผม ก่อนจะเอ่ยถาม

“หยุดเดินทำไมล่ะครับ” มืออุ่นเอื้อมมาจับมือผม

“เดินกันต่อเถอะครับ” ร่างสูงพาเดินต่อโดยที่สติผมยังกลับมาไม่เต็มร้อย

ทำไมคุณถึงขยันทำให้ใจของผมสั่นอยู่เรื่อย หรือคุณกำลังแกล้งผม หรือว่าเป็นปกติของคุณอยู่แล้ว แต่ผมเผลอไปรู้สึกเอง ผมอยากให้มันชัดเจนกว่านี้จังเลยคุณโซล ผมควรจะทำยังไงกับตัวเอง ผมอยากรู้ว่าที่ผมเป็นอยู่มันเรียกว่าอะไร กำลังมีความรักใช่หรือเปล่า

“ถ้าไม่ติดว่าเอาจุมโม่ไปฝากไว้กับรุ่นพี่ ผมจะอยู่ให้นานอีกหน่อย ยังอยากเจอหน้าคุณให้มากกว่านี้อีกหน่อย”

กึก…

เท้าผมมันหยุดเดินเองอีกครั้งทำเอาคนที่จับมือผมเดินหยุดตามไปด้วย เขาหันมามองด้วยสีหน้าเชิงสงสัยว่าทำไมผมถึงหยุดเดิน

“คุณโซล” ผมเรียกเขาเสียงเรียบด้วยสีหน้าจริงจัง อีกคนที่เห็นท่าทางนั้นก็ยืดตัวขึ้น ยืนหลังตรง

“ครับ”

“คุณเป็นคนพูดแบบนี้เป็นปกติอยู่แล้วใช่ไหม”

“แบบไหนครับ”

“ก็แบบเมื่อกี้ไง”

ตาคมมองผมนิ่ง แต่ในความนิ่งนั้นเจือความละมุนและอ่อนโยนรวมกันอยู่ในดวงตาคู่นั้นจนผมเริ่มสับสนแล้วว่า สายตาพวกนี้ที่ผมเห็นว่าโดยตลอดมันเป็นปกติของเขา หรือเป็นเพราะเขาจงใจทำให้ผมเห็น

“ไม่ครับ”

“…”

“ปกติ ผมไม่พูดแบบนี้”

“…”

“ผมพูดแบบนี้ แค่กับคุณ”

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

เขาได้ยินเสียงหัวใจนี้แล้วหรือยัง เสียงที่เขาทำให้หัวใจผมมันเป็นแบบนี้น่ะ

“ถ้าคุณไม่ชอบ ผมจะไม่พูด—”

“อย่าพูดกับใครอีก” ผมออกคำสั่งกะทันหัน จนอีกฝ่ายสตั๊นไปในคราเดียวกัน

“ช่วยพูดแบบนี้แค่กับผมคนเดียวได้ไหม”

นี่เป็นคงเป็นครั้งแรกกับผู้ชายคนนี้ ที่ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมเอ่ยปากบอกอีกฝ่ายไปแบบนั้น รู้แค่ใจของผม มันไม่อยากให้เขาไปพูดแบบนี้กับใครอื่นอีกนอกจาก...ผมคนเดียว