เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”
รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น,boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Last Season ปลายฤดูคลื่นลมเพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”
“พี่เป็นความสบายใจเดียวของผมเลยนะ เป็นความสบายใจที่ผมไม่อยากให้หายไปไหน ไม่อยากให้ไปเป็นของใคร นอกจากผมแค่คนเดียว”
“พี่จะเป็นแค่ของคุณคนเดียว”
นักเขียนกับนักวาด ศิลปินต่างแขนงสองคนที่มาบรรจบกันเพราะจินตนาการในห้องเช่าแคบ ๆ ‘นิรันดร์’ ใช้ชีวิตกับความฝันมาสามปี หลังจากหันหลังให้คำว่า บ้าน แต่แล้ววันหนึ่งนักเขียนโนเนมที่เคยอยู่กับความเหงาได้ ในครั้งนี้ ความเงียบกลับกลืนเขาลงไปทั้งตัว ในวันที่มองไม่เห็นทาง นิรันดร์ตัดสินใจออกเดินทางไปพบใครคนหนึ่งในแดนคลื่นลม คนที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์
“คุณปลายบรรทัดใช่ไหมครับ”
“คุณ…คือ โซลธาร เหรอ”
คนที่เคยรู้จักกันแค่ผ่านหน้าจอเพียงผิวเผิน ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตที่กำลังสั่นคลอน
“รันดร์ไม่ใช่ตัวประหลาด เขาคือหัวใจของผม และผมจะไม่ยอมให้ใคร...แม้แต่คนที่เป็นพ่อ...มาทำร้ายเขา”
บางทีสิ่งที่ต้องการ อาจไม่ใช่แรงบันดาลใจเป็นลำดับแรก แต่อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ข้างกันแล้วสบายใจ
ชี้แจงรายละเอียดการอัปเดตรายตอน
ตอนที่ 0 - 10 จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน วันละ 1 ตอน เวลา 19:00 น.
นับแต่ตอนที่ 11 เป็นต้นไป จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 19:00 น.
หลังจากอัปเดตจนจบเรื่อง จะติดเหรียญถาวรในวันถัดไป ตั้งแต่ตอนที่ 10 เป็นต้นไปค่ะ
ตอนพิเศษ มีเฉพาะในเล่ม E-BOOK เท่านั้น
E-BOOK จะแจ้งวันและเวลาให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะคะ
ภายในร้านคาเฟ่เล็กแห่งหนึ่งไม่ไกลจากบริเวณที่เขายืนรอมากนัก กลิ่นกาแฟคั่วลอยกลบคลุมทั้งร้าน เราเลือกมุมนั่งเงียบ ๆ สั่งกาแฟกันคนละแก้ว ผมไม่รอให้เขาเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นมาอย่างทุกที แต่เป็นฝ่ายยิงคำถามใส่ชายตัวสูงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผมนี้ก่อน
“คุณมาที่นี่ยังไง”
“นั่งรถไฟมาครับ”
เขามีรถไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงนั่งรถไฟมาทั้งที่ขับรถมาก็ใช้เวลาน้อยกว่านั่งรถไฟแท้ ๆ แต่ถ้าขับรถมาในระยะทางเกือบสองร้อยกิโลเมตรก็คงจะอันตรายไม่น้อยเลย
“จุมโม่ล่ะครับ ปล่อยไว้ที่บ้านคนเดียวงั้นเหรอ”
“ผมเอาไปฝากรุ่นพี่เลี้ยงน่ะครับ” ผมผงกศีรษะเบา ๆ กับคำตอบและเงียบไป
“เป็นไงบ้างครับ ไม่ได้คุยกันนาน สบายดีใช่ไหม งานไปได้ดีไหมครับ” ร่างสูงถามคำถามรวบรัดจบในประโยคเดียว
“สบายดีครับ งานก็…น่าจะไปได้ดี”
“น่าจะเหรอ” คิ้วหนายาวยกขึ้นนิด ๆ
“ก็ไปได้ดีหลังจากกลับมา แต่ตอนนี้เริ่มคิดไม่ออกน่ะ” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนั่งคิ้วชนกันหนักกว่าเดิมหลังจากผมพูดจบ
“คุณมาทำอะไรที่กรุงเทพฯ” ผมตัดบทเปลี่ยนเรื่องดื้อ ๆ แน่นอนว่าเขาเองก็ไหลคุยเรื่องใหม่ตามผมมาเหมือนกัน
“มาหาคุณ” แถมยังตอบง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมากอะไรเลยอีกต่างหาก
“…”
“ผมอยากมาหาตั้งนานแล้วครับ แต่ว่าไม่ว่างเลยครับ งานที่บริษัทก็เข้ามาเรื่อย”
“ยุ่งมากเลยเหรอครับ”
“ครับ หาเวลาว่างไม่ค่อยได้ บางวันได้อยู่บ้านก็จริง แต่ก็ต้องนั่งทำงานให้บริษัทอยู่ดี”
ช่างภาพมันยุ่งมากขนาดนั้นเลยเหรอ ผมไม่รู้เนื้องานที่เขาทำเลย แต่เขาบอกว่าหาเวลาว่างไม่ได้ ก็คงจะยุ่งมากจริง ๆ นั่นแหละ
“อ้อ ผมขอไลน์คุณรันดร์ใหม่ได้ไหม ผมเปลี่ยนมือถือใหม่ ข้อมูลเก่าหายหมดเลยครับ” เขานำโทรศัพท์ขึ้นมา มันเป็นเครื่องใหม่และคนละรุ่นกับตอนนั้นที่เขาให้ผมมาเมมเบอร์โทรศัพท์
“เกิด...อะไรขึ้นเหรอครับ ทำไมถึงได้ใช้เครื่องใหม่ แล้วข้อมูลหาย” อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะบอกเหตุผลออกมา
“จุมโม่ครับ”
“จุมโม่เหรอ?”
“ครับ” เขาพยักหน้า และพูดต่อ
“มันเข้ามาในห้องตอนผมกำลังอาบน้ำ ผมชาร์จมือถือเอาไว้ แต่เหมือนว่ามันจะมาคาบเอาไป ออกมาเจออีกทีเครื่องก็เละ หน้าจอแตก เอาไปให้ร้านดูข้อมูลใหม่ที่เอาเข้าเครื่องยังไม่ได้สำรองเอาไว้ก็หายหมด แต่ดีที่ผมจำเบอร์คุณได้ ไม่อย่างนั้นแย่เลย”
เขา...บอกว่าจำเบอร์ผมได้ด้วยล่ะ
“ผมก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น รู้อีกทีมือถือก็พังไปแล้ว อาจเพราะช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้เล่นด้วยมั้งครับ” ผมปรายตามองโทรศัพท์เขาอีกครั้ง โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่ไม่คุ้นตา
“เดี๋ยวผมเพิ่มเพื่อนคุณไปเอง” ผมยื่นโทรศัพท์ตัวเองให้กับเขาแทน คนตัวสูงมองผมนิ่งอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะพยักหน้าพร้อมรับโทรศัพท์ผมไป
“เครื่องยังไม่ปลด…”
“120797”
“…”
เขาช้อนตามามองผมขณะที่กำลังจะส่งโทรศัพท์คืนให้ผม จากนั้นจึงยิ้มนิด ๆ และปลดล็อกโทรศัพท์ ทำการเพิ่มเพื่อนอีกช่องทางเฟซบุ๊กอยู่พักหนึ่งรวมถึงไลน์ใหม่ของเขาด้วย สักพักโทรศัพท์ก็ถูกส่งคืนมาให้ อีกฝ่ายหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาตอบรับเพื่อน เพราะมันแจ้งเตือนขึ้นมาบนหน้าจอพอดี
“เกิดสิบสองเดือนเจ็ดเหรอครับ” ร่างหนาถามขึ้น ผมคิดว่าเขาคงเดาได้จากรหัสเครื่องที่ผมบอกไปนั่นแหละ
“ครับ” ผมตอบอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“เลขวันเกิดเราแอบคล้าย ๆ กันนะ แค่สลับที่กันนิดหน่อย เกือบได้เป็นพรหมลิขิตกันแล้วครับ” ริมฝีปากคลี่ยิ้มพรายหลังพูดจบ
“…” ผมไม่ตอบนอกจากมองไปข้างนอกร้านเงียบอยู่แบบนั้น กระทั่งเวลาผ่านไปพักหนึ่งประมาณสิบนาทีได้ที่ไร้บทสนทนา เราก็ดันมาใจตรงกันซะงั้น
“คุณรันดร์ครับ”
“คุณโซล”
เราต่างเอ่ยขึ้นพร้อมกัน ความเงียบวิ่งเข้าครอบครองอีกครั้งเมื่อไม่มีใครพูดต่อ
“คุณพูดก่อนเลย” ร่างสูงเปิดทางให้ผมได้พูดก่อน
“ไม่เป็นไร พูดธุระคุณก่อนเลย เดี๋ยวผมพูดทีหลัง” ผมบอกเขา
“ผมไม่มีอะไรมากหรอกครับ” เขาเงียบไปเสี้ยววินาที จึงพูดขึ้นต่อ
“ผมคิดถึงคุณมากเลยนะ”
กึก
อีกแล้ว… ใจสั่นหนักขึ้นอีกแล้ว…
เขาบอกว่าคิดถึงผม คิดถึงแบบไหนล่ะ คิดถึงในสถานะอะไร…
“ผมอยากทักมาคุยกับคุณมากเลย แต่ก็กลัวจะรบกวนเวลาคุณทำงาน นักเขียนทักไปรบกวนบ่อย ๆ ก็จะเสียสมาธิ เลยไม่กล้าจะทักเลยครับ แถมมือถือยังมาพังอีก”
“ผมอยากบอกแค่นี้แหละครับ คุณรันดร์เรียกผม จะพูดอะไรครับ” ผมเงียบอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยถามไปตามความคิด
“ผมจำได้ว่าเรามีอีกช่องทางที่เคยคุยกันในตอนแรก ทำไมไม่ทักมาทางนั้น”
“ไม่กล้าไงครับ ก็ที่บอกว่ากลัวทำลายสมาธิคุณ”
แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่าการที่คุณหายเงียบไปแบบนั้น ยิ่งทำลายสมาธิผมได้อย่างเยี่ยมยอดและยอดเยี่ยมเลยล่ะครับคุณโซล
ผมไม่ได้พูดอะไรต่อนอกจากถือแก้วกาแฟขึ้นมานั่งจิบพลางมองออกไปข้างนอกร้าน
“คุณรันดร์พอมีที่พักแนะนำไหมครับ ที่ราคาไม่แพงเกินไป”
ผมหันกลับมามองเขา จ้องเข้าไปในนัยน์ตาดำขลับ แอบแปลกใจเล็ก ๆ ที่เขาไม่ได้จองที่พักก่อนจะมา
“คุณไม่ได้จองที่พักไว้แล้วหรอกเหรอ”
“ยังครับ ผมเสร็จงานเมื่อคืน รุ่งเช้าผมก็ขึ้นรถไฟมาที่นี่เลย”
“...”
อา...แล้วจะมาเดินหาที่พักในเมืองใหญ่แบบนี้ ลำบากไปหรือเปล่า แดดก็ร้อน รถก็เยอะ ในแอปยังพอหลงเหลือโปรโมชั่นอะไรที่ใช้เป็นส่วนลดจองที่พักได้ไหมนะ
“เดี๋ยวผมลองหาในเว็บดูก่อนนะ” ผมว่าและนำโทรศัพท์มาเปิดค้นหาโรงแรมใกล้ ๆ แถวนี้ ทว่าบริเวณที่เราอยู่ดันเป็นส่วนที่เจริญฉิบหายวายวอดเลยนี่ดิ ไม่สิ ไม่ว่าจะอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่ตรงนี้มันก็เจริญไม่ต่างกัน แค่ที่ตรงนี้มันเจริญเกินไป ราคาห้องแต่ละที่ตีไปคืนละพันได้เลย ถูกสุดก็อยู่ที่หก เจ็ดร้อย แต่ห้องมันไม่น่านอนเท่าไหร่
“คุณจะอยู่ประมาณกี่วัน” ผมถามเอาข้อมูลเพิ่มเติม
“สามวันครับ”
“แป๊บนะ ผมหาที่ที่ถูกกว่านี้ให้ก่อน”
“ถ้าไม่มี ผมขอไปพักกับคุณรันดร์ได้ไหมครับ”
กึก
มือที่กำลังเลื่อนหาที่พักชะงักค้างอัตโนมัติ ผมค่อย ๆ เงยขึ้นมองชายหนุ่มที่นั่งยิ้มกว้างอยู่อีกฝั่ง ผมนั่งจ้องเขาอยู่นาน จนไม่รู้ตัวเลยว่าคนตรงข้ามโน้มตัวเข้ามาใกล้ จนใบหน้าเราอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบตั้งแต่เมื่อไหร่
“อะ เอ่อ” ผมถอยหน้าออกห่างนิดหนึ่ง กะพริบตาถี่สองครั้ง วางโทรศัพท์ที่กดปิดหน้าจอเรียบร้อบแล้วลงบนโต๊ะ
“ถือว่าแลกที่หลับที่นอนกัน” เขายังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นมันดันกว้างขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่แปลกไปก็คือแววตาของเขา มันเหมือนมีอะไรบางอย่างซุกซ่อนอยู่
“ไม่ได้เหรอครับ”
“ที่ที่ผมอยู่มันไม่น่าอยู่หรอก”
“ที่แบบไหนผมก็อยู่ได้ สมัยเรียนรด. ลำบากกว่านี้ก็นอนมาแล้ว”
“…” ผมเงียบไปชั่วคราวก่อนจะเอ่ยขึ้น
“คุณจะอยู่จริง ๆ เหรอ”
“ถ้าคุณให้ผมอยู่ ผมก็อยู่ครับ” ชายหนุ่มว่าจบก็ตกท้ายด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย
“ผมไม่ได้อยู่บ้าน”
“อันนั้นพอจะเดาได้ตั้งแต่คุณบอกว่าคุณออกมาอยู่คนเดียวแล้วครับ” เขาจำประโยคตอนนั้นที่ผมหลุดพูดออกไปได้ด้วยเหรอ...
“ห้องมัน...รก ผมยังไม่ได้เก็บห้อง”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปช่วยเก็บ”
ชักจะเป็นคนง่าย ๆ เกินไปแล้วนะคุณโซล คุณให้ผมอยู่อย่างสบาย ๆ ที่บ้านคุณ แต่ผมดันจะเอาคุณไปเก็บขยะที่ห้องตัวเองนี่เหรอ น่าขายหน้าชะมัดเลย
แกร๊ก…
ประตูห้องได้เปิดสู่สายตาของใครอีกคนทางด้านหลังผม จู่ ๆ ความกังวลในใจก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาในอกดื้อ ๆ ผมไม่เคยให้ใครเข้าห้องนอกจากไอ้ธีร์ ผมก้าวนำเข้าไปข้างในและรีบพุ่งตรงไปที่เตียงก่อนอันดับแรก ผ้าห่มยังไม่ได้พับ หมอนอยู่ไม่เป็นทิศ แถมยังมีก้อนกระดาษที่ถูกขยำ และเศษกระดาษถูกฉีกตกอยู่ข้างเตียงบ้าง บนเตียงบ้าง ผมรีบเก็บทุกอย่างอย่างลวก ๆ กำลังจะก้มเก็บก้อนกระดาษที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา มือใหญ่ก็เอื้อมลงมาเก็บมันพร้อมกับผมพอดี ผมชะงักมือนิ่งเมื่อมือตัวเองสัมผัสหลังมืออีกฝ่ายแทนกระดาษก่อนจะเงยหน้ามองอีกคนที่ส่งยิ้มอ่อนมาให้ผม
“...”
“เดี๋ยวช่วยเก็บครับ” เขาว่าจบ กระดาษก้อนนั้นก็ถูกเก็บไปถือไว้ในมือใหญ่ เจ้าตัวเดินถือมันไปทิ้งลงที่ถังขยะ จากนั้นจึงกลับมาช่วยผมเก็บของบริเวณอื่นต่อให้เป็นระเบียบมากขึ้น ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ที่ทำให้ห้องรก ๆ กลับมาเป็นห้องนอนที่น่าอยู่มากกว่าเดิม แม้จะยังดูรกอยู่ก็เถอะ แต่มันก็น่าอยู่กว่าก่อนหน้านี้ขึ้นมาเยอะแล้วกัน
“ขอบคุณครับ” ร่างหนาที่กำลังกวาดตามองรอบห้อง หันมามองผมเมื่อผมเอ่ยขอบคุณ
“มีความอาร์ตในตัวนิด ๆ เหมือนกันนะ เขียนแล้วก็ฉีกกระดาษทิ้ง” เขาว่าปนขำนิด ๆ มุมปากยกยิ้มหน่อย ๆ ก่อนจะเดินไปดูโต๊ะที่ผมใช้ทำงาน มันมีโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่องที่ต่อเข้ากับคีย์บอร์ดไร้สายอีกที แต่เป็นคีย์บอร์ดราคาหลักร้อยที่เสียงไม่ได้นุ่ม ไม่ได้ฟินเหมือนราคาหลักพัน
“โต๊ะทำงานแปลกตาดีนะครับ”
“…”
“ปกติแล้ว ผมเห็นตามโซเชียล เวลานักเขียนถ่ายมุมทำงานตัวเองลงจะดูเป็นระเบียบมากเลย” เขาว่าก่อนจะหันมามองทางผมและชะงักนิด ๆ เมื่อเห็นเจ้าของโต๊ะอย่างผมกำลังยืนจ้องเขาด้วยหน้าเรียบนิ่ง
“เอ่อ...ผมไม่ได้หมายความว่าโต๊ะคุณรกนะ ผมหมายถึงว่ามันดูแตกต่างดี ดูมีสไตล์น่ะ” โต๊ะทำงานมันจะไปบ่งบอกสไตล์คนเราได้ยังไง รกมันก็คือรกนั่นแหละ ไม่มีสตงสไตล์อะไรหรอก
“พูดตรง ๆ ก็ได้คุณว่ารก”
“โอเค มันอาจจะดูรก แต่มันก็ดูเป็นคุณ รวม ๆ แล้วไม่ได้เรียกรก แต่เรียกว่าเป็นตัวคุณ”
“เพื่อนผมมันบอกว่าห้องผมรกเหมือนรังหนู”
“ไม่หรอกครับ เป็นตัวคุณดี” ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพยายามพูดให้มันดูดีเท่าไหร่ ความหมายแฝงของมันก็คือ รก คำเดียวนั่นแหละ
ผมเดินเข้าไปหาเขา หยุดยืนในระยะที่พอเหมาะจะมองใบหน้าของเขาได้หมดทุกตารางนิ้วบนใบหน้า
“ห้องผมไม่ได้กว้าง มันเป็นห้องเช่า และมีเตียงเดียวเดี่ยว ๆ” เขาหันไปมองเตียงที่เหมาะสำหรับนอนคนเดียวมากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะนอนสองคนไม่ได้ แค่นอนคนเดียวมันน่าจะสบายต่อการเกลือกกลิ้งร่างกายได้มากกว่า
“คุณเห็นสภาพห้องเมื่อกี้ ถ้าเกิดรู้สึกว่าไม่น่าจะอยู่ได้ เดี๋ยวผมจะหาที่พักราคา…”
“ได้ครับ” เขารีบสวนตอบทั้งที่ผมยังพูดไม่จบ ปากที่กำลังจะเอ่ยคำต่อไปชะงักเหมือนโดนกดปุ่มปิดเสียงกะทันหัน ผมกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่งพร้อมประโยคที่เหลือลงไปด้วย ใจมันเต้นแปลก ๆ แบบไม่ค่อยชอบใจตัวเองเท่าไหร่
ความเงียบย่องกลับมาเป็นเจ้าถิ่นระหว่างเราอีกรอบ แต่เหมือนคนตัวสูงจะไม่ยอมให้มันครอบงำง่าย ๆ เขาขยับเข้ามาใกล้หนึ่งก้าวพร้อมโน้มตัวลงมาใกล้เล็กน้อย แต่ผมดันรู้สึกถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่เฉียดผิวแก้ม แววตาคู่นั้นจ้องมองผมเหมือนตอนที่สัตว์เลี้ยงของเขานั่งมองผมตอนนั้นเลย
“ให้ผมนอนด้วยคนนะครับ” น้ำเสียงออดอ้อนนิด ๆ ดังอยู่ตรงหน้าผม
“…”
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
ผมสูดลมหายใจเข้าพยายามเรียกสติที่กำลังกระจัดกระจายเหมือนเศษกระดาษบนพื้นเมื่อกี้กลับมาให้เข้ารูปเข้าร่าง
“คะ…คุณอยู่ได้ ผมก็โอเค” ผมพูดตะกุกตะกัก และก้าวถอยหลังห่างมาหนึ่งก้าว ขืนยืนอยู่อย่างนั้นต่อ มีหวังว่าเขาจะได้หามผมส่งโรงพยาบาลแน่ ๆ เพราะหัวใจมันกำลังจะสูบฉีดเลือดไม่ทัน
“หะ...หิวยัง ออกไปหาอะไรกินไหม” ยังคงเป็นสเต็ปเดิมกับการหักเหเปลี่ยนเรื่องสำหรับผมเมื่อเจอเรื่องที่ตัวเองไปต่อไม่ได้
“คุณพาผมไปนะ ผมไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพฯ ไม่รู้ว่าร้านไหนอร่อย”
“อื้ม” ผมส่งเสียงตอบเบา ๆ และหันหน้าหนีไปทางอื่น เวลานี้ผมไม่กล้าจะมองหน้าเขาเหมือนก่อนหน้านี้เลย ก็ใครใช้ให้เขาเข้ามาเล่นแบบนั้นกับผมล่ะ ยิ่งกับผมในตอนนี้ที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังรู้สึกมันเรียกว่าอะไร ก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ นอกจากจะไม่รู้แล้ว ยังเอาตัวแปรต้นของปัญหานี้เข้ามาอยู่ใกล้ตัวเองอีก
โคตรอยากจะจับหัวมึงมาเขกมะเหงกสักร้อยรอบจริง ๆ เลยรันดร์
ฟ้าสีครามค่อย ๆ ถูกปัดแต้มด้วยแสงสนธยาสีส้มอุ่นราวกับมีใครกำลังละเลงปลายพู่กันลงบนผืนผ้าใบใหญ่ของวันที่กำลังจะสิ้นสุดลง ฝ่าเท้านับหลายคู่ต่างเดินสวนกันในสถานที่ที่เป็นแหล่งรวมของอร่อยในยามค่ำคืน
“จนอายุสามสิบ ผมเพิ่งเคยมาเดินเยาวราช เห็นแต่คนว่ามีของกินอร่อย ๆ เยอะ อีกอย่างอากาศดีมากด้วยในช่วงเย็น ขอบคุณที่พามานะครับ” เขาพูดขึ้นขณะที่เรากำลังเดินเคียงข้างกัน แต่ที่เขาพูดเมื่อกี้นี้จริงเหรอ ผมเพิ่งรู้เลยว่านี่เป็นครั้งแรกของเขาที่เพิ่งได้มาเดินเยาวราช
“คุณมากรุงเทพฯ บ่อยแค่ไหน”
“อืม…สองครั้งมั้งครับ ครั้งแรกพ่อกับแม่พาผมมาดูตึกช้าง จำได้ดีเลย ส่วนครั้งที่สองก็—”
“ตอนนี้” ผมพูดขึ้นเหมือนรู้ทันคำตอบที่เขากำลังจะพูด
“ครับ ตอนนี้ แต่กรุงเทพฯ ก็เปลี่ยนไปมากจริง ๆ”
“ตอนนั้นกับตอนนี้ มีอะไรเปลี่ยนไปบ้างเหรอ”
ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ากรุงเทพฯ มันเปลี่ยนไปมากขนาดไหนในมุมของคนต่างจังหวัด แต่สิ่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ไม่เคยเปลี่ยนเลย ก็คือ ไอ้ตึกที่เหมือนช้างน่ะ มันยังมีอยู่
“ตอนนั้นมาเพื่อมาดูตึกช้าง ส่วนตอนนี้มาเพื่อมาหาคุณ”
“…”
ผมหยุดเดินอัตโนมัติในขณะที่อีกคนยังคงเดินต่อไป ก่อนเขาจะหยุดตามหลังและหันกลับมามองผมที่อยู่ท่ามกลางผู้คนที่กำลังพลุกพล่าน ส่วนเขาเองก็ยืนอยู่ในจุดที่คนพลุกพล่านไม่ต่างกัน แต่ในความพลุกพล่านทั้งหมดนั้น ผมดันมองเห็นเขาแค่คนเดียว ทุกอย่างรอบตัวเบลอไปเองโดยอัตโนมัติเหมือนกล้องที่กดโฟกัสเพียงจุดสำคัญ เขาเดินกลับมาหาผม และหยุดยืนตรงหน้าผม ก่อนจะเอ่ยถาม
“หยุดเดินทำไมล่ะครับ” มืออุ่นเอื้อมมาจับมือผม
“เดินกันต่อเถอะครับ” ร่างสูงพาเดินต่อโดยที่สติผมยังกลับมาไม่เต็มร้อย
ทำไมคุณถึงขยันทำให้ใจของผมสั่นอยู่เรื่อย หรือคุณกำลังแกล้งผม หรือว่าเป็นปกติของคุณอยู่แล้ว แต่ผมเผลอไปรู้สึกเอง ผมอยากให้มันชัดเจนกว่านี้จังเลยคุณโซล ผมควรจะทำยังไงกับตัวเอง ผมอยากรู้ว่าที่ผมเป็นอยู่มันเรียกว่าอะไร กำลังมีความรักใช่หรือเปล่า
“ถ้าไม่ติดว่าเอาจุมโม่ไปฝากไว้กับรุ่นพี่ ผมจะอยู่ให้นานอีกหน่อย ยังอยากเจอหน้าคุณให้มากกว่านี้อีกหน่อย”
กึก…
เท้าผมมันหยุดเดินเองอีกครั้งทำเอาคนที่จับมือผมเดินหยุดตามไปด้วย เขาหันมามองด้วยสีหน้าเชิงสงสัยว่าทำไมผมถึงหยุดเดิน
“คุณโซล” ผมเรียกเขาเสียงเรียบด้วยสีหน้าจริงจัง อีกคนที่เห็นท่าทางนั้นก็ยืดตัวขึ้น ยืนหลังตรง
“ครับ”
“คุณเป็นคนพูดแบบนี้เป็นปกติอยู่แล้วใช่ไหม”
“แบบไหนครับ”
“ก็แบบเมื่อกี้ไง”
ตาคมมองผมนิ่ง แต่ในความนิ่งนั้นเจือความละมุนและอ่อนโยนรวมกันอยู่ในดวงตาคู่นั้นจนผมเริ่มสับสนแล้วว่า สายตาพวกนี้ที่ผมเห็นว่าโดยตลอดมันเป็นปกติของเขา หรือเป็นเพราะเขาจงใจทำให้ผมเห็น
“ไม่ครับ”
“…”
“ปกติ ผมไม่พูดแบบนี้”
“…”
“ผมพูดแบบนี้ แค่กับคุณ”
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
เขาได้ยินเสียงหัวใจนี้แล้วหรือยัง เสียงที่เขาทำให้หัวใจผมมันเป็นแบบนี้น่ะ
“ถ้าคุณไม่ชอบ ผมจะไม่พูด—”
“อย่าพูดกับใครอีก” ผมออกคำสั่งกะทันหัน จนอีกฝ่ายสตั๊นไปในคราเดียวกัน
“ช่วยพูดแบบนี้แค่กับผมคนเดียวได้ไหม”
นี่เป็นคงเป็นครั้งแรกกับผู้ชายคนนี้ ที่ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมเอ่ยปากบอกอีกฝ่ายไปแบบนั้น รู้แค่ใจของผม มันไม่อยากให้เขาไปพูดแบบนี้กับใครอื่นอีกนอกจาก...ผมคนเดียว