เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”
รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น,boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Last Season ปลายฤดูคลื่นลมเพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”
“พี่เป็นความสบายใจเดียวของผมเลยนะ เป็นความสบายใจที่ผมไม่อยากให้หายไปไหน ไม่อยากให้ไปเป็นของใคร นอกจากผมแค่คนเดียว”
“พี่จะเป็นแค่ของคุณคนเดียว”
นักเขียนกับนักวาด ศิลปินต่างแขนงสองคนที่มาบรรจบกันเพราะจินตนาการในห้องเช่าแคบ ๆ ‘นิรันดร์’ ใช้ชีวิตกับความฝันมาสามปี หลังจากหันหลังให้คำว่า บ้าน แต่แล้ววันหนึ่งนักเขียนโนเนมที่เคยอยู่กับความเหงาได้ ในครั้งนี้ ความเงียบกลับกลืนเขาลงไปทั้งตัว ในวันที่มองไม่เห็นทาง นิรันดร์ตัดสินใจออกเดินทางไปพบใครคนหนึ่งในแดนคลื่นลม คนที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์
“คุณปลายบรรทัดใช่ไหมครับ”
“คุณ…คือ โซลธาร เหรอ”
คนที่เคยรู้จักกันแค่ผ่านหน้าจอเพียงผิวเผิน ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตที่กำลังสั่นคลอน
“รันดร์ไม่ใช่ตัวประหลาด เขาคือหัวใจของผม และผมจะไม่ยอมให้ใคร...แม้แต่คนที่เป็นพ่อ...มาทำร้ายเขา”
บางทีสิ่งที่ต้องการ อาจไม่ใช่แรงบันดาลใจเป็นลำดับแรก แต่อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ข้างกันแล้วสบายใจ
ชี้แจงรายละเอียดการอัปเดตรายตอน
ตอนที่ 0 - 10 จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน วันละ 1 ตอน เวลา 19:00 น.
นับแต่ตอนที่ 11 เป็นต้นไป จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 19:00 น.
หลังจากอัปเดตจนจบเรื่อง จะติดเหรียญถาวรในวันถัดไป ตั้งแต่ตอนที่ 10 เป็นต้นไปค่ะ
ตอนพิเศษ มีเฉพาะในเล่ม E-BOOK เท่านั้น
E-BOOK จะแจ้งวันและเวลาให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะคะ
เข็มนาทีไล่ตามเข็มวินาที รถมอเตอร์ไซค์วิ่งแข่งกับรถยนต์บนถนน รถไฟฟ้าวิ่งแข่งกับรถไฟใต้ดิน ผมแข่งกับนักเขียนคนอื่นที่คอยปล่อยผลงานขึ้นแพลตฟอร์ ขึ้นชั้นวางในร้านหนังสือ ไม่รู้ว่าเรียกแข่งกับพวกเขาได้หรือเปล่า เพราะเหมือนว่าผมจะไม่ได้อยู่บนลู่แข่งนั้นด้วยเลย
ผมยืนอยู่หน้าบริษัทของไอ้ธีร์ ป้ายโลโก้เขียนไว้ว่า EMPIRE PRODUCTION แขวนอยู่เหนือประตูบานใส มือกระชับกระเป๋าสะพายข้างแน่นก่อนจะผลักประตูเข้าไปข้างใน ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศปะทะหน้าแทนที่ไอแดดข้างนอกทันที ภายในสตูดิโอโปร่ง เพดานสูง โคมไฟขนาดใหญ่ห้อยระโยงระยางอยู่เหนือพื้นที่ ผนังด้านหนึ่งกรุด้วยแผ่นซับเสียงสีเข้ม อีกด้านติดจอมอนิเตอร์หลายจอ บางจอค้างภาพฟุตเทจไว้ บางจอเป็นไทม์ไลน์ที่เต็มไปด้วยคลิปซ้อนทับกัน เสียงพัดลมเครื่องตัดต่อดังหึ่ง ๆ คลอไปกับเสียงเมาส์คลิกและคีย์บอร์ดที่กดเป็นจังหวะถี่ ทุกอย่างรอบตัวดูเร่งรีบ มีชีวิต มีเป้าหมาย ในขณะที่ผมรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้าที่เดินหลงเข้ามาในโลกของคนอื่น
“ไอ้รันดร์!”
เสียงตะโกนเรียกผมดังมาจากอีกทาง พอหันไปมองก็เห็นไอ้ธีร์ยืนถือไอแพดอยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง ผมรีบสาวเท้าเข้าไปหามันก็เห็นหน้าจอไอแพดกำลังเปิดดราฟต์งานเขียนของผมอยู่
“กูอ่านจบก่อนมึงมาพอดี”
“เป็นไง”
“ก็แนวมึงดี โอเคเลย ดีเลยแหละ กูไม่ได้อวยนะ พูดจริง” มันย้ำว่าไม่ได้อวย เพราะกลัวว่าผมจะไม่เชื่อ
“เขียนต่อไปถึงไหนละ” มันถาม
“เท่าเดิม”
“ฮะ สัปดาห์นึงละไม่เพิ่มเลยเหรอวะ?”
“อืม”
“เฮ้ออออ” ไอ้ธีร์ถอนหายใจยาว มันควรเป็นผมปะวะที่ต้องถอนหายใจแบบนั้น แต่จริง ๆ ผมก็ถอนหายใจอยู่ทุกวัน ถอนจนไม่มีลมหายใจจะถอนละ
“มึงว่าตัวละครมันรู้สึกอะไร” ผมถามในสิ่งที่ตั้งใจจะมาถาม ตามจริงโทรหาเอาก็ได้ ไม่ต้องแบกตัวเองออกจากห้องเพื่อมาที่นี่หรอก แต่วันนี้ตั้งใจว่าจะออกมาใช้ชีวิตข้างนอกบ้าง เผื่อจะคิดไดอะล็อกถัดไปออก
“รู้สึกอะไรเหรอวะ” มันพูดพลางกลอกตามองเพดาน ทำท่าคิด สักพักจึงให้คำตอบ
“กูว่ามันไม่รู้เหี้ยอะไรเลย ไอ้บทบรรยายแบบนี้อ่ะ อ่านครั้งเดียวก็รู้แล้วว่ากำลังมีความรัก แต่ตัวละครมึงมัน โง่” มันเน้นคำว่าโง่ใส่หน้าผม
กำลังมีความรักงั้นเหรอ…
“แต่ที่มึงเขียนมาแม่งก็เหมือนมึงดีนะ มึงวางให้มันเป็นคนที่ไม่สนห่าสนเหวเรื่องรัก โคตรเหมือนมึงเลย ให้คิดว่าเป็นมึงยังได้เลย”
“…”
“เอ๊ะ หรือคือมึง?”
“ไม่ใช่” ผมรีบปฏิเสธเหมือนมันกำลังจะพูดอะไรต่อ แต่ผมตัดบทสนทนาระหว่างผมกับมันซะก่อน
“กลับละ”
พูดจบก็เดินหนีมันออกมาจากสตูดิโอของมันทั้ง ๆ ที่ยังยืนตากแอร์จากที่ทำงานมันได้ไม่ถึงสิบนาที ผมได้ยินเสียงเรียกของไอ้ธีร์ตามหลัง จากดังกลายเป็นแว่วไปเมื่อประตูปิดสนิท ผมกลับมายืนหน้าป้ายสตูดิโอมันอีกรอบ เงยหน้ามองฟ้าสว่างที่แดดมันแยงตาจนสามารถทำให้ตาบอดได้ ผมต้องก้มหน้าหนี ตาทอดมองพื้นคอนกรีตด้านหน้า
“ความรัก”
ผมพึมพำเบากับตัวเอง แต่แล้วใบหน้าของชายหนุ่มที่อยู่หัวหินดันผุดขึ้นมาในหัวทั้งที่ผมไม่ได้ตั้งใจจะนึกถึงเขา ยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งก็เดินเลียบถนนออกไปจากบริเวณนี้ เดินไปเรื่อย ๆ บนทางเท้าอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนที่จะทำให้ผมนึกงานออก ขึ้นรถเมล์นั่งวนผ่านที่เดิมสามรอบก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะลงป้ายไหน ขึ้นรถไฟฟ้า ยืนทรงลำตัวอยู่ตรงกลางแม้ว่าจะผ่านมาสามสถานีแล้ว แต่ก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ผมต้องเอาตัวเองไปทิ้งไว้ตรงไหนบนโลกใบนี้ถึงจะสามารถทำในสิ่งที่ค้างคาอยู่ต่อให้สำเร็จสักที
“สถานีต่อไป… สถานี...”
เสียงประกาศบนรถไฟฟ้าลอยมาแบบเบลอ ๆ ผมไม่ได้สนใจฟัง สมองมันหน่วงเหมือนโดนยัดใยสังเคราะห์เต็มหัว แน่นจนคิดอะไรไม่ออก แต่กลับคิดถึงหน้าคนนั้นได้ทุกครั้งที่พยายามไม่นึกถึง หลังจากรถไฟฟ้าจอดนิ่ง ประตูเปิด ผู้คนก็ไหลลงไปเหมือนกระแสน้ำ พอช่องว่างในขบวนพอมีที่หายใจ ผมก็ยังยืนโง่ ๆ อยู่ที่เดิม นิ้วมือเกี่ยวเสาเหมือนไม่ได้ตั้งใจ และแล้วรถไฟฟ้าก็เริ่มพุ่งผ่านอุโมงค์ออกสู่สถานีถัดไป
‘ที่มึงเขียนมาแม่งก็เหมือนมึงดีนะ’
ผมสลัดเสียงไอ้ธีร์ออกจากหัว พร้อมใบหน้าคนคนนั้นออกจากหัว มันสำเร็จ แต่สำเร็จแค่เสียงไอ้ธีร์ที่หายไป ใบหน้าของเขายังเกาะหัวผมอยู่
“สถานีถัดไป…สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์”
เสียงประกาศดังบอกให้คนที่ต้องการจะลงสถานีหน้าได้เตรียมตัว สักพักรถไฟเริ่มชะลอ เสียงเบรกครืดเบา ๆ สั่นผ่านรองเท้าผมจนรู้สึก สุดท้ายประตูก็เปิดออก ลมเย็นจากชานชาลาปะทะหน้าเหมือนใครเอามือมาตบเรียกสติ ผมก้าวออกไปอย่างหมดเรี่ยวแรง ถึงอย่างนั้นขาก็ยังเดินต่ออัตโนมัติ คนรอบตัวเดินสวนกันเป็นสาย ผมมายืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เงยหน้ามองป้ายไฟสีขาวสว่างที่อยู่เหนือหัว ขาก้าวไปที่เคาน์เตอร์ซื้อตั๋วรถไฟอย่างไม่อาจควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเองได้
“หัวหินครับ”
ผมแจ้งกับเจ้าหน้าที่ขายตั๋วที่เคาน์เตอร์ เธอมองหน้าผมเหมือนกำลังประเมินว่าผมเป็นพวกหนีปัญหาหรือหนีหนี้หรือเปล่า แต่สุดท้ายก็พิมพ์ตั๋วให้แบบไม่ซักไซ้อะไรทั้งนั้น
สถานีต้นทาง : กรุงเทพฯ (สถานีกลางอภิวัฒน์)
เวลาออก : 10:35 น.
สถานีปลายทาง : หัวหิน
เวลาถึงโดยประมาณ : 13:30 น.
ผมได้ตั๋วรถไฟมาถือครองไว้ในมือเรียบร้อยแล้ว...
“นี่กู…ซื้อตั๋วไปหัวหินเลยเหรอวะ”
ผมบ่นตัวเองอย่างไม่เข้าใจ ไหนว่าจะไปหาที่ที่มันทำให้คิดงานต่อได้ไง ทำไมถึงมาซื้อตั๋วรถไฟไปหัวหิน แม้ในใจจะบ่นตัวเองยังไง แต่ขาผมก็ยืนรอเที่ยวรถของตัวเองอยู่ตรงนั้น
“งั้นก็ไปถามตัวเองที่ทะเลแม่งเลยละกัน”
คนที่เดินผ่านไปมาน่าจะงงกับผมหน่อย ๆ ที่เห็นผมยืนคุยกับตั๋วรถไฟ ผมรอจนกระทั่งเที่ยวรถของตัวเองได้วิ่งมาจอดในสถานี ผมรอให้คนอื่นเดินขึ้นกันไปก่อน จนเห็นว่าไม่น่าจะมีใครขึ้นอีก ผมจึงเดินขึ้นรถไฟไป แต่ยังไม่ทันจะได้เดินไปนั่งก็ต้องหยุดยืนอยู่ที่ประตูของรถไฟที่ยังไม่ปิด เพราะมีสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์ พอล้วงหยิบมันออกมาดู ดันชะงักงันเมื่อเห็นชื่อจากปลายสายปรากฏบนหน้าจอ
ตื๊ดดด ตื๊ดดด...
คุณโซลธาร
มือผมเริ่มสั่น เสียงเรียกเข้ายังคงดังอยู่ ส่วนสติของผมกลับหลุดหายไปอย่างไม่คิะกดจลับมาเร็ว ๆ นี้
‘ถ้าเห็นเบอร์นี้โทรหาคุณเมื่อไหร่หลังจากคุณกลับไป นั่นแปลว่าผมอยู่กรุงเทพฯ นะ’
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
อะไรกัน แค่เห็นสายโทรเข้ามาแค่นี้ ถึงขั้นใจเต้นแรงเลยเหรอ
เสียงประกาศดังบอกว่าประตูกำลังจะปิด เสียงนั้นแทงเข้าหูผมที่ดับไปหลายวิ ผมพลันหันหลังวิ่งออกจากรถไฟจนเจ้าหน้าที่และคนแถวนั้นแตกตื่นกับสิ่งที่ผมทำ
“คุณครับ! อันตรายนะครับ” เจ้าหน้าที่บอกกับผม แน่นอนว่าคนในบริเวณนั้นที่เห็นเหตุการณ์ก็มองมาที่ผมอย่างไม่เข้าใจ ปกติผมคงแคร์สายตาคนอื่นที่มองผมนะ แต่ตอนนี้ผมไม่ได้นึกถึงเรื่องของตัวเองเลย
“ขอโทษครับ ๆ”
ผมกล่าวขอโทษ และก้มมองสายเรียกเข้าที่สายตัดไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะโทรเข้ามาอีกไหม ไม่รู้ว่าเขาอยู่ส่วนไหนของกรุงเทพฯ ตอนนี้ รู้แค่ว่าผมกำลังวิ่งออกจากสถานีกลางพร้อมต่อสายกลับหาเขา
นี่เหรอ การโหยหาใครสักคนจนถึงขีดสุดของความอดทน
นี่น่ะเหรอ...สิ่งที่ตัวละครรู้สึกต่อกัน
เสียงลมหอบดังอยู่ในหูตัวเองเหมือนกำลังวิ่งแข่งกับหัวใจที่เต้นรัวไม่คิดหยุด โทรศัพท์แนบหูไว้แน่นจนเหงื่อซึมที่ฝ่ามือ ความวุ่นวายของสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงเสียงรอสายที่ดังเป็นจังหวะสั้น ๆ
ตืด… ตืด… ตืด
ทำไมไม่รับ
ผมหยุดวิ่ง ยืนหอบ ฟังเสียงจังหวะสั้น ๆ ที่กำลังต่อสายไป ทว่าดูไม่มีวี่แววที่เขาจะรับสายเลย หรือว่าเมื่อกี้มันเป็นแค่สิ่งที่ผมจินตนาการขึ้นมาหลอกตัวเอง โทรศัพท์ที่แนบหูเริ่มลดต่ำลงช้า ๆ
(คุณรันดร์ครับ)
เสียงแว่ว ๆ จากในสายดังให้ผมได้ยิน มือชะงักค้าง ไม่รู้ว่าจะเอาลงให้สุดแขนหรือจะยกมันขึ้นแนบหูเหมือนเดิม
(คุณรันดร์ได้ยินไหมครับ ฮาโหล)
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก...
หัวใจเต้นแรง เพียงเพราะได้ยินเสียงแสนอบอุ่นที่คุ้นเคย บางสิ่งที่เหี่ยวเฉาไปได้กลับมาเบิกบานเหมือนได้รับแสงตะวัน
(ฮาโหลครับ)
ปลายสายยังคงส่งเสียงเรื่อย ๆ โทรศัพท์ยกขึ้นแนบหูอีกครั้ง
“ครับ…”
(เฮ้อออ)
ปลายสายผ่อนลมหายใจ มันฟังดูเหมือนคนกำลังโล่งอก
(ผมนึกว่าคุณรันดร์เปลี่ยนเบอร์ไป โทรไปแล้วรอบนึงแต่ไม่มีคนรับ กังวลไปหมดเลย)
“…” ผมยืนฟังเขาเงียบ สักพักจึงต่อบทสนทนากับคนในสายด้วยคำถาม
“คุณ…อยู่กรุงเทพฯ เหรอครับ”
(ครับ ผมอยู่กรุงเทพฯ)
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
หัวใจเต้นแรงขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างไม่อาจปรามได้
“มีธุระที่นี่เหรอครับ” ผมถาม
(เปล่าครับ)
“…”
เมื่อผมไม่พูด อีกทั้งปลายสายก็เงียบไม่ต่างกัน ไม่มีใครพูดกระทั่งปลายสายเป็นคนทำให้บทสนทนาได้ไปต่อเหมือนเคย
(ไม่ได้คุยกันนาน กลายเป็นคนพูดน้อยลงไปเลยนะครับ)
“…”
(ว่างไหมครับ มาเจอกันหน่อยได้ไหม ผมอยากเจอคุณน่ะ)
คำว่า อยากเจอ ดังวนอยู่ในหัวเหมือนรถที่ขับอ้อมวงเวียน ไม่ยอมหักเลี้ยวไปถนนเส้นอื่น
“คุณอยู่ที่ไหน”
(เดี๋ยวส่งโลเคชันไปให้ในไลน์นะครับ)
“โอ-”
(ไม่สิ ตอนนี้ผมไม่มีไลน์คุณ คุณรันดร์มีช่องทางอื่นไหมครับ เฟซก็ได้ครับ)
ไม่มีไลน์ผมเหรอ เป็นไปได้ยังไง ตอนนั้นจำได้ว่าเราแลกไลน์กันไปแล้วไม่ใช่เหรอ
(คุณรันดร์ยังอยู่ไหมครับ)
“บอกจุดเด่นในที่ที่คุณอยู่มาก็ได้ เดี๋ยวผมไปหาเอง”
(อา…ผมอยู่ตรงที่มีตึก)
เขาไม่ได้กำลังกวนผมอยู่ใช่ไหม
“มีอะไรใกล้ ๆ ที่มันโดดเด่นกว่าตึกไหมครับ”
(ผมอยู่แถว…เอ่อ เดินออกมาจากตึกสำนักงานหลังหนึ่งน่ะครับ มันเป็นตึกกระจกทั้งหลัง สูงประมาณยี่สิบกว่าชั้น ด้านหน้าเป็นลานกว้าง มีต้นปาล์มเรียงกันอยู่สามต้น แล้วก็มีน้ำพุเล็ก ๆ อยู่ด้านข้าง น่าจะอยู่ในโซนกลางเมืองอยู่นะครับ)
ผมหลับตานึกตาม ภาพมันก็เด้งขึ้นมาในหัวทันที ตึกที่สะท้อนแดดตอนบ่ายสาย ๆ น้ำพุที่ชอบพ่นแรงจนคนเดินผ่านต้องเบี่ยงตัวหนี
“รู้แล้วครับ เดี๋ยวผมไปหา” ผมตอบไม่คิดอะไรไปมากกว่านี้
(ให้ผมรอตรงไหนไหมครับ)
“ตรงน้ำพุนั่นแหละ เดี๋ยวผมเห็นเอง แต่หลบแดดด้วยนะครับ หรือไม่ใกล้ถึงผมจะโทรหาคุณอีกที คุณค่อยออกมา อย่าเดินไปไหนนะครับ เดี๋ยวหลง” ผมบอกปลายสายรวดเดียว ขณะเดียวกันขาก็เดินต่อไปข้างหน้า
(โอเคครับ ผมรออยู่ตรงนี้นะครับ ไม่หนีไปไหนแน่นอน)
ทันทีที่อีกฝ่ายรับปาก ผมจึงกดตัดสายและรีบมุ่งหน้าไปสถานที่นั้นให้เร็วที่สุด ตั๋วรถไฟไปหัวหินยังอยู่ในมือ ปลายมันยับนิดหน่อยจากตอนที่ผมวิ่งพรวดออกจากขบวน
“แม่งเอ๊ย…นี่กูกำลังทำอะไรวะเนี่ย”
ปากบ่นจบแต่หลังจากนั้นไม่ถึงเสี้ยววินาที ริมฝีปากก็ดันคลี่ยิ้มกับตัวเอง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องใจสั่นขนาดนี้ แต่รู้แค่ว่าฝ่าเท้าผมมันก้าวเร็วขึ้นเรื่อย ๆ หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมาเต้นข้างนอก มือที่กำโทรศัพท์ยังสั่นไม่หยุด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวิ่ง เพราะตกใจ หรือเพราะกำลังดีใจเกินไปกันแน่ แล้วกูดีใจเรื่องอะไรวะ เรื่องที่เขาโทรมา เรื่องที่เขามาที่นี่ หรือเรื่องที่เขาบอกว่าอยากเจอ ถ้าไอ้ธีร์ยืนอยู่ตรงนี้ มันคงจะบอกผมว่า มึงกำลังมีความรักไงรันดร์ โง่ฉิบหายเลย
ผมไม่รู้ว่า มันเรียกว่าความรักสำหรับผมไหม แต่ผมไม่เคยมีมันจริงจัง ไม่รู้ด้วยว่าความรักในความหมายที่แท้จริงของมันคืออะไร
เมื่อมาถึง ขาที่รีบก้าวมาหยุดเดินอัตโนมัติเมื่อสายตามองเห็นชายร่างสูงยืนอยู่ข้างน้ำพุ เขาแต่งตัวมีสไตล์เหมือนเคย เสื้อเชิ้ตขาวแขนยาว พับแขนเพียงศอกล็อกในกางเกงสีน้ำตาล สะพายกระเป๋าเป้ใบขนาดกลาง ยืนหันหลังอยู่
“คุณโซล...” ผมพึมพำเรียกชื่อเขา แต่เขาคงไม่ได้ยิน เพราะผมยืนอยู่ห่างพอสมควร สองขาเริ่มก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงนั้นทีละก้าวอย่างไม่รีบร้อน แม้ในใจอยากจะวิ่งตรงเข้าไปหาเลยก็ตาม กระทั่งฝ่าเท้าหยุดยืนอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างนี้ในระยะที่ไม่ใกล้จนเกินไป
“ผมเจอคุณแล้ว” ผมส่งเสียงขึ้นทางด้านหลังคนตัวสูง ร่างนั้นพลันหันมามองอย่างไว ใบหน้านั้นไร้รอยยิ้ม แต่สักพักรอยยิ้มก็เริ่มแต่งแต้มขึ้นมาทีละนิดจนกลายเป็นยิ้มกว้างบน อยู่ ๆ ก็เหมือนว่าโลกทั้งใบของผมที่เคยมืดมน มีแต่กำแพงสูงล้อมรอบจนหาทางเดินต่อไม่ได้กลายเป็นหนทางสว่างขึ้นมาดื้อ ๆ หลังได้เจอหน้าเขา
นี่เหรอ ความโหยหาที่ตัวละครมันคอยสับสนแล้วก็ได้รู้ว่าความรู้สึกนั้นมันคืออะไรหลังจากได้พบกับสิ่งที่ต้องการ
ความคิดถึง… เป็นแบบนี้เองหรอกเหรอ