เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”
รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น,boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Last Season ปลายฤดูคลื่นลมเพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”
“พี่เป็นความสบายใจเดียวของผมเลยนะ เป็นความสบายใจที่ผมไม่อยากให้หายไปไหน ไม่อยากให้ไปเป็นของใคร นอกจากผมแค่คนเดียว”
“พี่จะเป็นแค่ของคุณคนเดียว”
นักเขียนกับนักวาด ศิลปินต่างแขนงสองคนที่มาบรรจบกันเพราะจินตนาการในห้องเช่าแคบ ๆ ‘นิรันดร์’ ใช้ชีวิตกับความฝันมาสามปี หลังจากหันหลังให้คำว่า บ้าน แต่แล้ววันหนึ่งนักเขียนโนเนมที่เคยอยู่กับความเหงาได้ ในครั้งนี้ ความเงียบกลับกลืนเขาลงไปทั้งตัว ในวันที่มองไม่เห็นทาง นิรันดร์ตัดสินใจออกเดินทางไปพบใครคนหนึ่งในแดนคลื่นลม คนที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์
“คุณปลายบรรทัดใช่ไหมครับ”
“คุณ…คือ โซลธาร เหรอ”
คนที่เคยรู้จักกันแค่ผ่านหน้าจอเพียงผิวเผิน ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตที่กำลังสั่นคลอน
“รันดร์ไม่ใช่ตัวประหลาด เขาคือหัวใจของผม และผมจะไม่ยอมให้ใคร...แม้แต่คนที่เป็นพ่อ...มาทำร้ายเขา”
บางทีสิ่งที่ต้องการ อาจไม่ใช่แรงบันดาลใจเป็นลำดับแรก แต่อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ข้างกันแล้วสบายใจ
ชี้แจงรายละเอียดการอัปเดตรายตอน
ตอนที่ 0 - 10 จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน วันละ 1 ตอน เวลา 19:00 น.
นับแต่ตอนที่ 11 เป็นต้นไป จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 19:00 น.
หลังจากอัปเดตจนจบเรื่อง จะติดเหรียญถาวรในวันถัดไป ตั้งแต่ตอนที่ 10 เป็นต้นไปค่ะ
ตอนพิเศษ มีเฉพาะในเล่ม E-BOOK เท่านั้น
E-BOOK จะแจ้งวันและเวลาให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะคะ
ขณะนี้เข็มสั้นของนาฬิกาชี้อยู่ระหว่างเลขสิบและสิบเอ็ด เข็มวินาทีเดินต๊อก ต๊อก ต๊อกไปทีละวิ ทีละวิตามจังหวะ ส่วนผมก็ยืนอยู่ที่ไหนสักแห่งในหัวหิน รู้แค่ว่าบริเวณนี้มีหาดทราย ทะเล และถนน ผมเดินเลียบมาตามชายหาดที่อากาศมันแสนจะร้อนระอุ ซึ่งก็เป็นปกติของฤดูร้อน ทว่าตอนนี้ผมกำลังเจอปัญหา ผมไม่รู้ว่าตัวเองเดินมาถึงไหนและควรไปต่อทางไหน ได้แต่ยืนอยู่กลางแดดแบบคนเมาแดด กึ่งงงทาง กึ่งงงชีวิต
“เอาไงต่อดีวะ”
ผมพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงมาเปิดจีพีเอส เพื่อหาจุดหมายที่จะไป ผมไม่ได้วางแพลนให้ตัวเองก่อนออกจากบ้านอีกเช่นเคย ก็ไม่ชอบนิสัยแบบนี้ของตัวเองหรอก แต่จะบอกว่ามันติดจนเป็นสันดานไปแล้วก็ได้
“เพราะกูออกมาตามที่มึงบอกเลยสัดธีร์ กูถึงลำบากกว่าอยู่ห้องเนี่ย”
ผมบ่นไอ้ธีร์ ไอ้ตัวจุดประกายไฟเล็ก ๆ ในตัวเพื่อให้ผมได้ออกจากห้องรก ๆ ของตัวเอง แม้ว่ามันจะไม่อยู่ที่นี่และไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหนก็เถอะ ขนาดข้อความเมื่อคืนที่มันส่งเข้ามา ผมก็ยังไม่เข้าไปอ่านเลย สายเรียกเข้าที่ไม่ได้รับของมันก็ยังไม่ได้โทรกลับเหมือนกัน แต่ช่างเรื่องนั้นไปก่อน ผมต้องหาที่พักร้อน ไม่งั้นอีกหน่อยผมคงกลายเป็นอูฐของทะเลทรายหัวหิน แทนทะเลทรายแดนอียิปต์แน่ ๆ
ผมก้มมองจุดสีฟ้าบนจอโทรศัพท์ซึ่งเป็นตัวแทนผมบนแผนที่ มันกระพริบไปมาเหมือนล้อเลียนชีวิต ประมาณว่า ขยับสิ มึงจะเอายังไงต่อ จะไปทางไหน จะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา จะไปคาเฟ่ หรือจะพุ่งตรงลงทะเลไปเลย อะไรประมาณนั้น
“เฮ้อ...”
ผมลากเท้าไปหลบแดดใต้ร่มต้นสน ม้านั่งไม้เก่า ๆ อยู่ตรงนั้นพอดี ผมหย่อนตัวลงนั่งอย่างหมดแรง ก่อนจะแหงนหน้ามองท้องฟ้า ฟ้าที่หัวหินวันนี้ มีเมฆเป็นบางจุดบวกกับคลื่นลมทะเลที่พัดมาเป็นระยะมันกำลังทำให้หัวผมโล่ง แต่ก็มีบางสิ่งที่หนักในเวลาเดียว
“จะเริ่มเขียนอะไรก็เริ่มไม่ได้ จะเดินก็ไม่รู้จะเดินไปไหน โคตรตัวละครหลงป่า แต่กูดันหลงทางทีทะเลแทน”
ผมนั่งบ่นน้อยใจกับตัวเองและก้มลงมองแผนที่อีกครั้ง คราวนี้ซูมดูจุดใกล้ ๆ ผมเห็นไอคอนคาเฟ่ริมทะเลเด้งขึ้นมาหนึ่งอัน ชื่อร้านก็น่ารักดี รูปในรีวิวคือ…ว้าว บรรยากาศแม่งดีมาก มีกระจกใส มองเห็นทะเลเต็มตา แถมยังมีสุนัขนอนตากแอร์อยู่ตามรีวิวด้วย แค่นั้นแหละ ผมลุกพรวด มันเป็นสัญญาณจากฟ้าแบบเบา ๆ ว่า มึงรีบไปรีเซตทุกอย่างที่คาเฟ่ก่อนเถอะ
“โอเค งั้นไปทางนี้ละกัน”
ผมปัดทรายที่ติดปลายขากางเกง เดินลัดเลาะไปตามชายหาด คนเยอะบ้างน้อยบ้าง แต่ทุกคนดูมีเป้าหมายของตัวเอง ต่างจากผมที่เดินแบบปล่อยใจให้ไปตามแรงลมจริง ๆ ระหว่างเดิน ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกล้องหน้าดูสภาพตัวเอง โคตรจะผมฟู ดูไม่ได้เลยสักนิด
“แม่ง อุตส่าห์เซตมาดี ๆ”
ผมบ่นเป็นคนแก่ เพราะตั้งแต่หลงทางมา ผมยังไม่เห็นตัวเองเลิกบ่นเลย แถมยังพูดมากเหมือนคนแก่อีกต่างหาก จู่ ๆ หน้าจอที่ผมคอยมองดันมีข้อความเด้งขึ้นมาจากไลน์ ชื่อที่เด้งขึ้นมาทำให้ขาหยุดเดินเองแบบระบบออโตเมติก
ตือดึ๊ง !
SolTharn : อยู่ที่ไหนครับ
ผมกับเขาแลกไลน์กันด้วยเหตุผลที่ว่า ช่วงนี้เขาไม่ค่อยได้เข้าเคลื่อนไหวแพลตฟอร์มนั้นบ่อย และผมเองก็ไม่ค่อยจะเข้าไปเคลื่อนไหวในแพลตฟอร์มนั้นเท่าไหร่เหมือนกัน แค่มีไว้พอเป็นพิธีให้รู้มี
Nirun : กำลังจะไปคาเฟ่ครับ
SolTharn : คาเฟ่ที่ไหนครับ
Nirun : - คุณได้ส่งตำแหน่ง –
SolTharn : จะอยู่ที่นั่นนานไหม
Nirun : น่าจะนานอยู่มั้ง
SolTharn : ประมาณ 11 โมง เดี๋ยวผมเข้าไปหาที่นั่น
SolTharn : อย่าเพิ่งไปไหนนะ
ผมอ่านแต่ไม่ได้ส่งอะไรกลับไป สายตาละจากจอมองไปทางข้างหน้าที่ยังไม่เห็นโครงสร้างของคาเฟ่ที่จะไป ก่อนจะวกกลับมามองจอโทรศัพท์สลับกลับไปที่หน้าจีพีเอส และเริ่มลากเท้าเดินไปตามหาดต่อ
ใช้เวลานานพอตัวกว่าจะเดินมาเจอร้าน ผมเดินเข้าไปในร้าน ตอนผลักประตูเข้าไป ลมแอร์เย็น ๆ ตีหน้าเหมือนสวรรค์เปิดประตูต้อนรับ เหงื่อที่ซึมตรงขมับได้รับการปลดปล่อยจากความทุกข์ทรมานแห่งแดดหัวหินในระดับที่สามารถเผาน้ำตาลทรายให้เป็นคาราเมลได้ กลิ่นกาแฟลอยมาแบบนุ่ม ๆ เคล้ากลิ่นทะเลอ่อน ๆ จากประตูที่ยังไม่ปิดสนิท บรรยากาศในร้านดีเกินมาตรฐานคาเฟ่ริมทะเลทั่วไป โต๊ะไม้เรียบเคลือบเงา กระจกบานใหญ่กินพื้นที่เต็มผนังฝั่งหนึ่งจนเห็นทะเลแบบพาโนรามา คนในร้านมีไม่มากนัก แก๊งเด็กวัยรุ่นสองสามคน ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งคนเดียวอยู่ริมกระจกกับแมกบุ๊ก และสุนัขหน้าตาบ้องแบ้วตามที่เห็นในรีวิวนอนแผ่พุงอยู่บนเบาะเย็น ๆ แถมมีพัดลมตัวจิ๋วเป่าเฉพาะตัวมันอีก โคตรจะวีไอพี ผมหยิบเมนูมาไล่ดูทั้งที่ตาผมไม่ได้อยู่ที่ตัวหนังสือเลย แต่กลับลอยไปหาเนื้อความในไลน์ที่ค้างอยู่ในหัว
‘เดี๋ยวผมเข้าไปหาที่นั่น’
‘อย่าเพิ่งไปไหนนะ’
ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังเผลอยิ้มอยู่แถมสติก็ไม่อยู่กับเมนู พนักงานหน้าเคาน์เตอร์เอ่ยเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไม่รู้ตัวจนพนักงานต้องสะกิดเรียกถึงรู้ว่าตัวเองกำลังสติหลุดลอย
“ขอโทษครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ รับอะไรดีคะ”
“อเมริกาโน่เย็น หวานปกติ กับเค้กเลมอนครับ”
หลังสั่งเมนูเสร็จ ผมก็เดินมานั่งโต๊ะริมกระจกเพื่อที่จะได้เห็นวิวทะเลและได้รีเซตทุกอย่างในหัวผมใหม่ไปกับวิวดี ๆ นี้ด้วย สักพักหนึ่งไม่นานเกินรอ อเมริกาโน่เย็นกับเค้กเลมอนที่สั่งไปก็ได้ยกมาเสิร์ฟ
“ขอบคุณครับ”
ผมเอ่ยขอบคุณ พนักงานหญิงยิ้มหวานให้อย่างเป็นมารยาทก่อนจะเดินออกไปทำหน้าที่ต่อ ผมดึงแก้วอเมริกาโน่เย็นเข้ามาใกล้ ๆ และยกขึ้นดูดอย่างหิวคาเฟ่อีนสุดชีวิต รสขมหวานตัดกับกลิ่นหอมบาง ๆ เล่นเอาผมถอนหายใจออกมาเหมือนคนเพิ่งได้รับพลังงานชีวิตกลับคืนมา จากนั้นจึงใช้ส้อมจิ้มเค้กเลมอนเข้าปากคำใหญ่ ความเปรี้ยวหวานมันจี๊ดขึ้นสมองจนต้องหลับตาไปแป๊บหนึ่งเลยล่ะ
เออ คิดถูกละที่เดินฝ่าทรายมาถึงร้านนี้
ผมนั่งมองทะเลผ่านกระจกใส ประตูเปิดเข้า เปิดออกเป็นระยะทำให้ได้ยินเสียงคลื่นที่ลอดเข้ามาจากประตูฟังชัดขึ้นแป๊บหนึ่งแล้วมันก็หายไปหลังจากประตูปิดสนิท ผมนั่งมองมวลคลื่นน้ำ ไม่ขยับเขยื้อนร่างกายใดเลยนอกจากลมหายใจ มองไปมองมา มันก็เหมือนกำลังปลอบคนหลงชีวิตอย่างผมอยู่นะ ประมาณว่าไม่ต้องรีบไปไหนก็ได้ เดี๋ยวทุกอย่างจะจัดระเบียบให้เข้าที่เข้าทางเอง ผมหลุบตาต่ำ ลากสายตามาสนใจโทรศัพท์ และกดเข้าดูข้อความในไลน์ของคนที่ทำให้สติผมหลุด
‘ประมาณ 11 โมง เดี๋ยวผมเข้าไปหาที่นั่น’
แค่ประโยคนั้นประโยคเดียว ถึงขั้นทำให้ผมเปิดเข้านาฬิกาโลก ผมวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แต่ก็แอบชะเง้อมองวินาทีที่บวกหนึ่งทีละวิ กว่าจะครบหกสิบวิ กว่าจะหนึ่งนาที กว่าจะ…สิบเอ็ดโมง
ผมเหมือนเด็กที่รอใครสักคนมางานวันเกิดตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ก็แค่รอเพื่อน ผมหันไปมองสุนัขนอนแผ่พุงที่โซฟาอีกมุมหนึ่งของร้าน มันกระดิกหูเบา ๆ เหมือนรู้ว่าผมกำลังมีชีวิตแบบงง ๆ อยู่
“กูควรไปเล่นกับมึงไหมวะ จะได้มีอะไรทำหน่อย”
สุนัขตัวนั้นหันมามอง ผมสบตามันหนึ่งทีแล้วผมก็เป็นฝ่ายแพ้ ต้องหลบตาเหมือนคนไม่มีความมั่นใจในทุกระบบชีวิต ผมหัวเราะเหอะ ๆ กับความงี่เง่าของตัวเอง สุดท้ายก็หันกลับไปพึ่งทะเลเหมือนเดิม เพราะมันเป็นสิ่งเดียวในตอนนี้ที่มองแล้วไม่ต้องหลบตาไปไหน คลื่นทะเลซัดเข้าฝั่งเป็นระลอกเหมือนผมที่นั่งเอื่อยเฉื่อยให้เวลาเสียทิ้งไปโดยไม่มีไอเดียที่บรรเจิดขึ้นมาในสมองผมเลย รู้สึกว่าตั้งแต่เดินทางมาที่นี่และอยู่ที่นี่จนถึงตอนนี้ มันไม่ได้ช่วยทำให้ผมคิดงานออก แต่มันช่วยให้สมองของผมได้พักผ่อนมากกว่า
ตื๊ดดด ตื๊ดดด…
สายเรียกเข้าจากโทรศัพท์ทำให้ผมละสายตาจากทะเลมามอง มันปรากฏสรรพนามหนึ่งที่ผมบันทึกเอาไว้ว่า ‘พ่อ’ ให้เดาพ่อก็คงจะโทรมาด่าให้ผมตกผลึกในเส้นทางที่ผมเลือกเพื่อให้ผมกลับไปทำการค้ากับเขา ถ้าตอนนี้ผมอยู่บ้านหรืออยู่ที่ห้องตัวเองก็คงจะกดรับสายไปแล้ว แต่ผมไม่ได้อยู่ในที่ที่สามารถรับสายเขาได้เลย ทำได้แค่ปิดเสียงและปล่อยให้สายมันตัดไปเอง แน่นอนว่ายิ่งผมไม่รับ เขาก็จะไม่เลิกโทรจนกว่าจะได้ด่าให้ผมตกผลึกในความคิดของตัวเอง พ่อยังโทรเข้ามาเรื่อย ๆ อย่างไม่ยอมแพ้ราวกับเตรียมสิ่งที่จะพูดเอาไว้เท่าขนาดเล่มวิทยานิพนธ์ ผมเคยไม่รับสายจนเขาโทรมาถี่ ๆ แบบนี้แหละ โทรจนผมรำคาญ โทรจนกว่าผมจะรับ เขาถึงจะเลิกโทรมาในวันนั้นและรอโทรมาหาผมใหม่ในวันถัดไป
พ่อ สายที่ไม่ได้รับ (10+)
ไม่มีลมหายใจหลงเหลือให้ได้ผ่อน มีแต่สายตาเหม่อลอยที่มองทะเลด้านนอกเหมือนคนแก่ อเมริกาโน่เย็นก็เริ่มเจือจาง คาเฟ่อีนถูกกลบด้วยความจืดชืดของน้ำแข็ง ส่วนเค้กเลมอนที่กินได้แค่คำใหญ่ ๆ คำเดียวก็ไม่ถูกตักขึ้นมากินอีกเลย ผมนั่งนิ่ง ไม่ขยับ ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แต่ก็นานจนมารู้สึกตัวเอาในตอนที่…
แชะ !
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นจนผมสะดุ้ง หันมองตามต้นเสียงก็พบกับคนที่ทำให้ผมต้องเปิดนาฬิกาโลกในตอนแรก เขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผมแล้ว
มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทำไมไม่เรียก?
“คิดอะไรอยู่ครับ งานเหรอ ผมเรียกก็ไม่ได้ยิน”
ร่างสูงถามพลางวางกล้องที่ลงบนโต๊ะ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เรียก เขาเรียก แต่ผมไม่ได้ยิน นี่ผมสติหลุดไปกับพ่อจนตัดเสียงรอบข้างออกอย่างไม่รู้ตัวขนาดนี้เลยเหรอ
“เปล่าครับ คิดเรื่อยเปื่อย” ผมตอบ
“เรื่อยเปื่อย…” ชายหนุ่มพูดเสียงแผ่ว เว้นจังหวะ
“เรื่อยเปื่อยนี่ เรื่องอะไร บอกได้ไหม”
ผมเงียบ เงียบจนเขาหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปผมไปอีกรูป แต่แปลกที่ผมปล่อยให้เขาถ่ายโดยไม่โวยวายขู่จะฟ้องเหมือนครั้งแรก
“ไม่ห้ามเหรอครับ ผมไม่ได้ขอก่อนถ่ายนะ”
ผมยังคงสงบนิ่ง มองสายตาแสนอบอุ่นที่กำลังจ้องมองผมด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ผมพอจะอ่านออก แต่ก็ไม่อยากคิดไปในความหมายนั้น ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง
“ดูคุณไม่ค่อยจะโอเคเท่าไหร่นะ”
“…”
เขาวางกล้องในมือลงอีกครั้ง ก่อนจะโน้มตัวข้ามโต๊ะ ชะเง้อหน้าเข้ามาใกล้ แต่องศาการโน้มตัวก็ไม่ได้ใกล้เกินจนผมต้องขยับตัวหนี
“บอกผมได้นะ คุณเงียบแบบนี้…ผมเป็นห่วง”
อืม...ความคิดผมมันอนุญาตให้เข้าข้างตัวเองได้เลย ประโยคสุดท้ายที่หลุดออกมาจากปากเขา แอบทำให้ใจผมสั่นนิด ๆ มันไม่ได้สั่นในความรู้สึกที่สั่นไหว แต่มันสั่นในความรู้สึกที่…อ่อนไหว…
“ตั้งแต่ผมออกมาอยู่คนเดียว คุณคือคนที่บอกว่าเป็นห่วงผมบ่อยกว่าเขาซะอีก”
“…”
“เขาไม่เคยถามว่าผมเป็นยังไง สบายดีไหม” อีกฝ่ายกลับไปนั่งที่เดิมและมองมาด้วยสายตาที่ตั้งใจรอฟังในสิ่งที่ผมเก็บเอาไว้คนเดียว แต่ผมไม่คิดจะพูดออกไปหรอก
“พูดต่อสิครับ ผมจะรับฟังสิ่งที่อยู่ในใจคุณเอง”
คำพูดนั้นกำลังทำให้ผมอ่อนแอมากกว่าเดิม ทั้งที่ผมบอกกับตัวเองเสมอว่าจะไม่แสดงด้านที่อ่อนแอให้ใครได้เห็นนอกจากกระจกในห้องที่สะท้อนตัวผมเท่านั้น
“มันจะปวดหัวเอานะ”
“ไม่เป็นไร ผมอยากปวดหัว”
คุณจะรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังทำให้รอบ ๆ ดวงตาผมเกิดความร้อนขึ้นนะ
“รอแป๊บนะครับ” ร่างสูงขัดและลุกไปจากโต๊ะ สักพักก็เดินกลับมาพร้อมกระดาษทิชชู เขายื่นมันให้ผม
“อะไรครับ”
“เผื่อไว้”
ผมแค่นหัวเราะในลำคอเบา เขาคิดว่าผมจะร้องไห้ออกมาต่อหน้าเขาเหรอ ถึงได้ไปหยิบทิชชูมายื่นให้ผมแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็รับทิชชูมา คนตัวสูงนั่งลงที่เดิมและมองผมอย่างตั้งหน้าตั้งตารอที่จะฟังเรื่องของผม
“ขอบคุณนะครับ แต่ผมไม่เป็นไรแล้ว ผมมาที่นี่ มาเจอคุณในฐานะเพื่อน ไม่ใช่คนที่คอยรับฟังปัญหา เพราะงั้นผมไม่เอาปัญหาของตัวเองมาทิ้งไว้ให้คุณหรอก เพราะพรุ่งนี้ผมก็กลับแล้ว”
ทันทีที่พูดจบ รอยยิ้มนั้นค่อย ๆ หุบหายไปจากใบหน้าอีกฝ่าย แววตานั้นฉายความเศร้าขึ้นมาอีกครั้งเหมือนตอนเช้าที่บ้าน
นี่ผมพูดอะไรผิดไปรึเปล่า
“พรุ่งนี้วันจันทร์ ผมมีประชุมทีมเช้า คุณจะกลับประมาณกี่โมงครับ”
“ก็น่าจะสาย ๆ ไม่อยากถึงตอนฟ้ามืดเกินไป”
“ผมอยากไปส่ง”
“ทำงานเถอะ อย่าทำให้ตัวเองเสียงานเลย”
ร่างหนาเงียบไป ผมเลิกคิ้วมองเขาที่ไม่พูดอะไรขึ้นมาอีก ทั้งที่ปกติเป็นคนที่พูดเก่ง เก่งกว่าผมด้วย
“คุณรันดร์”
“ครับ?”
“ผมขอเบอร์ติดต่อได้รึเปล่า”
“…”
“ไม่รู้ว่าจะได้เจอคุณอีกเมื่อไหร่ เผื่อวันไหนที่ผมทนไม่ไหว อยากเจอคุณมาก ๆ ผมจะได้ไปหาคุณ”
ร่างผมชะงักไปกับคำว่า ทนไม่ไหว อยากเจอมาก ๆ ของคนตรงข้าม
“ทะ...ทนเลยเหรอ”
“ครับ”
เขาตอบอย่างแน่วแน่ว่าตัวเองไม่ได้พูดผิด แต่หารู้ไม่ว่าตอนนี้สิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้นกับผมอีกแล้ว ความรู้สึกอุ่น ๆ เกิดขึ้นในตัว ทว่าคราวนี้ดันมีปีก กระพือบินอยู่ในท้อง แถมอวัยวะที่ใช้สูบฉีดเลือดและแลกเปลี่ยนแก๊สยังเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก…
เกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ อยู่ ๆ อักขระที่ผมเคยร้อยเรียงเขียนมันในผลงานที่เคยเผยแพร่ไปก็ได้ผุดขึ้นมาในความทรงจำ เวลาที่ใครคนหนึ่งกำลังรู้สึกต่างไปจากความรู้สึกปกติที่เคยรู้สึกอยู่ทุกวันกับใครสักคน ความรู้สึกนั้นผมมักเขียนให้ตัวละครมีอาการอย่างที่ผมมี ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าในอักขระนั้น ภาษากายจริง ๆ มันรู้สึกยังไง ซึ่งตอนนั้นผมกำลังเขียนฉากตกหลุมรัก...
ผมหลับตาและสลัดศีรษะตัวเองอย่างแรง จู่ ๆ ดันมีฝ่ามืออุ่นเข้ามาประคองใบหน้าผม เจ้าของฝ่ามืออุ่นคู่นี้มายืนอยู่ด้านข้างเก้าอี้ที่ผมนั่ง
มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ
คนตัวสูงโน้มตัวลงมาหา ใบหน้าหล่อเหลา สันกรามคมกริบค่อย ๆ เคลื่อนลงมาและค้างเอาไว้ในองศาที่พอเหมาะ ไม่ใกล้จนเกินไป แต่ก็นับว่าใกล้กว่าคนทั่วไปที่จะมองหน้ากัน
“อย่าทำแบบนั้นสิครับ มันจะปวดหัวเอานะ”
เขาบอกด้วยน้ำเสียงที่แสนจะอ่อนโยน มันยิ่งทำให้หัวใจผมเต้นแรงเป็นเท่าตัว จนต้องผลักอีกฝ่ายออกห่าง เพราะกลัวว่าจะได้ยินสิ่งที่มันเต้นแรงเอามาก ๆ ในตัวผมตอนนี้ เขาตกใจไม่น้อยเมื่อถูกผมผลักอย่างไม่ตั้งตัว
“ขะ ขอโทษนะ ไม่ได้ตั้งใจ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมคงเข้าไปใกล้มากเกินไป ขอโทษด้วยนะครับ” ผมหลบสายตาไม่พูดอะไรต่อ
“เอาเป็นว่าเรื่องที่คุยกันเมื่อกี้ ค้างไว้ก่อนนะ ตอนนี้เราไปหาอะไรกินกันก่อน เสร็จแล้วผมจะพาคุณเที่ยวก่อนกลับ” ผมหันกลับมามองเจ้าถิ่นที่อาสาเป็นไกด์นำเที่ยว
“คุณไม่ต้องกลับไปทำงานต่อเหรอ”
“ไม่มีงานแล้วครับ”
ผมไม่ได้พูดอะไรต่อ ฝ่ามือใหญ่หงายมือมาหาผม หากฉากนี้ในเรื่องที่ผมเคยเขียน ผมมักให้พระเอกเป็นผู้กระทำและให้นายเอกวางมือลงบนมือนั้น
นี่ผมกำลังคิดอะไรอยู่
ผมส่ายหัวเบา ๆ และลุกจากโต๊ะโดยไม่จับมือเขา
“อะ โอเคครับ” ผมพูดตะกุกตะกักพลางก้มเก็บของใส่กระเป๋า กำลังจะนำขึ้นสะพายบ่า แต่แล้วกระเป๋าที่แบกมาก็ถูกแย่งไปเหมือนเคย
“เดี๋ยวผมถือให้” เขาว่าพลางหลีกทางให้ ผมยืนนิ่งครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินนำออกจากร้านมาก่อนโดยไม่คิดจะเถียงเอากระเป๋ามาถือเอง เพราะถ้ามัวคุยไปมากกว่านี้ มีหวังว่าไอ้สิ่งที่เต้นแรงอยู่ตอนนี้ มันจะทำงานหนักจนสูบฉีดเลือดตัวเองเอาไม่ทัน
นี่ผมเป็นอะไร กำลังตกหลุมรักเหรอ หรือแค่อารมณ์ช่วงหนึ่งของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ…