เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม - -- คลื่นระลอกที่ 8 โดย Librae. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น,boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น

แท็คที่เกี่ยวข้อง

boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life

รายละเอียด

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม โดย Librae. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”

ผู้แต่ง

Librae.

เรื่องย่อ

 


 

 

“พี่เป็นความสบายใจเดียวของผมเลยนะ เป็นความสบายใจที่ผมไม่อยากให้หายไปไหน ไม่อยากให้ไปเป็นของใคร นอกจากผมแค่คนเดียว”

“พี่จะเป็นแค่ของคุณคนเดียว”

นักเขียนกับนักวาด ศิลปินต่างแขนงสองคนที่มาบรรจบกันเพราะจินตนาการในห้องเช่าแคบ ๆ ‘นิรันดร์’ ใช้ชีวิตกับความฝันมาสามปี หลังจากหันหลังให้คำว่า บ้าน แต่แล้ววันหนึ่งนักเขียนโนเนมที่เคยอยู่กับความเหงาได้ ในครั้งนี้ ความเงียบกลับกลืนเขาลงไปทั้งตัว ในวันที่มองไม่เห็นทาง นิรันดร์ตัดสินใจออกเดินทางไปพบใครคนหนึ่งในแดนคลื่นลม คนที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์

“คุณปลายบรรทัดใช่ไหมครับ”

“คุณ…คือ โซลธาร เหรอ”

คนที่เคยรู้จักกันแค่ผ่านหน้าจอเพียงผิวเผิน ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตที่กำลังสั่นคลอน

“รันดร์ไม่ใช่ตัวประหลาด เขาคือหัวใจของผม และผมจะไม่ยอมให้ใคร...แม้แต่คนที่เป็นพ่อ...มาทำร้ายเขา”

บางทีสิ่งที่ต้องการ อาจไม่ใช่แรงบันดาลใจเป็นลำดับแรก แต่อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ข้างกันแล้วสบายใจ

 

 


 


 

ชี้แจงรายละเอียดการอัปเดตรายตอน

ตอนที่ 0 - 10 จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน วันละ 1 ตอน เวลา 19:00 น.

นับแต่ตอนที่ 11 เป็นต้นไป จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 19:00 น.

หลังจากอัปเดตจนจบเรื่อง จะติดเหรียญถาวรในวันถัดไป ตั้งแต่ตอนที่ 10 เป็นต้นไปค่ะ

ตอนพิเศษ มีเฉพาะในเล่ม E-BOOK เท่านั้น

E-BOOK จะแจ้งวันและเวลาให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะคะ

 

 

สารบัญ

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม-อารัมภบท คลื่นระลอกเริ่มต้น,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 1,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 2,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 3,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 4,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 5,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 6,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 7,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 8,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 9,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 10,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 11,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 12,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 13,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 14,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 15,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 16,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 17,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 18,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 19,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 20,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 21,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 22,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- แจ้งเพิ่มเติมงั้บบ,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 23,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 24,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 25,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 26,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 27,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 28,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 29,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกนิรันดร์ (end)

เนื้อหา

-- คลื่นระลอกที่ 8

เรานั่งอยู่ในร้านอาหารที่โต๊ะริมทางเดิน บรรยากาศภายในร้านแน่นขนัดไปด้วยลูกค้าทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ร้านที่เรานั่งอยู่มันเป็นร้านดังตามซอกซอย เป็นที่นิยมให้ผู้คนมาตามล่าหากินกันในช่วงค่ำ

“ร้านดังเหรอครับ”

ร่างสูงถามพลางกวาดตามองรอบ ๆ ร้านที่ลูกค้าเดินเข้าเดินออกไม่ขาดสาย เมื่อมีโต๊ะหนึ่งว่าง ผ่านไปไม่ถึงห้านาที ก็จะมีลูกค้าชุดใหม่เดินเข้ามาจับจองที่นั่งกันต่อ ทว่าในหัวของผมตอนนี้ดันเลิกคิดเรื่องก่อนหน้าที่พลั้งปากขออีกฝ่ายไปไม่ได้เลย

‘ช่วยพูดแบบนี้แค่กับผมคนเดียวนะครับ’

ประโยคเดิม ๆ ของตัวเองมันดังซ้ำอยู่ในหัวมาตลอดทั้งทาง แม้จะพยายามคิดเรื่องอื่นแต่ก็ไม่มีเรื่องไหนที่จะทำให้ผมเลิกนึกถึงเหตุการณ์เมื่อกี้นี้ได้เลย

“คุณรันดร์”

“คะ...ครับ” ผมตอบเมื่อมือใหญ่เอื้อมมาสัมผัสกับมือของผมที่วางอยู่บนโต๊ะตามองใบหน้าหล่อคนตรงหน้า กะพริบตาสองที ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจัดแจงการนั่งตัวเองใหม่

“ผมขอคำถามใหม่อีกรอบได้ไหม ผมไม่ได้ยินอ่ะ”

“เป็นอะไรรึเปล่า เงียบตั้งแต่เดินมาแล้ว”

“…”

“หรือเพราะว่าผมยังไม่ได้ให้คำตอบ”

“ปะ...เปล่า ไม่ใช่” ผมรีบปฏิเสธ

ใช่ เขายังไม่ได้ตอบในสิ่งที่ผมเอ่ยขอ แต่ผมก็ไม่คิดที่จะเค้นเอามันเร็ว ๆ นี้ เพราะผมยังไม่รู้เลยว่าที่ตัวเองพูดออกไปแบบนั้นไตร่ตรองดีแล้ว หรือพูดออกไปโดยใช้ความรู้สึกเป็นศูนย์กลางแทนสมองที่ควรจะพิจารณาให้ดีก่อนพูดออกไป

“ที่ผมยังไม่ตอบ ไม่ใช่ว่าผมจะเอาไปใช้พูดกับคนอื่นอีกนะ”

“…”

“แต่ที่ผมยังไม่ตอบ เพราะว่าผม...” เขาเว้นช่วงพูด

“ผมมีคำขอที่อยากจะขอคุณเหมือนกัน”

“คำขอเหรอ...อะไร?”

“ไว้กลับถึงห้องแล้วผมจะบอกนะครับ” เขาตอบพร้อมส่งยิ้มมาให้

ผมนั่งจ้องคนตรงข้าม คิ้วยาวขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยว่าเขาจะขออะไร แต่ก็ไม่ได้เร่งจะอยากรู้หรอก แม้ว่าในใจมันแสนจะอยากรู้จนใจจะขาดแต่ก็ทำได้แค่อดทน

 

 

 

นับแต่ที่เรากลับมาถึงห้อง ผมให้เขาไปอาบน้ำก่อนและผมจะอาบทีหลัง ส่วนผมก็นั่งจ้องจอคอมที่เปิดดาร์ฟงานเขียนเรื่องใหม่ที่ตั้งใจจะเขียนให้จบ แต่ดูเหมือนว่าการออกไปข้างนอกวันนี้ ไม่ได้ทำให้ผมคิดอะไรออกเลยสักนิด นอกจากเสียงพูดของคุณโซลที่วนเวียนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา

‘ผมมีคำขอที่อยากจะขอคุณเหมือนกัน’

ผมสลัดศีรษะแรง ๆ เพื่อดึงสติกลับมาอยู่กับงานแต่ก็ไม่เป็นผล ทั้งใบหน้าและคำพูดของเขายังดังวนอยู่แบบนั้นเหมือนเครื่องเล่นเสียงที่เปิดได้แต่ปิดไม่ได้

“ส่ายหัวแรงแบบนั้น ไม่ปวดหัวเอาเหรอครับ”

เสียงทุ้มดังขึ้น ทำเอาตัวสะดุ้ง ผมหันไปมองตามต้นเสียงก็พบ ร่างสูงยืนอยู่หน้าห้องน้ำในสภาพที่ท่อนบนเปลือยเปล่าและมีผ้าขนหนูพาดบ่า ส่วนท่อนร่างสวมกางเกงเรียบร้อยแล้ว ผิวกายของเขาไร้หยดน้ำเกาะ ไม่เหมือนคนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ แต่ก็มีหยดน้ำที่ไหลตกมาจากปลายเส้นผม เขาใช้ผ้าที่พาดอยู่บ่าเช็ดผมตัวเอง

ผมเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อตาผมไปโฟกัสเรือนร่างของอีกฝ่ายที่กล้ามหน้าอกแน่นอย่างกับเนื้อปูในหอยจ้อราคาหลักพัน และหน้าท้องที่มีลูกคลื่นส่วนตัวหกลูกเรียงกันสวยงาม

“ทำงานเหรอครับ” เขาถามพลางเดินเช็ดผมเข้ามาใกล้ ผมรีบหันหน้าหนีเข้าจอคอมทันทีแต่ก็รับรู้ได้ว่าเขายืนอยู่ทางด้านหลังเก้าอี้ในระยะที่ใกล้มากพอสมควร

“เอ๊ย ขอโทษครับ ผมไม่ควรดูงานที่ยังไม่ตีพิมพ์” เขาที่นึกขึ้นได้ก็รีบถอยหลังห่าง หางตาผมแอบเหลือบเห็นชายหนุ่มขยับหายไปทางด้านหลัง แต่ก็ยังพอเห็นอยู่แม้จะไม่ได้เห็นในระยะใกล้มากเท่าตอนแรกแล้ว ผมกดปิดงานไปเหลือเพียงหน้าจอค่าเริ่มต้นว่าง ๆ ที่เปิดทิ้งเอาไว้

“เดี๋ยวผมอาบต่อ”

ผมลุกจากเก้าอี้ เดินมองพื้นผ่านคนตัวสูงตรงไปหยิบผ้าเช็ดตัวของตัวเองที่ตู้ จากนั้นจึงเดินตรงไปทางห้องน้ำ กำลังจะก้าวขาเข้าไปกลับต้องชะงัก เมื่อจู่ ๆ เสียงเคาะประตูดันดังขึ้นอย่างแรง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก !

เสียงเคาะแบบนี้มัน…

ก๊อก ก๊อก ก๊อก !

“ไอ้รันดร์!”

“พ่อ...” ผมพึมพำเสียงเบา เสียงเรียกชื่อผมที่หน้าประตูดังขึ้นอีกรอบ

“ไอ้รันดร์!”

“…”

“เปิดประตู! ไอ้นิรันดร์!!”

ปึ้ง ปึ้ง ปึ้ง !

จากเสียงเคาะกลายเป็นเสียงทุบด้วยความพิโรธ ผมไม่อยากเปิดประตูห้องเลย เพราะผมไม่ได้อยู่คนเดียว ถ้ามีแค่ผม ผมจะไม่คิดมากเท่านี้มาก่อน ผมควรทำยังไง ถ้าไม่เปิดพ่อก็ต้องพังประตูเข้ามา ไม่ก็ยืนทุบ ยืนเคาะจนกว่าผมจะเปิด และนั่นมันทำให้รบกวนเพื่อนร่วมชั้น ผมยืนจ้องประตูนิ่ง คิดหาทางออกที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่มีทางออกไหนดีพอที่จะผุดขึ้นมาในสมองผมเลย

“เดี๋ยวผมเปิดให้ครับ” คนตัวสูงเดินมายืนข้างผม เขาใส่เสื้อเรียบร้อยแล้ว แต่ผมยังไม่แห้งดีเท่าไหร่นัก

“ไอ้รันดร์! กูบอกให้มึงเปิด! ไม่งั้นกูจะพังห้องมึงเข้าไป!”

ร่างสูงกำลังจะเดินไปเปิดประตู แต่ผมรีบคว้ามือรั้งเอาไว้ และส่ายหน้ารัว ๆ เชิงห้าม เขาจ้องผมอย่างจริงจังและพยักหน้าให้เชิงบอกให้ผมเชื่อใจเขา ผมทำได้แค่มองเงียบ ๆ กับมือที่รั้งแขนเริ่มหลุดคลายเมื่ออีกฝ่ายดึงดันจะไปเปิดประตู ในที่สุดประตูห้องก็ถูกเปิดออก ชายหนุ่มวัยสามสิบปีกำลังยืนประชันหน้ากับชายวัยกลางคนที่กำลังทำหน้าดุ โกรธ ไม่พอใจ แถมใบหน้านั้นยังแดงเถือกไปทั้งใบหน้าอีกต่างหาก

“มึงเป็นใคร ไอ้รันดร์ไปไหน” เสียงทุ้มยาน บางคำลากยาวของชายวัยกลางคนเอ่ยถามพร้อมชี้หน้าคนที่ยืนประชันหน้าอยู่หน้าประตูกับเขา

“ลุงเป็นอะไรกับคุณรันดร์ครับ” เขาถามเสียงห้วนนิด ๆ อย่างที่ผมไม่เคยได้ยินเขาใช้น้ำเสียงนี้มาก่อน

“ก็เป็นพ่อมันไง หลบ!” ผมยืนมองแผ่นหลังกว้างที่บังพ่อกับผมอยู่ คนตรงหน้าผมเงียบไปเมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าตัวเองคือ พ่อของผม

“คุณอามีธุระอะไรกับคุณรันดร์งั้นเหรอครับ” เขาเปลี่ยนมาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงแต่ก็ยังคงความหนักแน่นในน้ำเสียงอยู่ ไม่ได้อ่อนไปซะทีเดียว

“เรื่องไรกูต้องบอก มึงน่ะ เป็นใคร มาอยู่ในห้องลูกกูได้ยังไง”

“ผมเป็นเพื่อนคุณรันดร์ครับ”

“เพื่อน?”

“ครับ”

ผมควรเดินเข้าไปจัดการเรื่องพ่อด้วยตัวผมเองไม่ใช่เหรอ ไม่ควรปล่อยให้เขารับหน้าอยู่คนเดียวแบบนั้น แต่อีกใจของผมก็ไม่อยากเจอหน้าพ่อ ถ้าโทรมาด่ายังพอทนฟังได้ แต่ถ้าให้เจอ นั่นแปลว่าความฝันของผมมันกำลังจะกลายเป็นแค่ความฝันจริง ๆ

“มันคบใครนอกจากไอ้ธีร์ด้วยรึไง ไม่เห็นคุ้นหน้าเลย”

“ผมเป็นเพื่อนใหม่คุณรันดร์ครับ”

“เพื่อนใหม่?”

“...”

“มีหน้าหาเพื่อนใหม่ แต่ไม่มีหน้ากลับไปหาพ่อตัวเอง”

ผมกลืนน้ำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือกำเข้าหากันแน่นอย่างต้องการรวบความกล้าเพื่อเข้าไปรับหน้าแทนเขา เมื่อผมรวบรวมความกล้าได้มากพอ จึงเดินไปดันคนตัวสูงให้ถอยมาข้างหลังและยืนประจันหน้ากับพ่อแทน ผมได้กลิ่นเหล้าจาง ๆ มาจากตัวพ่อ พ่อมองผมนิ่ง แววตานั้นดุดัน ก่อนจะคว้าจับข้อมือผมอย่างไม่ออมแรง

“กลับบ้านกับกู” ผมพยายามดึงข้อมือกลับเข้าหาตัวเอง และใช้มืออีกข้างดันขอบประตูเอาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองไปตามแรงดึงของพ่อ

“ผมไม่กลับ” ผมตอบกลับเสียงสั่น แต่ก็พยายามเสียงแข็งสู้พ่อ

“มึงเลิกเพ้อฝันสักทีได้ไหม งานแบบนี้มันไม่ทำให้ชีวิตมึงดีขึ้นได้หรอก”

“แต่มันเป็นความฝันของผม มันเป็นสิ่งที่ผมอยากทำ ไม่ใช่นรกที่พ่อยัดใส่มือให้ทำ!”

“ไอ้รันดร์!!!”

กึก !

ผมสะดุ้งตกใจอย่างแรงเมื่อพ่อตวาดเสียง มันไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนพ่อตวาดแบบนี้…

 

‘ไอ้รันดร์!!!’

ผมในวัยสิบขวบยืนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเมื่อกำลังทำให้ผู้เป็นพ่อโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ผมเผลอทำของสำคัญของพ่อเสียหาย พ่อโกรธผมมากเพราะพ่อห่วงทรัพย์สินทุกอย่างที่เป็นของตัวเอง แต่มีหนึ่งสินทรัพย์ที่พ่อไม่เคยห่วงเท่าสิ่งของพวกนั้นเลยก็คือ ลูกชายของพ่อ

‘บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่ามาเล่นในห้องทำงาน!’

ตอนนั้นดวงตาผมไม่ร้อน น้ำตาผมไม่ไหล มีเพียงร่างกายที่สั่นและความรู้สึกภายในอกข้างซ้ายที่มันรู้สึกแปล๊บจี๊ดขึ้นมา

‘อยากเจ็บตัวเหรอฮะ!’

พ่อยังคงพูดเสียงดังใส่ ผมไม่ชอบเอาซะเลย มันทำให้บางสิ่งบางอย่างในร่างกายผมอ่อนไหวลงอย่างง่ายดาย เมื่อพ่อเริ่มขึ้นเสียงหรือไม่แยแสความรู้สึกของผม ผมควรจะชินกับมันแต่ก็ไม่มีสักครั้งเลยที่จะชินกับความรู้สึกเหล่านี้ที่เกิดขึ้น

 

เหตุการณ์นั้นยังฝังลึกในใจของผมมาจนถึงทุกวันนี้ ตอนนั้นตาผมอาจไม่ร้อน ไม่มีน้ำตาไหล แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่ารอบ ๆ กระบอกตามันเริ่มร้อน มีบางอย่างหลั่งคลออยู่ในดวงตาจนภาพเริ่มเบลอนิด ๆ และความรู้สึกเหมือนมดคันไฟหลายตัวกำลังกัดอยู่ภายในอกข้างซ้าย มันรู้สึกคันนิด ๆ แต่ก็ไม่เท่าความแสบที่กำลังเกิดขึ้น

“พ่อ…เลิกบังคับผมสักทีได้ปะ” ผมว่าเสียงเบาขาดห้วง มองพ่อด้วยแววตาที่แสนจะเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งกว่าอกหักจากเรื่องความรัก

“พ่อเลิกเอาความคิดของพ่อมายัดใส่หัวผม ทำเหมือนผมเป็นหุ่นยนต์ที่พ่อคอยควบคุมได้ปะวะ!” ผมตวาดเสียงดังออกไปอย่างสุดขีดจำกัดของตัวเอง ผมไม่เคยเป็นแบบนี้ ต่อให้โดนเขาด่ามากแค่ไหน ก็ไม่เคยจะขึ้นเสียงใส่เขาเลยสักครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าทำไม...ตัวเองถึงเป็นแบบนั้น พ่อเงียบไป แต่ไม่นานเสียงตวาดของพ่อก็ดังกลับมา

“ไอ้รันดร์!!!”

“ผมอยากเป็นนักเขียน!” ผมตะคอกกลับอย่างไม่กลัว

เสียงลมหายใจของพ่อกระแทกอกผมเหมือนลมพายุรุนแรงที่ถาโถมเข้ามาแบบไม่ตั้งตัว กลิ่นเหล้าจาง ๆ ลอยปะปนมากับลมหายใจของเขา

“นักเขียนบ้านมึงดิ มันเรื่องเพ้อฝัน มันไม่ได้ทำให้ชีวิตมึงสบายในอนาคต! มึงเข้าใจกูไหม!” เสียงพ่อดังจนผนังห้องสั่น ผมเผลอหลับตาปี๋ไปวูบหนึ่ง

“แล้วพ่อเข้าใจผมไหมว่าผมไม่ชอบงานบริหาร! ผมไม่เคยชอบและไม่เคยอยากทำ!” พ่อมองผมเงียบ เขายังไม่พูดอะไรขึ้นมาต่อนอกจากจ้องผมด้วยใบหน้าแดงกร่ำของตัวเองที่เกิดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์

คุณโซลซึ่งยืนอยู่ข้างหลังขยับขึ้นมายืนซ้อนหลังผมในระยะประชิด แผ่นอกของเขาส่งความอบอุ่นให้ผม สองมือใหญ่วางลงบนบ่าผมเบา ๆ ก่อนที่มืออีกข้างจะค่อย ๆ เอื้อมมาจับข้อมือพ่อของผม บิดปล่อยข้อมือผมออกจากการจับกุมของพ่ออย่างระมัดระวัง และแล้วข้อมือผมก็เป็นอิสระ พร้อมกับถูกดึงตัวมาอยู่หลังแผ่นหลังกว้างนี้ที่ตอนแรกบดบังเงาของพ่อให้ผม

“อะไรของมึง หลบไป กูจะคุยกับลูกกู”

“ผมให้คุณอาต่อว่าคุณรันดร์มากไปกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ”

“เรื่องของคนในครอบครัว อย่ายุ่ง”

“งั้นผมก็ขอเป็นคนนอกครอบครัวที่ยุ่งเรื่องคนในแล้วกันนะครับ”

ปั้ง !

ประตูห้องถูกปิดใส่หน้าพ่ออย่างไม่เกรงกลัวคำด่าทอใด ๆ หลังจากเขาพูดจบเลยสักนิด

“เฮ้ย! อย่ามาปิดประตูใส่หน้ากูนะเว้ย เปิด ไอ้เด็กไม่รู้กาลเทศะ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!”

คนตัวสูงหมุนตัวกลับมาหาผม ผมยืนก้มหน้าเงียบ ไม่กล้าเงยหน้าสบตาเขาเลย ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างไหลออกมาจากดวงตา มันเป็นของเหลวและรอบ ๆ ตามันก็ร้อนขึ้นเหมือนมีไฟถูกจุด อยู่ ๆ ร่างของผมก็ถูกอ้อมแขนแสนอบอุ่นเข้าสวมกอดจนหน้าผมฝังลงไปกับอกแกร่งนั้น ผมไม่ดันตัวเองออกแต่ยืนให้เขากอด ผมไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรเลยแม้กระทั่งอาบน้ำที่ตั้งใจจะอาบในตอนแรก ได้แต่ยืนอาบน้ำตาที่ไหลอาบแก้มในความเงียบเท่านั้น

จำไม่ได้แล้วว่าเป็นการร้องไห้รอบที่เท่าไหร่ที่ไร้เสียงสะอื้น แต่มันเป็นครั้งแรกของการร้องไห้ที่มีอ้อมกอดอุ่น ๆ นี้คอยมาโอบรกอดผมเอาไว้

‘มึงคิดจะทำงานที่เลี้ยงชีวิตมึงไม่ได้ไปถึงไหน!’

‘กูบอกให้มึงเลิกทำ!’

‘ชอบนักใช่ไหม ไอ้หนังสือไร้สาระพวกนี้ ชอบอ่านมากนักกูก็จะไม่ให้มึงอ่าน กูจะเผาทิ้งให้หมด!’

‘หนังสือที่มึงเขียนมันไร้สาระ!’

เสียงของพ่อที่เคยบอกผมว่ามันไร้สาระต่าง ๆ นานา ดังวนอยู่ในหัว ไม่มีประโยคไหนดับและจางหาย มีแต่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับตั้งใจจะฝังเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในกะโหลก ถ้าตายไปก็คงจะมีคำพูดพวกนี้ของพ่อเป็นรอยสักอันงดงามบนโครงกระดูกของผม

“คุณรันดร์…” เสียงเขาเรียกผมดังเบา ๆ อยู่ข้างหู ผมเงยหน้าขึ้นนิดเดียว เพราะหายใจไม่สะดวก น้ำตายังคงไหล เขาขยับมือขึ้นมาประคองท้ายทอยผมเบา ๆ

ปึ้ง ปึ้ง !

“กูรู้ว่าพวกมึงได้ยิน เปิดออกมาคุยกับกูเดี๋ยวนี้!”

เสียงพ่อโคตรจะดัง แต่แปลกที่ผมกลับรู้สึกเหมือนอยู่ไกลออกไป หรืออาจเป็นเพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้คือ สายตาของเขาที่มองผมเหมือนโลกใบนี้ยังโอเคสำหรับผม มันยังไม่ได้พัง ยังไม่ได้เละเทะถึงขั้นที่ผมจะอยู่ไม่ได้ เขาถอยออกห่างเล็กน้อยเพื่อโน้มตัวลง ให้ระดับใบหน้าของเราอยู่ในระดับเดียวกัน ผมพยายามสะกดน้ำตา แต่ยิ่งทำมันก็ยิ่งไหลออกมา

“ไม่ต้องกลั้น ร้องออกมาเถอะ ไม่ต้องอาย คุณอ่อนแอได้เต็มที่นะ และผมจะอยู่กับคุณตรงนี้กับคุณ ไม่ไปไหน”

สิ้นสุดประโยคที่เป็นฉนวนของน้ำตา ผมก็ไม่สามารถสะกดเอาไว้ได้อีกต่อไป ของเหลวพรั่งพรูออกมาราวกับเขื่อนแตก ผมหอบหายใจ แผ่นอกสั่น มือข้างหนึ่งของเขาเช็ดน้ำตาที่ข้างแก้มให้ผมเบา ๆ ก่อนจะโอบกอดร่างผมเอาไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง

เสียงพ่อเริ่มเบาลงเหมือนเขาเริ่มหมดแรงหรือไม่ก็เพราะผมเริ่มไม่ได้ยินเสียงพ่อ เพราะผมได้ยินแค่เสียงหัวใจของเขา คนตรงหน้าที่กำลังดึงผมออกมาจากห้วงเดิม ๆ ที่ผมติดอยู่ในนั้นมานานหลายปี

เคยเข้าใจว่าไม่มีใครรู้ว่าเรารู้สึกยังไง มีแค่เราเท่านั้นที่รู้และเข้าใจตัวเอง เมื่อก่อนผมเข้าใจแบบนั้น แต่ตอนนี้สิ่งที่เคยเข้าใจได้แปรเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่เข้าใจ แต่ยังมีเขาอีกคน…ที่เข้าใจผม...

ห้วงเวลาของฝนพรำได้เคลื่อนลอยหายไป เหลือเพียงฟ้าหลังฝนที่ยังหม่นในใจแต่ก็ไม่ได้หนักเท่าฟ้าครึ้มที่มีฝนพรำไม่หยุด ร่างหนายังยืนกอดผมไว้ไม่ปล่อย เสื้อของเขาเปรอะเปื้อนน้ำตาจนเป็นรอยคราบน้ำตา ผมขยับตัวเล็กน้อยเป็นสัญญาณบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าผมโอเคพอที่เขาจะปล่อยกอดออกได้ ไม่ต้องกอดแล้ว ชายหนุ่มคลายกอดแต่ไม่ได้คลายไปหมด แขนของเขายังคงโอบเอวผมราวกับประคองไว้ ไม่กล้าที่จะปล่อยให้เป็นอิสระซะทีเดียว ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับชายตรงหน้า เขามองผมด้วยสายตาเป็นห่วง แววตาคู่นั้นกำลังปลอบและชโลมเอาความมืดมนออกไป เหมือนมีพลังวิเศษบางอย่าง ทั้งที่เขาก็เป็นแค่มนุษย์เพศชายธรรมดาคนหนึ่ง

“ขอบคุณนะครับ…” ผมเอ่ยเสียงเบาขาดห้วงจนเกือบจะไม่ได้ยิน

“โอเคขึ้นมาหน่อยแล้วใช่ไหม” นัยน์ตาของเขายังคงแต้มด้วยความห่วงใยไม่เปลี่ยน ผมพยักหน้าให้เขาเบา ๆ และค่อย ๆ เบียดกายออกจากอ้อมแขนอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้ถอยห่างมากนัก เรายังยืนใกล้กันแค่ไม่ได้กอดกัน อีกอย่างตอนนี้เสียงหน้าประตูก็ได้เงียบไปจริง ๆ แล้วเหมือนกัน

“ทำใจให้สบายแล้วอาบน้ำพักผ่อนเถอะครับ พรุ่งนี้ทุกอย่างก็จะเริ่มใหม่ คำพูดในวันนี้จะไม่ตามคุณไปในวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้จะเป็นวันใหม่ที่ดีสำหรับชีวิตของคุณ” เขาบอกกับผมพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่ปรากฏขึ้นบนหน้า

ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่ารอยยิ้มของเขามีผลต่อการฟื้นฟูจิตใจผมมากแค่ไหน ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ที่ทำให้หัวใจผมชุ่มชื้น มันหลายครั้งต่อหลายครั้งที่รอยยิ้มเขาฟื้นฟูผม แต่อาจจะไม่รู้ตัวเอง หรือนี่อาจเป็นรอยยิ้มที่รอคอยให้ผมเดินออกไปพบที่หัวหินและจดจำเอาไว้ในความจำของตัวเองตลอดกาลว่า ไม่มีรอยยิ้มไหนที่มองแล้วจะทำให้ชีวิตของผมกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้เหมือนรอยยิ้มของเขา...