เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม - -- คลื่นระลอกที่ 9 โดย Librae. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น,boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น

แท็คที่เกี่ยวข้อง

boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life

รายละเอียด

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม โดย Librae. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”

ผู้แต่ง

Librae.

เรื่องย่อ

 


 

 

“พี่เป็นความสบายใจเดียวของผมเลยนะ เป็นความสบายใจที่ผมไม่อยากให้หายไปไหน ไม่อยากให้ไปเป็นของใคร นอกจากผมแค่คนเดียว”

“พี่จะเป็นแค่ของคุณคนเดียว”

นักเขียนกับนักวาด ศิลปินต่างแขนงสองคนที่มาบรรจบกันเพราะจินตนาการในห้องเช่าแคบ ๆ ‘นิรันดร์’ ใช้ชีวิตกับความฝันมาสามปี หลังจากหันหลังให้คำว่า บ้าน แต่แล้ววันหนึ่งนักเขียนโนเนมที่เคยอยู่กับความเหงาได้ ในครั้งนี้ ความเงียบกลับกลืนเขาลงไปทั้งตัว ในวันที่มองไม่เห็นทาง นิรันดร์ตัดสินใจออกเดินทางไปพบใครคนหนึ่งในแดนคลื่นลม คนที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์

“คุณปลายบรรทัดใช่ไหมครับ”

“คุณ…คือ โซลธาร เหรอ”

คนที่เคยรู้จักกันแค่ผ่านหน้าจอเพียงผิวเผิน ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตที่กำลังสั่นคลอน

“รันดร์ไม่ใช่ตัวประหลาด เขาคือหัวใจของผม และผมจะไม่ยอมให้ใคร...แม้แต่คนที่เป็นพ่อ...มาทำร้ายเขา”

บางทีสิ่งที่ต้องการ อาจไม่ใช่แรงบันดาลใจเป็นลำดับแรก แต่อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ข้างกันแล้วสบายใจ

 

 


 


 

ชี้แจงรายละเอียดการอัปเดตรายตอน

ตอนที่ 0 - 10 จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน วันละ 1 ตอน เวลา 19:00 น.

นับแต่ตอนที่ 11 เป็นต้นไป จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 19:00 น.

หลังจากอัปเดตจนจบเรื่อง จะติดเหรียญถาวรในวันถัดไป ตั้งแต่ตอนที่ 10 เป็นต้นไปค่ะ

ตอนพิเศษ มีเฉพาะในเล่ม E-BOOK เท่านั้น

E-BOOK จะแจ้งวันและเวลาให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะคะ

 

 

สารบัญ

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม-อารัมภบท คลื่นระลอกเริ่มต้น,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 1,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 2,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 3,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 4,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 5,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 6,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 7,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 8,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 9,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 10,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 11,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 12,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 13,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 14,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 15,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 16,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 17,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 18,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 19,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 20,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 21,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 22,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- แจ้งเพิ่มเติมงั้บบ,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 23,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 24,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 25,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 26,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 27,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 28,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 29,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกนิรันดร์ (end)

เนื้อหา

-- คลื่นระลอกที่ 9

เวลาแห่งสายรุ้งช่างผ่านไปเร็ว ได้ยืนดูอย่างตั้งใจเพียงสองวัน รุ้งกินน้ำก็ดันกินน้ำจนอิ่มและกำลังจะเลือนหายไปจากฟากฟ้าของกรุงเทพฯ ผู้คนเดินสวนเราสองคนไปมาในสถานีกลางของช่วงเวลาโพล้เพล้ ผมยืนอยู่ต่อหน้าชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง เจ้าของรอยยิ้มแสนอบอุ่นที่สามารถเยียวยาจิตใจของผมให้กลับมาเบิกบานได้อีกหนหลังจากเจอพายุหนัก เขาถือกระดาษใบหนึ่ง ในนั้นปรากฏวัน เวลาและขบวนรถไฟที่ต้องนั่งกลับหัวหิน

เขากำลังจะกลับหัวหินแล้ว…

“อย่าลืมนะครับ ถ้ามีปัญหา คุณโทรมาหาผมได้ตลอด ผมจะรอรับสายคุณ” เขาย้ำกับผมอีกครั้งทั้งที่ตลอดทางมาที่นี่ เขาย้ำกรอกหูผมอยู่ตลอด และผมก็พยักหน้าตอบรับคำพูดนั้นตลอด เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรต่อแล้ว ผมจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นแทน

“คุณโซล”

“ครับ?” คิ้วหนาเลิกขึ้นมองผม

“ผมขอโทษนะ...” ผมพูดเสียงเบา

“ไม่น่าให้คุณมาเจอเรื่องแบบนั้นเลย” ร่างสูงยืนมองผมนิ่งพักหนึ่ง จึงพูดขึ้น

“เรื่องพ่อของคุณน่ะเหรอ”

“…อืม” ผมตอบและผงกหัวเบา ๆ

“แต่ผมดีใจนะ ที่ตอนนั้นผมอยู่ตรงนั้นด้วย” ผมจ้องเข้าไปในนัยน์ตาของอีกฝ่ายที่สะท้อนใบหน้าผมอยู่

“ถ้าคุณอยู่ตรงนั้นคนเดียว ผมคงรู้สึกแย่กว่านี้ที่ไม่ได้อยู่กับคุณ ทั้งที่เราก็อยู่กรุงเทพฯ เหมือนกัน”

“…”

ผมไม่ได้พูดอะไรต่อ มีเพียงเสียงจอแจของคนรอบข้างและเสียงรถไฟ ผมกำลังคิดว่าควรจะพูดประโยคนี้ออกไปดีหรือเปล่า หรือไม่ควรจะพูดออกไป แต่ผมก็ใคร่ครวญมาตั้งแต่เมื่อคืนเย็น จนกระทั่งเย็นของวันนี้ที่เขาต้องเดินทางกลับ

“ขอกอดคุณได้ไหม”

ในที่สุดผมก็พูดออกไปแต่ผมพูดเร็วและเบา ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินคำขอของผมไหม ทว่าอยู่ ๆ เขาก็เข้ามาโอบกอดร่างผมที่ยืนนิ่งเหมือนหุ่นยนต์อยู่กลางสถานีเอาไว้แน่น มันไม่แน่นอึดอัดแต่มันเป็นอ้อมกอดแน่น ๆ ที่เต็มไปด้วยไออุ่น แต่ทำไมในใจกลับรู้สึกหวิว ๆ ก็ไม่รู้ ผมกะพริบตาเร็วหนึ่งทีเพื่อไล่ของเหลวที่กำลังก่อตัวอย่างไม่ได้รับอนุญาต

“พอแล้วคุณ” ผมบอกเขาเสียงเบา อ้อมกอดนั้นจึงค่อย ๆ คลายออก เรากลับมายืนเผชิญหน้ากันอีกครั้ง คราวนี้ผมตั้งใจยิ้มให้เขา ตั้งใจมาก ๆ เลยนะทั้งที่ผมไม่ชอบยิ้มพร่ำเพรื่อ

“ขอถ่ายรูปไว้ได้ไหมครับ” ผมพยักหน้าให้เขาอย่างไม่คิดใคร่ครวญมากไปกว่านี้ ร่างสูงนำโทรศัพท์ขึ้นมา เข้ากล้องและถ่ายรูปผม ผมยืนยิ้มในท่าเดิม แต่ตั้งใจยิ้มสุด ๆ สักพักเขาก็ได้ลดกล้องโทรศัพท์ลง เพราะมันถึงเวลาที่ต้องอำลากันแล้วจริง ๆ

“ไว้ว่าง ๆ ผมจะมาหาอีกนะครับ”

ผมพยักหน้าและยิ้มให้เขา ไม่ได้ตอบอะไรกลับนอกจากยืนโบกมือลาให้จนวินาทีสุดท้ายที่จะได้เห็นขบวนรถไฟขบวนนั้นวิ่งออกไปจากอุโมงค์จนไม่สามารถมองเห็นรถไฟขบวนนั้นที่พาเขาจากผมไป

ในตอนนั้น เขาคงรู้สึกแบบนี้ การยืนโบกมือลา ได้เห็นเพียงท้ายขบวนรถไฟที่วิ่งห่างออกไปเรื่อย ๆ จนสุดลูกหูลูกตา คงรู้สึกโหวงเหวง เคว้งคว้างเหมือนกับผมตอนนี้ มือยกโบกลาได้หยุดนิ่งและค่อย ๆ ลดลงข้างลำตัว เขาไปแล้วรันดร์ เขากลับหัวหินไปแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่มึงที่ยังอยู่ตรงนี้ในโลกของตัวเองเพียงลำพัง ชีวิตของมึงที่ต้องเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่มีเขาอีกครั้ง...กลับมาแล้ว

ลมเย็นจากแอร์สถานีที่พัดวนอยู่เหนือหัวไม่ช่วยอะไรเลยสักนิดเดียวกับช่องว่างที่เบ่งบานกลางอกผมตอนนี้ เสียงประกาศขบวนรถไฟอื่น ๆ ดังทับซ้อนกันไปหมด แต่ผมกลับไม่ได้ยินอะไรเลย ทั้งตัวผมมันดันชาไปหมดแทบไม่เหลืออะไรให้รู้สึก ผมหันหลัง ก้าวเท้าไปตามทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เดินออกมาตามทางยาว ๆ จนฝูงคนเริ่มบางลง เหลือแค่ตัวเองที่เดินสวนเงาจาง ๆ ของตัวเองอยู่บนพื้นหินแกรนิต ทุกอย่างมันดูช้าลงกว่าปกติ เมื่อเดินออกมาข้างนอก ลมยามเย็นของกรุงเทพฯ พัดจนเส้นผมไสว แถมยังรู้สึกเย็นเยียบผิวกายขึ้นมาดื้อ ๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายลมหรือเป็นเพราะใจผมมันโหว่มากเกินไป ในหัวผมโล่งจนรู้สึกประหลาด เหลือแค่เสียงเดียวที่ดังวนลูปไปมา คือ เสียงของตัวเองที่คอยพูดกรอกหัวซ้ำ ๆ ว่า

เขาไปแล้ว เขากลับหัวหินแล้ว

ผมเดินลากเท้าไปทางบันไดเลื่อนของสถานีใต้ดิน ก่อนจะขึ้นมายืนรอรถไฟฟ้าอีกต่อหนึ่งเพื่อกลับไปที่ห้อง ผู้คนเดินผ่านหน้าผมเป็นร้อย ๆ แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนภาพพวกนั้นเป็นแค่เงาเบลอ ๆ พอก้าวขึ้นไป รถไฟฟ้าก็สตาร์ทออกตัวอย่างนุ่ม ๆ ทว่าความรู้สึกในอกผมนี่โคตรไม่อ่อนโยนเลย เหมือนมีอะไรบิดม้วนอยู่กลางอก ผมยืนเกาะเสาตรงกลาง เงยหน้ามองไฟนีออนบนเพดานแล้วก็ต้องหลับตา พยายามกลืนก้อนอะไรสักอย่างที่ติดอยู่คอลงไป อาจจะเป็นคำที่อยากพูดแต่ไม่ได้พูด หรืออาจจะเป็นความจริงที่กำลังพยายามยัดลงไปในหัวตัวเองว่า ความอบอุ่นที่มีตลอดสามวันหมดเวลาลงแล้ว

สายตาผู้โดยสารบางคนแอบเหล่มองผมนิด ๆ คงเพราะหน้าผมมันดูเหมือนคนโดนถีบตกตึก แต่ผมไม่มีแรงจะสนอะไรแล้ว สะพานตาจู่ ๆ ก็ดันร้อนขึ้นเหมือนจะเกิดไฟไหม้น้ำตาอีกรอบ ผมเลยรีบก้มมองปลายรองเท้าตัวเองแทน สักพักรถไฟก็ไหลเข้าเปลี่ยนสาย ผมเดินข้ามไปอีกชานชาลา ร่างกายขยับตามความเคยชินมากกว่าสติที่บอกให้ก้าวข้ามไป พอขึ้นรถไฟฟ้าสายสุดท้ายที่ต้องขึ้น ผมเลือกยืนพิงกระจกด้านหลังสุด มองวิวกรุงเทพฯ ที่ค่อย ๆ ฉีกออกเป็นเส้น ๆ จากความเร็วของรถไฟ ผมมองตัวเองผ่านเงาสะท้อนบนกระจกพลางถอนหายใจแผ่ว

รถไฟขบวนนี้ใช้เวลาไม่นาน แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันยาวเป็นชั่วโมง ความคิดวนไปวนมาระหว่างภาพยิ้มของเขา ภาพขบวนรถไฟที่ออกตัว และเสียงตัวเองที่พูดคำว่า ‘พอแล้วคุณ’ ตอนอยู่ในอ้อมกอดเขา ถ้าเป็นไปได้อยากจะย้อนกลับไปวินาทีนั้นใหม่และกอดตอบกลับแน่น ๆ ไม่ยอมปล่อยจนทำให้เขาตกขบวนนั้นไปเลย โคตรจะเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว แต่ก็เป็นความคิดที่อยากให้เกิดขึ้นจริง

“กรุงเทพ… หัวหิน… เฮ้อ”

เมื่อรถไฟเข้าเทียบสถานี เสียงประกาศดังบอกว่าถึงปลายทาง ผมก้าวลงอย่างกับคนที่รู้ตัวช้ากว่าใจไปหนึ่งสเต็ป เดินข้ามสกายวอล์กที่ลมแรงจนเสื้อผ้าปลิวไปตามทิศลม แต่ผมดันไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า กระทั่งกลับมาถึงห้องที่เคยมีใครอีกคนร่วมอาศัยกับผมสองวัน และวันนี้ก็เป็นวันแรกที่กลับมาเหลือผมเพียงลำพัง ผมเดินไปนั่งที่เก้าอี้โต๊ะคอม และเปิดคอมขึ้นมาเพื่อทำงานต่อหลังจากไม่ได้ทำมันเลยตลอดสองวัน ผมนั่งจ้องจอค่าเริ่มต้นอยู่หลายนาที ผมควรจะเปิดงานขึ้นมานั่งทำ แต่ไม่...ไม่มีกะจิตกะใจจะทำเลยสักนิด แค่คิดไดอะล็อกต่อไม่ออกก็ว่าหนักแล้ว นี่กลายเป็นความรู้สึกที่ไม่อยากทำอะไรเลย มันหนักมากกว่าเดิมซะอีก

เข็มนาฬิกาไม่ปรานีที่จะทวนกลับ มีแต่เดินต่อไปข้างหน้า จนดวงอาทิตย์โบกมือลาและดวงจันทร์ขึ้นมาทำหน้าที่ของตนแทน แขนสองข้างทิ้งอยู่ข้างลำตัว สองขาเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย จนมาหยุดอยู่ที่ถนนเยาวราช ซึ่งห่างจากย่านที่ผมอยู่ประมาณยี่สิบนาที ผมเดินบนถนนเส้นเดิมที่เคยเดินกับเขา แต่คืนนี้ผมมาเดินคนเดียว สักพักจึงหยุดนิ่ง ความลังเลเกิดขึ้นในใจว่าควรเดินต่อ หรือหันหลังกลับ ทว่าสุดท้ายเท้าของผมก็เลือกที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า สายตาไม่ได้โฟกัสร้านอาหารที่เดินผ่านมาเลย นอกจากเดินอย่างเดียว แต่แล้วขาผมมันก็หยุดไปเองอีกครั้ง เมื่อสมองมันฉุกคิดบางอย่างออก

ผมมีคำขอที่อยากจะขอคุณเหมือนกัน

‘ไว้ถึงห้องแล้วจะบอกนะครับ’

หนึ่งคำขอที่ไม่ทันได้บอกให้ได้รู้ เพราะเกิดเหตุแทรกขึ้นมาเสียก่อน จนทำให้วันที่เหลือกลายเป็นวันที่ผมลืมสิ่งที่เขาคิดจะขออะไรสักอย่างกับผมไปซะสนิท ผมล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูเวลาบนหน้าจอ

“หนึ่งทุ่มครึ่ง…”

มือกดใส่รหัสปลดล็อกเครื่อง เข้ากล่องข้อความไลน์ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวกลับมาหาผมเลยตั้งแต่ขึ้นรถไฟกลับหัวหินไป

“คุณลืมท้วง…หรือคุณลืมว่าจะบอกอะไรผม” ผมยืนพูดกับหน้าจอ

“ขึ้นขบวนพิเศษ ก็น่าจะถึงแล้วรึเปล่า ไม่น่านานขนาดนี้นะ” หรือจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดระหว่างทาง...

ผมส่ายหัวแรง ๆ เพื่อให้ตัวเองเลิกคิดอะไรที่มันอัปมงคล จากนั้นจึงหันหลังเดินกลับทางเดิม

“ผมไม่รอคุณแล้ว”

ดวงตาแน่วแน่มองตรงไปข้างหน้า บวกกับความรู้สึกบางอย่างกำลังจะระเบิดในอก ถ้าผมปล่อยให้ตัวเองอยู่ที่นี่จนถึงเวลาที่อยากจะกลับห้องก็เหมือนทิ้งเวลาให้เสียเปล่า และมันจะกลายเป็นคืนที่ทำให้ผมนอนไม่หลับ เสียงรองเท้าคนเดินสวนดังเป็นจังหวะ แต่พอผมหยุดเดิน ทุกอย่างกลับหยุดนิ่ง มีแค่เสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงเหมือนเพิ่งโดนลากไปวิ่งมาราธอนมาหมาด ๆ

“ไม่รอแล้วจริง ๆ นะ” ผมพูดซ้ำกับตัวเองเหมือนไอ้บ้าที่หลุดออกมาจากโรงพยาบาลศรีธัญญาที่วัน ๆ เอาแต่นั่งพูดกับใบไม้ใบหญ้า

ผมหยุดยืนกลางฟุตพาธ แล้วหันตัวกลับอย่างฉับพลันจนคนที่เดินตามหลังมาชนเข้ากับผมอย่างจัง

ผลั่ก !

“เฮ้ย” ชายฉกรรจ์ตัวใหญ่ส่งเสียงออกมาอย่างไม่พอใจนิด ๆ ผมไม่อยากมีปัญหาจึงรีบยกมือไหว้ขอโทษขอโพย

“ขอโทษครับ ๆ”

“หยุดเดินก็ระหว่างหน่อยดิน้อง” เขาว่าให้ผมก่อนจะเดินเลี่ยงผมไป ผมยังยืนพนมมือไหว้เขาอยู่ แต่ผมว่าผมไม่ผิดนะ เขานั่นแหละที่ต้องดูคนที่เดินอยู่ข้างหน้าให้ดี แต่ก็เอาเถอะ ไม่อยากจะเสียเวลาเรื่องศักดิ์ศรีตอนนี้ เพราะมีเรื่องอื่นที่มันสำคัญกว่า ผมเริ่มก้าวขาตรงกลับไป ไม่ได้กลับไปที่ห้อง แต่กลับไปที่ที่เราเพิ่งร่ำลากัน

 

 

 

ณ จุดจำหน่ายตั๋วรถไฟ (สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์)

“หัวหิน ขบวนถัดไปที่ออกคืนนี้ยังมีที่ไหมครับ” พนักงานเงยหน้าขึ้นมามองผม พลางกดคีย์บอร์ดรัว ๆ เสียงปุ่มคลิกดังจนใจผมเต้นถี่ตามไปด้วย

“มีขบวนพิเศษอีกหนึ่งรอบค่ะ ออก…” เธอหันไปดูเวลาบนจออีกครั้งและหันมาตอบผม

“อีกยี่สิบนาทีค่ะ”

“เอาที่นึงครับ”

ผมตอบรับซื้อตั๋วมาทั้งที่เคยมีประสบการณ์ซื้อตั๋วทิ้งไปแล้วรอบหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้ชวนให้เสียดายเงินที่เสียไปในรอบนั้นเลย มันคุ้มด้วยซ้ำที่รถไฟยังไม่ได้พาผมไป ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ได้เจอเขา หลังจากได้ตั๋วรถไฟใบใหม่มาครอบครอง ความร้อนจากกระดาษมันเหมือนทำให้เลือดกลับมาไหลเวียนอีกครั้ง ผมชูกระดาษขึ้นมาดูซ้ำอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่ได้เป็นภาพหลอนจากหัวใจที่บ้าบอของตัวเอง

 

สถานีต้นทาง : กรุงเทพฯ (สถานีกลางอภิวัฒน์) 

เวลาออก : 19:50 น.

สถานีปลายทาง : หัวหิน

เวลาถึงโดยประมาณ : 23:42 น.

 

ผมไม่ได้เพ้อ ผมกำลังจะไปหาเขาจริง ๆ…

เมื่อประกาศเรียกขึ้นขบวนรถดัง ผมเดินสปีดจนเหมือนกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปตามหมายเลขชานชาลา เสียงล้อกระเป๋าของคนอื่นลากผ่านพื้นดังวุ่นวาย ต่างกับผมที่มีแค่ตัวเปล่า ๆ โทรศัพท์และกระเป๋าสตางค์หนึ่งใบ พอคิดดูดี ๆ ก็โคตรจะบ้าเลยกับการทำอะไรที่มันกะทันหันไปหมดในเวลาไม่ถึงชั่วโมง

มึงโคตรจะบ้าเลยรันดร์…ห่างกันไม่ทันถึงยี่สิบชั่วโมงก็เป็นบ้าเป็นหลังวิ่งตามเขาไปหัวหินแล้ว

ผมก้าวขึ้นรถไฟไปนั่งที่ตัวเอง มองกระจกสะท้อนเงาตัวเองและเผลอหัวเราะในเยาะตัวเองเบา ๆ

“สภาพมึงคืออะไรเนี่ย…”

ไม่รู้ว่าอะไรฉุกคิดให้ผมตัดสินใจแบบนี้ แต่วินาทีนี้ไม่มีทางให้เดินย้อนกลับไปได้อีกแล้ว เพราะรถไฟเริ่มเคลื่อนออกจากสถานี เสียงเครื่องยนต์สั่นเบา ๆ เหมือนหัวใจของผมที่สั่นไปกับมันเหมือนกัน ผมเอนหลังพิงที่นั่งตัวเองและสูดหายใจเข้าเต็มปอด

ไม่รออะไรแล้ว…

ดวงตาลืมขึ้นช้า ๆ เห็นความมืดในอุโมงค์เพียงแวบเดียวก็กลายเป็นความมืดของรัตติกาลที่เต็มไปด้วยแสงขาวจากดวงดาวและแสงเหลืองอ่อนจากพระจันทร์บนฟ้ามืด แสงไฟจากกรุงเทพฯ ค่อย ๆ ห่างไกลออกไปจากผมทีละนิดเสมือนรถไฟเป็นแม่เหล็กดึงผมออกจากเมืองศิวิไลซ์แห่งความวุ่นวาย และปล่อยให้ผมได้นั่งอยู่กับหัวใจที่เต้นแรงกว่าปกติ

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

ผมกำลังไปหาคุณ...

ผมจะไปท้วงเอาคำตอบและคำขอจากคุณ...คุณโซล