เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”
รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น,boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Last Season ปลายฤดูคลื่นลมเพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”
“พี่เป็นความสบายใจเดียวของผมเลยนะ เป็นความสบายใจที่ผมไม่อยากให้หายไปไหน ไม่อยากให้ไปเป็นของใคร นอกจากผมแค่คนเดียว”
“พี่จะเป็นแค่ของคุณคนเดียว”
นักเขียนกับนักวาด ศิลปินต่างแขนงสองคนที่มาบรรจบกันเพราะจินตนาการในห้องเช่าแคบ ๆ ‘นิรันดร์’ ใช้ชีวิตกับความฝันมาสามปี หลังจากหันหลังให้คำว่า บ้าน แต่แล้ววันหนึ่งนักเขียนโนเนมที่เคยอยู่กับความเหงาได้ ในครั้งนี้ ความเงียบกลับกลืนเขาลงไปทั้งตัว ในวันที่มองไม่เห็นทาง นิรันดร์ตัดสินใจออกเดินทางไปพบใครคนหนึ่งในแดนคลื่นลม คนที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์
“คุณปลายบรรทัดใช่ไหมครับ”
“คุณ…คือ โซลธาร เหรอ”
คนที่เคยรู้จักกันแค่ผ่านหน้าจอเพียงผิวเผิน ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตที่กำลังสั่นคลอน
“รันดร์ไม่ใช่ตัวประหลาด เขาคือหัวใจของผม และผมจะไม่ยอมให้ใคร...แม้แต่คนที่เป็นพ่อ...มาทำร้ายเขา”
บางทีสิ่งที่ต้องการ อาจไม่ใช่แรงบันดาลใจเป็นลำดับแรก แต่อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ข้างกันแล้วสบายใจ
ชี้แจงรายละเอียดการอัปเดตรายตอน
ตอนที่ 0 - 10 จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน วันละ 1 ตอน เวลา 19:00 น.
นับแต่ตอนที่ 11 เป็นต้นไป จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 19:00 น.
หลังจากอัปเดตจนจบเรื่อง จะติดเหรียญถาวรในวันถัดไป ตั้งแต่ตอนที่ 10 เป็นต้นไปค่ะ
ตอนพิเศษ มีเฉพาะในเล่ม E-BOOK เท่านั้น
E-BOOK จะแจ้งวันและเวลาให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะคะ
ผมใช้ชีวิตวนลูปเดิมของตัวเองไม่ต่างจากทุกวัน แค่เปลี่ยนสถานที่ใหม่เท่านั้น แถมห้องที่อยู่ในตอนนี้ก็สะอาดสะอ้านกว่าห้องเช่าที่กรุงเทพฯ เสียอีก ผมเอนหลังพิงเตียง ในมือถือสมุดและดินสอหนึ่งด้ามสำหรับใช้เขียน
ห้านาทีผ่านไป…
สิบนาทีผ่านไป…
สิบห้านาทีผ่านไป…
สามสิบนาทีผ่านไป…
หน้ากระดาษยังคงว่าง ไร้อักษรที่ควรจะขีดเขียนลงบนกระดาษสมุดและดินสอในมือถูกวางบนตักราวกับถือของหนักต่อไม่ไหว ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้หนักเท่าแบกกระสอบปูน
“ทำไมถึงตันได้ขนาดนี้วะ”
ทำได้แค่บ่น แต่ไม่คิดจะหาทางแก้ งานที่เคยเขียนและวางขายในแพลตฟอร์มก็ไม่มีเศษบุญเก่าหลงเหลือให้เกาะกิน หรือต้องเปลี่ยนไปเขียนตามตลาดนิยายที่เขานิยมกันมากกว่างั้นเหรอ แต่ถ้าไม่ได้เขียนอย่างที่ใจอยากเขียน มันจะอินและสนุกได้ยังไง แค่เริ่มบทนำก็ไม่รอดแล้ว
ผมถอนหายใจให้ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะดันตัวลุกเดินออกจากห้อง ตรงไปทิ้งตัวลงโซฟากลางบ้านเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก
“แฮ่ แฮ่”
ผมหันไปมองตามต้นเสียง ก็พบสัตว์สี่ขา ขนสีน้ำตาลตัวเดิมยืนจ้องหน้าผมอยู่ข้าง ๆ ถ้าจำไม่ผิดเหมือนคุณโซลจะเรียกมันว่า…
“จุมโม่”
“โฮ่ง!”
มันเห่าเมื่อผมเรียกชื่อ ก่อนจะกระโดดขึ้นมานั่งข้างผมด้านบน แถมยังขยับตัวเข้ามาเบียดผมอีกต่างหาก ถ้าเป็นคนผมคงรู้สึกรำคาญในใจนิดหน่อย แต่ถ้าเป็นสัตว์โดยเฉพาะสุนัข ผมโคตรจะเอ็นดูมันเลย ผมนั่งลูบขนตามลำตัวของมัน ขนมันนุ่มจริง ๆ นุ่มเหมือนครั้งแรกที่ตาเห็นและสันนิษฐานเอาไว้เลย
“นึกว่าขโมยขึ้นบ้านซะอีก”
ขวับ !
ผมรีบหันไปมองต้นเสียงอย่างไว ร่างสูงยืนกอดอกพิงขอบประตูห้องตัวเองอยู่ เขาเปิดประตูห้องออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“คุณออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“หลังได้ยินเสียงจุมโม่เห่าน่ะ”
งี้ก็ออกมาตั้งนานแล้วน่ะสิ
เขาปิดประตูห้อง เดินมานั่งข้างจุมโม่ กลายเป็นว่าตอนนี้ระหว่างเราสองคนมีจุมโม่นั่งคั่นกลางอยู่
“ปกติมันกลัวคนแปลกหน้านะ แต่ไม่คิดว่ามันจะไม่กลัวคุณ”
ผมมองสุนัขก่อนค่อยตวัดตาไปมองอีกคนที่นั่งลูบหัวสัตว์เลี้ยงอย่างเอ็นดู สักพักตาคมก็ได้ช้อนขึ้นมาจนสายตาเราผสานกัน
“…”
“…”
รู้ตัวอีกทีระหว่างเราก็ไม่มีจุมโม่นั่งอยู่แล้ว มันลงจากโซฟาไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มากไปกว่านั้นใบหน้าของเรากำลังเคลื่อนเข้าหากันจนปลายจมูกเกือบจะสัมผัส แต่ดีที่ผมที่ได้สติกลับมาก่อน รีบดึงตัวกลับ และหันหน้าหนีไปทางอื่น
“ผมกลับห้องก่อนนะ” ผมเอ่ยจบก็รีบลุกเดินกลับไปที่หน้าประตูห้องตัวเอง มือเอื้อมจับลูกบิด หมุนเปิดจนเกิดเสียงดัง
แกร๊ก
ยังไม่ทันผลักเข้าไปข้างใน น้ำเสียงทุ้มก็ดังรั้งเอาไว้
“คุณรันดร์ครับ”
“…”
“ฝันดีอีกครั้งนะครับ”
ผมนิ่งชั่วขณะ ก่อนจะหันใบหน้าไปมองเขา เขายังอยู่ตรงนั้นที่เดิม ผมไม่ได้บอกฝันดีกลับ แต่พยักหน้ารับ และรีบเข้าหายเข้าห้องไป
ปึ้ง…
ผมยืนพิงประตูห้องด้วยความรู้สึกอุ่นแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นข้างใน มันวนอยู่ในอก ความรู้สึกที่เกิดในตอนนี้มันเกิดขึ้นอยู่นานพอสมควร แต่ก็ถูกดับไปด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ชาร์จทิ้งไว้ข้างเตียง ผมสะดุ้งนิด ๆ มองไปที่โทรศัพท์ ในหัวคิดแค่ว่ามีอยู่แค่สองคนที่จะส่งอะไรสักอย่างมา ไม่พ่อ ก็ไอ้ธีร์ แต่พอเดินมาดู ดันเป็นไอ้ธีร์ที่ส่งข้อความเข้ามา
Thee : ว่างปะวะ
Thee : กูมีนักเขียนคนนึงของสำนักพิมพ์พ่อกูแนะนำให้มึงได้คุย เผื่อจะช่วยมึงได้
Nirun : ไม่เป็นไร
Thee : ลองก่อนดิ ผลงานเขาฮิตติดตลาดทุกเรื่องเลยนะเว้ย
Nirun : กูได้แล้ว
Thee : ฮะ ใคร?
Nirun : ไปนอนละ
ผมตัดบท แน่นอนว่ามันรัวข้อความเข้ามาแถมยังโทรมาหลายสายจนผมรำคาญเลยตัดปัญหาด้วยการปิดเครื่องหนีแม่งซะให้มันจบ ๆ วางโทรศัพท์คืนที่เดิม ก่อนจะวกกลับมามองสมุดกับดินสอที่วางทิ้งไว้บนเตียง
“เฮ้อ”
ผมผล็อยถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า คงเป็นอีกคืนที่คิดไม่ออกว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไร หวังว่าคืนต่อไปมันจะมีเรื่องราวดี ๆ เกิดขึ้นในหัวของผมบ้างนะ ผมทำได้แต่ภาวนาให้มันเกิดขึ้น ขอแค่มีบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวของผมหน่อยสักหน่อยก็ยังดี
ท้องฟ้าสดใสในเช้าวันใหม่ที่อบอวลไปด้วยเสียงกระดิ่งที่กำลังดัง กริ๊ง กริ๊ง แทนเสียงนาฬิกาปลุกที่เคยใช้ปลุกตัวเองในทุกวัน ผมค่อย ๆ ปรือตาขึ้นสู้กับแสงจ้าที่สาดผ่านช่องเล็ก ๆ ของม่านหน้าต่างเข้ามาข้างใน
ผมผุดลุกนั่งบนเตียง ฟังเสียงคุ้นเคยกำลังเรียกสุนัขว่า จุมโม่ กับเสียงกระดิ่ง กริ๊ง กริ๊ง ของจุมโม่ดังแว่ว ๆ อยู่ข้างนอก ผมลุกไปล้างหน้า แปรงฟันหลังจากนั้นจึงเดินออกไปหน้าบ้านในชุดนอนของเมื่อคืนที่ไม่ได้เรียกชุดนอนเท่าไหร่ เพราะมันเป็นชุดธรรมดา ๆ ปกติที่ใส่เล่นก็ได้ ใส่นอนก็สบาย
“อ้าวคุณรันดร์ มอนิ่งครับ” คุณโซลเงยหน้าขึ้นทักทาย เขากำลังเล่นอยู่กับจุมโม่ ผมยืนพาดแขนพิงขอบประตูบ้านมองคนตัวสูงกับสุนัขตัวโตกำลังเล่นอยู่ด้วยกัน
ตอนนี้จุมโม่ถูกปล่อยให้วิ่งเล่นเป็นอิสระแทน พื้นที่บ้านหลังนี้มันกว้างพอสำหรับสุนัขตัวโตอย่างโกลเดินที่จะวิ่งเล่นเลยล่ะ ส่วนเจ้าของของมันกำลังเดินตรงเข้ามาหาผม ผมจึงเลิกคิ้วมองเขาเล็กน้อย
“ไม่เล่นกับจุมโม่ต่อแล้วเหรอ” ผมถาม
“ไม่แล้วครับ อีกหน่อยผมต้องเข้าไปคุยโปรเจกต์ใหม่กับบริษัท”
“โปรเจกต์ใหม่?”
“ครับ”
“คุณไม่ได้เป็นนักวาดอิสระหรอกเหรอ” ผมถามพลางขมวดคิ้วสงสัย กลับกันกับอีกฝ่ายที่ส่งยิ้มมาก่อนจะตอบ
“ตอนนี้ ผมทำงานเป็นช่างภาพครับ ทีมกำลังจะเริ่มโปรเจกต์ใหม่ เลยนัดเข้าไปคุยรายละเอียดเบื้องต้นกันก่อน” เขาเอนตัวเข้ามาใกล้นิดหนึ่ง และพูดเสียงเบาราวกับต้องการนินทา
“ลูกค้านัด ปฏิเสธไม่ไปไม่ได้ครับ”
“…”
เขาไม่ได้เป็นแค่นักวาด เมื่อวานที่พกกล้องมาด้วยก็ไม่ใช่แค่ใช้ถ่ายรูปเล่น แต่ใช้ทำงานด้วย
“ผมนึกว่าคุณทำแค่…วาดรูป”
“เมื่อก่อนก็ทำแค่นั้นครับ แต่หลังจากพ่อกับแม่เสีย ผมต้องใช้หนี้ที่เหลือจากพวกเขา ผ่อนรถคันนี้ แล้วก็เลี้ยงจุมโม่” เขาว่าพลางหันมองไปมองรถ ก่อนจะหันไปมองจุมโม่ และวกกลับมามองผมเหมือนเดิม ผมมองเขาเงียบอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายก็เอ่ยเรียกออกไป
“คุณครับ”
“หืม?”
“ผม…” เขามองผม เลิกคิ้วขึ้นนิด ๆ อย่างรอฟังว่าผมจะพูดอะไร
“ผมขอพักที่นี่ต่ออีกวันนึงได้ไหม” คนตรงหน้าเงียบไปเสี้ยววินาที ก่อนริมฝีปากจะคลี่ยิ้มขึ้น
“ได้สิ คุณจะอยู่นานแค่ไหนก็ได้ ยังไงผมก็อยู่บ้านหลังนี้กับจุมโม่แค่สองคนอยู่แล้ว”
“ผมรบกวนแค่อีกคืนก็พอ ผมยังต้องกลับไปทำงานต่อ”
“อยู่แค่สองคืนเองเหรอครับ” ผมพยักหน้า และเขาก็พยักหน้าตาม ก่อนจะถามเปลี่ยนเรื่องไป
“แล้ววันนี้คุณจะออกไปไหนหรือเปล่า”
“น่าจะไป…เดินแถวหาดสักหน่อย” ถ้ายังหมกตัวอยู่บ้านเหมือนที่เอาแต่ขังตัวเองในห้อง ผมคิดว่าหน้ากระดาษของผมต้องไร้ไอเดียต่อไปแน่ ๆ ไหน ๆ เดินออกมาข้างนอกทั้งที ก็ลองใช้ชีวิตดูสักหน่อย คงไม่เสียหาย เผลอ ๆ อาจจะได้อะไรดี ๆ กลับไปก็ได้ อย่างเช่น…ไอเดียใหม่ในการเขียนพล็อต
“งั้นออกไปพร้อมกันเลยไหม คุณจะไปที่ไหน เดี๋ยวผมไปส่ง”
“ไม่เป็นไร ผมกะจะออกสาย ๆ หน่อย เดี๋ยวผมไปเองดีกว่า” อยู่ ๆ คนตรงหน้าผมมีท่าทีครุ่นคิดหนักขึ้นมา
“คุณเป็นอะไร?”
“ผมไม่อยากให้คุณไปเอง” ผมมองเขาอย่างสงสัย
“ผมเป็นห่วง”
“…”ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเขาจะห่วงอะไร ในเมื่อตอนนี้มันก็เช้าแล้ว ไม่ได้มืดเหมือนเมื่อวานที่ผมรั้นจะไปหาที่หลับที่นอนเองคนเดียว
“เช้าแล้วนะครับ ผมดูแลตัวเองได้” แม้จะบอกอย่างนั้น คนตรงหน้าก็ไม่ได้คิดน้อยลงเลย คิ้วหนาย่นติดกันจนกลายเป็นรถไฟสายใต้ไปแล้วจริง ๆ
“ทำไมคุณดูกังวลเรื่องผมจัง” ผมถามออกไปตรง ๆ แต่เขาไม่ตอบ
“ถ้าเป็นเพราะคุณชวนผมมา แล้วคุณมาคอยกังวลแบบนี้ ถ้ามีคราวหลังผมไม่กล้ามาแล้วนะ” ชายหนุ่มชะงัก สักพักสายตากังวลเจือความเป็นห่วงนั้นก็กลายเป็นความเศร้าสร้อยให้เห็น
“ขอโทษนะครับ”
“…”
“ขอโทษที่เป็นห่วงเกินไป”
ผู้ชายคนนี้ดูบริสุทธิ์ไปหมดทุกอย่าง ตั้งแต่การกระทำยันคำพูด ดูเป็นคนที่ทำตามความรู้สึก และพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด ซึ่งการกระทำของเขาทั้งหมดที่มีต่อผม มันหมายถึง เป็นห่วงเป็นใย ที่ผมไม่เคยคาดหวังว่าจะได้รับมันจากใคร
“ขอบคุณนะครับ” ผมเอ่ยอย่างสุภาพ แววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้านั้น ค่อย ๆ ช้อนตาขึ้นสบตากับผม
“ความเป็นห่วงของคุณทำให้ผมรู้สึกดีมากนะ” ผมส่งยิ้มให้เขา ทำให้เขาเริ่มจะยิ้มตาม
“คุณรันดร์ครับ ผมขอถ่ายรูปคุณตอนยิ้มไว้หน่อยได้ไหม”
“ภาพผมตอนยิ้ม?” ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง
“ครับ”
“…”
“ได้ไหม”
อา…แล้วผมจะปฏิเสธยังไงล่ะ คราวนี้เขาขอก่อนถ่ายซะด้วย และผมก็ไม่อยากปฏิเสธแบบขวานผ่าซาก ไม่รักษาน้ำใจใคร โดยเฉพาะคนที่เพิ่งรู้จักกัน
“…ครับ”
สุดท้ายทางเลือกที่ผมเลือกก็คือ การตอบตกลงแทนที่จะปฏิเสธ
“อยากให้ถ่ายจริง ๆ ใช่ไหมครับ” ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ทำไมถามแบบนั้นล่ะ”
“สายตาคุณมันลังเลตอนให้คำตอบผม”
“…”
“ถ้าไม่อยากถ่าย บอกตรง ๆ ก็ได้นะครับ ไม่ต้องกลัวที่จะปฏิเสธหรอก”
“…”
นี่อาจจะเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งของช่างภาพและนักวาดในร่างเดียวกันที่นักเขียนอย่างผมไม่มี นั่นคือ การตีความสิ่งที่ตัวอักษรบอก ต้องเข้าใจว่าทำไมผู้เขียนถึงสร้างตัวละครให้เป็นแบบนั้น ก่อนจะเติมสี เติมแสง เติมสายตา ให้มันดูมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ ซึ่งในฐานะช่างภาพ เขาก็ทำสิ่งเดียวกัน อ่านบรีฟจากลูกค้า จับใจความที่บางครั้งอาจให้ข้อมูลมาไม่ครบ แล้วสร้างภาพให้ได้ในแบบที่ลูกค้าต้องการ แน่นอนว่านักเขียนอย่างผมที่แค่เขียน เขียนในสิ่งที่ตัวเองรู้สึก เขียนในสิ่งที่อยากเล่า...ไม่มีพรสวรรค์แบบนั้นอย่างเขา
“ถ่ายได้ครับ” ผมตอบอีกครั้งด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ไม่ลังเลในคำตอบ ดวงตาคมมองผมอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้น
“งั้นรอตรงนี้แป๊บนึงนะครับ”
ร่างสูงว่าจบ ก็รีบเดินผ่านผมหายเข้าไปข้างในห้องนอน และกลับออกมาพร้อมกล้องตัวเดิมในมือ เขากลับมายืนถือกล้องอยู่ข้างหน้าผม ส่วนผมยังยืนพิงขอบประตูอยู่ที่ในท่าเดิม ยิ้มบาง ๆ มองกล้อง สักพักชัตเตอร์ก็ดังขึ้น
แชะ แชะ
“ดูสิครับ น่ารักไหม” เขาเดินถือกล้องเข้ามาหาผม พร้อมกับหันรูปถ่ายมาให้ดู
“ผมต้องหล่อสิ”
“มุมนี้คุณดูดีมากนะ แสงก็ดีมากเลยล่ะ”
“คุณอย่าทำเมินที่ว่าผมน่ารักนะ”
“ผมเปล่าเมินนะครับ”
“ก็เมื่อกี้…”
ไม่มีใครรู้ตัวเลยว่ากำลังใกล้ชิดกันมากแค่ไหน ยืนเถียงกันไปมากับภาพเพียงภาพเดียวจนศีรษะเกือบจะชนกันอยู่แล้ว แต่พอเงยหน้าเพื่อจะเถียงให้ชนะ ใบหน้าของผมดันอยู่ห่างกันจากเขาไม่ถึงคืบ เราทั้งสองชะงักนิ่งเหมือนถูกแช่แข็ง ไม่มีใครคิดขยับตัวเลย จนกระทั่ง…
“โฮ่ง!”
เสียงเห่าของจุมโม่ทำให้เราต่างผละออกจากกัน และหันไปมองจุมโม่ที่นั่งมองมาที่เราอยู่ จากนั้นจึงวกกลับมาสบตากันอีกครั้ง ต่างคนต่างกลั้นหายใจกันคนละวิ ก่อนหลุบตาต่ำ สักพักเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากเราทั้งสองคน
“ผมว่าเดี๋ยวผมอาบน้ำก่อนดีกว่าครับ” คุณโซลเอ่ย
“โอเคครับ งั้นผมขอเล่นกับจุมโม่หน่อยนะ”
“จุมโม่ ห้ามเล่นกับคุณรันดร์แรง เข้าใจนะ” เขาชี้นิ้วสั่งสัตว์เลี้ยงตัวเองด้วยเสียงที่เข้มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงขั้นดุ
“โฮ่ง!”
มันเห่าตอบ แต่ไม่รู้ว่าเข้าใจ หรือเพราะได้ยินชื่อตัวเองก็เลยเห่าขานรับ ร่างหนาหันมายิ้มแห้งพลางเกาหัวแกรก ๆ แก้เขินไปหนึ่งที และเดินถือกล้องผ่านผมเข้าบ้านไป
เอาตรง ๆ เลยนะ ผมเริ่มรู้สึกแปลกเวลาอยู่กับเขา เหมือนไม่เป็นตัวเองอย่างที่เคยเป็น จากคนที่ไม่อยากจะพูดก็ดันพูดจนไม่อยากจะหยุดพูด เหมือนกับจิกซอว์บางตัวที่หารอยต่อของมันมานาน พอได้เจอช่องที่สามารถต่อกันได้กับอีกตัว มันก็สามารถไปต่อได้เรื่อย ๆ ไม่มีวันจบเหมือนบทสนทนาที่ผมกับเขาโต้ตอบกันไปมาเมื่อครู่นี้ ผมว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้มองผมออกแค่การสื่อสาร แต่ยังมองอักษรที่มาจากผมออก ไม่อย่างนั้นวันแรกที่เราได้คุยกัน คงไม่พิมพ์แบบนั้นมาหาผมหรอก ที่ว่า…
‘แค่คุยผ่านอักษร ผมรู้สึกคลิกกับคุณขึ้นมาแล้วสิ’