เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม - -- คลื่นระลอกที่ 5 โดย Librae. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น,boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น

แท็คที่เกี่ยวข้อง

boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life

รายละเอียด

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม โดย Librae. @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”

ผู้แต่ง

Librae.

เรื่องย่อ

 


 

 

“พี่เป็นความสบายใจเดียวของผมเลยนะ เป็นความสบายใจที่ผมไม่อยากให้หายไปไหน ไม่อยากให้ไปเป็นของใคร นอกจากผมแค่คนเดียว”

“พี่จะเป็นแค่ของคุณคนเดียว”

นักเขียนกับนักวาด ศิลปินต่างแขนงสองคนที่มาบรรจบกันเพราะจินตนาการในห้องเช่าแคบ ๆ ‘นิรันดร์’ ใช้ชีวิตกับความฝันมาสามปี หลังจากหันหลังให้คำว่า บ้าน แต่แล้ววันหนึ่งนักเขียนโนเนมที่เคยอยู่กับความเหงาได้ ในครั้งนี้ ความเงียบกลับกลืนเขาลงไปทั้งตัว ในวันที่มองไม่เห็นทาง นิรันดร์ตัดสินใจออกเดินทางไปพบใครคนหนึ่งในแดนคลื่นลม คนที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์

“คุณปลายบรรทัดใช่ไหมครับ”

“คุณ…คือ โซลธาร เหรอ”

คนที่เคยรู้จักกันแค่ผ่านหน้าจอเพียงผิวเผิน ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตที่กำลังสั่นคลอน

“รันดร์ไม่ใช่ตัวประหลาด เขาคือหัวใจของผม และผมจะไม่ยอมให้ใคร...แม้แต่คนที่เป็นพ่อ...มาทำร้ายเขา”

บางทีสิ่งที่ต้องการ อาจไม่ใช่แรงบันดาลใจเป็นลำดับแรก แต่อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ข้างกันแล้วสบายใจ

 

 


 


 

ชี้แจงรายละเอียดการอัปเดตรายตอน

ตอนที่ 0 - 10 จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน วันละ 1 ตอน เวลา 19:00 น.

นับแต่ตอนที่ 11 เป็นต้นไป จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 19:00 น.

หลังจากอัปเดตจนจบเรื่อง จะติดเหรียญถาวรในวันถัดไป ตั้งแต่ตอนที่ 10 เป็นต้นไปค่ะ

ตอนพิเศษ มีเฉพาะในเล่ม E-BOOK เท่านั้น

E-BOOK จะแจ้งวันและเวลาให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะคะ

 

 

สารบัญ

Last Season ปลายฤดูคลื่นลม-อารัมภบท คลื่นระลอกเริ่มต้น,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 1,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 2,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 3,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 4,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 5,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 6,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 7,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 8,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 9,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 10,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 11,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 12,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 13,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 14,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 15,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 16,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 17,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 18,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 19,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 20,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 21,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 22,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- แจ้งเพิ่มเติมงั้บบ,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 23,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 24,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 25,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 26,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 27,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 28,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกที่ 29,Last Season ปลายฤดูคลื่นลม--- คลื่นระลอกนิรันดร์ (end)

เนื้อหา

-- คลื่นระลอกที่ 5

จากผืนหาดทรายร้อนกลายเป็นเย็น 

จากแสงส้มกลายเป็นแสงทองอุ่น 

จากทะเลฟ้าครามกลายเป็นส้มอร่ามยามสนธยา

คลื่นทะเลยังคงซัดฝั่งเหมือนทุกวัน และวันนี้ก็เป็นวันที่สองที่ผมได้เห็นคลื่นทะเลอีกครั้ง ตัวผมนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่บนหาดทราย แต่ไม่ได้นั่งคนเดียว ยังมีเขา ‘คุณโซล’ เพื่อนออนไลน์ของผมนั่งอยู่ข้าง ๆ 

เราต่างนั่งฟังเสียงคลื่นที่กำลังชะล้างจิตใจ หลังจากช่วงบ่ายที่เขาพาผมออกจากโลกเดิม ๆ พาไปเดินตลาดน้ำหัวหินสามพันนาม ก่อนจะหลงเข้าไปอยู่ในจินตนาการและความงดงามที่ถ้ำพระนคร ต่อด้วยการไปลุ่มหลงอยู่ที่เวนิส ประเทศอิตาลี อย่างเวเนเซีย  หัวหินซึ่งเป็นตลาดจำลอง จากนั้นจึงไปสักการะที่วัดเขาตะเกียบเพื่อความเป็นสิริมงคลกันสักนิด และสถานที่สุดท้ายที่เรามาก็คือ...สวนสนประดิพัทธ์ ที่กำลังนั่งอยู่ข้างกันใต้ผืนฟ้าของทะเล

“ที่นี่คงเหมาะกับผมที่สุดแล้วล่ะ” ผมเอ่ยขึ้น สวนสนคนพลุกพล่านน้อย อีกทั้งยังสงบ

“วันไหนที่เลิกงานเร็ว ผมชอบมานั่งวาดรูปอยู่ที่นี่” คนข้างกายเอ่ย สายตามองตรงไปข้างหน้า แต่เหมือนว่าเขาจะรู้ตัวว่าผมมองอยู่ เลยหันมาทางผม

“ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม” ผมเอ่ยขึ้น

“ครับ”

“ระหว่างถ่ายภาพ กับ วาดรูป คุณชอบอะไรมากกว่ากัน”

“วาดรูปอยู่แล้วครับ” เขาตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด

“แต่เพราะต้องใช้หนี้ ผ่อนรถ และเลี้ยงจุมโม่ เลยต้องทำงานเพิ่มเหรอ” คำถามของผมทำให้คนข้างกายเงียบลง เขาเงียบไปนานพักใหญ่เลยล่ะ

“ก็ส่วนนึงครับ” ตาคมมองตรงไปที่ทะเล ผมนั่งมองเขาเงียบ ๆ อย่างรอคอยประโยคถัดไปทั้งที่ไม่รู้ว่าคนข้าง ๆ จะพูดอะไรต่อหรือเปล่า ระหว่างเรามีเพียงเสียงคลื่นทะเล ไม่มีบทสนทนาอยู่เนิ่นนานกระทั่งเสียงทุ้มดังแทรกเสียงคลื่นขึ้นมา

“กล้องตัวนี้เป็นของพ่อผมเอง เขาเป็นตากล้อง” ร่างหนาเปรยตามองกระเป๋ากล้องที่วางอยู่ตรงกลางระหว่างเรา

“พ่อผม เขาชอบใช้ถ่ายรูปแม่บ่อย ๆ” ร่างหนาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง จึงว่าต่อ 

“ตอนเช้าเลนส์กล้องจะเป็นของลูกค้า แต่พอตกเย็นเจ้าของเลนส์กล้องตัวนี้จะเป็นแม่ ไม่เคยเป็นคนอื่น แม้แต่ผม” เขาเล่าด้วยสีหน้าและอารมณ์ที่ไม่เศร้า ไม่เหงา แต่ดูมีความสุข ผมมองใบหน้าด้านข้างของเขาที่ไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็มีเสน่ห์เฉพาะจุด สันกรามคมชัด หางตาคมกริบ คิ้วยาวสวย ปลายจมูกโด่ง ริมฝีปากสวยได้รูป ทุกอย่างบนใบหน้าเขาเหมือนถูกพระเจ้าสร้างขึ้นมาในตอนที่อารมณ์ดีที่สุดในชีวิต เพราะมันเกินคำว่าดูดีด้วยซ้ำไป

“ผมขอถามในสิ่งที่ไม่ควรถามได้ไหม” ร่างหนาช้อนตาขึ้นมาสบตากับผม ก่อนจะพยักหน้าให้ผมถามได้

“พวกเขา...เสียเพราะอะไรเหรอครับ”

“พ่อผมเสียเพราะพายุทะเล ตอนนั้นไปถ่ายพรีเวดดิ้งให้กับคู่รักที่กำลังจะแต่งงาน อยู่ ๆ พายุก็เข้าอย่างหนักขนาดที่คู่รักสองคนนั้นก็ไม่รอด ทั้งที่ก็เช็กสภาพอากาศดีแล้วว่าไม่มีลมพายุแน่ ๆ ส่วนแม่ผมเสีย เพราะคิดถึงพ่อมากเกินไป”

“…” ผมชะงักไปนิดเมื่อรู้เหตุผลการจากไปของผู้เป็นแม่ของอีกฝ่าย

“แต่วันนั้น พ่อผมไม่ได้เอากล้องตัวนี้ไป เขาเอากล้องอีกตัวไป” ผมปรายตาลงมองกระเป๋ากล้องพลางนึกย้อนกลับไปที่เหตุผลการเสียชีวิตของแม่ของเขาอีกครั้ง ผมไม่คิดว่าจะมีคนที่เสียชีวิต เพราะคิดถึงใครบางคนมากเกินไปจนตรอมใจ ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้เลยสักนิด

“ไม่ต้องคิดมากนะครับ ผมไม่ได้รู้สึกทุกข์ที่ต้องพูด ผมสบายใจที่ได้เล่าให้คุณฟัง” ผมช้อนตาขึ้นสบกับเขา สงสัยหน้าผมมันออกแววอมทุกข์มั้ง เขาถึงได้บอกกับผมแบบนั้น แต่ก็แอบเป็นห่วงความรู้สึกของเขาอยู่นะ ไม่ใช่ว่าไม่ห่วง ผมน่าจะห้ามตั้งแต่ได้ยินคำว่าพายุทะเล แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้เขาเล่าซะหมดเปลือก

“ตอนนี้พวกเขาได้ไปอยู่ด้วยกัน ผมก็ดีใจแล้วครับ”

“คุณไม่คิดถึงพ่อกับแม่เหรอ”

“คิดถึงครับ แต่ดีใจมากกว่า”

“…”

“ตอนที่เห็นแม่ร้องไห้คิดถึงพ่อทุกวัน ผมทรมานมากกว่าตอนนี้อีกนะ ความรักมันเป็นสิ่งสวยงาม เหมือนกุหลาบที่มีหนาม ดอกสวย ก้านมีหนาม แต่ก็ยังสวย และผมก็ชอบแบบที่ไม่ต้องไปตัดหนามออก”

“ทำไม?”

“สวยแต่เจ็บ มันมั่นคงกว่าสวยไปวัน ๆ นะครับ” 

น้ำเสียงนั้นนิ่งลึกจนผมรู้สึกเหมือนถูกสะกิดในที่ที่ผมไม่เคยให้ใครสัมผัส เขาเปรียบความรักเป็นเหมือนกุหลาบที่มีหนาม กลับกันกับผมที่ไม่รู้เลยว่าความรักสำหรับผมควรเปรียบเป็นอะไร ผมไม่ใฝ่เรื่องหัวใจมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่ที่เขียนนิยายรักได้ เพราะอาศัยจากการอ่านทฤษฎีให้มาก แต่หากต้องมีความรักขึ้นมาจริง ๆ ก็คงเลือกความรักที่ไม่มีอุปสรรคเลยดีกว่า เพราะปัญหาในชีวิตก็ถาโถมมากพอแล้ว จะให้มีเรื่องที่อันตรายต่อหัวใจอีกเรื่อง ผมว่าผมตายก่อนแน่ ๆ

“คุณมองความรักในมุมที่ใครหลายคนไม่ชอบนะ รู้ตัวไหม”

“รู้ครับ ใคร ๆ ก็อยากให้รักราบรื่นทั้งนั้น ไม่มีใครชอบให้ความสัมพันธ์มีปัญหาหรอก แต่สำหรับผมมันไม่ได้เรียนรู้แค่คำว่ารักอย่างเดียว”

“…”

เขามองความรักต่างไปจากคนส่วนใหญ่จริง ๆ และผมก็ดันเป็นคนส่วนน้อยที่มีมุมมองความรักอย่างเขา ขนาดนิยายที่ผมเขียน ผมยังไม่อยากสร้างปมให้ตัวละครเท่าไหร่เลย อยากให้ตัวละครได้ใช้ชีวิตในโลกอย่างที่ต้องการ มีการงานอย่างที่ใฝ่ พบรักที่สวยงามไร้อุปสรรค และมีรอยยิ้มเกิดขึ้นในหัวใจทุก ๆ วัน เท่านั้นก็น่าจะเพียงพอต่อความต้องการมนุษย์คนหนึ่งที่อยากจะมีแล้ว หรือว่าผมกำลังโลกสวยเกินเหตุ

“คุณรันดร์” ผมเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อถูกเรียก

“เรื่องที่เราคุยกันค้างไว้เมื่อตอนเที่ยง ผมขอเบอร์ไว้ได้ไหมครับ เผื่อผมไปหาคุณที่นั่น ผมจะได้โทรหา” ผมเงียบอยู่สักพัก จึงเอ่ยขึ้น

“ขอมือถือคุณหน่อย” ผมหงายมือไปตรงหน้าเขา รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าหล่อก็ปรากฏขึ้นทันใด เขารีบล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงมาวางบนมือผมอย่างไว ผมทิ้งสายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะชายตามองโทรศัพท์บนมือ นิ้วสไลด์หน้าจอ ทว่าดันติดพาสเวิร์ดเครื่อง

“เอ่อ คุณใส่—”

“071295 ครับ”

“…” 

ผมหันมองเขาที่บอกรหัสเครื่องให้ราวกับว่าโทรศัพท์เครื่องนี้ มันไม่มีความลับอะไรให้ต้องปิดบัง ร่างสูงยังคงนั่งยิ้มให้ผมอยู่ในขณะที่ผมกำลังทำตัวไม่ถูก ผมสลัดศีรษะเบา ๆ เป็นการเรียกสติตัวเองกลับคืนมาและใส่รหัสเครื่องตามที่เขาบอก 

ถ้าจำไม่ผิด ตัวเลขเมื่อกี้มันคือวันเกิดของเขา...

วันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1995

แค่เปลี่ยนจาก พุทธศักราช เป็น คริสต์ศักราช จากบัตรประชาชนที่เขาเคยโชว์ให้ดู ปกติผมไม่ใช่คนที่จำวันเกิดของใครได้ ต้องบันทึกเอาไว้ที่ปฏิทินให้มันแจ้งเตือน แต่ไม่รู้ว่าทำไมตัวเลขนี้ ถึงติดแหง็กอยู่ในหัวผมจนถึงตอนนี้ ผมเมมเบอร์ตัวเองเข้าเครื่อง ตั้งชื่อง่าย ๆ ด้วยชื่อตัวเองจากนั้นจึงส่งคืนเจ้าของ

“เรียบร้อยครับ” 

มือใหญ่รับมันกลับคืนและกดโทรออกเบอร์ประหนึ่งกลัวว่าผมจะไม่ได้ให้เบอร์ของผมกับเขาจริง ๆ

ตื๊ดดด ตื๊ดดด…

เบอร์แปลกปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ไม่นานสายก็โดนตัดทิ้งทั้งที่เพิ่งโทรเข้ามาไม่ถึงหนึ่งนาที

“นั่น เบอร์ผม ถ้าเห็นเบอร์นี้โทรหาคุณเมื่อไหร่ แปลว่าผมอยู่กรุงเทพฯ นะ” สิ้นคำพูดนั้น รอยยิ้มอุ่นราวแสงทองของอาทิตย์ตกดินก็ส่งตรงมาที่ผมแต่เพียงผู้เดียว

รอยยิ้ม…

ทะเล…

กล้อง…

และ…เขา เพื่อนนัดวาดในความบังเอิญของนักเขียนอย่างผม

 

 

 

กรุงเทพมหานคร

(อะไรของมึงวะ ไม่คิดจะมาเจอหน้ากูหน่อยรึไง)

เสียงของไอ้ธีร์ดังออกมาจากโทรศัพท์ ซึ่งวางอยู่ข้างคีย์บอร์ด นิ้วกดคีย์บอร์ดอย่างกับร่ายเวทมนตร์บางอย่างจนกลายเป็นประโยคยาวเหยียดต่อกันอยู่บนหน้าจอโน้ตบุ๊ค อักษรนับหมื่นอักขระถูกพิมพ์ขึ้นมาหลังจากกลับจากหัวหินได้แค่วันเดียว

ไม่มีการวางพล็อตดี ๆ

ไม่มีการวางโครงเรื่องชัด ๆ

ไม่มีการวางทรีตเมนต์ที่นำทางให้ไม่ออกทะเล

มีเพียง…ผมและคุณเป็นตัวละครที่ใช้ดำเนินเรื่อง

(หนีกูไปเที่ยวหัวหินสามวัน กลับมาหัวแล่นจนไม่อยากออกมาเจอหน้ากูเลยว่างั้น)

ไอ้ธีร์ยังคงบ่นผมไม่หยุด แต่มันก็ไม่ยอมวางสายเหมือนกัน ผมไม่ตอบกลับมันเลยสักประโยค มีแค่เสียงคีย์บอร์ดที่ดังตอบมันเท่านั้น แต่แล้วหางตาผมดันเหลือบไปเห็นสายเรียกเข้าซ้อนเข้ามาจากพ่อ ผมกดตัดสายไอ้ธีร์ไปโดยไม่บอกมันและกดรับสายพ่อแทน ปกติแล้วจะปิดไมค์แต่คราวนี้ผมไม่ปิด ผมเปิดไว้แบบนั้นแหละ แต่ลดเสียงโทรศัพท์ลงให้ได้ยินเสียงของพ่อเบา ๆ ประหนึ่งเปิดเพลงคลอขณะเขียน

(มึงอย่ามาเคาะแป้นใส่กูนะไอ้รันดร์!)

เสียงคีย์บอร์ดของผมกำลังโต้ตอบพ่อกลับแทนเสียงพูดของตัวเอง ผมได้ยินเสียงของพ่อแว่ว ๆ แต่บางทีก็ไม่ได้ยินเลยว่าเขาพูดหรือด่าอะไร และตอนนี้ก็ไม่ได้ยินเสียงพ่อแล้วทั้งที่สายยังไม่ตัด เหมือนหลุดเข้ามาในโลกจินตนาการของตัวเองเต็มตัว ไม่มีเสียงอะไรสามารถเล็ดลอดเข้ามารบกวนได้เลย มีเพียงภาพในหัวที่สร้างขึ้นมาเป็นฉาก ๆ ตามสิ่งที่สมองกำลังคิด 

ภาพของรถไฟที่แล่นตามรางไปลงที่สถานีรถไฟหัวหิน

ภาพการเจอกันของคนสองคนที่สถานีรถไฟ 

ภาพของสุนัขกับเจ้าของที่กอดกันกลมราวกับห่างกันไปเป็นปี

ภาพแสงอาทิตย์ยามเย็นอาบคลื่นของทะเลจนกลืนทะเลฟ้าครามเป็นทะเลสนธยาที่สวนประดิพัทธ์

และภาพของความห่างไกลด้วยระยะทางที่สถานีรถไฟในยามสายที่ไม่ได้เอ่ยร่ำลากันอีกครั้ง เห็นเพียงใครคนหนึ่งวิ่งมาที่สถานีด้วยความหอบเหนื่อย ก่อนจะยืดตัวขึ้น โบกมือลาให้ใครอีกคนบนขบวนรถไฟที่กำลังวิ่งห่างออกไปจากสถานี

นิ้วที่กดคีย์บอร์ดชะงักอัตโนมัติ เมื่อภาพนั้นเป็นภาพสุดท้ายที่ผุดขึ้นมาในหัว ไม่มีฉากต่อจากนั้น จบเพียงการจากลากันด้วยระยะทาง ทุกอย่างวนเวียนกลับสู่ห้วงชีวิตเดิมของนักเขียนฟลูไทม์ที่กำลังเจอทางตันในเส้นทางของตัวเองอีกครั้ง สายตาทอดมองเนื้อหาบนจอที่มันไม่สามารถเดินต่อได้อีกในตอนนี้ หรือต้องกลับไปใช้วิธีเดิม วิธีเดิมที่ว่าก็คือการหยุดเขียน ปิดคอม และลงไปนอนบนเตียงให้สมองมันได้พัก ผมลองทำตามสิ่งที่หัวคิด กระทั่งผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ที่งานยังสิ้นสุดแค่การจากลาที่สถานีรถไฟ หรือว่านิยายเรื่องนี้มันจะจบแค่...จากลา

“ค่อย ๆ คิดดิวะ ปกติมึงไม่ชอบให้จบแบดเอนนิ” 

ไอ้ธีร์นั่งอยู่ปลายเตียงในห้องผม มันบุกมาหาผม เพราะผมไม่ยอมออกห้องไปหามัน ผมนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ลากเลื่อนมองมันด้วยความรู้สึกที่ลังเลใจว่า...อาจจะจบแค่นี้จริง ๆ

“ไม่ก็ทักไปคุยกับเพื่อนนักเขียนที่มึงไปเจอเขามาดิ เขาอาจช่วยมึงได้ ลองยัง”

“ไม่ได้คุยต่อตั้งแต่กลับมา”

“เอ๊า ก็ทักไปดิ หรือไม่ก็หาคนใหม่ ถ้าไม่รู้จะทักไปยังไง”

“ไม่” ผมพลันปฏิเสธ

“งั้นกูก็ช่วยอะไรมึงไม่ได้แล้วล่ะ”

“…” 

ผมหมุนเก้าอี้กลับไปหาจอคอมที่เปิดค้างหน้านิยายเอาไว้ สายตาตวัดมองโทรศัพท์ที่วางเงียบอยู่ข้างคีย์บอร์ดที่เดิม ไม่รู้ว่ากำลังรออะไร แต่รู้ว่ากำลังรอ

ถ้าคุณไม่ทักมา ผมทักไปก่อนได้หรือเปล่า

ถ้าคุณยังไม่โทรมา ผมโทรไปก่อนได้เลยไหม

ถ้าคุณยังไม่มากรุงเทพฯ ผมไปหาคุณที่หัวหินอีกรอบได้ใช่ไหม

ความรู้สึกโหยหาเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมันคืออะไร ผมวางมือลงคีย์บอร์ดและเริ่มพิมพ์อีกครั้ง แต่คราวนี้กดแป้นอย่างช้า ๆ ไม่ได้เร่งรีบที่จะให้เสร็จเร็ว ทุกอย่างมันดูเอื่อยเฉื่อย เชื่องช้า หากเป็นการแข่งขันระหว่างกระต่ายกับเต่า เกมนี้ผมเป็นกระต่าย

“คิดออกแล้วเหรอวะ” ไอ้ธีร์ถามขึ้น ผมไม่ได้ตอบนอกจากเขียนความรู้สึกนี้ลงไปในงานเงียบ ๆ เสียงกดคีย์บอร์ดดังอยู่ไม่นานก็เงียบลงอีกครั้งเมื่อผมหยุดพิมพ์

“…”

“คิดไม่ออกก็พอ นั่งมองเฉย ๆ มันไม่ทำให้มึงคิดออกหรอก มีแต่จะทำให้มึงปวดตากว่าเดิม” มันเตือนเรื่องสายตา แต่ผมไม่ได้ตอบกลับนอกจากนั่งเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหันเก้าอี้กลับไปมองมันที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม

“ธีร์” 

“ไร”

“…”

“อะไรของมึง เรียกกูละไม่พูด”

“มึงเอาดราฟต์นี้ของกูไปอ่านหน่อยดิ” มันทำหน้างง

“กูมีสิ่งที่อยากถามหลังมึงอ่านจบหน่อย” ไอ้ธีร์เลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าตอบรับสิ่งที่ผมขอ

“เออ ส่งเข้ามาทางแชตละกัน เมลกูงานตรึมละ”

“อืม”