เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”
รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น,boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Last Season ปลายฤดูคลื่นลมเพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”
“พี่เป็นความสบายใจเดียวของผมเลยนะ เป็นความสบายใจที่ผมไม่อยากให้หายไปไหน ไม่อยากให้ไปเป็นของใคร นอกจากผมแค่คนเดียว”
“พี่จะเป็นแค่ของคุณคนเดียว”
นักเขียนกับนักวาด ศิลปินต่างแขนงสองคนที่มาบรรจบกันเพราะจินตนาการในห้องเช่าแคบ ๆ ‘นิรันดร์’ ใช้ชีวิตกับความฝันมาสามปี หลังจากหันหลังให้คำว่า บ้าน แต่แล้ววันหนึ่งนักเขียนโนเนมที่เคยอยู่กับความเหงาได้ ในครั้งนี้ ความเงียบกลับกลืนเขาลงไปทั้งตัว ในวันที่มองไม่เห็นทาง นิรันดร์ตัดสินใจออกเดินทางไปพบใครคนหนึ่งในแดนคลื่นลม คนที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์
“คุณปลายบรรทัดใช่ไหมครับ”
“คุณ…คือ โซลธาร เหรอ”
คนที่เคยรู้จักกันแค่ผ่านหน้าจอเพียงผิวเผิน ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตที่กำลังสั่นคลอน
“รันดร์ไม่ใช่ตัวประหลาด เขาคือหัวใจของผม และผมจะไม่ยอมให้ใคร...แม้แต่คนที่เป็นพ่อ...มาทำร้ายเขา”
บางทีสิ่งที่ต้องการ อาจไม่ใช่แรงบันดาลใจเป็นลำดับแรก แต่อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ข้างกันแล้วสบายใจ
ชี้แจงรายละเอียดการอัปเดตรายตอน
ตอนที่ 0 - 10 จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน วันละ 1 ตอน เวลา 19:00 น.
นับแต่ตอนที่ 11 เป็นต้นไป จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 19:00 น.
หลังจากอัปเดตจนจบเรื่อง จะติดเหรียญถาวรในวันถัดไป ตั้งแต่ตอนที่ 10 เป็นต้นไปค่ะ
ตอนพิเศษ มีเฉพาะในเล่ม E-BOOK เท่านั้น
E-BOOK จะแจ้งวันและเวลาให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะคะ
คุณเคยตกอยู่ในสภาวะหมดไฟเป็นเวลานานแค่ไหน
หนึ่งวัน
หนึ่งสัปดาห์
หนึ่งเดือน
หนึ่งปี
หรือ…มากกว่านั้น
ผมนั่งมองกราฟการขายงานของตนเองที่เส้นกราฟขนานกับเส้นเริ่มต้นมาเป็นเวลาสามเดือน นั่นหมายความว่าตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ผมไม่ได้ออกผลงานใหม่เลยสักเรื่อง
ตื๊ดดด ตื๊ดดด…
โทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างคีย์บอร์ด หน้าจอสว่างขึ้นจากสายเรียกเข้าของใครคนหนึ่ง พอเห็นชื่อบนจอก็ได้แต่ถอนหายใจ ผมกดรับ ปิดไมค์ และนั่งฟังปลายสายนั้นเงียบ ๆ
(เลิกทำเรื่องไร้สาระของมึงได้แล้ว มันทำให้ชีวิตมึงสบายเหรอฮะ ไอ้รันดร์!)
รันดร์ คือ ชื่อย่อของผม ซึ่งมันถูกย่อมาจากคำว่า นิรันดร์ ที่แปลว่า ตลอดกาล
(มันมีแต่จะทำให้มึงอดตายไปวัน-)
ผมตัดสาย ไม่รอฟังให้จบ ผมเอนกายพิงเก้าอี้และถอนหายใจแผ่ว ตอนนี้ชีวิตเหมือนหมดหนทางเดิน ถึงแม้มันจะยังมีทางเดินอยู่บ้างแต่มันเป็นเส้นทางที่ผมไม่อยากเดินไป เพราะมันเป็นทางที่ผมเคยวิ่งหนีมาเมื่อสามปีก่อน
ผมไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ แต่ทำไมตอนนี้กลับรู้สึกยอมแพ้อย่างไร้สาเหตุ ทั้งที่ไม่เคยเป็นแบบนี้กับงานที่ตัวเองรัก
ผมรักการเขียน รักการร้อยเรียงอักษรออกมาเป็นเรื่องราวให้ผู้คนได้เสพอ่าน ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ไอ้ธีร์เพื่อนของผม มันรู้ว่าผมชอบอ่านและเขียนมากแค่ไหน มีแค่มันคนเดียวที่เข้าใจและสนับสนุนเส้นทางที่ผมเลือก แต่ในทางเลือกนี้ก็มีสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ รายได้ที่ไม่คงเส้นคงวา และไม่ใช่นักเขียนทุกคนที่จะประสบความสำเร็จในก้าวแรกของตัวเอง ซึ่งผมกำลังเป็นแบบนั้น กำลังเป็นนักเขียนคนหนึ่งที่คอยวิ่งตามหาความสำเร็จของตัวเอง… เป็นนักเขียนที่ไม่มีใครรู้ว่ามีชีวิตอยู่บนโลก
แกร๊ง~!
แก้วสองใบกระทบกันกลางอากาศ ภายในบรรจุค็อกเทลสีหวานที่ไล่ระดับของสีจากเข้มไปอ่อนได้อย่างลงตัว ผมไม่ได้ดื่ม แต่วางแก้วลงบนบาร์ ด้านข้างมีไอ้ธีร์ มันกำลังซัดค็อกเทลลงคอรวดเดียวอย่างกับคนกระหายน้ำ เมื่อมันวางแก้วลงจึงหันมาเผชิญหน้ากับผมที่นั่งจ้องมองอยู่เงียบ ๆ
“มึงลองออกไปที่อื่นดูมะ” ไอ้ธีร์เสนอหนทางให้กับผม
“ลองออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ นอกจากห้องแคบ ๆ ของมึง มึงอาจจะคิดงานออก”
“คนเยอะ”
“จะอินโทรเวิร์ดไปไหนวะ ออกไปเจอโลกข้างนอกบ้าง พ่อมึงคงไม่ไปดักลากตัวมึงกลับไปหรอก”
“...”
ผมไม่ได้กลัวว่าถ้าออกไปแล้วจะเจอพ่อ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ชอบออกไปข้างนอก ไม่ชอบการพบผู้คนบ่อย ๆ ไม่ชอบที่ตัวเองต้องพยายามปรับตัว
“นักเขียนก็คือศิลปิน”
คงเป็นประโยคที่ได้ยินไปจนตาย หากไม่เลิกคบกับมันไปก่อน
“จะเขียนเรื่องนึงขึ้นมาได้ มันก็ต้องหาแรงบันดาลใจ ไม่งั้นมันจะคิดอะไรออกได้ไงวะ”
“เมื่อก่อนไม่ออกไปไหน กูยังคิดออกเลย”
“แต่ตอนนี้มึงเดินมาถึงทางตันในโลกจินตนาการที่มีแค่ในห้องมึงแล้วไง”
“...”
ผมกำลังเจอทางตัน ผมไม่สามารถก้าวขาไปทางไหนต่อได้อีกนอกจากยืนนิ่ง ๆ อยู่กับที่ ทั้งยังต้องบริหารเงินที่เหลือจากการขายงานเดิมที่ไม่ได้มามากเท่าไหร่นัก ซึ่งตอนนี้มันก็เหลือน้อยยิ่งกว่าเงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่
“เงินไม่เท่าไหร่ในตอนนี้จะประทังชีวิตมึงไปได้อีกนานแค่ไหน”
“…”
“ถ้าเงินหมด มึงจะเอายังไง คิดบ้างยัง”
ผมนั่งเงียบกับคำถามนั้นของมัน ไม่มีคำตอบที่ดีพอจะตอบออกไป ผมไม่ได้วางแผนในอนาคตเอาไว้เลยว่าจะพาตัวเองเดินไปทางไหนต่อหลังจากหมดตัว
“เอางี้ ถ้ามึงไม่อยากออกไป กูมีอีกทาง” ผมหันมองไอ้ธีร์
“มึงรู้ใช่ไหม วงการที่มึงอยู่ มันมีสิ่งที่เรียกกันว่า เพื่อนนักเขียน” คิ้วผมขมวดหากันอัตโนมัติ กำลังจะเอ่ยปฏิเสธ แต่ก็ถูกดักเอาไว้อย่างรู้ทัน
“เดี๋ยว ฟังก่อน อย่าเพิ่งบอกว่าไม่”
“…”
“มึงลองหาเพื่อนนักเขียนสักคน จะหาจากไหนก็แล้วแต่มึงจะหา”
“หาแล้วยังไงต่อ”
“ก็คุยกับเขาดิไอ้เหี้ย แชร์ประสบการณ์ จะแชร์ไรก็แชร์ มันช่วยได้ในระดับนึงกับคนแบบมึงนะเว้ย”
ไอ้ธีร์แนะนำอย่างกับรู้ดีไปหมดในวงการนี้ ก็แหงล่ะทำไมมันจะไม่รู้ บ้านมันทำธุรกิจเกี่ยวกับสำนักพิมพ์ยอดฮิต มีนักเขียนดัง ๆ มากมาย ทั้งนักเขียนหน้าใหม่ที่แจ้งเกิดได้สำเร็จตั้งแต่เรื่องแรก และนักเขียนหน้าเก่าที่อยู่สร้างผลงานให้สำนักพิมพ์มานานนับหลายปี
“ขี้เกียจคุย”
“เอ้า ไอ้สัด นั่นก็ไม่เอา นี่ก็ไม่เอา เดี๋ยวได้แบกหน้ากลับบ้านไปเจอพ่อมึงด่าซึ่ง ๆ หน้าสักวันจริง ๆ”
“...”
ผมกลับมาที่ห้อง หย่อนก้นนั่งบนเก้าอี้หน้าจอคอม แสงสว่างของหน้าจอได้สาดเข้ามากระทบใบหน้าของผม สายตาจ้องมองแอคเคาท์ของตัวเองในแพลตฟอร์มหนึ่ง ช่องทางเดียวของนักเขียนที่ผมมีเป็นของตัวเอง และมีคนติดตามอยู่แค่หลักสิบ ผมสร้างและเปิดมันทิ้งเอาไว้ ไม่ได้เข้ามาเคลื่อนไหวอะไรเลย ส่วนเรื่องการโปรโมตผลงาน ผมจ้างไอ้ธีร์มันทำให้ แอคเคาท์ที่ใช้โปรโมตก็เป็นมันที่เป็นแอดมิน กลับกันในตอนนี้ผมต้องมานั่งหาเพื่อนสักคนมาคุยตามที่มันแนะนำ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมปฏิเสธมันไปซะดิบดี
นิ้วกดคลิกที่ช่องค้นหา ความนิยมที่ถูกจัดอันดับปราฏขึ้นบนหน้าจอทันที แต่ในความนิยมพวกนั้นไม่ได้อยู่ในความสนใจของผม
ผมพิมพ์ค้นหาแท็กแท็กหนึ่ง
#หาเพื่อนนักเขียน
เมื่อกดค้นหา หน้าจอก็เปลี่ยนไปตามการค้นหาของผม แฮชแท็กนั้นปรากฏบนหน้าจอผมเพียบเลยล่ะ มีหลายคนเหมือนกันที่เข้ามาหาเพื่อนจากที่นี่ แต่จะมีสักกี่คนล่ะที่ได้เพื่อนนักเขียนที่เข้าขากันได้ดีที่สุดกลับไป
ผมกดปุ่มเพิ่มโพสต์ ช่องว่าง ๆ ปรากฏขึ้นพร้อมแท็กที่ผมค้นหา
พิมพ์ว่าไรดีวะ...
หาเพื่อนครับ #หาเพื่อนนักเขียน
ต้องบอกซ้ำอีกเหรอวะว่าหาเพื่อน
burn out #หาเพื่อนนักเขียน
แล้วจำเป็นต้องบอกด้วยเหรอวะว่ากำลังรู้สึกอะไรอยู่
#หาเพื่อนนักเขียน
อืม…
แก๊ก !
เสียงคีย์บอร์ดถูกเคาะดังขึ้นหลังจากแก้ข้อความอยู่พักหนึ่งสุดท้ายก็กดโพสต์เพียงแท็กของมัน ผมนั่งจ้องจอคอมเงียบทั้งที่บรรยากาศภายในห้องมันก็เงียบอย่างกับป่าช้าพอแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนคงจะมีเสียงกดคีย์บอร์ดที่จะทำให้ห้องไม่เงียบจนเกินไป แต่ตอนนี้คงเป็นไปได้ยากที่จะเป็นแบบนั้น เพราะแค่คิดจะเขียนอะไรสักอย่าง นิ้วมันยังพิมพ์ไม่ออกเลยสักอักขระเดียว
หนึ่งนาทีผ่านไป...
สองนาทีผ่านไป...
สามนาทีผ่านไป...
สี่นาทีผ่านไป...
ห้านาทีผ่านไป...
ตือดึ๊ง !
การแจ้งเตือนดังขึ้น พอกดเข้าไปดูก็พบแอคเคาท์หนึ่งตอบกลับใต้โพสต์ของผมมา
SolThran : ขออนุญาตทักไปนะครับ
“โซลธาร?”
ตือดึ๊ง !
คุณมีข้อความใหม่
SolThran
(สถานะ : คำขอข้อความ)
นี่ผม...ได้เพื่อนแล้วงั้นเหรอ...
สวัสดีค่ะ วันนี้เราเอาบทนำมาส่ง นิยายเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นในตอนที่เรารู้สึกเหมือนบทนี้แต่ไม่คิดจะล้มเลิก เนื้อเรื่องอาจจะไม่หวือหวา อาจดูน่าเบื่อไปบ้าง แต่ฝากเอ็นดูผลงานเรื่องแรกด้วยนะฮ้าปป ขอรับประกันความคลั่งรักของพี่โซลธารจากใจเลยฮั้ปผ้มม
ติ / ชม นิยายเพื่อนำไปปรับปรุงได้ที่ Hastag #LastSeasonปลายฤดูคลื่นลม หรือ คอมเมนต์ก็ได้นะคั้บบ