เพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”
รัก,ชาย-ชาย,ไทย,ครอบครัว,วัยว้าวุ่น,boylove/yaoi,boylove,coming of age,Slice of life,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
Last Season ปลายฤดูคลื่นลมเพราะยอมเดินออกไปใช้ชีวิต จึงได้พบ “ดวงอาทิตย์” และ “สายธาร”
“พี่เป็นความสบายใจเดียวของผมเลยนะ เป็นความสบายใจที่ผมไม่อยากให้หายไปไหน ไม่อยากให้ไปเป็นของใคร นอกจากผมแค่คนเดียว”
“พี่จะเป็นแค่ของคุณคนเดียว”
นักเขียนกับนักวาด ศิลปินต่างแขนงสองคนที่มาบรรจบกันเพราะจินตนาการในห้องเช่าแคบ ๆ ‘นิรันดร์’ ใช้ชีวิตกับความฝันมาสามปี หลังจากหันหลังให้คำว่า บ้าน แต่แล้ววันหนึ่งนักเขียนโนเนมที่เคยอยู่กับความเหงาได้ ในครั้งนี้ ความเงียบกลับกลืนเขาลงไปทั้งตัว ในวันที่มองไม่เห็นทาง นิรันดร์ตัดสินใจออกเดินทางไปพบใครคนหนึ่งในแดนคลื่นลม คนที่รู้จักกันผ่านโลกออนไลน์
“คุณปลายบรรทัดใช่ไหมครับ”
“คุณ…คือ โซลธาร เหรอ”
คนที่เคยรู้จักกันแค่ผ่านหน้าจอเพียงผิวเผิน ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตที่กำลังสั่นคลอน
“รันดร์ไม่ใช่ตัวประหลาด เขาคือหัวใจของผม และผมจะไม่ยอมให้ใคร...แม้แต่คนที่เป็นพ่อ...มาทำร้ายเขา”
บางทีสิ่งที่ต้องการ อาจไม่ใช่แรงบันดาลใจเป็นลำดับแรก แต่อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ข้างกันแล้วสบายใจ
ชี้แจงรายละเอียดการอัปเดตรายตอน
ตอนที่ 0 - 10 จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน วันละ 1 ตอน เวลา 19:00 น.
นับแต่ตอนที่ 11 เป็นต้นไป จะอัปเดตตอนใหม่ทุกวัน พฤหัส เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 19:00 น.
หลังจากอัปเดตจนจบเรื่อง จะติดเหรียญถาวรในวันถัดไป ตั้งแต่ตอนที่ 10 เป็นต้นไปค่ะ
ตอนพิเศษ มีเฉพาะในเล่ม E-BOOK เท่านั้น
E-BOOK จะแจ้งวันและเวลาให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งนะคะ
SolThran : สวัสดีครับ
ปลายบรรทัด : ครับ
“เอ่อ มันจะเงียบไปแบบนี้เลยเหรอวะ กูต้องส่งอะไรต่อไหม แต่เขาเป็นคนทักมาก่อนนะ”
ผมนั่งคุยกับตัวเอง มองข้อความล่าสุดที่ตอบกลับซึ่งมันถูกอ่านแล้ว แต่ไม่มีข้อความใด ๆ ส่งกลับมาอีก
“จะไปคุยกับใครรอดได้ไง แค่ทักกันจบ กูยังไม่มีเรื่องจะคุยกับเขาต่อเลย”
ทว่าบางทีสวรรค์...แม่งก็คอยช่วยผมอยู่
ตือดึ๊ง !
SolThran : ปลายบรรทัด คือ นามปากกาคุณเหรอครับ
ปลายบรรทัด : ใช่
SolThran : นักเขียนโนเนมเหรอ ฟอลโล่น้อยชะมัด
เอ้า ไอ้หมอนี่ มันคิดจะเอายอดผู้ติดตามมาการันตีการเป็นที่นิยมเหรอวะ แม่งถ้าอยู่ตรงนี้โดนตีนผมเตะปากมันแตกไปแล้ว
ไม่คุยละ บล็อกแม่ง…
นิ้วที่กำลังจะกดบล็อกชะงักงัน เมื่อข้อความถูกส่งกลับมา
ตือดึ๊ง !
SolThran : อย่าเพิ่งบล็อกกันนะ ผมล้อเล่น
SolThran : เป็นคนคุยไม่เก่งเหรอครับ
ปลายบรรทัด : อืม
SolThran : รู้ไหม คุณเป็นเพื่อนนักเขียนคนแรกของผมเลยนะ
คนแรกงั้นเหรอ
ผมกดเข้าไปดูหน้าโปรไฟล์ของอีกฝ่ายและพบกับยอดผู้ติดตามหลักหมื่น แต่ก็ทำให้ได้รู้อีกว่าคนที่ผมกำลังคุย ไม่ใช่นักเขียน…แต่เป็นนักวาด
ปลายบรรทัด : เป็นนักวาด ทำไมมาเล่นแท็กนักเขียน
SolThran : ส่องมาเหรอครับ
SolThran : 5555
SolThran : ก็แค่มีเพื่อนนักวาดเยอะแล้ว อยากมีเพื่อนเป็นนักเขียนบ้าง
SolThran : คุณชื่ออะไร คุยมาตั้งนานยังไม่รู้จักชื่อเลย
ปลายบรรทัด : จำเป็นต้องบอกชื่อจริงด้วยเหรอ
SolThran : งั้นผมเรียกตามนามปากกาคุณแล้วกันนะ คุณปลายบรรทัด
SolThran : ผม โซลธาร ครับ
SolThran : ยินดีที่ได้รู้จัก
โซลธาร… ไม่คิดว่าจะใช้ชื่อจริงของตัวเองมาตั้งตรง ๆ จริง ๆ
ผมนั่งมองข้อความล่าสุดที่อีกฝ่ายส่งมา ไม่ได้ส่งอะไรกลับ กระทั่งเขาส่งข้อความเข้ามาอีก
SolThran : แค่คุยผ่านอักษร ผมก็รู้สึกคลิกกับคุณขึ้นมาแล้วสิ
คลิกห่าคลิกเหี้ยไร…
SolThran : ว่างไหมครับ อยากเจอกันหน่อยไหม
นี่มันแท็กหาเพื่อนนักเขียน หรือ หาเพื่อนนัดเดต
SolThran : ผมอยู่หัวหิน คุณอยู่ที่ไหน
ปลายบรรทัด : คุณเป็นพวกประเภทที่บอกข้อมูลส่วนตัวกับคนอื่นง่ายขนาดนี้เลยเหรอ
SolThran : เปล่าครับ คุณคนแรก
SolThran : สรุปว่า คุณอยู่ส่วนไหนของไทยหรือไม่ได้อยู่ที่ไทย
ปลายบรรทัด : กรุงเทพ
SolThran : สนใจมานั่งฟังเสียงคลื่น รับลมเย็น ดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันไหม
ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่า นี่คือการหาเพื่อนไว้คุยเพื่อช่วยในสิ่งที่ผมกำลังเผชิญ หรือหาอย่างอื่นกันแน่ สถานการณ์ตอนนี้มันทำให้ผมนึกถึงอย่างอื่นมากกว่า การหาเพื่อนคุยซะอีก
‘มึงลองออกไปที่อื่นดูมะ’
‘ลองออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ นอกจากห้องเช่าแคบ ๆ ของมึง มึงอาจจะคิดงานออก’
จู่ ๆ คำพูดของไอ้ธีร์ก็ดันผุดขึ้นมาในหัวดื้อ ๆ
หัวหินงั้นเหรอ…?
ผมไม่ได้ไปทะเลนานแค่ไหนแล้วนะ… แต่มันคงนานกว่าภาวะหมดไฟที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้แน่นอน
ปลายบรรทัด : ให้ผมไปเจอที่ไหนของหัวหิน
SolThran : คุณจะมาจริง ๆ เหรอ
ปลายบรรทัด : อืม
SolThran : คุณจะมายังไง
ปลายบรรทัด : รถไฟมั้ง
SolThran : เดี๋ยวผมไปรอรับที่สถานี
SolThran : คุณจะมาพรุ่งนี้เลยไหม
ปลายบรรทัด : เร็วไป อาจไปมะรืน ไม่ก็เสาร์ที่จะถึง
SolThran : โอเคครับ มาวันไหนบอกนะ ผมจะได้ไปรอรับ
ปลายบรรทัด : ในเมื่อเราไม่เคยเจอกันมาก่อน จะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นใคร
SolThran : ไม่ยากครับ
ไม่ยาก ?
ผมขมวดคิ้วสงสัยกับข้อความนั้นของอีกฝ่าย มันไม่ยากสำหรับเขา หมายความว่ายังไง
ปลายบรรทัด : งั้นขอรูปคุณไว้หน่อยได้ปะ จะได้รู้ว่าเป็นใคร
SolThran : ผมไม่ชอบส่งรูปตัวเองให้คนอื่น
ปลายบรรทัด : ไหนว่าเป็นเพื่อนกันแล้วไง
SolThran : 5555
SolThran : ขอโทษจริง ๆ ผมมีปมเรื่องหน้าตา ก็เลยไม่อยากถ่ายรูปตัวเองส่งให้ใคร
SolThran : เอาเป็นว่า ถ้าถึงแล้ว คุณรอผมอยู่ชานชาลาที่คุณลง ผมจะเดินไปหาคุณเอง
“…”
ธนบุรี (กรุงเทพ) - หัวหิน
ขบวน 251
เวลาออก 13:10 เวลาถึง 17:31
ค่าโดยสาร 42 บาท
วันเสาร์ที่ควรจะหมกตัวอยู่ในห้องกลับมานั่งรถไฟไปหัวหินด้วยตัวคนเดียว ผมนั่งติดหน้าต่าง มองวิวข้างทางไปเงียบ ๆ แม้ว่าเสียงเครื่องมันจะไม่เงียบเลยก็ตาม ข้างกายมีกระเป๋าเป้สีดำที่สะพายมาด้วยวางอยู่ การเดินทางครั้งนี้ไม่มีแพลนล่วงหน้าอะไรทั้งนั้น ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมาที่สถานีกี่โมง ไม่ได้จองที่พักที่หัวหินเอาไว้ เหมือนใช้ชีวิตตามยถากรรม ไปตายเอาดาบหน้า ได้อย่างไหนมาก็เอาอย่างนั้น ผมตั้งใจไปอยู่นั่นให้ได้อย่างมากก็สามวัน แต่กลัวว่าไปถึงแล้ว ก็อยากกลับเลย เพราะตอนนี้ที่นั่งรถไฟมาได้เกือบสามชั่วโมง ก็อยากซื้อตั๋วตีกลับทันทีที่ถึงหัวหิน
นั่งรถมาเกือบห้าชั่วโมง นี่เป็นประสบการณ์แรกในชีวิตเลยที่ผมเพิ่งรู้ว่ารถไฟสายประหยัดมันหยุดหลายสถานีขนาดนี้ หรือเป็นเพราะผมเลือกเดินทางวันหยุดวะ เล่นเลทกว่าเวลาที่ควรถึงไปครึ่งชั่วโมง กว่าจะถึงหัวหินก็ปาไปหกโมงเย็น แล้วจะให้เอาเวลาที่ไหนไปตามหาแรงบันดาลใจ ให้เอาวิวข้างทางที่นั่งผ่านมางั้นเหรอ
ผมก้าวขาลงจากโบกี้ ยืนอยู่ชานชาลาที่ตัวเองลงและล้วงหยิบมือถือขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง ติดต่อหาเพื่อนนักเขียน ไม่ดิ นักวาด
ปลายบรรทัด : ผมถึงแล้ว
SolThran : คุณถ่ายชานชาลาที่คุณอยู่มาหน่อย
ปลายบรรทัด : มาถึงแล้วเหรอ
SolThran : ผมมารอคุณตั้งแต่เวลารถคุณออกแล้วน่ะ
โห… มาทำอะไรวะ มีธุระที่นี่เหรอหรือมาส่งใครขึ้นรถหรือเปล่า แต่ก็ได้แค่สงสัยและหาคำตอบให้ตัวเองด้วยการเดามากกว่าจะถามออกไปให้ได้รู้คำตอบที่แท้จริง
ปลายบรรทัด : - ส่งรูปภาพ -
SolThran : โอเคครับ ผมกำลังเดินไป
ผมยืนก้มหน้ามองจอก่อนจะเงยหน้าขึ้นหันมองซ้ายขวา ตอนนี้คนมันไม่เยอะมากเท่าไหร่ แต่ก็ยังพอมีคน ผมมองจอโทรศัพท์อีกครั้ง เพราะมองหาไปก็ไม่รู้ว่า โซลธาร คือคนไหนอยู่ดี
“ควรบอกชุดที่ใส่ให้รู้หน่อยดีไหมวะ เผื่อหาง่ายขึ้น”
ว่าแล้วผมก็บอกชุดที่ใส่มาวันนี้ให้อีกฝ่ายได้หาผมเจอเร็วขึ้น แต่พอส่งไปไม่นานนัก อีกฝ่ายก็ส่งข้อความกลับมา
ตือดึ๊ง !
SolThran : เจอแล้วครับ
ผมเงยหน้าจากโทรศัพท์ หันมองทางซ้ายก่อน แต่ไม่เจอ จึงหันกลับมาทางขวา และชะงักงัน เมื่อเจอชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ใบหน้าคมคายแต่จัดว่าหล่อเอาการเอางาน สะพายกล้องดิจิทัลสีดำที่แขนข้างขวา มือข้างนั้นยกขึ้นทักทายพร้อมส่งยิ้มมาให้
“คุณปลายบรรทัดใช่ไหมครับ”
“คุณ…คือ โซลธาร เหรอ”
“ครับ ผมโซลธาร”
ไอ้เชี้ย โกหกเหรอวะที่ว่ามีปมเรื่องหน้าตา เบ้าหน้าแทบจะเป็นตลาดของปาปารัชซี่ได้เลย ถ้ามีแมวมองมาจับไปแคสซีรีส์ก็คงได้เป็นพระเอกตั้งแต่เรื่องแรก
“คุณหิวยังครับ ไปหาอะไรกินก่อนไหม”
ผมไม่รู้ว่าเขาถามอะไร ผมไม่ได้ยินเลย เพราะมัวแต่อึ้งกับปมใบหน้าของคนตรงหน้าอยู่
“คุณปลายบรรทัด”
“หะ ฮะ”
“เดี๋ยวผมพาไปหาอะไรกินก่อน แล้วผมจะไปส่งคุณเข้าที่พัก”
ร่างสูงเอื้อมมือใหญ่ของตัวเองคว้าจับมือผมพร้อมกระชับจับแน่น จากนั้นจึงดึงให้เดินไปตามแรงของเขา ส่วนผมน่ะเหรอ ก็ปล่อยให้ตัวเองปลิวไปตามแรงนั้นอย่างกับวิญญาณหลุดออกจากร่างน่ะสิ
รู้ตัวอีกที เราก็เข้ามานั่งอยู่ที่ร้านร้านหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านอาหารทะเล มากไปกว่านั้น คือ ราคาโคตรจะแพงจนหูรูดผมสามารถขาดได้เลย ทำลายทรัพยากรที่เรียกว่า เงิน ในบัญชีให้ผมให้ล้มละลายเร็วขึ้นได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ
“เปลี่ยนร้านได้ไหม”
ผมถามเขาที่นั่งดูเมนูอยู่ ก่อนที่ใบหน้าหล่อจะเงยหน้าขึ้นพลางเลิกคิ้วนิด ๆ
“ไม่ชอบอาหารทะเลเหรอ”
“มันแพง” ผมกระซิบ
“ฮ่า ๆ ไม่เป็นไร ผมเลี้ยง”
ปกติ คำว่า เลี้ยง เป็นคำที่ผมชอบมากที่สุดในช่วงเวลาตกอับ แต่ผมเกรงใจ เพราะเราไม่ได้สนิทกันเหมือนกับที่ผมสนิทกับไอ้ธีร์
“ไม่เป็นไร แค่เปลี่ยนร้านก็พอ”
เขามองผมอย่างพิจารณา แต่ไม่รู้ว่าพิจารณาอะไร
“โอเคครับ เปลี่ยนก็เปลี่ยน”
เขากำลังจะลุกจากโต๊ะ แต่ดันเป็นจังหวะนรกที่พนักงานเดินเข้ามารับออเดอร์โต๊ะเราพอดี ยิ่งทำให้ผมเกรงใจร้านเข้าไปใหญ่ที่จะลุกออกไป
“เราไม่กิ—”
“เอาทะเลเผาชุดกลาง หนึ่งชุดครับ” ผมสั่งตัดหน้าก่อนที่เขาจะพูดจบ ไม่รู้ทำไม ผมถึงมีนิสัยแบบนี้ มันลำบากใจที่จะปฏิเสธ แต่มันก็ลำบากเงินในบัญชีที่ต้องเก็บไว้ใช้จ่ายเหมือนกัน
“รับรายการอื่นเพิ่มอีกไหมคะ”
“ไม่ครับ เท่านี้ครับ”
“กรุณารออาหารสักครู่ค่ะ”
หลังจากที่เธอเดินออกไป ผมก็ถอนหายใจออกมาราวกับมีของหนัก ๆ กดทับอกเอาไว้และถูกยกออกไปพร้อมกับพนักงานหญิงคนนั้น
“ไหนว่าจะไปกินร้านอื่น” เขาถามและนั่งลงที่เดิมของตัวเอง
“เกรงใจร้าน เขาเดินมารับออเดอร์แล้ว คุณกล้าเดินออกไปรึไง”
“สรุปคุณจะเกรงใจผม หรือ เกรงใจร้าน”
ผมนั่งเงียบ ไม่ตอบ จนอีกฝ่ายกลับหัวเราะออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ขำอะไรของคุณ”
“เป็นคนขี้เกรงใจหรอกเหรอ”
“แล้วคุณกล้าเดินออกไปทั้งที่เข้ามานั่งร้านเขา แล้วจะเดินออกไปตอนที่เขามารับออเดอร์งั้นเหรอ”
“กล้าสิ” เขาตอบทันทีอย่างไม่คิดมาก
“เราเป็นผู้บริโภค เลือกกินได้ ไม่ผิด”
“แต่ที่ผู้บริโภคควรมีก็คือการรักษาน้ำใจเจ้าของร้าน” ผมแย้ง
“หึ ผมชอบคุณจริง ๆ เลย”
กึก
ลมหายใจผมสะดุดไปหนึ่งจังหวะ ค่อย ๆ ปรายตามองใบหน้าอีกฝ่ายที่กำลังแต้มด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ผมละสายตาไปมองทางอื่น แต่ดันสบเข้ากับกล้องถ่ายรูปตัวนั้นที่เขาสะพายมาด้วยวางอยู่บนโต๊ะ
“คุณชอบถ่ายรูปเหรอ”
เขามองกล้องและหยิบมันขึ้นมา กดอะไรสักอย่างที่กล้องไม่ยอมตอบคำถาม สักพักจึงยกกล้องขึ้นมาถ่ายผมในตอนที่ไม่ตั้งตัว
แชะ !
“เฮ้ย”
“ก็ถ่ายได้ครับ” เขาตอบไม่ตรงคำถาม ก่อนจะหันภาพที่ถ่ายเมื่อกี้มาให้ผมดู หน้าผมโคตรจะเหวอและดูไม่ได้สัตว์ ๆ เลย
“ลบออก” ผมสั่งเสียงเรียบ
“น่ารักออก ลบทำไมล่ะ” ร่างหนาว่าพลางมองรูปในกล้อง
“ผมไม่ให้ถ่าย ผมฟ้องคุณได้นะ”
อีกฝ่ายช้อนตาขึ้นมามองผมพลางเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้ดูกลัวที่จะถูกฟ้องเลยสักนิด แต่เหมือนกำลังสนุกที่ตัวเองจะถูกฟ้องมากกว่า
“ถึงขั้นฟ้องกันเลยเหรอ”
“เออดิ”
“นี่กำลังไม่พอใจอยู่ใช่ไหม หื้ม”
“…”
ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเผลอใช้น้ำเสียงแบบไหนตอบกลับ ผมเลยนั่งเงียบแทนที่จะพูดอะไรออกมาอีก ไม่อย่างนั้นคงเผลอเสียมารยาทไปมากกว่านี้แน่ ๆ
“โอเค ๆ อย่าเพิ่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนั้นสิ เดี๋ยวผมลบให้” ผมทำหน้าแบบนั้นเหรอ ทำไมถึงบอกว่าผมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
ร่างสูงหันกล้องมาให้ผมได้ดู เขากดเลื่อนรูปในกล้องให้ดูทีละรูป มันไม่มีรูปผมแล้ว มีแต่รูปทะเลในตอนพระอาทิตย์กำลังตก
“อือ” ผมตอบสั้น ๆ หลุบตาต่ำ ไม่พูดอะไรต่อ มีเพียงเสียงจอแจของคนในร้านกับลูกค้าที่เริ่มหลั่งเข้ามาจับจองโต๊ะว่าง เหมือนว่ามันจะเป็นร้านดังของที่นี่นะ เพราะตอนนี้คนเริ่มเยอะจนน่าอึดอัดสำหรับผมแล้ว
หลังจากอาหารที่สั่งไปมาเสิร์ฟ ผมหยิบกุ้งตัวโตมาก่อนเลย เพราะมันเป็นของโปรดผมที่สุดในบรรดาอาหารทะเล แต่ตอนนี้สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจ คือ คนตรงข้ามผมจะนั่งจ้องหน้าผมอีกนานหรือเปล่า ผมเห็นเขานั่งมองผมหลังจากที่เราไม่ได้มีบทสนทนากันมาพักหนึ่งแล้วนะ หรือหน้าผมมันมีอะไรติด
“หน้าผมมีอะไรติดงั้นเหรอ”
“ไม่มีครับ”
“แล้วมองทำไม”
“คุณน่ารักดี ผมก็เลยมอง”
“…”
ชักจะทะแม่ง ๆ กับคำพูดไอ้หมอนี่แล้วล่ะ
“ฮ่า ๆ ล้อเล่นครับ ผมแค่อยากรู้ชื่อคุณจริง ๆ ที่ไม่ใช่นามปากกาคุณน่ะ”
ผมนั่งจ้องเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาไปมองกุ้งในมือและเริ่มแกะเปลือกมันอย่างช้า ๆ พร้อมบอกชื่อตัวเองให้อีกฝ่ายได้รู้ไป
“นิรันดร์”
“นิรันดร์” เขาพูดทวนชื่อผม
“อืม” ผมตอบสั้น ๆ และนั่งแกะเปลือกกุ้งในมือต่อ แต่จู่ ๆ กุ้งในมือดันถูกแย่งไปโดยชายตัวสูงที่เพิ่งถามชื่อผมไปเมื่อครู่ ผมเงยหน้ามองเขาด้วยสีหน้าที่ไม่เข้าใจ แต่กุ้งที่เขากำลังแกะมันถูกถอดเปลือกออกอย่างง่ายดาย และแล้วกุ้งตัวนั้นก็กลับมาอยู่ในมือผมเหมือนเดิมในสภาพที่ไร้เปลือก พร้อมกิน ผมมองกุ้งตัวใหญ่ในมือ สกิลการแกะกุ้งของเขามันทำให้กุ้งดูน่ากินขนาดนี้ได้ยังไงกัน
“นิรันดร์ ที่แปลว่า ตลอดกาล ชื่อคุณความหมายดีจัง”
“…”
“ผมเรียกคุณว่า รันดร์ ได้ไหม” ผมมองเขาแวบหนึ่งและหลุบตามองกุ้งในมือแทน
“แล้วแต่จะเรียก” ผมตอบง่าย ๆ พลางจิ้มเนื้อกุ้งกับน้ำจิ้มซีฟู้ดและนำเข้าปาก นั่งเคี้ยวอยู่ดี ๆ ก็ต้องหยุดเคี้ยวเมื่อรู้สึกว่ากำลังถูกจ้องจากสายตาคู่หนึ่ง พอเลื่อนสายตาไปมองก็พบกับคนคนเดิมที่นั่งยิ้มมองผมเหมือนคนบ้าอยู่
“คุณมองอะไรผมนักหนา ทำไมไม่กิน” ผมถาม
“คุณไม่สนใจความหมายชื่อของผมบ้างเหรอ”
“แล้วทำไมผมต้องสนใจ”
“ก็อยากให้คุณสนใจ” ไม่รู้ว่าคำตอบที่ตอบออกมา เขาตรองก่อนพูดรึยัง ไม่อายหรือรู้สึกแปลก ๆ เวลาพูดออกมาเลยหรือยังไง
“กินเถอะ” ผมว่าตัดบท
“คุณรู้ไหมว่าชื่อผมน่ะ มาจากอะไร”
จะว่าไป ไอ้หมอนี่ก็ชวนคุยเก่งเหมือนกันนะ ตั้งแต่เจอหน้ามา เขาเงียบไม่ถึงสิบนาทีเลยด้วยซ้ำ จนตอนนี้ผมเริ่มอยากหนีไปอยู่ที่ไหนสักที่ที่มีแค่ผมคนเดียวแล้วจริง ๆ
“โซลธาร” ชายหนุ่มยังพูดต่ออย่างไม่เหนื่อย แต่ผมเหนื่อยแทน “โซล มาจาก ดวงอาทิตย์ ส่วน ธาร แปลว่าน้ำ เปรียบเหมือนทะเล”
“อืม” ผมตอบพอให้มันจบ ๆ แต่มันไม่จบนี่ดิ
“ดวงอาทิตย์กับทะเล เป็นของคู่กันเฉพาะช่วงเช้า เพราะถ้าตกเย็นไป ก็ไม่เห็นมันละ”
“คุณจะกินได้ยัง” ผมมองเขานิ่ง ในมือถือกุ้งหนึ่งตัว ร่างหนายิ้มและแย่งกุ้งจากมือผมไปอย่างหน้าตาเฉย
“คุณ”
“เดี๋ยวผมแกะให้”
“ไม่ต้อง ผมแกะเองได้”
“มีคนแกะให้ มันดีกว่านะ”
ผมมองร่างสูงที่กำลังร่อนเปลือกกุ้งออกจนเหลือเพียงเนื้อกุ้งเด้ง ๆ สีขาวและมันกุ้งเยิ้ม ๆ เขาจิ้มน้ำจิ้มและยื่นมาที่ปากของผม
“อ้าปากครับ”
ผมมองกุ้งตรงหน้าที่น่ากินฉิบหาย อยากจะงับมันเข้าปากซะตรงนั้น แต่เรื่องอะไรทำไมต้องกินจากมือของผู้ชายคนนี้ด้วยไม่ทราบ ผมหยิบกุ้งมาจากมืออีกฝ่ายและนำมันเข้าปากตัวเอง
“คุณก็กินได้ละ แล้วไม่ต้องแกะให้ผม เดี๋ยวผมจัดการเอง” ผมว่าจบก็ไม่พูดไม่อะไรต่อนอกจากนั่งกินเงียบ ๆ ไม่สนด้วยว่าเขาจะยังมองผมอยู่หรือเปล่า แต่ถึงจะมองก็ไม่สนใจแล้วล่ะ
“ทั้งชุดนี้ ผมเป็นคนเลี้ยงนะ เพราะงั้นคุณสิต้องกิน ไม่ใช่ผม”
“…”
ผมช้อนตาขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้าเงียบ คนแปลกหน้าที่รู้เพียงชื่อเล่น ไม่รู้อายุ ไม่รู้ชื่อจริง หรือนามสกุล
รู้เพียงแค่ว่าเรา…พบกันครั้งแรกบนโลกออนไลน์ และรู้แค่ว่า ผมตั้งใจตามหาเพื่อนนักเขียนสักคน แต่ดันตกเบ็ดได้ นักวาด มาแทน