เมื่อผีร้ายจากอดีตชาติกลับมาทวงชีวิต เมธาจะหนีหรือเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะครั้งนี้มันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตแต่มันต้องการ “ตัวเขา” ไปตลอดกาล

อาถรรพ์เดือนเก้า - บทที่ 9 เสียงปริศนา โดย Nicha - ณิชา @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-ชาย,ไทย,ระทึกขวัญ,ลึกลับ,ผี,สยองขวัญ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

อาถรรพ์เดือนเก้า

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-ชาย,ไทย,ระทึกขวัญ,ลึกลับ

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ผี,สยองขวัญ

รายละเอียด

อาถรรพ์เดือนเก้า โดย Nicha - ณิชา @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เมื่อผีร้ายจากอดีตชาติกลับมาทวงชีวิต เมธาจะหนีหรือเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะครั้งนี้มันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตแต่มันต้องการ “ตัวเขา” ไปตลอดกาล

ผู้แต่ง

Nicha - ณิชา

เรื่องย่อ

“คำสาปที่ผูกติดกันข้ามภพไม่มีวันปล่อยเหยื่อให้หลุดรอด”


เมื่อเมธาอายุครบ 25 ปี อาถรรพ์ที่ติดตัวมาหลายชาติเริ่มตื่นขึ้นอีกครั้ง เงาดำในความมืด เสียงเรียกแผ่วเบา และความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกลมหายใจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ


เพราะ “มัน” กลับมาแล้ว


ผีร้ายที่ตามล่าเขามาทุกภพทุกชาติไม่เคยลืม ไม่เคยให้อภัย และไม่เคยหยุดจนกว่าจะได้ชีวิตของเขาไปยิ่งหนีมันยิ่งใกล้ยิ่งหลบมันยิ่งตาม เมื่อไม่มีที่ปลอดภัยบนโลกนี้เมธาจึงต้องค้นหาความจริงในอดีตชาติเพื่อไขคำสาปที่ผูกมัดเขาเอาไว้


แต่คำถามคือเขาจะทันก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะถูกช่วงชิงไปหรือไม่หรือสุดท้ายแล้วชะตากรรมนี้


 “ไม่มีทางหนีพ้น”

สารบัญ

อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 1 ฝันร้าย,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 2 ทางกลับบ้าน,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 3 ทำบุญบ้าน,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 4 เงาในวัด,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 5 สิ่งที่ไม่อยากเจอ,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 6 ทำบุญ,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 7 ป่าลึกลับ,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 8 ผู้คุ้มกัน,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 9 เสียงปริศนา

เนื้อหา

บทที่ 9 เสียงปริศนา

เมธานั่งนิ่งอยู่พักใหญ่หลังจากสะดุ้งตื่น เสียงลมหายใจของตัวเองค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ แต่ภาพในฝันยังติดค้างอยู่ในหัวอย่างชัดเจน กวินที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าทางเข้าเต็นท์มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้น

“ไปเดินรับลมไหม”

“ตอนนี้เนี่ยนะ” เมธาถาม

“นายคงนอนไม่หลับแล้วล่ะ”

เมธามองออกไปด้านนอก ก่อนจะพยักหน้า ทั้งคู่เดินออกจากเต็นท์อย่างเงียบ ๆ กองไฟกลางค่ายเหลือเพียงถ่านแดง ๆ ที่ยังคุกรุ่น คนส่วนใหญ่หลับกันหมดแล้ว มีเพียงคนที่เข้าเวรยามไม่กี่คนที่ยังตื่นอยู่และหนึ่งในนั้นคือศรันต์

พ่อครูนั่งอยู่บนท่อนไม้ใกล้กองไฟ มือกำลังเติมฟืนเข้าไปทีละชิ้นแสงไฟสีส้มสะท้อนใบหน้าคมคายของเขาเป็นระยะ

“ยังไม่นอนกันอีกเหรอ” ศรันต์ถามโดยไม่เงยหน้า

“เมธาฝันร้าย” กวินตอบแทน

ศรันต์ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเมธา

“มานั่งสิ”

เมธาเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามกองไฟ ความอบอุ่นจากเปลวไฟช่วยให้ความหนาวที่เกาะอยู่ตามแขนค่อย ๆ จางลง ศรันต์มองเขาเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง

“เห็นอะไรในฝัน”

เมธาลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตั้งแต่สถานที่ประหลาดเงาร่างที่เต็มไปด้วยความแค้นจนถึงเปรตที่เข้ามาขวางเอาไว้ เมื่อเล่าจบความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้งเสียงไม้ในกองไฟแตกดังเปรี๊ยะ ศรันต์ทอดสายตามองเปลวไฟอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น

“บางครั้งความแค้นของคนก็อยู่ได้นานกว่าชีวิต”

“แต่ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือสิ่งที่เราเลือกทำตอนนี้”

“หมายความว่ายังไงครับ” ศรันต์ยิ้มบาง ๆ

“นายไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อเรื่องที่ตัวเองจำไม่ได้”

คำตอบนั้นทำให้เมธาชะงัก

“แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจากชาติก่อนจริง ๆ ล่ะครับ”

“ก็เป็นเรื่องของชาติก่อน” ศรันต์ตอบเรียบ ๆ

“นายคือเมธา ไม่ใช่คนในอดีตคนนั้น”

ลมกลางคืนพัดผ่านอีกครั้ง ความหนักอึ้งในใจของเมธาเหมือนเบาลงเล็กน้อย

“แล้วเปรตตัวนั้นล่ะครับ”

 คำถามนี้ทำให้กวินเหลือบมองศรันต์ทันที ศรันต์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบช้า ๆ

“ฉันไม่รู้ว่าทำไมมันถึงเลือกอยู่ใกล้นาย”

“แต่คืนนี้ถ้าไม่ได้มัน เรื่องอาจแย่กว่านี้”

เมธาก้มมองเปลวไฟ ภาพเงาสูงโย่งที่ยืนขวางเขาในฝันย้อนกลับมาอีกครั้ง

“มันดูไม่น่ากลัวเท่าตอนแรกแล้ว” เขาพูดออกมาตามความรู้สึก กวินหัวเราะเบา ๆ

“ใครจะคิดว่าเราจะมานั่งคุยกันว่าเปรตไม่น่ากลัว”

แม้แต่เมธาก็อดยิ้มไม่ได้บรรยากาศที่ตึงเครียดมาตลอดทั้งวันคลายลงเล็กน้อย ศรันต์มองเด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะยื่นกระติกน้ำให้

“ดื่มน้ำหน่อย” 

“พรุ่งนี้อาจเหนื่อยกว่านี้อีก”

“คิดว่าเราจะหาเด็กเจอไหมครับ”

ศรันต์มองเข้าไปในป่า “ฉันหวังว่าจะเจอ”

“และหวังว่าเราจะไปทันเวลา”

คำตอบนั้นทำให้เมธาเงียบไป ทั้งสามนั่งอยู่รอบกองไฟพักใหญ่ไม่มีใครพูดอะไรมีเพียงเสียงลม เสียงแมลง และเสียงไม้แตกในกองไฟ แต่เป็นความเงียบที่ไม่อึดอัด ก่อนที่ศรันต์จะลุกขึ้น

“ไปนอนได้แล้ว”

“เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้า”

เมธาพยักหน้า ขณะที่กำลังจะเดินกลับเต็นท์ เขาหันไปมองความมืดด้านนอกค่ายโดยไม่ตั้งใจ ระหว่างต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไปเงาเปรตนั้นยังคงยืนอยู่เฝ้ามองมาทางค่ายพัก เขามองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมา

และเดินตามศรันต์กลับไปยังแสงไฟของค่ายพัก ท่ามกลางคืนอันยาวนานที่ยังไม่จบลงง่าย ๆ ในป่าแห่งนี้

แสงแรกของเช้าวันใหม่ค่อย ๆ ส่องลอดผ่านยอดไม้หนาทึบลงมายังค่ายพักกลางป่า หมอกบาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้นดินเปียกชื้นจากน้ำค้างยามค่ำคืน

เมธาลืมตาขึ้นช้า ๆเมื่อคืนเขาหลับได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่กลับรู้สึกสดชื่นกว่าที่คิด อาจเพราะหลังจากคุยกับศรันต์ ความกังวลบางอย่างในใจก็เบาบางลง

เมื่อออกมาจากเต็นท์ ชาวบ้านหลายคนตื่นกันแล้ว บางคนกำลังก่อไฟต้มน้ำ บางคนกำลังกินข้าวง่าย ๆ รองท้องก่อนออกเดินทาง

กวินยื่นขวดน้ำมาให้ "เมื่อคืนไม่ฝันแล้วใช่ไหม"

เมธารับมาดื่มแล้วพยักหน้า "ไม่ฝันแล้ว"

กวินยิ้มบาง ๆ "ดี เพราะวันนี้เราจะเข้าไปลึกกว่านี้อีก"

เมธาหันไปมองด้านในของป่า ลึกเข้าไปหลังแนวต้นไม้และหมอกยามเช้า มีเพียงความมืดสลัวที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ไม่นานนัก ทุกคนก็มารวมตัวกัน ศรันต์ยืนอยู่หน้าแผนที่คร่าว ๆ ที่ชาวบ้านช่วยกันวาดจากความทรงจำ

"เมื่อวานเราค้นหาบริเวณรอบนอกแล้ว" เขาใช้นิ้วลากไปยังพื้นที่อีกด้าน

"วันนี้เราจะขึ้นไปทางเขาด้านใน" คำพูดนั้นทำให้หลายคนมองหน้ากัน

บริเวณนั้นเป็นส่วนที่ลึกที่สุดของป่าหลังหมู่บ้าน แม้แต่ชาวบ้านเองก็ไม่ค่อยมีใครเข้าไป

"สมัยก่อนมีคนหาของป่าเข้าไปแถวนั้นบ้าง" ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดขึ้น

"แต่หลายสิบปีแล้วที่ไม่มีใครขึ้นไปไกล"

ศรันต์พยักหน้า "ถ้าเด็กยังอยู่ในป่า เราต้องลอง"

ไม่มีใครคัดค้านเพราะทุกคนรู้ว่าทางเลือกเริ่มเหลือน้อยลงทุกที 

หลังเก็บค่ายเรียบร้อย กลุ่มค้นหาก็เริ่มออกเดินอีกครั้งยิ่งเดินเข้าไปลึก ป่าก็ยิ่งเปลี่ยนไปต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นมีเถาวัลย์หนาแสงแดดส่องลงมาแทบไม่ถึงพื้นบางช่วงเงียบจนได้ยินเพียงเสียงรองเท้าเหยียบใบไม้แห้ง

เมธาเดินตามศรันต์ไปไม่ไกล

"พ่อครูเคยเข้ามาแถวนี้ไหมครับ"

ศรันต์มองไปรอบ ๆ "เคยครั้งหนึ่ง"

"แล้วเจออะไรไหม"พ่อครูเงียบไปพักหนึ่ง

"เจอว่าป่าแห่งนี้ไม่อยากให้คนเข้า"

เมธาขนลุกทันที แต่ก่อนจะได้ถามต่อศรันต์ก็หยุดเดินกะทันหัน ทุกคนหยุดตามตรงหน้าพวกเขา บนพื้นดินชื้น ๆ มีรอยบางอย่าง คล้ายรอยเท้าเด็กจางๆแต่ยังพอมองออกหัวใจของทุกคนเต้นแรงขึ้นทันที

"เจอแล้ว!"เสียงใครบางคนดังขึ้น ทุกคนรีบเข้ามาดูและเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มค้นหาที่พวกเขามีร่องรอยให้ตาม



ในเวลาเดียวกันที่หมู่บ้านข่าวการหายตัวไปของเด็กเริ่มแพร่กระจายมากขึ้นชาวบ้านที่ไม่ได้ออกค้นหาต่างรวมกลุ่มพูดคุยกันตามหน้าบ้านและร้านค้าจนเริ่มมีเรื่องเล่าแปลก ๆ ถูกหยิบยกขึ้นมา

"เมื่อคืนกูได้ยินเสียงเด็กร้องจากทางป่า"หญิงชราคนหนึ่งพูด

"แต่พอมองออกไปก็ไม่เห็นใคร"

อีกคนรีบเสริม "บ้านฉันก็เหมือนกัน หมาเห่าทั้งคืน"

"เห่าไปทางป่าตลอด"

ชายวัยกลางคนอีกคนส่ายหน้า 

"เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกนะ" คำพูดนั้นทำให้คนรอบข้างเงียบลง

"เมื่อสี่สิบปีก่อนก็เคยมีเด็กหายแล้วก็หาไม่เจอ"

หลายคนเริ่มหน้าซีด "เล่ากันว่าลึกเข้าไปในป่า มีที่แห่งหนึ่งที่คนไม่ควรไป"

"ถ้าเข้าไปผิดที่..." ชายวันกลางคนไม่ได้พูดต่อ

แต่สีหน้าของทุกคนก็บอกได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ลมเย็นพัดผ่านหมู่บ้านทำให้เสียงใบไม้เสียดสีกันดังซู่ ๆ

ขณะที่ในป่าลึก เมธาและกลุ่มค้นหากำลังเดินตามรอยเท้าเล็ก ๆ นั้นขึ้นไปเรื่อย ๆโดยไม่มีใครรู้เลยว่าปลายทางของรอยเท้านั้นกำลังพาพวกเขาเข้าใกล้ความลับบางอย่างที่ถูกซ่อนเอาไว้มานานหลายสิบปี

กลุ่มค้นหาเดินตามรอยเท้าเล็ก ๆ นั้นต่อไปอย่างระมัดระวังในตอนแรก ทุกคนต่างมีความหวังอย่างน้อยก็ยังมีร่องรอยให้ตามแต่ยิ่งเดินตามไป ความรู้สึกแปลก ๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นเพราะรอยเท้านั้นไม่มีรอยกลับเหมือนเด็กคนนั้นเดินตรงเข้าไปในป่าลึกเพียงอย่างเดียว

"แปลก" ผู้ใหญ่คนหนึ่งพึมพำ

"เด็กอายุแค่นั้นจะเดินเข้ามาไกลขนาดนี้ได้ยังไง"

ไม่มีใครตอบเพราะทุกคนกำลังคิดเหมือนกัน

เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงป่ารอบตัวเริ่มเปลี่ยนอีกครั้งต้นไม้ใหญ่ขึ้นจนคนสามสี่คนโอบยังไม่หมด รากไม้โผล่ขึ้นมาจากดินเหมือนงูยักษ์เลื้อยอยู่ทั่วพื้น อากาศเย็นลงอย่างผิดปกติทั้งที่ดวงอาทิตย์ยังอยู่เหนือหัว เมธาเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับตามองไม่ใช่จากเปรตตัวเดิมแต่จากอะไรบางอย่างที่อยู่ลึกเข้าไปข้างหน้าเขาเหลือบมองไปทางด้านหลังเงาสูงโย่งยังคงตามมา อยู่ห่างออกไปไม่ใกล้ไม่ไกลราวกับคอยเฝ้าดูอยู่เงียบ ๆ



ทันใดนั้นศรันต์หยุดเดินทุกคนเกือบชนกัน

"มีอะไรครับพ่อครู"

ศรันต์ไม่ตอบสายตาของเขาจ้องไปข้างหน้า เมธามองตามและหัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นทันที ตรงหน้าพวกเขามีศาลไม้เก่า ๆ ตั้งอยู่กลางป่าหลังคาพังไปครึ่งหนึ่งไม้ผุกร่อนจนเกือบพังทั้งหลัง เถาวัลย์พันรอบเสาแน่นเหมือนถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปี

"มีศาลอยู่ตรงนี้ด้วยเหรอ"

ชาวบ้านหลายคนมองหน้ากัน ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนแม้แต่คนแก่ที่สุดในกลุ่มก็ส่ายหน้า

"ฉันเกิดที่นี่ ยังไม่เคยรู้เลยว่ามี"

ความเงียบเข้าปกคลุมทันที กวินขมวดคิ้ว

"แปลกมาก"

"อะไร"

"ฉันรู้สึก" เขาหยุดพูด

"เหมือนเราไม่ควรเห็นที่นี่"

คำพูดนั้นทำให้หลายคนขนลุกเมธาเองก็รู้สึกเหมือนกัน ศาลหลังนี้ดูเหมือนเพิ่งโผล่ออกมาจากป่าทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้



จากนั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งก็ร้องขึ้น

"เดี๋ยวก่อน!"

ทุกคนหันไปมองที่ชายคนนั้นกำลังชี้ไปที่พื้นหน้าศาลรอยเท้าเด็กรอยเท้าชุดเดิมสิ้นสุดอยู่ตรงนั้นและไม่มีรอยออกไปไหนอีกเหมือนเด็กคนนั้นเดินมาถึงศาลแล้วหายไป ความเงียบปกคลุมทั้งกลุ่มไม่มีใครกล้าพูดอะไร



เมธารู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอเขาหันกลับไปมองด้านหลังโดยสัญชาตญาณ เงาสูงโย่งที่ตามมาตลอดทางยังอยู่แต่ครั้งนี้มันไม่ได้นิ่งร่างผอมสูงนั้นกำลังจ้องศาลเก่าอย่างไม่ละสายตาเป็นครั้งแรกที่เมธาเห็นมันแสดงท่าทีบางอย่างเหมือนระวังหรือหวาดกลัว เมธาขมวดคิ้ว

 "เป็นไปไม่ได้..."เขาพึมพำกับตัวเอง

สิ่งที่ดูน่ากลัวมาตลอดทางกำลังกลัวบางอย่างที่อยู่ในศาลหลังนั้นงั้นเหรอ



ขณะเดียวกันศรันต์ค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ศาลสีหน้าของเขาเคร่งเครียดกว่าที่เคย มือข้างหนึ่งกำสร้อยประคำแน่นก่อนจะพูดออกมาเบา ๆแต่ทุกคนได้ยินชัด

"ที่นี่..."

"มีบางอย่างตื่นขึ้นแล้ว"

ทันทีที่คำพูดนั้นจบลงลมเย็นจัดก็พัดผ่านป่าอย่างรุนแรงใบไม้ร่วงกราวลงมารอบตัวและจากภายในศาลร้างอันมืดมิดมีเสียงดังขึ้นเบา ๆ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เหมือนมีใครบางคนกำลังเคาะจากด้านในศาลที่ควรจะว่างเปล่าและเสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งชัดกว่าเดิม

ก๊อก ก๊อก ก๊อก!!!