เมื่อผีร้ายจากอดีตชาติกลับมาทวงชีวิต เมธาจะหนีหรือเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะครั้งนี้มันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตแต่มันต้องการ “ตัวเขา” ไปตลอดกาล
ชาย-ชาย,ไทย,ระทึกขวัญ,ลึกลับ,ผี,สยองขวัญ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
เมื่อมาถึงปากทางเข้าป่ากลุ่มชาวบ้านหยุดเดิน พื้นที่ตรงนั้นเงียบผิดปกติแม้จะเป็นช่วงบ่าย แต่กลับไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงแมลง เงียบ…จนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
ศรันต์ยกมือขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดนิ่ง
“ก่อนจะเข้าไป” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสงบ
“เราต้องขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางก่อน”
ผู้ใหญ่บางคนพยักหน้าเห็นด้วยทันที มีคนรีบหยิบธูปออกมา จุดไฟทีละดอก ควันสีขาวลอยเอื่อยขึ้นสู่เบื้องบน ศรันต์ก้าวออกมายืนด้านหน้า ปักธูปลงบนพื้นดินตรงปากทางเขาหลับตา พนมมือเสียงเขาเริ่มสวดเบา ๆ ชัดเจนทุกถ้อยคำ
“ขอขมาลาโทษเจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย”
“วันนี้ลูกหลานจะขอเข้าไปตามหาเด็กที่พลัดหลง”
“มิได้มีเจตนาล่วงเกิน ขอให้เปิดทาง และคุ้มครองให้ปลอดภัย”
เสียงลมพัดผ่านต้นไม้เบา ๆควันธูปลอยคดเคี้ยวไปในอากาศผู้คนรอบ ๆ ต่างยกมือไหว้ตาม บางคนหลับตา บางคนก้มหน้าอย่างเคารพ เมธายืนอยู่เงียบ ๆ มือพนมแน่นเขาหลับตาตามในความมืดของเปลือกตาเขารู้สึกได้ถึงบางอย่างอีกครั้งไม่ใช่สิ่งเดียวกับเมื่อคืน แต่ “หลายอย่าง”
เหมือนมีสายตาหลายคู่มองมาจากในป่าลึกเข้าไปไกลเกินกว่าจะเห็นหัวใจเขาเต้นแรงขึ้นและในบรรดาความรู้สึกเหล่านั้นมีหนึ่งที่คุ้นเคยยืนอยู่ “ข้างหลัง” เขาอีกครั้ง เมธาไม่ลืมตาแต่ในใจเขารู้ว่าใคร
“ลืมตาได้”
เสียงศรันต์ดังขึ้นเมธาค่อย ๆ เปิดตาภาพตรงหน้าเหมือนเดิมป่าต้นไม้กลุ่มชาวบ้าน แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อยเหมือนความอึดอัดบางอย่างคลายลง ลมพัดเข้ามาในป่ามากขึ้นใบไม้เริ่มไหว
“เข้าไปได้” ศรันต์พูด
กลุ่มคนเริ่มขยับก้าวแรกผ่านแนวต้นไม้เข้าไป ทันทีที่เท้าเหยียบเข้าไปในเขตป่าแสงด้านนอกหายไปเกือบครึ่งเงามืดโอบล้อมทันที เมธารู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอเหมือนมีบางอย่างเคลื่อนตามเข้ามา เขาหันไปมองด้านหลังแวบหนึ่งแนวปากทางยังมองเห็นแต่ในเงามืดระหว่างต้นไม้เงาสูงนั้นยืนอยู่ก่อนจะก้าวเข้ามาในป่าช้า ๆตามพวกเขาเข้ามา โดยไม่มีใครในกลุ่มรู้ตัวกวินเดินเข้ามาใกล้เมธา กระซิบเบา ๆ
“รู้สึกไหม”
เมธาพยักหน้า
“ไม่ได้มีแค่มันตัวเดียวแล้ว…” กวินพูดเสียงต่ำ
เมธากลืนน้ำลายสายตากวาดมองไปรอบ ๆความมืดระหว่างต้นไม้ดู “ลึก” กว่าปกติเหมือนมันซ่อนอะไรไว้มากกว่าที่เห็นศรันต์หันกลับมามองกลุ่มคนอีกครั้ง
“อย่าแยกจากกัน”
“แล้วก็…อย่าเรียกชื่อใครถ้าไม่ได้เห็นตัวชัด ๆ”
คำเตือนนั้นทำให้หลายคนเงียบลงทันที ลมพัดแรงขึ้นอีกระลอกเสียงใบไม้เสียดสีกันดังซู่ ๆและลึกเข้าไปในป่าเหมือนมีเสียงบางอย่างขยับ การค้นหาได้เริ่มต้นขึ้นแล้วและไม่มีใครรู้เลยว่าเด็กที่หายไปยังอยู่ในป่านี้ในสภาพแบบไหนหรือมีอะไร “เจอเขาก่อน” แล้ว
กลุ่มชาวบ้านกระจายกันเป็นวงกว้าง แต่ยังคงมองเห็นกันเป็นระยะตามคำสั่งของศรันต์
เสียงเรียกชื่อเด็กดังขึ้นเป็นช่วง ๆ
“แพร! อยู่ไหน!”
“ตอบหน่อยลูก!”
เสียงสะท้อนกระทบต้นไม้แล้วเงียบหายไปไม่มีเสียงตอบกลับยิ่งเดินลึกเข้าไป ป่ายิ่งทึบ แสงแดดที่เคยมีค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงแสงรำไรลอดผ่านยอดไม้
เมธาเดินตามกวินอย่างระวัง กวาดสายตามองพื้น เผื่อจะเจอรอยเท้า รอยลาก หรืออะไรที่ผิดปกติแต่ไม่มีอะไรเลยไม่มีร่องรอยไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าเคยมีเด็กผ่านมาทางนี้ เหมือนเด็กคนนั้นหายไปในอากาศ
“มันแปลกเกินไป” กวินพึมพำเบา ๆ
“ถ้าเดินเข้ามา ยังไงก็ต้องมีรอย”
เมธาพยักหน้า แต่ไม่พูดอะไรเพราะลึก ๆ เขารู้สึกว่า“บางอย่าง” อาจไม่ทิ้งร่องรอยแบบที่คนทั่วไปเข้าใจ
เวลาผ่านไปช้า ๆจากบ่ายกลายเป็นเย็น ความมืดค่อย ๆ แทรกตัวเข้ามาระหว่างต้นไม้ความเหนื่อยล้าเริ่มสะสมในร่างกายของทุกคน
“เจออะไรไหม!” ชาวบ้านคนนึงตะโกนถามจากอีกฝั่ง
“ไม่เจอ!” อีกเสียงตอบกลับ
ความเงียบถัดมาหนักอึ้งกว่าเดิม สุดท้ายศรันต์ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุด ทุกคนค่อย ๆ มารวมตัวกันสีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความกังวล เหนื่อยล้า และเริ่มมีความกลัวปนอยู่
“ฟ้าเริ่มมืดแล้ว” ศรันต์พูด
“ถ้าย้อนกลับตอนนี้ เราจะเสียเวลา แล้วก็อาจหลงทางได้”
ผู้ใหญ่หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย
“งั้น…กางเต็นท์พักที่นี่ก่อน” ใครบางคนเสนอ ไม่มีใครค้าน
พื้นที่โล่งเล็ก ๆ ถูกเลือกเป็นจุดพัก ชาวบ้านช่วยกันกางเต็นท์ จุดไฟกองเล็ก ๆ เพื่อให้แสงสว่างและความอบอุ่นเสียงไม้แห้งแตกดังเปรี๊ยะ ๆเปลวไฟส่องแสงวูบไหว สร้างเงาของผู้คนบนพื้นให้ยืดยาวผิดรูป
เมธานั่งลงใกล้กองไฟ หายใจช้า ๆ พยายามผ่อนคลายแต่ความรู้สึกในอกกลับไม่สงบลงเลยยิ่งมืดยิ่งชัดเขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่าง “ล้อม” พวกเขาอยู่ไม่ใช่แค่หนึ่งไม่ใช่แค่สองแต่หลายสิ่งยืนอยู่ในความมืดนอกวงไฟกวินนั่งลงข้าง ๆ
“เริ่มรู้สึกแล้วใช่ไหม”
เมธาพยักหน้า
“มันเยอะขึ้น”
กวินมองออกไปในความมืด
“ใช่…แล้วก็ไม่ได้มีแต่แบบเดียวกับที่ตามนาย”
คำพูดนั้นทำให้เมธากลืนน้ำลายเขาหันไปมองรอบ ๆนอกวงไฟมืดสนิทแต่บางช่วงของความมืดนั้นเหมือน “เข้ม” กว่าที่ควรจะเป็นเหมือนมีอะไรยืนบังอยู่
ศรันต์เดินเข้ามาใกล้กองไฟ
“คืนนี้อย่าห่างจากแสงไฟ” เขาพูด
“แล้วก็…ถ้าได้ยินเสียงอะไรเรียก อย่าขานตอบทันที”
“ให้แน่ใจก่อนว่าเป็นคน”
คำเตือนนั้นทำให้หลายคนมองหน้ากันความกลัวเริ่มแทรกเข้ามาชัดเจนขึ้น
ลมพัดผ่านป่าเสียงใบไม้ไหวซู่ ๆ ดังต่อเนื่องเมธามองเข้าไปในความมืดอีกครั้งและเขาเห็นเงาสูงนั้นยืนอยู่ไม่ไกลจากวงไฟคราวนี้ใกล้กว่าทุกครั้งแต่ยังคงไม่ก้าวเข้ามาในแสงมันยืนเงียบ ๆมองมาที่เขาเหมือนเดิมไม่มีความหิวแบบเมื่อคืนมีเพียงความนิ่งและบางอย่างที่คล้าย “เฝ้า”
เมธามองกลับไปโดยไม่หลบสายตาในขณะที่รอบ ๆ พวกเขาความมืดยังคงขยับเหมือนมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนอยู่ช้า ๆรอคอยเงียบงันและใกล้เข้ามาทีละนิดคืนนี้จะไม่ใช่คืนที่สงบแน่นอน
คืนในป่าลึกเงียบลงทีละนิด
หลังจากจัดเวรยามและดับไฟให้เหลือเพียงกองเล็ก ๆ ผู้คนในกลุ่มก็ค่อย ๆ แยกย้ายกันเข้าเต็นท์ เสียงพูดคุยจางหาย เหลือเพียงเสียงลมกับเสียงแมลงกลางคืน
เมธานอนอยู่ในเต็นท์เดียวกับกวินเปลือกตาหนักอึ้ง แต่ความรู้สึกไม่ปลอดภัยยังคงเกาะแน่นอยู่ในอก
“นอนเถอะ เดี๋ยวฉันคอยดูให้ช่วงแรก” กวินกระซิบเบา ๆ
เมธาพยักหน้า แม้จะไม่มั่นใจว่าจะหลับลงได้จริง ๆแต่ความเหนื่อยล้าทั้งวันก็พาเขาดิ่งลงสู่ความฝันในที่สุด
ในความฝันเขาไม่ได้อยู่ในป่าอีกต่อไปแต่ยืนอยู่ในสถานที่แปลกตาท้องฟ้าหม่น ร่างของเขาไม่ใช่ตัวเขาในตอนนี้แต่เป็นผู้หญิงที่มีหน้าเหมือนกับเขา
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง เมธาค่อย ๆ หันไปมองเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลไม่ใช่เปรตแต่เป็นบางสิ่งที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาต ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่ชัดเจนเกินจะเข้าใจผิด
และเมื่อมันพูดเสียงนั้นไม่ได้ดังผ่านหูแต่มันดังอยู่ “ในหัว”
“มาแล้วหรอ” เสียงคุ้นๆที่เคยเข้าฝันเมธาบ่อยๆทำให้เมธารู้ว่าฝันถึงมันอีกแวถึงจะทำทำพิธีขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกจากบ้านไปมันก็หาวิธีอื่นอยู่ดี
ภาพบางอย่างแทรกเข้ามาในความคิดของเมธาภาพอดีตที่เขาไม่เคยเห็น
เสียงร้องและการจากไปอย่างเจ็บปวดความรู้สึกผิดที่ไม่ใช่ของเขาแต่กลับหนักอึ้งราวกับเป็นของตัวเองเมธาถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
“ผมไม่รู้จักคุณ” เขาพยายามพูด
แต่เสียงของเขากลับไม่ออกมาเงานั้นก้าวเข้ามาใกล้ช้าๆ
“มึงหนีไม่พ้นหรอก” เสียงนั้นดังอีกครั้ง
“จะอีกกี่ชาติกูจะเอาคืนมึงให้ได้”
ทันใดนั้นพื้นดินเหมือนจะดูดเขาลงไป แขนของเงานั้นยืดยาวเข้ามาหมายจะคว้าเมธาไว้ ความกลัวพุ่งขึ้นจนแทบขาดใจ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง
“หยุด”
เสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น
ทุกอย่างชะงักเงาที่เต็มไปด้วยความแค้นหยุดนิ่ง เมธาหันไปและเขาเห็นเงาเปรตตัวนั้นมันยืนอยู่ระหว่างเขากับสิ่งนั้นไม่เคลื่อนไหวแต่เหมือน “ขวาง” เอาไว้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนทันทีจากความกดดันกลายเป็นการเผชิญหน้าที่เงียบงันเสียงของเงาอาฆาตดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“หลีกไป”
เปรตไม่ตอบ
แต่มัน “ก้าว” เข้ามาอีกนิด
เหมือนจะบอกชัดเจนว่าไม่ยอม ลมในความฝันพัดแรงขึ้นภาพรอบตัวสั่นไหวเมธายืนตัวแข็ง มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ
เงาอาฆาตส่งเสียงต่ำ
“แกไม่เกี่ยว”
เปรตยังคงนิ่งแต่ครั้งนี้มันหันศีรษะเล็กน้อยเหมือนมองเมธาแค่แวบเดียวก่อนจะกลับไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย และในแวบนั้นเมธารู้สึกได้มันไม่ได้มองด้วยความหิวแต่มองเหมือน “ปกป้อง”
ทันใดนั้นทุกอย่างแตกกระจายเหมือนกระจกแตกภาพฝันพังทลาย เมธาสะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นหอบหายใจแรง เหงื่อท่วมตัวหัวใจเต้นจนเจ็บอก เต็นท์ยังมืดแต่เสียงกองไฟด้านนอกยังมีอยู่
“เมธา” เสียงกวินดังขึ้นทันที
“เป็นอะไร”
เมธาพยายามหายใจให้ปกติ
“ฝัน”
เขาพูดได้แค่นั้นกวินเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลัง “ฟัง”
เมธากลืนน้ำลายภาพในฝันยังชัดเจนโดยเฉพาะตอนที่เปรตยืนขวางเขา เขาค่อย ๆ หันไปมองทางปากเต็นท์ผ้าเต็นท์ขยับเบา ๆ ตามแรงลมและเงาหนึ่งทอดอยู่ด้านนอกสูงยาวยืนอยู่ไม่ไกลเหมือนเฝ้าอยู่ตรงนั้นไม่ให้ “อะไรบางอย่าง” เข้ามา
เมธามองมันเงียบ ๆความกลัวยังมีอยู่แต่มีความรู้สึกใหม่เกิดขึ้นบางอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะรู้สึกกับสิ่งแบบนี้
“ขอบคุณ…” เขาพึมพำเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว
ลมนอกเต็นท์พัดผ่านอีกครั้งและเงานั้น
เหมือนจะ “ขยับ” เล็กน้อยราวกับรับรู้ก่อนจะกลับไปยืนนิ่งดังเดิมเฝ้ามองทั้งความมืดและสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นแทนเขา