เมื่อผีร้ายจากอดีตชาติกลับมาทวงชีวิต เมธาจะหนีหรือเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะครั้งนี้มันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตแต่มันต้องการ “ตัวเขา” ไปตลอดกาล
ชาย-ชาย,ไทย,ระทึกขวัญ,ลึกลับ,ผี,สยองขวัญ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ศรันต์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่หนักแน่นพอให้คำพูดนั้นจมลึกลงไปในใจของเมธา
เมธากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก หัวใจยังเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ มือที่วางอยู่บนตักเริ่มเย็นเฉียบโดยไม่รู้ตัว
“หมายความว่ายังไงครับ…” เสียงเขาเบาราวกับกลัวใครได้ยิน
ศรันต์ไม่ตอบทันที ดวงตาของพ่อครูมองเลยผ่านบานกระจกออกไปยังความมืดด้านนอก ราวกับกำลังมองเห็นในสิ่งเดียวกับเมธา
“บางอย่าง…ไม่ได้อยากให้เราเห็น” เขาเอ่ยช้า ๆ
“แต่บางครั้ง…มันก็เลือกให้เราเห็นเอง”
ลมพัดแรงขึ้นอีกระลอก เปลวเทียนในศาลาไหววูบจนเงาของผู้คนบนพื้นสั่นไหวไปมา เมธาหันกลับไปมองนอกกระจกอีกครั้ง ทั้งที่ในใจไม่อยากมองเลยแม้แต่นิดเดียว
เงาร่างนั้น…ยังอยู่ แต่ครั้งนี้ มันไม่ได้ยืนนิ่งเหมือนเดิมแล้วศีรษะของมันเอียงเล็กน้อย ราวกับกำลัง “สังเกต” เขาอยู่ดวงตาลึกโหลคู่นั้นดูเหมือนจะมืดลงกว่าเดิม และชัดเจนขึ้นว่ามันกำลังจ้องมาที่เมธาเพียงคนเดียว
“อย่าจ้องมันนาน” ศรันต์พูดขึ้นโดยไม่หันมา
“ยิ่งสบตา…มันยิ่งใกล้”
เมธารีบหลบสายตาทันที แต่ภาพนั้นกลับติดอยู่ในหัวไม่ยอมจางหาย
เสียงสวดมนต์รอบตัวที่ควรจะทำให้สงบ กลับกลายเป็นเหมือนเสียงที่ห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ เหลือเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่ดังชัดขึ้นทุกขณะ แล้วจู่ ๆ
“กรึก…”
เสียงบางอย่างดังขึ้นเบา ๆ จากด้านนอกเหมือนเสียงกิ่งไม้หัก เมธาชะงัก ก่อนจะเผลอหันกลับไปอีกครั้งโดยไม่รู้ตัวคราวนี้…ตรงโคนต้นไม้ไม่มีอะไรอยู่แล้วความว่างเปล่าทำให้เขารู้สึกโล่งขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีแต่ยังไม่ทันได้หายใจเต็มปอด เงาบางอย่างสะท้อนอยู่บนกระจกแทน เงานั้น…ไม่ได้อยู่นอกศาลาอีกต่อไปแล้วมันยืนอยู่ “ด้านหลัง” เขาเมธาตัวแข็งทื่อ ความคิดขาวโพลนไปหมด
เสียงของศรันต์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้หูอย่างประหลาด
“บอกแล้ว…มันจะเข้ามาใกล้”
“อย่าสบตามันเด็ดขาด”
เมธากลั้นหายใจเอาไว้แน่น
“ตั้งสติไว้” ศรันต์กระซิบแผ่วเบา
“มันคือเปรต…วิญญาณที่ยังทุกข์ทรมานและหิวโหย อย่าไปมองมันตรง ๆ อย่าแสดงความกลัว”
คำว่า “เปรต” ทำให้หัวใจของเมธาหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม ภาพเงาร่างสูงผอม แขนขายาวผิดรูปนั้นชัดขึ้นในความคิด ราวกับมันไม่ได้อยู่แค่ข้างหลัง…แต่มันกำลัง “โน้มตัวลงมา” มองเขาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
เสียงสวดมนต์ยังคงดำเนินต่อไป แต่เมธากลับรู้สึกเหมือนเสียงเหล่านั้นห่างไกล เหลือเพียงเสียงลมหายใจเย็นเฉียบที่ไม่ใช่ของเขา
“มัน…ต้องการอะไรครับ…” เมธาถามเสียงสั่น
“ส่วนมากก็แค่อยากให้มีคนรับรู้ ว่ามันยังอยู่” ศรันต์ตอบเรียบ ๆ
“แต่ถ้าเจอคนที่กลัว…มันจะยิ่งเข้าหา”
เมธากำหมัดแน่น พยายามหลับตาลงช้า ๆ แล้วภาวนาในใจตามเสียงสวดรอบตัว แม้จะไม่มั่นใจว่าตัวเองกำลังสวดถูกหรือไม่ก็ตาม
เวลาผ่านไปช้าอย่างทรมาน ลมหายใจเย็นนั้นค่อย ๆ จางลงทีละนิดความหนักอึ้งที่กดทับอยู่รอบตัวเหมือนจะคลายออกศรันต์แตะไหล่เขาเบา ๆ อีกครั้ง
“มันถอยแล้ว”
เมธาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างระแวง ก่อนจะเหลือบมองเงาสะท้อนบนกระจกไม่มีอะไรอยู่ข้างหลังอีกแล้ว เขาถอนหายใจยาวเหมือนเพิ่งรอดพ้นจากอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ มือยังสั่นเล็กน้อย แต่ก็เริ่มควบคุมตัวเองได้
“จำไว้นะ” ศรันต์พูดต่อ
“คืนนี้ยังไม่จบง่าย ๆ”
เมื่อพิธีเวียนเทียนเริ่มขึ้น ผู้คนในหมู่บ้านต่างทยอยออกมาจากศาลา ถือดอกไม้ ธูป เทียน เดินเรียงกันอย่างสงบ แสงเทียนเล็ก ๆ นับสิบเล่มส่องสว่างเป็นสายยาวล้อมรอบอุโบสถ
เมธาเดินอยู่ข้างแม่ พยายามไม่หันไปมองต้นไม้ต้นเดิมอีกแต่ถึงอย่างนั้น…เขากลับรู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งมองตามอยู่ตลอดเวลา
ลมกลางคืนพัดเอื่อย ๆ กลิ่นธูปลอยปะปนกับกลิ่นดินชื้น บรรยากาศควรจะสงบ…แต่สำหรับเมธา มันเต็มไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น
ระหว่างที่เดินเวียนรอบที่สอง เขาเผลอเหลือบสายตาออกไปนอกลานวัดไกลออกไปในความมืด…ตรงแนวต้นไม้เงาร่างสูงนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้งแต่มันไม่ได้ยืนเฉยเหมือนเดิม
มัน “เดิน” ก้าวช้า ๆ ยาวผิดปกติ เคลื่อนตามแนวต้นไม้ขนานไปกับผู้คนที่กำลังเวียนเทียนเหมือนมันกำลัง “ตาม” เมธารีบก้มหน้าลงทันที ใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก
“อย่าไปสนใจ” ศรันต์ที่เดินอยู่ไม่ไกลเอ่ยขึ้น เหมือนรู้ว่าเมธาเห็นอะไร
“มันยังเข้ามาในเขตแสงไม่ได้”
คำพูดนั้นช่วยให้เมธาพอจะตั้งสติได้บ้าง เขาจึงฝืนเดินต่อไปจนจบรอบที่สาม เมื่อเสียงสวดสุดท้ายจบลง ผู้คนต่างพนมมือไหว้ ก่อนจะเริ่มทยอยดับเทียนและแยกย้ายกันกลับบ้าน
บรรยากาศค่อย ๆ เงียบลงจากที่เคยมีแสงเทียนเรียงราย เหลือเพียงแสงไฟสลัวของวัดกับความมืดที่คืบคลานเข้ามาแทน
ชาวบ้านคุยกันเบา ๆ บ้าง หัวเราะบ้างตามปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมธารู้ดี…ว่าคืนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ก่อนจะก้าวลงจากศาลา เขาหันไปมองรอบ ๆ อย่างระวัง แนวต้นไม้ด้านนอกวัดว่างเปล่า ไม่มีเงาร่างนั้นอีกแล้ว ทว่า…ความรู้สึกว่ามีบางอย่างยังคง “เฝ้ามอง” ไม่ได้หายไปไหน
ศรันต์เดินผ่านเขาไปช้า ๆ ก่อนจะพูดทิ้งท้าย
“มันยังไม่ไปหรอก…แค่รอเวลา”
ลมกลางคืนพัดแรงขึ้นอีกครั้ง ใบไม้เสียดสีกันดังซู่ ๆและในความมืดที่ไม่มีใครสังเกตเงาสูงโย่งนั้น ยังคงยืนอยู่ไกลออกไปรอคอย…อย่างเงียบงัน
ทางกลับบ้านเงียบกว่าปกติอย่างประหลาด
เมธาเดินเคียงข้างแม่บนถนนดินแคบ ๆ แสงไฟจากบ้านเรือนเป็นจุด ๆ ห่างกัน ลมกลางคืนพัดเอื่อยจนใบไม้เสียดสีกันเป็นเสียงซู่ ๆ ที่ฟังแล้วเย็นวาบไปถึงข้างใน
แม่เหลือบมองลูกเป็นระยะ
“แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร”
เมธาพยักหน้าเบา ๆ แม้สีหน้ายังไม่กลับมาเหมือนเดิม
“ครับ…แค่เพลีย ๆ”
เขาไม่กล้าบอกสิ่งที่เห็นออกไป ไม่ใช่เพราะกลัวแม่ไม่เชื่อ…แต่เพราะเขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อ
ระหว่างทาง เขาเผลอหันไปมองเงามืดตามข้างทางหลายครั้งทุกครั้ง…ก็ไม่เห็นอะไรแต่ความรู้สึกเหมือนมีใครเดินตามหลังมาห่าง ๆ ไม่เคยหายไปเลย
—
เมื่อถึงบ้าน แม่รีบจุดไฟ เปิดประตู แล้วจัดแจงหาน้ำให้เมธาล้างหน้า
“ไปนอนเถอะลูก พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” แม่พูดพลางลูบหัวเขาเบา ๆ
เมธาพยักหน้า เข้าห้อง ปิดประตู และทิ้งตัวลงบนที่นอนความเงียบในบ้านต่างจากที่วัดโดยสิ้นเชิง ไม่มีเสียงสวด ไม่มีผู้คน มีเพียงเสียงพัดลมหมุนครืด ๆและเสียงหัวใจของเขาเอง เขาพยายามหลับตาพยายามไม่คิดถึงเงาร่างสูงผอมนั้นไม่คิดถึงดวงตาลึกโหลที่จ้องเขาแต่ยิ่งพยายาม…ภาพเหล่านั้นยิ่งชัดขึ้น ไม่นานนัก ความอ่อนล้าก็พาเขาหลับไปในที่สุด
ในความฝันเมธายืนอยู่ในศาลาวัดอีกครั้งทุกอย่างเหมือนเดิมทั้งแสงเทียน กลิ่นธูป และเสียงสวด แต่…ไม่มีผู้คนศาลาทั้งหลังว่างเปล่าอย่างผิดปกติ เสียงสวดที่เคยได้ยินกลับกลายเป็นเสียงยืดยาน บิดเบี้ยว เหมือนดังมาจากที่ไกลมาก…หรือไม่ก็ลึกลงไปใต้พื้น
เมธาค่อย ๆ หันไปมองทางประตูกระจกด้านนอก…มืดสนิทไม่มีต้นไม้ไม่มีแสงไม่มีอะไรเลยทันใดนั้น
“ครืด…”
เสียงบางอย่างดังขึ้นจากด้านหลังกระจกเหมือนมีอะไรยาว ๆ ลากผ่านพื้นเมธาไม่อยากมอง…แต่ร่างกายกลับขยับเองเขาเดินเข้าไปใกล้กระจกทีละก้าวช้าๆ
เงาบางอย่างค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากความมืดด้านนอกสูง…สูงผิดปกติ สูงจนศีรษะแทบพ้นกรอบประตู ร่างผอมยาวเหมือนเดิม แต่บิดเบี้ยวมากกว่าเดิมแขนขายืดยาวจนแทบลากพื้นมันก้มลงช้า ๆช้า…จนเมธาเห็นใบหน้ามันชัดขึ้นเรื่อย ๆผิวซีดคล้ำแตกร้าวปากอ้ากว้างอย่างผิดธรรมชาติและในปากนั้นว่างเปล่า…ลึก…เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด
ดวงตาของมันจ้องเขาไม่กะพริบแล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวเขาไม่ใช่เสียงพูดแต่เป็นความรู้สึกที่ชัดเจน
“หิว…”
เมธาพยายามถอย แต่ขาเหมือนจมติดกับพื้นเงาร่างนั้นยื่นแขนยาวผิดรูปผ่านกระจกออกมาได้อย่างช้า ๆปลายนิ้วยาวแหลมคืบคลานเข้าหาเขา
“หิว…”
ใกล้ขึ้นใกล้ขึ้นเรื่อย ๆจนแทบแตะหน้าเขา
“เมธา!”
เสียงแม่ดังแทรกขึ้นอย่างกะทันหันเมธาสะดุ้งเฮือกลืมตาขึ้นหอบหายใจแรง เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว
ห้องยังคงมืด มีเพียงแสงไฟสลัวลอดเข้ามาจากหน้าต่าง เสียงแม่เคาะประตูเบา ๆ
“ลูก เป็นอะไร ฝันร้ายเหรอ”
เมธากลืนน้ำลาย มองไปรอบห้องอย่างระแวง ทุกอย่าง…ปกติ
“ครับ ผมไม่เป็นไร”
แม่เงียบไป ก่อนจะบอกให้เขานอนต่อเมธาพยักหน้าแม้แม่จะไม่เห็นเขาเอนตัวลงช้า ๆ พยายามข่มตาอีกครั้งแต่ก่อนจะหลับ…สายตาเขาเหลือบไปที่หน้าต่าง ม่านบาง ๆ ถูกลมพัดไหวเบา ๆและในช่องว่างของผ้าม่านนั้นเหมือนมีเงาสูง ๆ ยืนอยู่ด้านนอกนิ่งจ้องเข้ามาในห้องราวกับมันรู้แล้วว่าเขาอยู่ที่นี่