เมื่อผีร้ายจากอดีตชาติกลับมาทวงชีวิต เมธาจะหนีหรือเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะครั้งนี้มันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตแต่มันต้องการ “ตัวเขา” ไปตลอดกาล

อาถรรพ์เดือนเก้า - บทที่ 5 สิ่งที่ไม่อยากเจอ โดย Nicha - ณิชา @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-ชาย,ไทย,ระทึกขวัญ,ลึกลับ,ผี,สยองขวัญ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

อาถรรพ์เดือนเก้า

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-ชาย,ไทย,ระทึกขวัญ,ลึกลับ

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ผี,สยองขวัญ

รายละเอียด

อาถรรพ์เดือนเก้า โดย Nicha - ณิชา @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เมื่อผีร้ายจากอดีตชาติกลับมาทวงชีวิต เมธาจะหนีหรือเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะครั้งนี้มันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตแต่มันต้องการ “ตัวเขา” ไปตลอดกาล

ผู้แต่ง

Nicha - ณิชา

เรื่องย่อ

“คำสาปที่ผูกติดกันข้ามภพไม่มีวันปล่อยเหยื่อให้หลุดรอด”


เมื่อเมธาอายุครบ 25 ปี อาถรรพ์ที่ติดตัวมาหลายชาติเริ่มตื่นขึ้นอีกครั้ง เงาดำในความมืด เสียงเรียกแผ่วเบา และความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกลมหายใจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ


เพราะ “มัน” กลับมาแล้ว


ผีร้ายที่ตามล่าเขามาทุกภพทุกชาติไม่เคยลืม ไม่เคยให้อภัย และไม่เคยหยุดจนกว่าจะได้ชีวิตของเขาไปยิ่งหนีมันยิ่งใกล้ยิ่งหลบมันยิ่งตาม เมื่อไม่มีที่ปลอดภัยบนโลกนี้เมธาจึงต้องค้นหาความจริงในอดีตชาติเพื่อไขคำสาปที่ผูกมัดเขาเอาไว้


แต่คำถามคือเขาจะทันก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะถูกช่วงชิงไปหรือไม่หรือสุดท้ายแล้วชะตากรรมนี้


 “ไม่มีทางหนีพ้น”

สารบัญ

อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 1 ฝันร้าย,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 2 ทางกลับบ้าน,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 3 ทำบุญบ้าน,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 4 เงาในวัด,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 5 สิ่งที่ไม่อยากเจอ,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 6 ทำบุญ,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 7 ป่าลึกลับ,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 8 ผู้คุ้มกัน

เนื้อหา

บทที่ 5 สิ่งที่ไม่อยากเจอ

ศรันต์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่หนักแน่นพอให้คำพูดนั้นจมลึกลงไปในใจของเมธา

เมธากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก หัวใจยังเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ มือที่วางอยู่บนตักเริ่มเย็นเฉียบโดยไม่รู้ตัว

“หมายความว่ายังไงครับ…” เสียงเขาเบาราวกับกลัวใครได้ยิน

ศรันต์ไม่ตอบทันที ดวงตาของพ่อครูมองเลยผ่านบานกระจกออกไปยังความมืดด้านนอก ราวกับกำลังมองเห็นในสิ่งเดียวกับเมธา

“บางอย่าง…ไม่ได้อยากให้เราเห็น” เขาเอ่ยช้า ๆ

“แต่บางครั้ง…มันก็เลือกให้เราเห็นเอง”

ลมพัดแรงขึ้นอีกระลอก เปลวเทียนในศาลาไหววูบจนเงาของผู้คนบนพื้นสั่นไหวไปมา เมธาหันกลับไปมองนอกกระจกอีกครั้ง ทั้งที่ในใจไม่อยากมองเลยแม้แต่นิดเดียว 

เงาร่างนั้น…ยังอยู่ แต่ครั้งนี้ มันไม่ได้ยืนนิ่งเหมือนเดิมแล้วศีรษะของมันเอียงเล็กน้อย ราวกับกำลัง “สังเกต” เขาอยู่ดวงตาลึกโหลคู่นั้นดูเหมือนจะมืดลงกว่าเดิม และชัดเจนขึ้นว่ามันกำลังจ้องมาที่เมธาเพียงคนเดียว

“อย่าจ้องมันนาน” ศรันต์พูดขึ้นโดยไม่หันมา

“ยิ่งสบตา…มันยิ่งใกล้”

เมธารีบหลบสายตาทันที แต่ภาพนั้นกลับติดอยู่ในหัวไม่ยอมจางหาย

เสียงสวดมนต์รอบตัวที่ควรจะทำให้สงบ กลับกลายเป็นเหมือนเสียงที่ห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ เหลือเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่ดังชัดขึ้นทุกขณะ แล้วจู่ ๆ

“กรึก…”

เสียงบางอย่างดังขึ้นเบา ๆ จากด้านนอกเหมือนเสียงกิ่งไม้หัก เมธาชะงัก ก่อนจะเผลอหันกลับไปอีกครั้งโดยไม่รู้ตัวคราวนี้…ตรงโคนต้นไม้ไม่มีอะไรอยู่แล้วความว่างเปล่าทำให้เขารู้สึกโล่งขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีแต่ยังไม่ทันได้หายใจเต็มปอด เงาบางอย่างสะท้อนอยู่บนกระจกแทน เงานั้น…ไม่ได้อยู่นอกศาลาอีกต่อไปแล้วมันยืนอยู่ “ด้านหลัง” เขาเมธาตัวแข็งทื่อ ความคิดขาวโพลนไปหมด

 เสียงของศรันต์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้หูอย่างประหลาด

“บอกแล้ว…มันจะเข้ามาใกล้”

“อย่าสบตามันเด็ดขาด”

เมธากลั้นหายใจเอาไว้แน่น

“ตั้งสติไว้” ศรันต์กระซิบแผ่วเบา

“มันคือเปรต…วิญญาณที่ยังทุกข์ทรมานและหิวโหย อย่าไปมองมันตรง ๆ อย่าแสดงความกลัว”

คำว่า “เปรต” ทำให้หัวใจของเมธาหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม ภาพเงาร่างสูงผอม แขนขายาวผิดรูปนั้นชัดขึ้นในความคิด ราวกับมันไม่ได้อยู่แค่ข้างหลัง…แต่มันกำลัง “โน้มตัวลงมา” มองเขาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ

เสียงสวดมนต์ยังคงดำเนินต่อไป แต่เมธากลับรู้สึกเหมือนเสียงเหล่านั้นห่างไกล เหลือเพียงเสียงลมหายใจเย็นเฉียบที่ไม่ใช่ของเขา

“มัน…ต้องการอะไรครับ…” เมธาถามเสียงสั่น

“ส่วนมากก็แค่อยากให้มีคนรับรู้ ว่ามันยังอยู่” ศรันต์ตอบเรียบ ๆ

“แต่ถ้าเจอคนที่กลัว…มันจะยิ่งเข้าหา”

เมธากำหมัดแน่น พยายามหลับตาลงช้า ๆ แล้วภาวนาในใจตามเสียงสวดรอบตัว แม้จะไม่มั่นใจว่าตัวเองกำลังสวดถูกหรือไม่ก็ตาม

เวลาผ่านไปช้าอย่างทรมาน ลมหายใจเย็นนั้นค่อย ๆ จางลงทีละนิดความหนักอึ้งที่กดทับอยู่รอบตัวเหมือนจะคลายออกศรันต์แตะไหล่เขาเบา ๆ อีกครั้ง

“มันถอยแล้ว”

เมธาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างระแวง ก่อนจะเหลือบมองเงาสะท้อนบนกระจกไม่มีอะไรอยู่ข้างหลังอีกแล้ว เขาถอนหายใจยาวเหมือนเพิ่งรอดพ้นจากอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ มือยังสั่นเล็กน้อย แต่ก็เริ่มควบคุมตัวเองได้

“จำไว้นะ” ศรันต์พูดต่อ

“คืนนี้ยังไม่จบง่าย ๆ”

เมื่อพิธีเวียนเทียนเริ่มขึ้น ผู้คนในหมู่บ้านต่างทยอยออกมาจากศาลา ถือดอกไม้ ธูป เทียน เดินเรียงกันอย่างสงบ แสงเทียนเล็ก ๆ นับสิบเล่มส่องสว่างเป็นสายยาวล้อมรอบอุโบสถ

เมธาเดินอยู่ข้างแม่ พยายามไม่หันไปมองต้นไม้ต้นเดิมอีกแต่ถึงอย่างนั้น…เขากลับรู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งมองตามอยู่ตลอดเวลา

ลมกลางคืนพัดเอื่อย ๆ กลิ่นธูปลอยปะปนกับกลิ่นดินชื้น บรรยากาศควรจะสงบ…แต่สำหรับเมธา มันเต็มไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น

ระหว่างที่เดินเวียนรอบที่สอง เขาเผลอเหลือบสายตาออกไปนอกลานวัดไกลออกไปในความมืด…ตรงแนวต้นไม้เงาร่างสูงนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้งแต่มันไม่ได้ยืนเฉยเหมือนเดิม

มัน “เดิน” ก้าวช้า ๆ ยาวผิดปกติ เคลื่อนตามแนวต้นไม้ขนานไปกับผู้คนที่กำลังเวียนเทียนเหมือนมันกำลัง “ตาม” เมธารีบก้มหน้าลงทันที ใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก

“อย่าไปสนใจ” ศรันต์ที่เดินอยู่ไม่ไกลเอ่ยขึ้น เหมือนรู้ว่าเมธาเห็นอะไร

“มันยังเข้ามาในเขตแสงไม่ได้”

คำพูดนั้นช่วยให้เมธาพอจะตั้งสติได้บ้าง เขาจึงฝืนเดินต่อไปจนจบรอบที่สาม เมื่อเสียงสวดสุดท้ายจบลง ผู้คนต่างพนมมือไหว้ ก่อนจะเริ่มทยอยดับเทียนและแยกย้ายกันกลับบ้าน

บรรยากาศค่อย ๆ เงียบลงจากที่เคยมีแสงเทียนเรียงราย เหลือเพียงแสงไฟสลัวของวัดกับความมืดที่คืบคลานเข้ามาแทน

ชาวบ้านคุยกันเบา ๆ บ้าง หัวเราะบ้างตามปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมธารู้ดี…ว่าคืนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ก่อนจะก้าวลงจากศาลา เขาหันไปมองรอบ ๆ อย่างระวัง แนวต้นไม้ด้านนอกวัดว่างเปล่า ไม่มีเงาร่างนั้นอีกแล้ว ทว่า…ความรู้สึกว่ามีบางอย่างยังคง “เฝ้ามอง” ไม่ได้หายไปไหน

ศรันต์เดินผ่านเขาไปช้า ๆ ก่อนจะพูดทิ้งท้าย

“มันยังไม่ไปหรอก…แค่รอเวลา”

ลมกลางคืนพัดแรงขึ้นอีกครั้ง ใบไม้เสียดสีกันดังซู่ ๆและในความมืดที่ไม่มีใครสังเกตเงาสูงโย่งนั้น ยังคงยืนอยู่ไกลออกไปรอคอย…อย่างเงียบงัน

ทางกลับบ้านเงียบกว่าปกติอย่างประหลาด

เมธาเดินเคียงข้างแม่บนถนนดินแคบ ๆ แสงไฟจากบ้านเรือนเป็นจุด ๆ ห่างกัน ลมกลางคืนพัดเอื่อยจนใบไม้เสียดสีกันเป็นเสียงซู่ ๆ ที่ฟังแล้วเย็นวาบไปถึงข้างใน

แม่เหลือบมองลูกเป็นระยะ

“แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร”

เมธาพยักหน้าเบา ๆ แม้สีหน้ายังไม่กลับมาเหมือนเดิม

“ครับ…แค่เพลีย ๆ”

เขาไม่กล้าบอกสิ่งที่เห็นออกไป ไม่ใช่เพราะกลัวแม่ไม่เชื่อ…แต่เพราะเขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อ

ระหว่างทาง เขาเผลอหันไปมองเงามืดตามข้างทางหลายครั้งทุกครั้ง…ก็ไม่เห็นอะไรแต่ความรู้สึกเหมือนมีใครเดินตามหลังมาห่าง ๆ ไม่เคยหายไปเลย


เมื่อถึงบ้าน แม่รีบจุดไฟ เปิดประตู แล้วจัดแจงหาน้ำให้เมธาล้างหน้า

“ไปนอนเถอะลูก พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” แม่พูดพลางลูบหัวเขาเบา ๆ

เมธาพยักหน้า เข้าห้อง ปิดประตู และทิ้งตัวลงบนที่นอนความเงียบในบ้านต่างจากที่วัดโดยสิ้นเชิง ไม่มีเสียงสวด ไม่มีผู้คน มีเพียงเสียงพัดลมหมุนครืด ๆและเสียงหัวใจของเขาเอง เขาพยายามหลับตาพยายามไม่คิดถึงเงาร่างสูงผอมนั้นไม่คิดถึงดวงตาลึกโหลที่จ้องเขาแต่ยิ่งพยายาม…ภาพเหล่านั้นยิ่งชัดขึ้น ไม่นานนัก ความอ่อนล้าก็พาเขาหลับไปในที่สุด

ในความฝันเมธายืนอยู่ในศาลาวัดอีกครั้งทุกอย่างเหมือนเดิมทั้งแสงเทียน กลิ่นธูป และเสียงสวด แต่…ไม่มีผู้คนศาลาทั้งหลังว่างเปล่าอย่างผิดปกติ เสียงสวดที่เคยได้ยินกลับกลายเป็นเสียงยืดยาน บิดเบี้ยว เหมือนดังมาจากที่ไกลมาก…หรือไม่ก็ลึกลงไปใต้พื้น

เมธาค่อย ๆ หันไปมองทางประตูกระจกด้านนอก…มืดสนิทไม่มีต้นไม้ไม่มีแสงไม่มีอะไรเลยทันใดนั้น

“ครืด…”

เสียงบางอย่างดังขึ้นจากด้านหลังกระจกเหมือนมีอะไรยาว ๆ ลากผ่านพื้นเมธาไม่อยากมอง…แต่ร่างกายกลับขยับเองเขาเดินเข้าไปใกล้กระจกทีละก้าวช้าๆ 

เงาบางอย่างค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากความมืดด้านนอกสูง…สูงผิดปกติ สูงจนศีรษะแทบพ้นกรอบประตู ร่างผอมยาวเหมือนเดิม แต่บิดเบี้ยวมากกว่าเดิมแขนขายืดยาวจนแทบลากพื้นมันก้มลงช้า ๆช้า…จนเมธาเห็นใบหน้ามันชัดขึ้นเรื่อย ๆผิวซีดคล้ำแตกร้าวปากอ้ากว้างอย่างผิดธรรมชาติและในปากนั้นว่างเปล่า…ลึก…เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

ดวงตาของมันจ้องเขาไม่กะพริบแล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวเขาไม่ใช่เสียงพูดแต่เป็นความรู้สึกที่ชัดเจน

“หิว…”

เมธาพยายามถอย แต่ขาเหมือนจมติดกับพื้นเงาร่างนั้นยื่นแขนยาวผิดรูปผ่านกระจกออกมาได้อย่างช้า ๆปลายนิ้วยาวแหลมคืบคลานเข้าหาเขา

“หิว…”

ใกล้ขึ้นใกล้ขึ้นเรื่อย ๆจนแทบแตะหน้าเขา

“เมธา!”

เสียงแม่ดังแทรกขึ้นอย่างกะทันหันเมธาสะดุ้งเฮือกลืมตาขึ้นหอบหายใจแรง เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว 

ห้องยังคงมืด มีเพียงแสงไฟสลัวลอดเข้ามาจากหน้าต่าง เสียงแม่เคาะประตูเบา ๆ

“ลูก เป็นอะไร ฝันร้ายเหรอ”

เมธากลืนน้ำลาย มองไปรอบห้องอย่างระแวง ทุกอย่าง…ปกติ

“ครับ ผมไม่เป็นไร” 

แม่เงียบไป ก่อนจะบอกให้เขานอนต่อเมธาพยักหน้าแม้แม่จะไม่เห็นเขาเอนตัวลงช้า ๆ พยายามข่มตาอีกครั้งแต่ก่อนจะหลับ…สายตาเขาเหลือบไปที่หน้าต่าง ม่านบาง ๆ ถูกลมพัดไหวเบา ๆและในช่องว่างของผ้าม่านนั้นเหมือนมีเงาสูง ๆ ยืนอยู่ด้านนอกนิ่งจ้องเข้ามาในห้องราวกับมันรู้แล้วว่าเขาอยู่ที่นี่