เมื่อผีร้ายจากอดีตชาติกลับมาทวงชีวิต เมธาจะหนีหรือเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะครั้งนี้มันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตแต่มันต้องการ “ตัวเขา” ไปตลอดกาล
ชาย-ชาย,ไทย,ระทึกขวัญ,ลึกลับ,ผี,สยองขวัญ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
พอทำพิธีเสร็จพระและผู้คนก็ได้เดินทางกลับพ่อของเมธาได้ขี่รถไปส่งพระที่วัด
"บอกลูกระวังตัวหน่อยนะโยม" เสียงของพระอาจารย์เอ่ยขึ้นมาระหว่างที่นั่งรถกลับวัด
" พระอาจารย์หมายความว่ายังไงครับ"
"ช่วงนี้ที่ลูกของโยมเจ็บป่วยบ่อยมันไม่ใช่เเค่เรื่องบังเอิญ ถึงจะทำพิธีขับไร่สิ่งชั่วร้ายออกไปแล้วแต่มันก็ยังคงกลับมาได้ทุกเมื่อเพราะมันเฝ้ารอมาหลายปีอาตมาบอกได้แค่นี้ที่เหลือก็แล้วแต่เวรแต่กรรม"
หลังจากที่ส่งพระที่วัดแล้วระหว่างทางกลับพ่อของเมธาได้คุ้นคิดถึงเรื่องที่พระอาจารย์พูด
"ที่ลูกเจ็บป่วยไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญงั้นหรอ ถึงแม้จะขับไร่แล้วแต่ก็ยังกลับมาได้ทุกเมื่อ" พ่อไ้แต่คิดหนักว่าจะจัดการยังไงเพราะไม่อยากให้ลูกต้องมาเจ็บป่วยอยู่แบบนี้
ตัดภาพไปที่บ้านที่เหลือเพียงแม่และเมธา
"วันนี้ก็ทำบุญบ้านขับไร่สิ่งไม่ดีออกไปแล้ว ต่อไปนนี้ลูกแม่คงจะไม่ป่วยไม่ฝันร้ายอีกแล้วละจ๊ะ"
"ให้มันได้แบบนี้สิแม่ ต่อไปนี้ผมจะได้หลับสนิทสักที" เมธายิ้มรื่นเริงร้องเพลงพึมพำด้วยความสบายใจ
"ฮ่าๆๆ" ทันไดนั้นก็ได้มีเสียงหัวเราะแทรกเข้ามาเบาๆ
"แม่หัวเราะทำไมละครับผมร้องเพลงเพี้ยนขนาดนั้นเลยหรอ" เมธาทำหน้ามุ้ยคิดว่าแม่หัวเราะเสียงตัวเอง
"ป่าวนะแม่ได้หัวเราะ" แม่ได้แต่ทำหน้างุนงงว่าตัวเองไปหัวเราะตอนไหนเเถมยังไม่ได้ยินเสียงหัวเราะด้วยซ้ำ
"แต่ผมได้ยินเสียงหัวเราะจริงๆนะถึงจะเบาก็เถอะ"
"ลูกหูฝาดไปเองมากกว่า"
"นี้แม่ว่าลูกตัวเองหูไม่ดีหรอ"
พ่อที่กลับมาแล้วเดินเข้ามาในบ้านได้ยินเสียงพูดคุยของสองแม่ลูกจึงได้เอ่ยถาม
"คุยอะไรกันเอ่ยแม่ลูกคู่นี้"
"ผมร้องเพลงแล้วได้ยินเสียงหัวเราะแต่แม่บอกว่าไม่ได้ทำ"
"ก็แม่ไม่ได้ขำจริงๆนี้น่า
พ่อก็ได้ยืนอึ้งนึกถึงคำที่พระอาจารย์บอกว่ามันกลับมาได้ทุกเมื่อ
"ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไรนะลูกๆอาจจะเป็นเสียงข้างบ้านหัวเราะเสียงดังก็ได้ ปะๆหากินข้าวเตรียมตัวนอนกันเถอะจะมืดแล้ว"
ผ่านไปไม่นานแสงอาทิตย์ยามอัสดงค่อย ๆ หายลับขอบฟ้า ท้องฟ้าแต้มด้วยสีส้มทองอ่อนละมุน ราวกับผืนแพรที่ถูกแสงสุดท้ายของวันโอบกอดอย่างอ่อนโยน ก่อนจะจางหายเข้าสู่ความสงบของราตรี
หลังจากที่กินข้าวอาบน้ำเสร็จเมธาก็ได้เข้านอน
"คืนนี้คงจะหลับฝันดีนะไม่เอาอีกแล้วนะไอ้ฝันบ้าๆน่ะทำให้ตื่นอยู่เรื่อยคนจะนอน"
เป็นอย่างที่เมธาคิดคืนนี้นอนหลับฝันหวานไม่มีสิ่งที่ทำให้ตื่นกลางดึก
ภายในฝันที่ทำให้เมธาเคลิ้มนั้น
" ท่านพี่ข้าทำขนมมาฝาก"
หญิงสาวผมยาวรูปร่างสวยสง่ามีใบหน้าที่คล้ายเมธากำลังยืนคุยกับชายหนุ่ม บรรยากาศรอบๆเหมือนย้อนเวลาไปหลายทศวรรษ
"ขอบใจเจ้ามากข้าจะทานให้อร่อย" ชายหนุ่มยิ้มมองหญิงสาวด้วยความเอ็นดู
สายตาของหญิงสาวเหลียบไปเห็นที่แขนของเขา
"ท่านพี่แขนของท่านไปโดนอันใดมาเหตุใดจึงได้เป็นแผลเช่นนั้น"
รอยแผลพาดผ่านแขนเลือดซึมจางๆ
"เมื่อเช้าข้าไม่ระวังเองไปโดนของมีคมเข้า แต่ไม่เป็นอันใดดอกข้าไม่เจ็บ"
ความเป็นห่วงฉายชัดอยู่ในดวงตา นางรีบก้าวเข้าไปใกล้ มือเรียวเอื้อมแตะเบา ๆ ราวกับกลัวว่าจะทำให้เขาเจ็บมากขึ้น
“ทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองบาดเจ็บแล้วไม่ทำแผลเช่นนี้…” เสียงของนางแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความกังวล
"ท่านตามข้ามาข้าจะทำแผลให้"
หญิงสาวพาชายหนุ่มเดินกลับไปที่เรือนของตน ก่อนจะหยิบผ้าสะอาดกับยามาทำแผลอย่างระมัดระวัง มือของนางสั่นขณะเช็ดคราบเลือดออกจากผิวแขนของเขา ทุกการเคลื่อนไหวอ่อนโยนทะนุถนอม สายตาของนางจับจ้องที่บาดแผลนั้นไม่วาง เมื่อทายาเสร็จนางค่อยๆพันผ้าแผลให้แน่นพอดี
“ครั้งหน้า…ระวังตัวให้มากกว่านี้ได้หรือไม่” นางเอ่ยเบา ๆ ราวกับคำขอจากหัวใจ
แม้คำพูดจะเรียบง่าย แต่ในแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยลึกซึ้ง เหมือนนางไม่อยากเห็นเขาต้องเจ็บปวดอีกแม้แต่นิดเดียว
แสงอ่อนของยามเช้าค่อย ๆ เล็ดลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้อง เงาแสงสีทองตกกระทบบนเตียงอย่างนุ่มนวล อากาศยามเช้าเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกร้องแผ่ว ๆ จากนอกหน้าต่าง
บนเตียงนั้น เมธายังคงนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอย่างสบาย ราวกับยังไม่อยากตื่นจากความฝัน
แม่ก้าวเข้ามาในห้อง มองลูกที่ยังนอนหลับอยู่ด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เตียง นางยื่นมือไปเขย่าไหล่เบา ๆ
“ตื่นได้แล้วลูก แปดโมงแล้วนะ” เสียงเรียกอบอุ่นดังขึ้นอย่างอ่อนโยน
เมธาได้ลืมตาตื่นขึ้น มือยกมาขยี้ตาเบาๆพลางพลิกตัวอีกด้านเหมือนยังยากนอนต่อ
แม่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะดึงผ้าห่มลงนิดหนึ่ง “ลุกได้แล้ว เดี๋ยวก็สายหรอก ไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วมากินข้าว”
"เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนหลับสบายไหม" พ่อเอ่ยถามเพราะเห็นว่าหน้าตาเมธาดูสดชื่นกว่าทุกเช้า
"หลับสบายจนไม่อยากตื่นเลยครับ"
"ฮ่าๆรู้งี้พ่อน่าจะทำบุญบ้านตั้งนานแล้วเนอะปล่อยให้ลูกฝันร้ายตั้งนาน"
แม่มองเมธาด้วยสายตาอ่อนโยน รอยยิ้มโล่งใจก็ปรากฏบนใบหน้าเอ่ยเสียงแผ่วแต่เต็มไปด้วยความดีใจ
“ดีเลยลูก…เมื่อคืนลูกไม่ฝันร้ายอีกได้หลับสนิทสักที"
"อีกสามวันจะเป็นวันออกพรรษาลูกก็ไปกับแม่นะไปเวียนเทียนตอนกลางคืน"
"ได้เลยครับ"
วันออกพรรษามาถึงพร้อมบรรยากาศอันสงบ ยามเช้าผู้คนแต่งกายสุภาพพากันไปทำบุญที่วัด เสียงสวดมนต์แว่วเบาท่ามกลางกลิ่นธูปหอมอ่อน ๆ วันนี้จึงเป็นวันที่เต็มไปด้วยความศรัทธา และรอยยิ้มของผู้คนที่มาร่วมทำบุญกันอย่างอบอุ่น
หลังจากทำบุญตักบาตรเสร็จผู้คนก็พากันเดินออกจากศาลาเพื่อจะกลับบ้าน
เมธามองไปมารอบๆสายตาไปสะดุดที่คนผู้นึงที่ยืนหันหลังอยู่
(โหมองข้างหลังยังหล่อใครกันละนั้น)
ทันทีที่ชายหนุ่มหันหน้ามาก็ได้สบตากับเมธาเข้าเต็มๆ
(พ่อครูศรันต์นี้หว่า ก็นึกว่าใครที่ไหน) เมธาได้แต่คิดในใจแอบเซ็งนึกว่าจะเป็นใครอื่นแต่ก็ต้องยอมรับว่าพ่อครูหล่อจริงๆ
"สวัสดีครับ" ศรันต์เอ่ยทักทายแม่ของเมธาตามประสาคนรู้จักกัน
"สวัสดีจ้าพ่อครู"
ศรันต์หันมามองที่เมธาที่ยืนอยู่ข้างๆแม่
"หน้าตาดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อนนะ"
"ครับช่วงนี้ผมนอนอิ่ม"
"งั้นก็ดีแล้ว"
พูดทักทายเสร็จทั้งสามก็ได้แยกย้ายกันไปตามทางบ้านใครบ้านมัน
"พ่อครูเค้ามีเมียไหมอ่ะแม่" ด้วยความสงสัยเมธาจึงได้เอ่ยปากถามเพราะหล่อแบบนั้นคงจะมีคนมาเข้าหาไม่น้อย
"เหมือนจะไม่มีนะ"
"ไม่มีคือมีไม่ได้ รึว่าไม่อยากมี"
"แหมถ้าจะมีก็มีได้อยู่แล้วพ่อครูนะไม่ใช่พระที่จะมีเมียไม่ได้ แค่เขาคงจะยังไม่อยากมี แล้วนี้จะถามแม่ทำไม"
"ผมเห็นว่าพ่อครูหน้าตาหล่อหุ่นก็ดีก็เลยสงสัยครับบ"
แม่หัวเราะเบา ๆ กับคำตอบของเมธา
“เอาเวลาไปสนใจเรื่องงานบ้างเถอะลูก ไม่ใช่มาสนใจพ่อครูหล่อไม่หล่อ”
เมธายักไหล่เล็กน้อย แต่ก็แอบยิ้มมุมปาก
“ก็แค่ถามเฉย ๆ นี่ครับ”
ทั้งสองเดินกลับบ้านท่ามกลางแดดอ่อนของยามสาย บรรยากาศยังคงสงบ ผู้คนทยอยกลับจากวัด เสียงพูดคุยทักทายกันตามทางทำให้หมู่บ้านดูมีชีวิตชีวา
ช่วงบ่ายของวันผ่านไปอย่างเรียบง่าย เมธาใช้เวลาอยู่กับงานบ้าน ช่วยแม่เก็บกวาด ล้างจาน รดน้ำต้นไม้
แสงแดดค่อย ๆ อ่อนลงเงาของต้นไม้ยาวเหยียดไปตามพื้นดิน จนกระทั่งเสียงตามสายของหมู่บ้านดังขึ้น แจ้งเตือนเรื่องการเวียนเทียนในช่วงค่ำ
“เย็นนี้ไปวัดด้วยนะลูก”
“วันออกพรรษาทั้งที”
เมธาคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
“ครับ”
ยามเย็น ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพู ลมเย็นพัดเอื่อย ๆ กลิ่นดินหลังแดดคลายความร้อนลอยจาง ๆ
ผู้คนเริ่มทยอยเดินไปวัดอีกครั้ง คราวนี้แต่งกายสุภาพเหมือนตอนเช้า แต่เพิ่มดอกไม้ ธูป เทียนในมือ
เมธาเดินข้างแม่
ยิ่งเข้าใกล้วัดก็ได้ยินเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ เสียงเด็กวิ่งเล่น ทุกอย่างดูปกติลานวัดคึกคักไปด้วยผู้คน
“ไปเอาเทียนตรงนั้นสิลูก” แม่บอก
เมธาพยักหน้า เดินไปหยิบชุดดอกไม้ธูปเทียนจากโต๊ะที่จัดไว้ ก่อนจะหันกลับมา และในจังหวะนั้นเองเขาเหลือบไปเห็นศรันต์ยืนอยู่ไม่ไกล พ่อครูยังคงดูสงบนิ่งเหมือนเดิม
“มาด้วยเหรอ” ศรันต์เดินเข้ามาใกล้น้ำเสียงเรียบ แต่แฝงบางอย่างที่เมธาอธิบายไม่ถูก
“ครับ…” เมธาตอบสั้น ๆ
เมธาที่นั่งพนมมือไหว้พระอยู่สายตามองไปทางประตูศาลาที่เป็นกระจกทำให้มองเห็นด้านนอก
ในเงามืดใกล้โคนต้นไม้เก่า เงาร่างสูงผอมผิดปกติยืนอยู่อย่างเงียบงัน ร่างนั้นสูงโย่ง ผิวซีดคล้ำราวกับเงาที่หลุดออกมาจากความมืด แขนขายาวผอมเกร็งจนดูน่าขนลุก ดวงตาลึกโหลสะท้อนแสงเทียนริบหรี่จากศาลา ราวกับกำลังจ้องมองผู้คนที่กำลังเวียนเทียนอยู่ไกล ๆ
เมธาได้แต่นิ่งตาค้างในใจหวังเพียงให้เป็นแค่เสาไฟ
มันยืนนิ่งไม่ขยับ คล้ายเฝ้ามองอย่างหิวโหยและอ้างว้าง เสียงลมพัดผ่านใบไม้ทำให้เงาร่างนั้นไหววูบวาบ ราวกับจะเลือนหายไปกับความมืดในทุกขณะ
"เป็นอะไรละลูก ทำไมตาแข็งแบบนั้น" แม่ที่เห็นว่าเมธาสีหน้าผิดปกติมองออกไปข้างนอกจึงได้มองตามแต่ก็ไม่เห็นอะไร
ริมฝีปากขยับเล็กน้อยเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงหลุดออกมา มีเพียงความอึ้งงันและความไม่อยากเชื่อที่ยังคงค้างอยู่ในสายตา
พ่อครูศรันต์ที่นั่งอยู่ข้างหลังได้ยื่นมือแม่แตะที่ไหล่ของเมธา ทำให้เมธาสะดุ้งโหยงและได้สติกลับมา
"เป็นอะไรไหมแม่เห็นลูกมองไปทางนั้นเรียกลูกก็ไม่ตอบ" แม่ถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
"ไม่เป็นไรครับผมแค่ตาฝาด" เมธาได้แต่พยายามหลอกสายตาตัวเองว่าสิ่งที่เห็นเป็นแค่เสาไฟ
"ไม่ได้ตาฝาดหรอกอย่าหลอกใจตัวเองเลย ทำตัวให้ชินต่อไปนี้ยังต้องได้พบเจออีก"
ศรันต์ได้พูดบอกเมธาเพื่อให้เมธานั้นยอมรับจะได้ชินและเริ่มหายกลัวเพราะยิ่งมันรู้ว่าเราเห็นและกลัวมัน มันก็ยิ่งจะเผยตัว