เมื่อผีร้ายจากอดีตชาติกลับมาทวงชีวิต เมธาจะหนีหรือเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะครั้งนี้มันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตแต่มันต้องการ “ตัวเขา” ไปตลอดกาล
ชาย-ชาย,ไทย,ระทึกขวัญ,ลึกลับ,ผี,สยองขวัญ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
06:40
บรรยากาศยามเช้าสวยงามด้วยแสงแรกที่ค่อยๆสาดส่องผ่านม่านหมอกบางๆ สัมผัสลายลมเย็นๆที่พัดผ่านมาพร้อมกลิ่นอายธรรมชาติอันบริสุทธิ์ เสียงนกร้องขับขานประสานเป็นท่วงทำนองไพเราะ ใครๆก็ต่างรู้สึกสดชื่น
“แค่กๆๆ แฮกๆ แค่กๆๆ” เมธาที่นอนป่วยจับไข้อยู่บนเตียง คงเป็นคนเดียวที่ไม่สดชื่นกับเช้านี้
“ลูกรักของพ่อ~ ทำไมเมื่อคืนไม่ปลุกให้พ่อไปส่งละลูก เดินไปกลับมาป่วยเลยโถ่ๆ” พ่อที่นั่งมองลูกด้วยความเป็นห่วง ที่ลูกต้องป่วยเพราะตัวเองไม่ได้ตื่นไปส่ง
“แม่บอกว่าพ่อเหนื่อยนะครับ ผมเลยไม่อยากกวน”
“โถ่ๆ เดี๋ยวพ่อจะไปส่งพ่อครูแล้วจะซื้อยามาให้นะลูก รอก่อนนะ” พูดเสร็จก็ออกเดินไป ด้วยสีหน้าที่กระวนกระวายห่วงลูก
“ไปกันเลยไหมพ่อครู”
ศรันต์ที่ยืนอยู่หน้าบ้าน ไม่เห็นเมธาออกมาจากห้องสักที ถึงจะสงสัยแต่ก็ไม่ได้เอ้ยปากถาม ก่อนจะเดินขึ้นรถไป
“ครับ”
สองข้างทางไปบ้านของศรันต์เต็มไปด้วยทุ่งนาเขียวขจี สายลมพัดโชยเบาๆ พาเอากลิ่นไอดินและดอกไม้โชยมาสร้างความสดชื้นให้อากาศ
“ฉันขอจอดแวะซื้อยาสักแปปหน่อยนะพ่อครู” พูดเสร็จก็เดินลงรถไปซื้อยามามากมายไม่รู้มียาอะไรบ้าง
“ซื้อมาเยอะจังครับ” ศรันต์เอ้ยถามด้วยความสงสัย เพราะเห็นถือถุงยามาหลายถุง
“อ๋อ ลูกชายฉันป่วยน่ะ เมื่อคืนกลับบ้านมาก็ป่วนกระทันหันเลย สงสัยอากาศจะหนาวมากฉันไม่รู้ต้องซื้อยาอะไรบ้างก็เลยเอามาเยอะๆ”
ศรันต์ที่พอจะรู้ดีว่าคงไม่ได้ป่วยเพราะอากาศหนาวอย่างเดียวแน่นอน เพราะเมื่อคืนหลังจากที่เมธาและแม่ของเขากลับมา ตนนั้นก็รับรู้ได้ถึงพลังงานชั่วร้ายแรงกว่าปกติ
ตัดภาพมาที่เมธาที่กำลังนอนโทรมรอแม่ทำข้าวต้มมาให้
(นี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ยเมื่อคืนก็เจอแต่อะไรแปลกๆ กลับบ้านมาก็ดันป่วยอีก โชคชะตาอะไรของฉันนน~ )
เมธาได้แต่นอนถอนหายใจ ตั้งแต่ที่ตัวเขาเองกลับมาที่บ้านต่างจังหวัดก็พบเจอแต่อะไรแปลกๆ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะกลับมาพักผ่อนอยู่บ้านเพราะเหนื่อยกับชีวิตในเมือง แต่เหมือนอยู่ที่นี่จะเหนื่อยกว่าเดิมส่ะอีก
“แม่เอาข้าวต้มมาให้แล้วจ้าา~ กำลังร้อนๆเลย”
เมธาได้กินข้าวและยาที่แม่เอามาให้ฤทธิ์ของยาทำให้เขาผลอยหลับไป
14:00
หลังจากที่หลับไปหลายชั่วโมง ก็ได้ลืมตาตื่นขึ้นมา พร้อมอาการไข้ที่ดีขึ้นกว่าตอนเช้า
“ดีขึ้นรึยังลูก” แม่ถามด้วยความเป็นห่วงพร้อมเอามือมาวางไว้บนหน้าผากเพื่อเช็คความร้อนในร่างกาย
“ดีขึ้นแล้วครับ”
“เมื่อเช้ากวินมาหาลูกแต่แม่บอกว่าป่วยอยู่ก็เลยกลับไป ถ้าดีขึ้นแล้วไปหากวินนะลูก”
“กวิน”เพื่อนสมัยเด็กจนถึง ม.ปลาย ทั้ง2สนิทกันมากแต่เพราะสอบติดมหาลัยคนละที่จึงต้องจากกัน
เมื่อได้ข่าวว่าเมธาเรียนจบและกลับมาบ้านเลยตั้งใจจะมาหา”เพื่อนรัก”
“กวินเรียนจบแล้วหรอแม่” เมธาถามด้วยความสงสัยพร้อมลุกไปหยิบเสื้อผ้าเตรียมจะอาบน้ำแต่งตัว
“กวินกลับมาบ้านตั้งแต่2อาทิตย์ก่อนแล้วจ๊ะ”
เมื่อไม่กี่วันก่อนช่วงยามเย็นของวันอาทิตย์จะมีตลาดในอำเภอซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ แม่ของเมธาได้ไปตลาดเพื่อหาซื้อของกินต่างๆได้บังเอิญเจอกับกวินในระหว่างที่ยืนซื้อของอยู่
“สวัสดีครับน้าวรรณ” หนุ่มหล่อผิวขาวตัวสูงได้เอ้ย
ปากทักทายแม่ของเมธาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแสดงให้เห็นลักยิ้มที่แก้มทั้ง2ข้างอย่างชัดเจน
“สวัสดีจ๊ะ น้าก็ว่าหน้าตาคุ้นๆไม่เจอนานหล่อขึ้นเยอะเลยนะเรา”
ทั้ง2คนยืนคุยกันสักพักระหว่างรออาหารที่พ่อค้าทำ แม่ของเมธาได้ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบต่างๆและได้เอ้ยชวนให้มาบ้านในอีก2อาทิตย์
“ผมขอตัวไปหากวินนะแม่ เอารถมอไซไปนะ” พูดเสร็จเมธาก็เดินไปหยิบกุญแจสตาร์ทรถออกไป
บ้านของทั้งคู่ไม่ได้อยู่ห่างกันมาก เพราะอยู่หมู่บ้านเดียวกันแต่คนละซอย บรรยากาศยามบ่ายของต่างจังหวัดถึงจะร้อนเพราะมีแดดแรงแต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกอบอุ่น ในระหว่างขี่รถมองวิวรอบๆหมู่บ้านไปก็นึกถึงเมื่อตอนยังเด็กที่เมธาและกวินได้ไปเล่นด้วยกันในจุดต่างๆของหมู่บ้าน
“กวินอยู่บ้านไหม เรามาหา” เมธามองไปรอบๆบ้านแต่ก็ไม่เห็นใครอยู่
บ้านหลังใหญ่2ชั้นตรงหน้าที่เงียบสงบมีดอกไม้และต้นไม้สวยงามรอบๆบ้านมากมายให้ความสงบร่มรื่นอย่างบอกไม่ถูก ที่บ้านหลังนี้ทำให้เมธารู้สึกสบายใจ.เเต่เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบกลับจากเจ้าของบ้านเมธาจึงสตาร์ทรถกำลังจะกลับ
“เมธา!” ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากข้างหลัง ภาพของหนุ่มหล่อที่เดินมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มทำให้เมธามองจนลืมทักทายกลับ
“เมธา” กวินได้โบกมือไปมาต่อหน้าเมธาที่เหม่ออยู่
“ห่ะ! เอ่อสวัสดีนะกวิน สบายดีไหม” เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองจ้องมองคนตรงหน้านานเกินไปจึงรู้สึกเขินไปไม่ถูกเล็กน้อย
“เราสบายดี ว่าแต่เมธาเถอะเห็นน้าวรรณบอกว่าป่วยน่าจะยังไม่ดีขึ้นเลยนะ คนป่วยขี่รถตากแดดมาหาแบบนี้รู้สึกผิดจัง”
“เราดีขึ้นแล้วไม่เป็นอะไรมากหรอก”
“งั้นหรอ แต่เมื่อกี่ยังเห็นเหม่อไม่รู้ตัวอยู่เลยนะ” กวินพูดพร้อมเอามือลูบแก้มเมธาเบาๆ
กวินได้ชวนเมธาไปนั่งเล่นที่ศาลาหลังบ้าน ที่มีบ่อปลาและต้นไม้ใหญ่ร่มเย็น ทั้ง2คนได้คุยเรื่องต่างๆกันมากมายจนเวลาล้วงเลยผ่านไปถึงค่ำ
“ค่ำแล้วเรากลับก่อนนะ”
“กลับดีๆนะเมธา”
พอเมธาขี่รออกมาพ้นบริเวณบ้านของกวินความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกก็ได้กลับมาอีกครั้ง
“เห็นอะไรไหม” กวินยืนพูดคนเดียวอยู่ศาลาที่เดิมทันได้นั้นก็ได้มีเสียงปริศนาอันน่าขนลุกตอบกลับ
“ฮ่าๆๆ ผีนรกตัวนั้นตามติดเด็กคนนั้นไม่ห่างเลย ขนาดที่ยืนรอเด็กคนนั้นอยู่หน้าบ้านตั้งนานคงจะเครียดแค้นน่าดู” กุมารที่กวินได้เลี้ยงไว้เอ้ยปากขึ้นมา
สาเหตุที่วิญญานที่ตามติดเมธาเข้ามาบริเวณบ้านนี้ไม่ได้เพราะที่นี่เป็นบ้านตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษหลายร้อยปี มีเจ้าที่เจ้าทางและเทพารักคอยเฝ้าบ้านอยู่ และยังมีวิชาอาคมของพ่อครูที่ได้เสียชีวิตไปนานแล้วได้ร่ายไว้มาหลายสิบปี
“ฟ้าใกล้จะมืดแล้วแฮะ”
สองข้างทางเริ่มมืดมนความรู้สึกเหมือนความมืดมิดค่อยๆไล่ตามหลังเมธามาเรื่อยๆ ไม่นานนักท้องฟ้าก็ถูกปกคลุมจากความมืดสนิท ในระหว่างที่ขี่รถกลับบ้านอย่างปกติ
“เฮ้ย!!” เมธาอุทานอย่างตกใจเมื่อหันไปมองกระจกรถ ร่างของชายสูงใหญ่นั่งซ้อนท้ายรถทั้งๆที่เมธามาคนเดียว
“ตาฝาดป่าวว่ะ” ขยี้ตาแล้วเพล่งเล็งมองกระจกอีกครั้ง แต่พอหันไปมองที่กระจกสิ่งที่เจอก็ได้หายไปแล้ว
“เชี้ยเอ้ยยไม่อยู่แล้วโว้ยย!!”
เมธารีบบิดมอเตอร์ไซไปแบบไม่เหลียวหลัง ในใจคุ้นคิดว่าตัวเองตาฝาดรึว่ามีสิ่งลึกลับจริงๆ
เวลาผ่านไปเกือบเดือนแล้วนับตั้งแต่ที่เมธากลับมาอยู่บ้าน ในช่วงระยะเวลานั้นก็ได้เกิดเรื่องแปลกๆขึ้นบ่อยครั้ง ถึงจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆแต่ก็น่ารำคาญมากอยู่เหมือนกัน
“โอ้ยยยย!!”
เสียงตึกตักๆโครมครามตามมาด้วยเสียงร้องที่ดังจนแสบหู ทำให้คนในบ้านรีบวิ่งมาดูที่ต้นเหตุ
“อุ้ยตาย! ลูกแม่ทำไมสภาพเป็นแบบนี้ละลูก”
ภาพเมธาที่นอนกองอยู่ใต้บันไดบ้าน เพราะเผลอลื่นล้มตอนเดินทำให้เสียหลักกลิ้งลุ๊กๆๆตกลงมาโชคดีที่ไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรง
“โถ่เอ้ย เจ้าลูกชายเดี๋ยวนี้มีแต่เรื่องให้เจ็บตัวทีละเล็กๆน้อยตลอดเลยนี้ พ่อว่าต้องทำบุญบ้านหน่อยแล้วละ”
เช้าตรู่ของวันทำบุญบ้าน แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในบ้านเรือนไทย กลิ่นธูปหอมลอยอวลไปทั่วบ้าน เสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ดังเป็นจังหวะช้าๆ สงบ แต่กลับแฝงพลังบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศรอบบ้านดูหนักแน่นขึ้น
โต๊ะบูชาถูกจัดไว้กลางบ้าน มีพานดอกไม้ ธูป เทียน และเครื่องเซ่นวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ น้ำมนต์ในขันเงินสะท้อนแสงเทียนวูบไหวราวกับมีชีวิต
เมธานั่งพนมมืออยู่ด้านหน้า เพราะตลอดหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา บ้านหลังนี้เกิดเรื่องประหลาดอยู่บ่อยครั้ง ทั้งฝันร้ายในยามดึก หน้าต่างที่เปิดปิดเอง และความรู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ตลอดเวลา
เมื่อพระสวดบทขับไล่สิ่งไม่ดี เสียงระฆังใบเล็กก็ดังขึ้นเป็นจังหวะ
“ติ๊ง… ติ๊ง…”
พระอาจารย์ลุกขึ้น ถือขันน้ำมนต์และกำกิ่งใบมะยม เดินประพรมน้ำมนต์ไปทั่วบ้าน ตั้งแต่ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ไปจนถึงหน้าประตูบ้าน หยดน้ำมนต์กระเซ็นกระทบพื้นไม้
ทันใดนั้น ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านเข้ามาในบ้าน ทั้งที่ประตูหน้าต่างปิดอยู่ เทียนเล่มหนึ่งสั่นไหวแรง พระอาจารย์หยุดยืนกลางบ้าน ก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น
“ถ้ามีสิ่งใดที่ไม่ใช่เจ้าของบ้านนี้ ขอให้จงออกไปเสีย อย่าได้อยู่รบกวนคนเป็นอีกต่อไป”