เมื่อผีร้ายจากอดีตชาติกลับมาทวงชีวิต เมธาจะหนีหรือเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะครั้งนี้มันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตแต่มันต้องการ “ตัวเขา” ไปตลอดกาล
ชาย-ชาย,ไทย,ระทึกขวัญ,ลึกลับ,ผี,สยองขวัญ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย
ในยามค่ำคืนอันเงียบสงบ แสงของดวงจันทร์ได้ส่องเข้ามาผ่านช่องหน้าต่าง เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มมีนามว่า “เมธา” กำลังนอนเนื้อตัวเปียกชุ้มเต็มไปด้วยเหงื่อที่เกิดจากฝันร้าย
“เมธาวี กูจะเอามึงมาอยู่กับกูให้ได้” เสียงที่เยียกเย็นน่าขนลุกภายในฝันทำให้เมธาสะดุ้งตื่นขึ้นมา ถึงจะตกใจแต่เมธาก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะคงเป็นแค่ฝันและได้นอนต่อ โดยไม่รู้เลยว่าอีกไม่นานสิ่งนั้นมันจะกลับมา
เมธาชายหนุ่มที่พึ่งจะเรียนจบมหาลัยมามาดๆ หลังจากที่เรียนจบก็ได้กลับมาอยู่บ้านกับพ่อแม่เพื่อพักผ่อนกับบรรยากาศต่างจังหวัดที่แสนสงบสุข แต่เขานั้นไม่รู้อะไรเลยว่าการกลับมาบ้านครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องแปลกๆที่เค้าได้พบเจอ
06:00
ยามเช้าตรู่ท้องฟ้ายังคงมืดมิด ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า มีหมอกสีเทาปกคลุมไปทั่วบริเวณแทบมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากหมอกจางๆที่ลอยอยู่เหนือพื้นดิน
“อืม~ฮ่าวว~”เมธาได้ตื่นขึ้นมาหลังจากที่นอนแทบไม่หลับกว่าจะหลับได้ก็ตี2 ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
“ทำอะไรอ่ะแม่ขนมหรอ” เขามองไปยังแม่ที่กำลังห่ออะไรสักอย่างใส่ใบตองเป็นห่อเล็กๆอยู่
“ไม่ใช่ขนม แม่กำลังห่อของคาวของหวานอยู่ พรุ่งนี้ก่อนจะถึงรุ่งเช้ามีพิธีบุญข้าวประดับดิน ลูกก็ไปกับแม่ด้วยนะ อายุครบ25แล้วไปทำบุญให้วิญญานสัมภสีบ้าง”
เมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ25 ถือเป็นวัยเบญจเพศเป็นความเชื่อโบราณเกี่ยวกับช่วงอายุ25 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญของชีวิต อาจจะพบเจอเคราะห์กรรมหรือเหตุร้ายแรง
“ครับ”เมธาทำสีหน้าไม่ค่อยอยากไปมากนักแต่ก็คงต้องไปเพราะเป็นคำขอของแม่ การไปทำบุญข้าวประดับดินครั้งนี้ก็ยังเป็นครั้งแรกของเมธาอีกด้วย
“พ่อผู้ใหญ่ๆ อยู่ไหมจ๊ะ” เสียงของพี่ฝนหญิงสาวในหมู่บ้านได้ดังขึ้นมาเอ้ยเรียกพ่อของเมธา
“ว่าไงละฝน มีธุระอะไรกับฉันรึ”พ่อเอ้ยปากถามหญิงสาวตรงหน้าด้วยท่าทีสงสัยว่าในหมู่บ้านจะเกิดอะไรขึ้นรึป่าวถึงได้มาเรียกตนด้วยท่าทีเร่งรีบ
“พ่อผู้ใหญ่จ๊ะ คือว่าบ้านพักที่พ่อครูศรันต์จะย้ายมาอยู่วันนี้หม้อไฟมันเสียจ๊ะ เรียกช่างมาซ่อมกว่าจะเสร็จก็คงพรุ่งนี้ แถมตอนนี้พ่อครูก็ใกล้จะมาถึงแล้วด้วยจ๊ะ”
“วรรณ เดี๋ยวพี่ไปบ้านพ่อครูก่อนนะพอดีมีปัญหา” พ่อหันมาบอกแม่ที่นั่งห่อข้าวอยู่ก่อนจะขี่รถออกไป
“พ่อครูศรันต์คือใครอ่ะแม่” เมธาเอ้ยถามแม่ด้วยความสงสัยเพราะ
“คือพ่อครูที่จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เพราะชาวบ้านเรียกร้องว่าอยากให้มีพ่อครูในหมู่บ้านสักคน พ่อก็เลยไปติดต่อมา”
06:00
และแล้วเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปจนค่ำ ขณะที่พระอาทิตย์ค่อยๆ จมหายไปใต้ขอบฟ้า ก็ได้มีเสียงประกาศดังมาจากลำโพงของหมู่บ้าน
ให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่วัดช่วงตี3-4ของวันแรม14 ค่ำ เดือน 9 เพื่อพิธีทำบุญข้าวประดับดิน
บรื้นน~ บรื้นน
“พ่อกลับมาแล้วแม่”เมธามองไปยังรถของพ่อ
ทำหน้าตาสงสัย เพราะเห็นว่าผู้ชายคนนึงมากับพ่อด้วย
“เมธามานี้สิลูก” พ่อกวักมือเรียกเมธาให้เดินไปหน้าบ้าน
“นี้คือพ่อครูศรันต์ พ่อครูจะมาพักที่บ้านเราคืนนี้”
“สวัสดีครับ” สายตามองไปที่คนตรงหน้า แตกต่างไปจากที่เมธาคิดโดยสิ้นเชิง
ตัวสูงใหญ่ กล้ามเนื้อเด่นชัด ใบหน้าคมเข้มแบบไทยดั้งเดิม
(โอ้โห ต่างไปจากที่คิดเลยนะเนี้ย นึกว่าจะเป็นพ่อครูแก่ๆส่ะอีก นี้ยังหนุ่มแถมหน้าตายังหล่อมากด้วย)
“ลูกพาพ่อครูไปที่ห้องแขกหน่อยสิ จัดที่นอนให้ดีๆด้วยนะ ฝากด้วยนะลูกรัก” พ่อลูบหัวเมธาก่อนที่จะเดินออกไป
“เอ่อ งั้นตามผมมาทางนี้ครับ” เมธาได้พาศรันต์ไปยังบ้านอีกหลังที่อยู่ข้างๆกัน และได้จัดที่นอนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
“จัดที่นอนเสร็จแล้วครับ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็เรียกได้เลยนะครับ” พ่อครูพยักหน้าตอบ หลังจากที่เมธาเดินออกไป ศรันต์ก็มั่นใจเพราะตนนั้นรู้สึกได้ถึงรางร้ายที่อยู่รอบตัวเมธา ตอนแรกคิดว่าเป็นรางร้ายที่อยู่รอบบ้าน แต่พอเมธาเดินออกไปถึงมั่นใจว่ารางร้ายนั้นตามติดตัวเมธา
"เด็กคนนั้นมีวิญญาณร้ายตามติดอยู่ ไปทำอะไรไว้กัน" ศรันต์ได้แต่คิดสงสัย ก่อนที่จะหยิบสายศิลป์ออกมาร่ายคาถา
ก๊อกๆ
“พ่อครูครับ แม่ให้มาเรียกไปกินข้าว”
“เดี๋ยวฉันตามไป” พูดเสร็จศรันต์ก็เดินตามออกไป สายตามองไปที่แผ่นหลังของคนที่เดินนำหน้า รังสีร้ายนั้นยังคงคอยตามติด ตราบใดที่รังสีวิญญานนั้นไม่ได้ทำให้เกิดการบาดเจ็บตนก็ไม่ต้องสนใจก็ได้ แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกไม่ดีนัก
“สวัสดีจ๊ะพ่อครู ฉันไม่รู้ว่าจะทำอาหารถูกปากไหมนะจ๊ะ”
“สวัสดีครับ มีแต่อาหารหน้ากินทั้งนั้นเลย ขอบคุณที่ให้ผมมาพักด้วยนะครับ”
หลังจากที่กินข้าวเสร็จ ศรันต์ก็หยิบสายศิลป์ที่ตนนั่นได้ร่ายคาถาไว้เมื่อตอนอยู่ในห้องออกมา
“ยื่นมือมานี้สิ”ศรันต์มองไปยังเมธาอยู่นั่งอยู่ตรงหน้า เมธาทำหน้างุนงงแต่ก็ยอมยื่นมือออกไป
“ใส่เอาไว้นะ จะได้แคล้วคลาดปลอดภัย” มือหน้าค่อยๆผูกสายศิลป์ให้เมธา
“ขอบคุณครับ”
21:00
ค่ำคืนอันเงียบสงบ มีแค่แสงพระจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างในห้องของเมธา สายลมเย็นที่พัดผ่านเข้ามา ทำให้เมธารู้สึกขนลุกแปลกๆ จึงเดินไปปิดหน้าต่าง
(หวังว่าฉันจะไม่ฝันร้ายอีกนะ) เมธาลูบข้อมือที่มีสายศิลป์ผูกอยู่ ทำให้ตนนั้นรู้สึกสบายใจขึ้น
หลังจากที่นอนหลับไปได้ไม่นาน ร่างที่นอนอยู่บนเตียงก็มีเหงื่อเปียกชุ้มนอนดิ้นกระสับกระส่ายไปมา ฝันร้ายได้เข้าครอบงำเวลาการนอนของเมธาอีกครั้ง
ภายในฝัน เมธาได้ยืนมองภาพของชายผู้นึงนอนแน่นิ่งจมกองเลือด รอบๆมีเศษแก้วแตกกระจายไปทั่วพื้น เสียงของหญิงคนนึงที่นั่งก้มหน้าร้องไห้คร่ำครวญว่าตัวเองนั้นไม่ได้ตั้งใจ
ก่อนที่หญิงคนนั้นจะเงยหน้าขึ้นมา ทำให้เมธานั้นตกใจอย่างมากเธอมีหน้าตาที่คล้ายกับตนเองมาก ทันได้นั้นก็ได้มีร่างสีดำปรากฎขึ้นมาด้านหน้าของเมธาที่อยู่ในฝัน
“เมธาวี อีกไม่นานกูจะเอาวิญญานมึงมาอยู่กับกูให้ได้” เสียงน่าขนลุกเหมือนเมื่อคืนวานได้ดังขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจนอีกครั้ง
เพร้ง!!!.. มือของเมธาได้สะบัดไปโดนแก้วน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง จนแก้วนั้นตกลงมาแตกเสียงดัง
“เฮือก! แฮ่กๆๆ” เมธาสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายหน้าตาซีดเผือด สีหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัว สายตามองไปยังเศษแก้วน้ำที่ตกแตก
ก็อกๆๆ
“เมธาเป็นอะไรไหมลูก” แม่มาที่หน้าห้องของเมธาหลังจากที่ได้ยิ้นเสียงแก้วตกแตก ตนกลัวว่าลูกจะมีแผลจึงรีบวิ่งมา
แอ๊ดด~ ประตูห้องได้เปิดออกมา เมธารีบเข้าไปกอดแม่ด้วยความโล่งใจ
“อุ้ยตายแล้ว ทำไม่เหงื่อออกเยอะขนาดนี้” แม่ลูบหัวปลอบเมธาด้วยความเป็นห่วง สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
“ผมฝันร้ายครับ” เมธาได้เล่าเรื่องในฝันให้แม่ฟัง หัวใจที่เต้นแรงด้วยความหวาดกลัวของเมธาค่อยๆสงบลง สีหน้าที่ซีดเริ่มมีสีสันขึ้นมาอีกครั้ง
“โถ่ๆไม่เป็นไรนะลูก มันเป็นแค่ฝันร้ายมันทำอะไรลูกไม่ได้แน่นอน” แม่นั่งปลอบเมธาสักพักก่อนที่จะเดินกลับออกไปที่ห้องนอนของตัวเอง
เมธาล้มตัวนอนลงบนเตียงอีกครั้งสายตาจ้องมองไปที่หน้าต่าง ก่อนที่จะคิดขึ้นมาได้ว่าก่อนนอนตนนั้นได้ปิดหน้าต่างไปแล้ว และแม่ก็ไม่ได้ไปเปิด ความรู้สึกขนลุกได้เข้ามาครอบงำอีกครั้งจึงรีบวิ่งไปปิด และกลับมานอนเอาผ้าห่มคลุมหัว
ทางด้านของศรันต์ที่นอนอยู่บ้านข้างๆได้มองมาทางห้องของเมธา
“วิญญานตนนั้นดูท่าจะไม่กระจอกสินะ ฉันคงประมาทเกินไปที่ให้ไปแค่สายศิลป์”
03:30
“เมธาตื่นได้แล้วลูก ได้เวลาเตรียมตัวไปวัดแล้ว” ช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังหลับ แม่ก็ได้เดินมาเคาะห้องของเมธาอีกครั้ง
“อืม ฮ่าวว~” เมธาได้ตื่นขึ้นมาหลังจากที่นอนไม่ค่อยจะหลับหลังจากฝันร้าย
บรรยากาศยามค่ำคืนที่มืดมิด มีเสียงร้องของนกแขวกที่ออกหากินยามกลางคืนดังไปทั่วรอบบ้าน เมธาได้ลุกขึ้นไปแต่งตัวจัดเตรียมของเซ้นไหว้ใส่ตระกร้าช่วยแม่ เสียงของระฆังวัดได้ก้องกังวานไปทั่วหมู่บ้าน เพื่อบอกชาวบ้านว่าถึงเวลาไปรวมตัวกันที่วัดแล้ว
“ได้เวลาแล้วไปกันเลยไหมลูก” แม่เอ้ยถามไปยังเมธาที่นั่งอยู่สีหน้าเต็มไปด้วยความตื้นเต้น
“เราต้องเดินไปจริงๆหรอแม่” เมธามองไปยังแม่ด้วยสายตาอ้อนวอนว่าให้ไปปลุกพ่อ จะได้ขี่รถไป
“เดินไปนี้แหละจ๊ะ วันนี้พ่อเค้าเหนื่อยมากแล้วอีกอย่างชาวบ้านส่วนมากเค้าก็เดินไปกันทั้งนั้น เพราะไม่อยากขี่รถกลางคืน เสียงมันจะรบกวนคนที่นอนอยู่"
“โอเคครับ” เมธายอมเดินตามแม่ไปโดยดี
คนที่นี้มีความเชื่อสืบต่อกันมาแต่โบราณกาลแล้วว่า กลางคืนของเดือน9ดับ เป็นวันที่ประตูนรกเปิด ยมบาลจะปล่อยให้ผีนรกขึ้นมาบนโลกมนุษย์ในคืนนี้คืนเดียวเท่านั้นในรอบปี ดังนั้นชาวบ้านจึงได้จัดห่อข้าวเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
“ทำไมยังไม่เห็นคนเค้าออกมาเลยอ่ะแม่” เมธามองไปรอบๆถนนแต่ก็ไม่เห็นคนในหมู่บ้าน
บรรยากาศตามทางเงียบสงบ มีสายลมเย็นๆผ่านมาไม่ขาดสาย 2ข้างทางที่เต็มไปด้วยป่าหญ้าที่มืดมิด มีแค่แสงจากหลอดไฟที่ส่องมาตามทาง ทำให้ความน่ากลัวน้อยลง