เมื่อผีร้ายจากอดีตชาติกลับมาทวงชีวิต เมธาจะหนีหรือเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะครั้งนี้มันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตแต่มันต้องการ “ตัวเขา” ไปตลอดกาล

อาถรรพ์เดือนเก้า - บทที่ 7 ป่าลึกลับ โดย Nicha - ณิชา @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-ชาย,ไทย,ระทึกขวัญ,ลึกลับ,ผี,สยองขวัญ,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

อาถรรพ์เดือนเก้า

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-ชาย,ไทย,ระทึกขวัญ,ลึกลับ

แท็คที่เกี่ยวข้อง

ผี,สยองขวัญ

รายละเอียด

อาถรรพ์เดือนเก้า โดย Nicha - ณิชา @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

เมื่อผีร้ายจากอดีตชาติกลับมาทวงชีวิต เมธาจะหนีหรือเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เพราะครั้งนี้มันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตแต่มันต้องการ “ตัวเขา” ไปตลอดกาล

ผู้แต่ง

Nicha - ณิชา

เรื่องย่อ

“คำสาปที่ผูกติดกันข้ามภพไม่มีวันปล่อยเหยื่อให้หลุดรอด”


เมื่อเมธาอายุครบ 25 ปี อาถรรพ์ที่ติดตัวมาหลายชาติเริ่มตื่นขึ้นอีกครั้ง เงาดำในความมืด เสียงเรียกแผ่วเบา และความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกลมหายใจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ


เพราะ “มัน” กลับมาแล้ว


ผีร้ายที่ตามล่าเขามาทุกภพทุกชาติไม่เคยลืม ไม่เคยให้อภัย และไม่เคยหยุดจนกว่าจะได้ชีวิตของเขาไปยิ่งหนีมันยิ่งใกล้ยิ่งหลบมันยิ่งตาม เมื่อไม่มีที่ปลอดภัยบนโลกนี้เมธาจึงต้องค้นหาความจริงในอดีตชาติเพื่อไขคำสาปที่ผูกมัดเขาเอาไว้


แต่คำถามคือเขาจะทันก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะถูกช่วงชิงไปหรือไม่หรือสุดท้ายแล้วชะตากรรมนี้


 “ไม่มีทางหนีพ้น”

สารบัญ

อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 1 ฝันร้าย,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 2 ทางกลับบ้าน,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 3 ทำบุญบ้าน,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 4 เงาในวัด,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 5 สิ่งที่ไม่อยากเจอ,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 6 ทำบุญ,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 7 ป่าลึกลับ,อาถรรพ์เดือนเก้า-บทที่ 8 ผู้คุ้มกัน

เนื้อหา

บทที่ 7 ป่าลึกลับ

กวินยังยืนพิงกรอบหน้าต่าง สายตาเหมือนจะมองเลยออกไปไกลกว่าที่เห็นจริง

บรรยากาศในห้องเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่เขาจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันกลับมาหาเมธา

“มีเรื่องจะคุยด้วย” น้ำเสียงเขาจริงจังขึ้นอย่างชัดเจน

เมธาขมวดคิ้ว

“เรื่องอะไร”

กวินเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ไม้กลางห้อง เอามือประสานกันหลวม ๆ

“เมื่อคืน…มีเด็กในหมู่บ้านหาย”

คำพูดนั้นทำให้เมธาชะงัก

“หาย?” เขาทวน

“หมายความว่ายังไง”

“หายไปเลย” กวินตอบสั้น ๆ

“ตอนแรกคิดว่าแค่กลับบ้านช้า แต่พ่อแม่ตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ”

เมธารู้สึกหนาววาบขึ้นมาอีกครั้ง

“แล้วไปหายที่ไหน”

กวินเงยหน้ามองเขา

“ป่าหลังหมู่บ้าน”

คำตอบนั้นทำให้ความเงียบในห้องหนักอึ้งขึ้นทันทีภาพความมืดระหว่างต้นไม้เมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวเมธาโดยไม่ต้องคิด

“เด็กไปทำอะไรที่นั่น”

“วิ่งเล่นกับเพื่อนช่วงเย็น” กวินตอบ

“คนอื่นกลับกันหมด…เหลือเด็กคนเดียวที่ไม่กลับ”

เมธากำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว

“แล้วตอนนี้…”

“ชาวบ้านกำลังรวมตัวกันจะออกไปตามหา” กวินพูดต่อ

“เดี๋ยวช่วงบ่าย ๆ จะเริ่มเดินกันเข้าไป”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะมองเมธานิ่ง

“ฉันเลยมาชวนนาย”

เมธาเงียบไป

“ฉันเนี่ยนะ…”

“อืม” กวินพยักหน้า

“นายเจออะไรเมื่อคืนฉันได้ยินที่ป้าวรรณพูดกับแม่ฉัน…ฉันว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

คำพูดนั้นแทงเข้าใจกลางอก เมธาหันไปมองหน้าต่างอีกครั้งม่านยังนิ่งแต่ความรู้สึกว่า “มีใครอยู่” ยังไม่หายไปไหน

“นายคิดว่า…มันเกี่ยวกันเหรอ” เขาถามเบา ๆ

กวินไม่ตอบทันทีเขาลุกขึ้น เดินไปหยุดข้าง ๆ เมธา แล้วมองออกไปด้านนอก

“ยังไม่รู้” เขาพูด

“แต่ป่าแถวนั้น…มันไม่ค่อยปกติอยู่แล้ว”

“แล้วเมื่อคืน…นายก็เริ่มเห็นอะไรบางอย่าง”

เขาหันมามองตรง ๆ

“ฉันไม่อยากให้ไปคนเดียวถ้านายต้องเข้าไปเกี่ยวกับมันมากกว่านี้”

เมธากลืนน้ำลายหัวใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง

“แล้วถ้า…มันอันตรายล่ะ”

กวินยิ้มบาง ๆ

“ก็เลยต้องไปกันหลายคนไง”

“ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านก็ไป พ่อครูศรันต์ก็จะไปด้วย”

ชื่อศรันต์ทำให้เมธานิ่งไปเล็กน้อย ภาพสายตาของพ่อครูเมื่อคืนผุดขึ้นมา

“ถ้ามีเขา…ก็น่าจะพออุ่นใจได้บ้าง”

กวินพยักหน้า

“อย่างน้อยเขาก็รู้ว่ากำลังเจออะไร”

ความเงียบกลับมาอีกครั้งลมพัดผ่านหน้าต่างเบา ๆ ผ้าม่านไหวเล็กน้อยเมธามองไปตรงนั้นโดยอัตโนมัติและในใจ…เขารู้สึกเหมือนมี “ใครบางคน” กำลังฟังอยู่ไม่ได้ขัดขวางไม่ได้กดดันแค่รับรู้เหมือนรอว่าเขาจะตัดสินใจยังไงเมธาสูดหายใจลึก

“ไปครับ” เขาพูดในที่สุด

“ผมจะไปด้วย”

กวินยิ้มทันที

“ดี”

“รวมตัวกันที่ลานวัดตอนบ่าย เดี๋ยวฉันมารับ”

เขาเดินไปที่ประตู ก่อนจะหยุดเล็กน้อย

“แล้วก็…” กวินพูดโดยไม่หันกลับมา

“ถ้ามันยังตามนายอยู่”

“บางที…มันอาจช่วยก็ได้”

คำพูดนั้นทำให้เมธาชะงัก

“ช่วย?”

กวินหัวเราะเบา ๆ

“ใครจะไปรู้ล่ะ”

ประตูถูกเปิดออกแสงแดดภายนอกส่องเข้ามาแทนที่ก่อนที่กวินจะเดินออกไปเมธายืนอยู่กลางห้องเพียงลำพังอีกครั้งเขาหันไปมองหน้าต่างม่านไหวเบา ๆ และในเงาสะท้อนจาง ๆ เหมือนมีเงาสูงยาวยืนอยู่ไกล ๆ ไม่เข้ามาใกล้ไม่หายไปแค่เฝ้ามองเหมือนกำลัง…รอไปกับเขาว่าการตัดสินใจครั้งนี้ จะพาเขาไปเจอกับอะไรในป่าหลังหมู่บ้านและบางทีสิ่งที่รออยู่ในนั้นอาจไม่ใช่แค่เด็กที่หายไปเท่านั้น

เมธายืนเงียบอยู่กลางห้องครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปหาแม่ที่กำลังจัดของอยู่หน้าบ้าน

“แม่ครับ…” เสียงเขาเรียบ แต่แฝงความลังเลเล็กน้อย

แม่เงยหน้าขึ้นมอง “ว่าไงลูก”

เมธาสูดหายใจลึก “ผมจะไปช่วยตามหาเด็กที่หายครับ”

มือของแม่หยุดชะงักทันที

“จะไปจริง ๆ เหรอ” น้ำเสียงเริ่มมีความกังวล

“มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะลูก ป่าหลังหมู่บ้านมันลึก แล้วก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

เมธาพยักหน้า

“ผมรู้ครับ แต่เขากำลังรวมตัวกันหลายคน พ่อครูก็ไป”

แม่เงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังชั่งใจ สายตาของเธอมองลูกชายตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมือนจะมองให้ลึกไปถึงข้างใน

“แล้วเมื่อคืน…” แม่พูดช้า ๆ

“ลูกยังโอเคอยู่ใช่ไหม”

คำถามนั้นทำให้เมธาชะงักเล็กน้อยภาพเงานอกหน้าต่างแวบเข้ามาในหัวแต่เขาก็พยักหน้า

“ผมโอเคครับแม่”

แม่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยอม

“งั้นก็ระวังตัวนะลูก อยู่ใกล้ ๆ ผู้ใหญ่ อย่าแยกไปไหนคนเดียว”

“ครับ”

ก่อนจะออกไป แม่เอื้อมมือมาจับแขนเขาเบา ๆ

“ถ้ารู้สึกไม่ดี…กลับบ้านทันที เข้าใจไหม”

เมธาพยักหน้าอีกครั้ง

เขาเดินออกจากบ้าน แดดบ่ายเริ่มแรงขึ้นเล็กน้อย แต่ลมยังพัดเอื่อย ๆ ระหว่างทางไปวัด ผู้คนหลายคนก็เดินไปทิศเดียวกัน บางคนถือไฟฉาย บางคนถือไม้และของที่มีประโยชน์ บางคนคุยกันด้วยสีหน้ากังวล บรรยากาศต่างจากตอนเช้าอย่างสิ้นเชิง

ไม่มีรอยยิ้มไม่มีเสียงหัวเราะมีแต่ความเคร่งเครียดที่กดทับอยู่ในอากาศเมธาเดินเงียบ ๆ จนถึงลานวัด ที่นั่นชาวบ้านจำนวนหนึ่งรวมตัวกันอยู่แล้ว เสียงพูดคุยเบา ๆ ดังสลับกับสีหน้าจริงจังของแต่ละคน

เขามองไปรอบ ๆ ก่อนจะเห็นกวินยืนอยู่ไม่ไกล กำลังคุยกับชายวัยกลางคน กวินหันมาเห็นเขา พยักหน้าให้เล็กน้อยแต่สายตาของเมธา…กลับไปหยุดอยู่ที่อีกคน

พ่อครูยืนอยู่ด้านหน้ากลุ่ม สีหน้านิ่งสงบเหมือนเดิม ราวกับบรรยากาศตึงเครียดรอบตัวไม่สามารถแตะต้องเขาได้แต่ดวงตาคู่นั้นเหมือนมองทะลุทุกอย่าง

เมธาเดินเข้าไปใกล้

“มาถึงแล้วเหรอ” ศรันต์พูดขึ้นก่อน เหมือนรู้ตั้งแต่แรกว่าเขาจะมา

“ครับ” เมธาตอบ

ศรันต์พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกวาดตามองเขาอีกครั้ง

“เมื่อคืน…นอนหลับไหม”

คำถามนั้นทำให้เมธาเงียบไปชั่วครู่

“ก็…ฝันร้ายนิดหน่อยครับ”

ศรันต์ไม่ได้แปลกใจ

“มันยังอยู่ใช่ไหม”

เมธาชะงัก แม้จะไม่ได้พูดชื่อ…แต่ทั้งคู่ก็รู้ว่าหมายถึงอะไร

“…ครับ”

ศรันต์มองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะพูดเบา ๆ

“แต่เหมือนมันเปลี่ยนไป”

“เปลี่ยน” เมธาทวน

“อืม” พ่อครูพยักหน้า

“ไม่ใช่รางร้ายเหมือนเมื่อคืนแล้ว”

เมธากลืนน้ำลาย

“มัน…ไม่ได้อยากทำร้ายผม”

ศรันต์ยิ้มจาง ๆ

“อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่”

คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้นเท่าไหร่

“แล้วมันเกี่ยวกับเด็กที่หายไหมครับ” เมธาถาม

ศรันต์เงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังพิจารณาก่อนจะตอบช้า ๆ

“ยังบอกไม่ได้”

“แต่สิ่งที่อยู่ในป่า…มีมากกว่าสิ่งที่นายเจอแน่นอน”

ลมพัดผ่านลานวัดอีกครั้งใบไม้ไหวซู่ ๆ เมธารู้สึกเย็นวาบที่ต้นแขนเหมือนมีบางอย่างยืนอยู่ใกล้ ๆ ไม่ใช่ในกลุ่มคนแต่อยู่ “ข้างนอก”

เขาเหลือบสายตามองไปด้านข้างโดยไม่ตั้งใจ ใต้ร่มไม้ไกล ๆ เงาสูงยาวนั้นยังคงอยู่ยืนห่างออกไปไม่เข้ามาใกล้เหมือนมันรู้ว่าเขาอยู่กับคนอื่น ศรันต์มองตามสายตาของเมธา ก่อนจะพูดเบา ๆ

“มันตามนายมา”

เมธาไม่ตอบ

“อย่าขับไล่มัน” ศรันต์พูดต่อ

“บางครั้ง…สิ่งที่เราไม่เข้าใจ ก็อาจไม่ได้เป็นศัตรูเสมอไป”

เสียงของผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเริ่มเรียกให้ทุกคนมารวมตัว

“ได้เวลาแล้ว!” เสียงใครบางคนตะโกน

ผู้คนทยอยขยับเข้ามารวมกลุ่มบางคนเปิดไฟฉายทดสอบ บางคนจับกลุ่มคุยกันวางแผน กวินเดินเข้ามายืนข้างเมธา

“พร้อมไหม”

เมธาพยักหน้าแม้ในใจจะยังมีความกลัวแต่ก็มีความตั้งใจมากขึ้นกว่าเดิมเขามองไปยังแนวทางเข้าป่าหลังหมู่บ้านมืดเงียบเหมือนมันกำลังรอและในความเงียบนั้นเงาสูงโย่งยังคงยืนอยู่เฝ้ามองเขา…เหมือนจะไปด้วยกัน โดยไม่มีใครรู้ว่าการก้าวเข้าไปครั้งนี้จะพาเมธาไปพบอะไรบ้างในความมืดนั้น

กลุ่มชาวบ้านเคลื่อนตัวออกจากลานวัดอย่างเป็นระเบียบ แม้จะไม่มีใครออกคำสั่งชัดเจน แต่ทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตัวเองโดยปริยาย

เมธาเดินอยู่ข้างกวิน ส่วนศรันต์เดินนำอยู่ด้านหน้า กลุ่มคนเคลื่อนตัวไปตามทางดินแคบ ๆ ที่มุ่งสู่ป่าหลังหมู่บ้าน

ยิ่งเดินเข้าใกล้บรรยากาศยิ่งน่าขนลุกเสียงพูดคุยค่อย ๆ เบาลงเหลือเพียงเสียงฝีเท้าและเสียงลมพัดผ่านยอดไม้แนวต้นไม้สูงทึบตั้งเรียงกันเหมือนกำแพงธรรมชาติแสงแดดด้านนอกเริ่มส่องเข้าไปไม่ถึง เมธารู้สึกได้ถึงความเย็นที่ต่างจากข้างนอกทันทีที่เข้าใกล้และลึก ๆ เหมือนมี “อะไรบางอย่าง” กำลังเฝ้ามองพวกเขาอยู่