"ฝนที่ตกในฤดูร้อน เฉกเช่นเขาที่ตกลงมาในชีวิตข้า เบาสบายเหมือนลมที่พัดผ่านมา แต่หนักและตราตรึงดั่งต้องมนตร์สะกด และข้าก็ไม่รู้ว่าจะสลัดออกทำไม นอกจากโอบรับ ฝนที่ตกในฤดูร้อนนั้นไว้"

หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain) - 3 การประชุม ณ ท้องพระโรงยามเช้า โดย สุสาส์นราคะ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

ชาย-ชาย,รัก,ย้อนยุค,จีน,ดราม่า,นิยายจีนโบราณ,นิยายบีแอล,นิยายจีน ,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายโรแมนติก,plotteller, ploteller, plotteler,พล็อตเทลเลอร์, แอพแพนด้าแดง, แพนด้าแดง, พล็อตเทลเลอร์, รี้ดอะไร้ต์,รีดอะไรท์,รี้ดอะไรท์,รี้ดอะไร, tunwalai , ธัญวลัย, dek-d, เด็กดี, นิยายเด็กดี ,นิยายออนไลน์,อ่านนิยาย,นิยาย,อ่านนิยายออนไลน์,นักเขียน,นักอ่าน,งานเขียน,บทความ,เรื่องสั้น,ฟิค,แต่งฟิค,แต่งนิยาย

หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

ชาย-ชาย,รัก,ย้อนยุค,จีน,ดราม่า

แท็คที่เกี่ยวข้อง

นิยายจีนโบราณ,นิยายบีแอล,นิยายจีน ,นิยายรัก,นิยายรักจีนโบราณ,นิยายวายพีเรียด,นิยายโรแมนติก

รายละเอียด

หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain) โดย สุสาส์นราคะ @Plotteller | พล็อตเทลเลอร์

"ฝนที่ตกในฤดูร้อน เฉกเช่นเขาที่ตกลงมาในชีวิตข้า เบาสบายเหมือนลมที่พัดผ่านมา แต่หนักและตราตรึงดั่งต้องมนตร์สะกด และข้าก็ไม่รู้ว่าจะสลัดออกทำไม นอกจากโอบรับ ฝนที่ตกในฤดูร้อนนั้นไว้"

ผู้แต่ง

สุสาส์นราคะ

เรื่องย่อ

....หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)...

°•. ลมพัดพริ้วปลิวสะกดใจเราสองดั่งต้องมนตร์. •°

เกริ่นนำ (ก่อนเรื่อง)

ราชวงศ์ หรงเฉา ปกครองดินแดนที่ยิ่งใหญ่มาสามร้อยปี แต่ในรัชสมัยของ จักรพรรดิเฉินหยาน จักรวรรดิเริ่มสั่นคลอนจากทุกทิศ ศัตรูทางเหนือที่รุกคืบ ขุนนางภายในที่ทะเยอทะยาน กลุ่มกบฏที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด และความลับเก่าแก่ของราชวงศ์ที่บางคนพยายามปิดซ่อน

เฉินหยาน ขึ้นครองราชย์เมื่ออายุสิบแปด หลังจากบิดาสวรรคตอย่างกะทันหันและพี่ชายต้องสงสัยในการวางยาพิษ เขาเรียนรู้ตั้งแต่วันแรกที่นั่งบนบัลลังก์ว่าในโลกแห่งอำนาจนี้ ความอ่อนโยนคือจุดอ่อนที่ต้องซ่อนไว้

เขาจึงกลายเป็นจักรพรรดิที่เย็นชา ฉลาดหลักแหลม อ่านคนออก และไม่เคยไว้วางใจใครอย่างแท้จริง

เซียวจ้านหยู เป็นแม่ทัพที่ไม่ได้มาจากตระกูลขุนนาง เขาเกิดในหมู่บ้านชายแดนที่ถูกเผาทำลายเมื่ออายุสิบสอง รอดชีวิตคนเดียวและสาบานว่าจะไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับใครอีก

เขาไต่เต้าจากทหารธรรมดาขึ้นมาด้วยฝีมือและกลยุทธ์จนได้รับตำแหน่ง แม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือ ตอนอายุยี่สิบแปด สร้างชื่อเสียงในสนามรบจนศัตรูได้ยินชื่อแล้วถอยทัพ แต่ทหารในกองทัพรักเขาเพราะเขาดูแลพวกเขาเหมือนพี่น้อง

เฉินหยานเรียกตัวเขากลับมาพระนครเพื่อรับรางวัลและรับตำแหน่งใหม่ “กุนซือ หยูกั๋วกง” และนั่นคือครั้งแรกที่จักรพรรดิพบใครสักคนที่เป็นมนุษย์และสามารถมองเขาตรงๆ โดยไม่กลัว

"ข้าเคารพบัลลังก์ขององค์จักรพรรดิ" จ้านหยูพูดในการเข้าเฝ้าครั้งแรก "แต่ข้าไม่กลัวคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร"

ประโยคนั้นทำให้เฉินหยานนิ่งไปสักครู่

เพราะไม่มีใครเคยพูดแบบนั้นกับเขา คนๆ นี้อาจจะเป็นอนาคตของข้า “อ๋องจื่อไท่ฟู”

"ฝนที่ตกในฤดูร้อน เฉกเช่นเขาที่ตกลงมาในชีวิตข้า 

เบาสบายเหมือนลมที่พัดผ่านมา แต่ หนักและตราตรึงดั่งต้องมนตร์สะกด 

และข้าก็ไม่รู้ว่าจะสลัดออกทำไม นอกจากโอบรับ ฝนที่ตกในฤดูร้อนนั้นไว้"

°•.สุสาส์นราคะ. •°

มีรายตอนทั้งหมด 27 ตอน (ติดเหรียญตอนที่9)

EBOOK: MEB/PINTO/DEKDEE (ลดราคา22% 22.05-22.06)

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTI2MDkwNyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ0MjUxMCI7fQ

ฝากติดตาม: Tiktok / Ig / Fb / Lemon8 / X (Search: LuLLaLiiL / สุสาส์นราคะ)

ขอบคุณ “นักอ่านทุกคน” ที่ รัก เมตตา ให้โอกาส อ่านผลงานของ “สุสาส์นราคะ”

°•. สุสาส์นราคะ. •°

สารบัญ

หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-1 จักรพรรดิเฉินหยานแห่งรัชกาลเทียนหรง,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-2 แม่ทัพเซียวจ้านหยู กุนซือหยูกั๋วกง,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-3 การประชุม ณ ท้องพระโรงยามเช้า,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-4 คนที่ยืนอยู่กลางฝนเห็นฝนเป็นความจริง,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-5 หนังสือซ่อนความจริงได้นานกว่ามนุษย์,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-6 สถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยามค่ำคืน,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-7 ปมสายด้ายที่ผูกจากอดีต ,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-8 เส้นด้ายที่พันกันคลี่คลาย ,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-9 เจ้าชายทั้งสองพระองค์ไม่ผิด,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-10 ดอกบัวงามที่สุดตอนโผล่พ้นโคลนตม,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-11 องค์จักรพรรดิเดินหมากบนกระดาน,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-12 อ๋องจื่อไท่ฟู ผู้พิทักษ์แห่งราชสมบัติ,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-14 ตราประทับแห่งองค์จักรพรรดิ,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-15 ความจริงที่จมอยู่ใต้น้ำสิบสองปี,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-16 สิ่งที่องค์จักรพรรดิต้องตัดสินใจ,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-17 ดอกไม้ที่บานหลังพายุงามกว่าดอกที่บานในวันสงบ,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-13 ม้าเร็วนำไปสู่ผู้เล่นที่ไม่มีชื่อ,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-18 สามดอกไม้บานปรากฏหน้าองค์จักรพรรดิ,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-19 หนึ่งดอกไม้ในฤดูร้อนที่เบ่งบานในจิตวิญญาณ,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-20 ความจริงที่ซ่อนอยู่ท้ายสุดก็ยังเป็นความจริง,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-21 วันที่จักรพรรดิวางมงกุฎไว้ที่ประตูพระราชวัง,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-22 พิธีอภิเษกชายาสู่ตำหนักเอ้อจิ่ง,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-23 ฝนตกครั้งสุดท้ายในฤดูร้อน ,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-24 เมื่อหัวใจทวงสัญญาให้ออกเดิน,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-25 ภูเขาที่ใบไม้เปลี่ยนสี,หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-26 หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (Summer Rain),หยดน้ำในฤดูคิมหันต์ (The Summer Rain)-27 บทกวีในบันทึกหน้าสุดท้ายแห่งราชวงศ์

เนื้อหา

3 การประชุม ณ ท้องพระโรงยามเช้า

"กิจการแผ่นดินคนหนึ่งดูแล กิจการแผ่นดินอีกคนก็ดูแลด้วย คนหนึ่งเพราะนั่งในตำแหน่งนั้น อีกคนเพราะรักคนที่นั่งในตำแหน่งนั้น”

"ท้องพระโรงคือสนามรบ เพียงแต่สนามรบนี้ ไม่ใช้ดาบ ใช้ถ้อยคำ ไม่ไหลเลือด ไหลหมึก

คนหนึ่งนั่งอยู่บนที่สูงสุดและถาม อีกคนยืนอยู่ข้างและตอบ ระหว่างคำถามและคำตอบ ไม่มีใครมองเห็นความเข้าใจกันนั้น

แต่ความเข้าใจนั้น ลึกกว่าแผนการใดๆ เพราะมันคือสิ่งที่สองคน ใช้เวลาหลายปี ฝึกขึ้นมาโดยไม่ต้องพูดกัน"


☽ รุ่งสางหลังฝน ☽

พระตำหนักส่วนพระองค์ รุ่งสางวันที่สิบหก

ฝนหยุดตกก่อนรุ่งสาง

แต่กลิ่นของมันยังอยู่ กลิ่นดินชื้น กลิ่นหินที่เพิ่งโดนน้ำ กลิ่นของอากาศที่สะอาดกว่าเดิมในแบบที่มีเฉพาะหลังฝนฟ้าคะนอง

เฉินหยาน ลุกขึ้นในตอนตีสี่ตามเคย

แต่วันนี้ไม่ได้เดินไปที่โต๊ะทำงานทันที

เขาเปิดหน้าต่างพระตำหนัก ยืนมองออกไปที่สวนสนที่ยังหยดน้ำอยู่ ใบสนสีเขียวเข้มขึ้นกว่าเดิมเพราะน้ำฝน พื้นดินที่มีแอ่งน้ำเล็กๆ สะท้อนแสงดาวที่เริ่มจางลง

"ฝนเมื่อคืน ชำระล้างทุกสิ่ง"

เขาคิดประโยคนั้นในใจ แล้วก็รู้สึกว่ามันไม่จริงทั้งหมด ฝนล้างได้แค่สิ่งภายนอก สิ่งที่อยู่ข้างในนั้นไม่มีน้ำฝนไหนล้างออกได้

รวมถึงสิ่งที่เขาคิดซ้ำอยู่สามครั้งก่อนนอน ซึ่งยังอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหน

"ฝ่าบาท" เสียงของหลิงเซวียนดังขึ้นเบาๆ จากนอกม่าน "น้ำร้อนพร้อมแล้วพะย่ะค่ะ"

"เข้ามา"

หลิงเซวียนเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำร้อน ชาใบใหม่ที่ชงเสร็จแล้ว และจดหมายราชการสามฉบับที่มาถึงในตอนดึกและรอให้เฉินหยานอ่านในตอนเช้า

"มาจากไหนบ้าง" เฉินหยานถามโดยไม่หัน ดวงตายังมองออกไปที่หน้าต่าง

"ฉบับแรกจากกรมพิธีกรรมพะย่ะค่ะ เรื่องพิธีบูชาฟ้าในเดือนห้า ฉบับที่สองจากเจ้าเมืองแคว้นหนานโจว รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงฤดูฝน และฉบับที่สามจาก—" หลิงเซวียนหยุดชั่วครู่ "จากหยูกั๋วกงพะย่ะค่ะ"

เฉินหยานหัน รับจดหมายฉบับที่สามโดยไม่ได้รับสองฉบับแรกก่อน

หลิงเซวียนวางสองฉบับที่เหลือลงบนโต๊ะ ก้มหัวต่ำเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่แอบขึ้นมา

จดหมายของเซียวจ้านหยูสั้นมาก ตามนิสัยของเขา

「ฝ่าบาท ฝนตกเมื่อคืน รายงานฉบับเต็มเรื่องชายแดนเหลียนหยางจะถวายตอนเช้า ข้าพระองค์ขอให้ฝ่าบาททรงพระสำราญ เซียวจ้านหยู」

ประโยคสั้นๆ ที่เป็นทางการ

แต่บรรทัดแรกนั้น "ฝนตกเมื่อคืน"

ไม่มีราชการอะไรต้องรายงานเรื่องฝน เซียวจ้านหยูไม่เคยเขียนสิ่งที่ไม่จำเป็น

 "เขาจำได้"

เฉินหยานพับจดหมาย วางลงบนโต๊ะ หยิบชาขึ้นดื่ม

"เช้านี้มีประชุมราชการอะไรบ้าง" เขาถาม

"เก้าโมงเช้า ประชุมกับเสนาบดีทั้งหกพะย่ะค่ะ เรื่องงบประมาณกรมเกษตร และเรื่องแก้ไขกฎหมายภาษีสำหรับพ่อค้าต่างแดน สิบเอ็ดโมง มีผู้แทนจาก แคว้นซีหยวนเข้าเฝ้า และบ่ายสาม ฝ่าบาทมีนัดเยี่ยมพระมารดาที่ตำหนักฉางเซิง"

"การประชุมเรื่องงบประมาณเกษตร" เฉินหยานพูด นั่งลงที่โต๊ะ หยิบจดหมายกรมพิธีกรรมขึ้นมา "ใครเป็นคนเสนอเรื่องนี้"

"เสนาบดีกรมเกษตร ท่านจูเหวินโจว พะย่ะค่ะ"

"จูเหวินโจว" เฉินหยานพูดซ้ำ เปิดอ่านจดหมายพิธีกรรม "และท่านอยู่ฝ่ายไหน"

หลิงเซวียนไม่ตอบทันที คิดอยู่สักครู่ แล้วพูดตรงๆ ในแบบที่เขาพูดได้เพราะอยู่กันมานานพอ

"ท่านจูไม่ได้อยู่ฝ่ายใดอย่างชัดเจนพะย่ะค่ะ แต่มีความสัมพันธ์กับตระกูลหลิวผ่านทางเขยของท่าน"

"ดังนั้นการเสนอเรื่องงบประมาณเกษตร อาจเป็นการเปิดทางให้ตระกูลหลิวเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดสรรงบ"

"เป็นไปได้"

"และเรื่องแก้ไขกฎหมายภาษีพ่อค้าต่างแดน"

"ตระกูลเฟิงมีเรือค้าขายสายใต้พะย่ะค่ะ ถ้ากฎหมายแก้ไขในทิศทางที่เอื้อต่อพ่อค้าสายใต้ ตระกูลเฟิงจะได้ประโยชน์โดยตรง"

เฉินหยานวางจดหมายลง มองหน้าต่างที่แสงรุ่งสางเริ่มสาดเข้ามา

"การประชุมเดียวกัน เรื่องสองเรื่อง ที่เอื้อประโยชน์ให้สองตระกูลคนละฝ่าย"

"ใช่พะย่ะค่ะ"

"ซึ่งอาจหมายความว่า—"

"ตระกูลหลิวและเฟิงอาจกำลังร่วมมือกันในเรื่องบางอย่างพะย่ะค่ะ" หลิงเซวียนพูด "ซึ่งน่าแปลก เพราะโดยปกติสองตระกูลนี้ไม่ค่อยลงรอยกัน"

เฉินหยานนิ่งสักครู่

"หรืออาจเป็นเพราะมีบางสิ่งที่ทั้งสองตระกูลกลัวพอกัน จนต้องรวมตัวกัน"

"เช่น การที่หยูกั๋วกงกลับมา"

"ใช่" เฉินหยานพูด ยืนขึ้น เดินไปล้างหน้า "ให้เพิ่มหยูกั๋วกงเข้าในรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมเช้าวันนี้"

"พะย่ะค่ะ"

☁ ประชุมราชการและสงครามทางคำพูด ☁

ท้องพระโรงประชุมเฉิงเต๋อเตี้ยน ยามชื่อ

ท้องพระโรงประชุมเล็กกว่าท้องพระโรงหลัก แต่อบอวลด้วยบรรยากาศที่หนักแน่น

โต๊ะยาวตรงกลาง เฉินหยานนั่งที่หัวโต๊ะ เสนาบดีทั้งหกนั่งสองข้าง และที่ปลายโต๊ะมีที่นั่งที่ไม่มีชื่อระบุ ที่นั่งของที่ปรึกษาพิเศษ

เซียวจ้านหยูนั่งที่ปลายโต๊ะ ตรงข้ามจักรพรรดิ ท่าทางที่สงบแต่สายตาที่สังเกตทุกคนรอบโต๊ะพร้อมกัน

เสนาบดีทั้งหกของราชวงศ์หรงเฉา:

เสนาบดีกรมคลัง หยางเหวินเต๋า อายุหกสิบห้า ผมขาวทั้งหัว แต่ดวงตาที่ยังคมอยู่ เป็นเสนาบดีที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุดในรัชกาลปัจจุบัน ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างเปิดเผย แต่ทุกคนรู้ว่าถ้าจะให้เขาเลือกข้างจริงๆ เขาจะเลือกฝั่งที่ทำให้คลังสมบัติเต็มที่สุด

เสนาบดีกรมพิธีกรรม ซุนหรงจิน อายุห้าสิบเก้า ใบหน้าที่ดูเคร่งขรึมตลอดเวลา เชี่ยวชาญพิธีกรรมทุกอย่างในราชวงศ์ แต่ไม่ค่อยมีอิทธิพลทางการเมืองมากนัก ซึ่งทำให้เขาเป็นคนที่ทุกฝ่ายพยายามดึงมาเป็นพันธมิตรเพราะไม่เป็นภัยต่อใคร

เสนาบดีกรมสงคราม เฝิงต้าหยวน อายุห้าสิบสาม บิดาของอัครมเหสีเฟิงซื่อหยิน ใบหน้าที่ทะมัดทะแมงจากวัยหนุ่มที่ผ่านสนามรบมา แต่ปัจจุบันอยู่ในห้องประชุมมากกว่าสนามรบ

เสนาบดีกรมนครบาล จ้าวชิงหยวน อายุหกสิบ ใบหน้าที่อ่อนโยนผิดคาดสำหรับตำแหน่งที่ดูแลกฎหมายและความสงบเรียบร้อย แต่ทุกคนในราชสำนักรู้ว่าความอ่อนโยนนั้นเป็นหน้ากากที่สวมไว้มาสี่สิบปี

เสนาบดีกรมเกษตร จูเหวินโจว  อายุห้าสิบเจ็ด ผมดำปนเทา ท่าทางที่ดูสุภาพ เป็นคนที่พูดน้อยในที่ประชุม แต่ทำงานในเบื้องหลังมาก

เสนาบดีกรมโยธา เว่ยจิ้นเฉา อายุห้าสิบ เพิ่งได้รับแต่งตั้งเมื่อสองปีก่อน ยังคงแสดงตนเป็นกลางในทุกเรื่อง ทำให้ทุกฝ่ายพยายามโน้มน้าวเขา

"เรื่องงบประมาณกรมเกษตร" เฉินหยานเปิดประชุม เสียงที่เรียบแต่ทำให้ทุกคนในห้องตั้งใจฟัง "จูเหวินโจว รายงาน"

จูเหวินโจวลุกขึ้น ถือกระดาษ

"รายงานถวายฝ่าบาท การเกษตรในปีนี้ประสบกับปัญหาสามอย่างพะย่ะค่ะ หนึ่ง น้ำในแคว้นเหนือน้อยกว่าปกติ ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงร้อยละสิบห้า สอง ราคาเมล็ดพันธุ์สูงขึ้นเพราะพ่อค้าจากตะวันออกเฉียงเหนือตุนไว้ สาม คลองชลประทานในแคว้นจงยวนมีปัญหาตะกอนดินอุดตัน ต้องการงบประมาณพิเศษสำหรับการขุดลอก"

"งบที่ขอ" เฉินหยานถาม

"รวมสามเรื่องพะย่ะค่ะ สองล้านสี่แสนเหรียญทอง"

ห้องเงียบชั่วครู่

"สองล้านสี่แสน" หยางเหวินเต๋าเสนาบดีกรมคลังพูด เสียงที่เรียบแต่มีน้ำหนัก "ในขณะที่งบกลางปีเพิ่งถูกปรับลดลงสองอาทิตย์ก่อน"

"การปรับลดงบกลางปีเป็นเรื่องของกรมอื่น ไม่ใช่เกษตรพะย่ะค่ะ" จูเหวินโจวพูด

"แต่งบรวมของปีนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น" หยางเหวินเต๋าพูด "ถ้าให้เกษตรสองล้านสี่แสน กรมอื่นต้องลด"

"กรมไหนลด" เฟิงต้าหยวนเสนาบดีสงครามพูดขึ้น เสียงที่ดูราวกับว่าถามแบบไม่สนใจ แต่ทุกคนรู้ว่าเขากำลังจับตาว่าคำตอบจะเป็นอะไร

ห้องเงียบ ทุกคนระวัง ไม่มีใครอยากพูดชื่อกรมตัวเองก่อน

เฉินหยานนั่งมองทุกคนด้วยความสงบ

จากนั้นเขาหันไปทางเซียวจ้านหยูที่นั่งเงียบที่ปลายโต๊ะมาตลอด

"หยูกั๋วกง ท่านคิดอย่างไร"

ทุกคนหันมามองเซียวจ้านหยูพร้อมกัน

เซียวจ้านหยูไม่รีบ ดวงตาที่ผ่านทุกคนรอบโต๊ะแล้วหยุดที่เฉินหยาน

"ข้าพระองค์คิดว่าตัวเลขสองล้านสี่แสนนั้นถูกต้องพะย่ะค่ะ" เขาพูด เสียงที่ชัดเจนและตรง "ปัญหาชลประทานในแคว้นจงยวนนั้นมีมาสามปีแล้ว ถ้าไม่แก้ในปีนี้ ปีหน้าจะใช้งบมากกว่านี้สองเท่า และถ้าผลผลิตข้าวลดลงต่อเนื่อง ราคาอาหารในเมืองหลวงจะสูงขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความไม่สงบในย่านประชาชน"

"แล้วงบมาจากไหน" หยางเหวินเต๋าถาม

"งบสำรองทหารม้าภาคเหนือพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดตรงๆ "ปีที่แล้วกองทัพเหนือใช้งบจริงน้อยกว่าที่ขอไว้สี่แสนเหรียญ และปีนี้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายแล้ว งบสำรองอีกสองล้านสามารถย้ายมาใช้ในงบเกษตรได้โดยไม่กระทบการรบ"

เฝิงต้าหยวนขมวดคิ้ว

"กองทัพเหนือเป็นกองกำลังสำคัญ ถ้าลดงบ—"

"ข้าพระองค์เป็นแม่ทัพเหนือพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดเบาๆ "ข้าพระองค์รู้ดีกว่าใครในห้องนี้ว่าอะไรจำเป็นและอะไรสำรองไว้เกิน"

ห้องเงียบอีกครั้ง

เฝิงต้าหยวนไม่พูดต่อ ทุกคนรู้ว่าจะเถียงเรื่องนี้กับแม่ทัพที่เพิ่งจัดการปัญหาชายแดนสำเร็จนั้นไม่ฉลาด

"และเรื่องพ่อค้าตุนเมล็ดพันธุ์" เฉินหยานพูด ดูเหมือนถามจูเหวินโจว แต่สายตาอยู่ที่เซียวจ้านหยู

"ต้องการคำสั่งลงโทษพะย่ะค่ะ" จูเหวินโจวพูด

"ชื่อพ่อค้ากลุ่มนั้น"

จูเหวินโจวลังเลเสี้ยววินาที แล้วพูด "กลุ่มพ่อค้าที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่มาจากตระกูลสินค้าเหลียนพะย่ะค่ะ ซึ่งมีสาขาใหญ่ที่—"

"ที่แคว้นหนานหมิงพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดทับ ยิ้มเบาๆ ที่ไม่มีความอบอุ่น "ซึ่งผู้ว่าแคว้นหนานหมิงคนปัจจุบันคือ ท่านเฉิงหยูซิน บุตรชายคนโตของท่านจูเหวินโจว"

ทุกคนในห้องนิ่ง

จูเหวินโจวหน้าซีด

เฉินหยานมองเขา เสียงที่ราบเรียบโดยไม่มีอารมณ์ใดๆ

"ท่านจูเหวินโจว มีอะไรจะชี้แจงไหม"

"ข้า ข้าพระองค์ไม่ทราบเรื่องนี้พะย่ะค่ะ"

"ไม่ทราบ" เฉินหยานพูดซ้ำ เสียงที่เหมือนจะเชื่อแต่สายตาไม่ใช่ "งั้นตอนนี้ท่านทราบแล้ว ดำเนินการสอบสวนตระกูลสินค้าเหลียน และรายงานข้าภายในสิบวัน ถ้าพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย ผู้เกี่ยวข้องทุกคนจะถูกลงโทษตามกฎหมายพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นใคร"

"พะย่ะค่ะ" จูเหวินโจวพูดเบาๆ หน้าที่ยังซีดอยู่

การประชุมดำเนินต่อไปอีกสองชั่วยาม ผ่านเรื่องแก้ไขกฎหมายภาษีที่เฉินหยานให้ "ศึกษาเพิ่มเติมสามเดือนก่อนนำเสนออีกครั้ง" ซึ่งทุกคนรู้ว่าหมายถึงไม่ผ่าน แต่ไม่บอกตรงๆ ผ่านเรื่องพิธีบูชาฟ้าที่เฉินหยานอนุมัติตามปกติ และผ่านเรื่องน้ำท่วมในหนานโจวที่จัดการส่งงบกู้ภัยออกไปทันที

ในทุกเรื่อง เฉินหยานตัดสินใจชัดเจน ไม่ลังเล ไม่ต้องถามซ้ำ และในเรื่องที่ซับซ้อน เขาหันมาถามความเห็นเซียวจ้านหยูก่อนตัดสินใจ

ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่เพราะต้องการให้ทุกคนในห้องเห็น ว่าคำของหยูกั๋วกงนั้น เขาฟัง

หลังประชุมเสร็จ เสนาบดีทยอยออกไป

เฝิงต้าหยวนเดินออกไปพร้อมกับจ้าวชิงหยวนเสนาบดีนครบาล สองคนพูดกันเบาๆ ที่ระเบียง เสียงที่ไม่ได้ยินแต่ท่าทางที่บอกว่ากำลังพูดเรื่องที่ไม่อยากให้ใครได้ยิน

หยางเหวินเต๋าเดินออกไปคนเดียว ช้าๆ แต่ดวงตาที่กวาดมองทั่วห้องก่อนออกไป

จูเหวินโจวออกไปเร็วที่สุด ใบหน้าที่ยังซีดอยู่

และเซียวจ้านหยูยังคงนั่งอยู่ที่ปลายโต๊ะ

เมื่อทุกคนออกไปแล้ว ในห้องมีแค่สองคน

"ท่านรู้เรื่องจูเหวินโจวและตระกูลสินค้าเหลียนมาก่อนประชุม" เฉินหยานพูด ไม่ใช่คำถาม

"รู้จากรายงานของคนที่ข้าพระองค์ส่งไปสืบข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อคืนพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูด

"เมื่อคืนที่ฝนตก"

"พะย่ะค่ะ ข้าพระองค์ส่งคนออกไปสืบก่อนฝนตก ข้อมูลมาถึงตอนดึก"

เฉินหยานมองเขา

"ท่านทำงานเร็ว"

"มีเวลาไม่มากพะย่ะค่ะ ถ้าตระกูลเหอรู้ว่าข้าพระองค์กลับมา พวกเขาจะเริ่มปกปิดร่องรอยทันที"

"ตระกูลเหอกับเรื่องจูเหวินโจว เกี่ยวกันอย่างไร"

"ยังไม่แน่ใจพะย่ะค่ะ แต่ตระกูลสินค้าเหลียนมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับตระกูลเหอมาสิบห้าปี" เซียวจ้านหยูพูด "อาจเป็นแค่ความบังเอิญ หรืออาจไม่ใช่"

"ข้าต้องการรู้ว่าใช่หรือไม่ใช่"

"ข้าพระองค์จะหาคำตอบให้พะย่ะค่ะ"

เฉินหยานพยักหน้า ลุกขึ้น เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปที่ลานกลางพระราชวังที่ยังเปียกอยู่จากฝนเมื่อคืน

"ท่านว่าเฝิงต้าหยวนกับจ้าวชิงหยวนพูดอะไรกันตอนออกไป"

เซียวจ้านหยูลุกขึ้นเดินมายืนข้างๆ เฉินหยาน ห่างพอประมาณ มองออกไปทางเดียวกัน

"สองคนนั้นไม่ค่อยพูดคุยกันในที่สาธารณะพะย่ะค่ะ การที่เห็นพูดกันวันนี้ผิดปกติ" เขาพูดเบาๆ "ข้าพระองค์เดาว่าพวกเขากังวลเรื่องที่ฝ่าบาทให้ศึกษากฎหมายภาษีเพิ่มสามเดือน ซึ่งแปลว่าจะไม่ผ่านง่ายๆ"

"เฝิงต้าหยวนต้องการให้กฎหมายนั้นผ่าน"

"เรือสายใต้ของตระกูลเฟิงพะย่ะค่ะ"

"และจ้าวชิงหยวน"

"ท่านจ้าวมีสัมพันธ์กับตระกูลเหอผ่านทางภรรยาคนที่สองพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูด เสียงที่เรียบราวกับว่ากำลังรายงานสภาพอากาศ ไม่ใช่รายงานว่าเสนาบดีนครบาลมีความสัมพันธ์กับตระกูลที่กำลังถูกสงสัย

เฉินหยานหันมามองเขา

"ท่านรู้เรื่องนี้มานานแค่ไหน"

"สามปีพะย่ะค่ะ"

"และไม่รายงาน"

"ไม่มีหลักฐานว่าท่านจ้าวทำอะไรผิดจากความสัมพันธ์นั้นพะย่ะค่ะ การมีเครือญาติกับใครไม่ใช่ความผิด"

"แต่ท่านเฝ้าดูอยู่"

"เสมอพะย่ะค่ะ"

เฉินหยานมองออกไปที่ลานเปียก สักพักหนึ่ง

"ท่านเฝ้าดูทุกคน" เขาพูดเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง "ทุกคนที่อยู่ใกล้ข้า"

"นั่นคืองานของข้าพระองค์พะย่ะค่ะ"

"ข้ารู้" เฉินหยานพูด ไม่หัน "ข้าแค่นึกขึ้นมาว่า ท่านเฝ้าดูทุกคน แต่ใครเฝ้าดูท่าน"

เซียวจ้านหยูไม่ตอบทันที

ความเงียบที่ไม่ใช่ความเงียบของคนที่ไม่มีอะไรจะพูด แต่เป็นความเงียบของคนที่กำลังประมวลผลสิ่งที่ได้ยิน

"ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ" เขาพูดในที่สุด เสียงที่เบาลงจนแทบเป็นการกระซิบ

เฉินหยานหัน มองเขา

"เขาพูดว่า—"

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มองเขากลับ ในแสงเช้าที่สาดเข้ามาจากหน้าต่าง มีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกกว่าที่เห็น

เฉินหยานไม่พูดอะไรอีก หันกลับไปมองลานเปียก

แต่ในอกมีบางสิ่งที่กระเพื่อมขึ้น เล็กน้อย เหมือนหยดน้ำฝนที่ตกลงในสระน้ำนิ่ง

🌿 ตลาดต้าชิงและข้าวต้มในตอนเช้า 🌿

ตลาดต้าชิง สายๆ ของวันเดียวกัน

ขณะที่การประชุมราชการดำเนินอยู่ในพระราชวัง เมืองหยวนจิงข้างนอกดำเนินชีวิตต่อไปตามปกติ

ตลาดต้าชิงในช่วงสายหลังฝนนั้นคึกคักเป็นพิเศษ อากาศที่เย็นและสดชื่นกว่าปกติทำให้คนออกมาจับจ่ายมากขึ้น

ร้านข้าวต้มหม้อดินของป้าเฉิน อยู่ในตรอกเล็กๆ ห่างจากถนนใหญ่เข้ามาสิบก้าว กลิ่นข้าวต้มที่ต้มจากตีห้าและยังคงอุ่นอยู่ตลอดเช้า ลอยออกมาล่อใจคนเดินผ่าน

เด็กชายอายุสิบสอง นั่งอยู่หน้าร้าน ถือชามข้าวต้มในมือ กินอย่างตั้งใจราวกับว่าไม่ได้กินมาหลายวัน

ป้าเฉินมองเด็กชายด้วยสายตาที่เคยชิน

"เฉินเหมา" นางเรียก "กินช้าๆ ไม่มีใครแย่ง"

เด็กชายที่ชื่อ เฉินเหมา ยกหัวขึ้น ดวงตากลมใสที่มีรอยฝุ่นอยู่ที่แก้ม

"อร่อยมากท่านป้า"

"รู้แล้ว ทุกวันก็พูดแบบเดียวกัน" ป้าเฉินพูด แต่ตักข้าวต้มเพิ่มให้อีกชาม

ร้านข้าวต้มเล็กๆ นี้เป็นจุดนัดพบของคนที่ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่ากำลังนัดพบ

ทางตอนหลังของร้าน มีห้องเล็กสองห้องที่ป้าเฉินให้เช่าราคาถูกสำหรับคนที่ต้องการพูดในที่ส่วนตัว

ในห้องแรก อิงหลาน นั่งตรงข้ามชายคนหนึ่งที่นางไม่เคยพบมาก่อน

ชายคนนั้นอายุราวสี่สิบ ใบหน้าธรรมดาจนจำไม่ได้ แต่งตัวเหมือนช่างไม้ แต่มือที่ไม่มีรอยตะปูบอกว่าไม่ใช่ช่างไม้

"ท่านคือ ฮวนเจิ้ง ใช่ไหม" อิงหลานถาม เสียงต่ำ

"แล้วแต่ว่าท่านต้องการให้ข้าเป็นใคร" ชายคนนั้นตอบ ยิ้มเล็กน้อย

"ท่านหยูกั๋วกงส่งมา"

"ท่านหยูกั๋วกงไม่ส่งใคร ท่านเป็นคนที่รู้จักผู้คนหลายคนที่เลือกจะช่วยเหลือท่านด้วยใจตัวเอง" ฮวนเจิ้งพูด แก้คำอย่างระมัดระวัง

อิงหลานเข้าใจ ถ้าถูกจับได้ ไม่มีใครเป็น "คนของหยูกั๋วกง" ทุกคนเป็น "คนที่เลือกทำเอง"

"ท่านต้องการข้อมูลอะไร"

"ตระกูลเหอ" อิงหลานพูด "โดยเฉพาะเส้นทางการเงินในหกเดือนที่ผ่านมา"

ฮวนเจิ้งพยักหน้าเบาๆ

"ห้าวัน ข้าจะส่งข้อมูลผ่านทางปกติ"

"สี่วัน"

"สี่วันก็ได้" เขาพูด ยิ้มที่ไม่เปลี่ยน "แต่ราคาสูงขึ้น"

"ตกลง"

🌊 ตำหนักฉางเซิงและพระมารดา 🌊

ตำหนักฉางเซิง ยามเซิน

ตำหนักฉางเซิงอยู่ในส่วนที่เงียบที่สุดของพระราชวัง ล้อมรอบด้วยต้นสนและต้นแปะก๊วยอายุร้อยปี บรรยากาศที่ต่างจากส่วนอื่นๆ ของพระราชวังราวกับว่าเวลาในที่นี้เดินช้ากว่าที่อื่น

พระมารดาหรง หลี่เหวิน อายุห้าสิบแปด พระมารดาของเฉินหยาน

ผมขาวสนิทที่มัดเรียบ ใบหน้าที่เคยงามและยังคงมีร่องรอยของความงามนั้น ดวงตาที่คมกว่าอายุที่เห็น นั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชาในสวนเล็กๆ หน้าตำหนัก

เฉินหยานเดินเข้ามาคนเดียว ไม่มีขันที ไม่มีทหารองครักษ์ เป็นธรรมเนียมที่เขากำหนดเองว่าในการมาพบพระมารดา เขาจะมาในฐานะลูกชาย ไม่ใช่จักรพรรดิ

พระมารดาหรงยิ้มเมื่อเห็นเขา

"หยาน" นางเรียกชื่อเล็กที่ไม่มีใครในพระราชวังกล้าเรียก "นั่งลง"

เฉินหยานนั่งลงตรงข้ามพระมารดา รับถ้วยชาที่นางเทให้

"วันนี้ดูเหนื่อยนิดหน่อย" พระมารดาหรงพูด มองใบหน้าลูกชาย

"ประชุมราชการมาตั้งแต่เช้า"

"หยูกั๋วกงกลับมาแล้วใช่ไหม" นางถามตรงๆ

"ใช่"

"เขาไม่เป็นไรไหม"

เฉินหยานมองพระมารดา สังเกตคำถามที่ตรงไปกว่าที่คาด

"ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่ไหล่"

"เล็กน้อยตามคำบอกของเขา หรือตามคำบอกของแพทย์หลวง"

"ตามคำบอกของแพทย์หลวง"

"งั้นก็ไม่เป็นไรพอดู" พระมารดาหรงพูด ดื่มชา "เขาไม่เคยบอกว่าตัวเองเจ็บมากหรอก ลูกรู้ดี"

เฉินหยานนิ่ง

"แม่รู้จักเขามานานแค่ไหน" เขาถาม

"ตั้งแต่เขายังเป็นทหารธรรมดา" พระมารดาหรงพูด ยิ้มเบาๆ "ก่อนที่ลูกจะขึ้นครองราชย์ แม่เห็นเขาเดินเข้าพระราชวังมารายงานตัวครั้งแรก ตอนนั้นเขาอายุยี่สิบสอง ผ่านสมรภูมิมาสี่แห่ง บาดเจ็บสามที่ แต่ยืนตรงและมองตาแม่ตรงๆ โดยไม่กลัว"

"และแม่คิดอะไร"

"แม่คิดว่าคนนี้น่าสนใจ" นางพูด "แล้วก็คิดว่าถ้าลูกได้คนแบบนี้อยู่ข้างๆ ก็น่าจะปลอดภัย"

เฉินหยานมองพระมารดาด้วยสายตาที่อ่านค่าไม่ออก

"แม่พูดเหมือนว่าเลือกคนข้างกายให้ข้า"

"แม่เลือกคนที่แม่เชื่อใจให้ลูก" พระมารดาหรงพูดตรงๆ "มันต่างกัน"

"ข้าเลือกเองได้"

"ลูกเลือกเขาเองด้วย" นางพูด "แม่แค่เห็นก่อน นั่นแหละ"

ทั้งสองนั่งดื่มชาในความเงียบที่สบาย เสียงนกในสวนสนและเสียงลมในใบแปะก๊วย

"มีเรื่องในวังที่แม่ต้องรู้ไหม" พระมารดาหรงถาม เสียงที่เปลี่ยนโทน เป็นเสียงของคนที่รู้ดีว่าพระราชวังมีอะไรซ่อนอยู่เสมอ

"มีพะย่ะค่ะ แต่ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องให้แม่รู้ทั้งหมด"

"แต่แม่ควรระวังบางอย่าง"

"ให้แม่ระวังเรื่องที่มีคนมาขอคำปรึกษา หรือมาขอให้แม่ช่วยเรื่องราชการ ในช่วงนี้"

พระมารดาหรงพยักหน้า ดวงตาที่คม

"หมายถึงตระกูลใดตระกูลหนึ่งที่จะมาหาแม่"

"หมายถึงทุกตระกูลพะย่ะค่ะ"

"เข้าใจ" นางพูด แล้วยิ้มเล็กน้อย "ลูกรู้ไหมว่าแม่เป็นห่วงอะไรที่สุดในสิบปีที่ผ่านมา"

"ราชการ" เฉินหยานเดา

"ไม่ใช่" พระมารดาหรงพูด "แม่เป็นห่วงว่าลูกจะไม่มีใครที่พูดความจริงให้ฟัง"

เฉินหยานนิ่ง

"คนในพระราชวังทุกคนพูดในสิ่งที่คิดว่าลูกอยากได้ยิน หรือพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง หายากมากที่จะหาคนที่พูดความจริงแม้ว่ามันจะเจ็บปวด"

"หยูกั๋วกง" เฉินหยานพูดเบาๆ

"ใช่" พระมารดาหรงพูด "นั่นแหละที่แม่เห็นตั้งแต่วันแรก"

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

"ท้องพระโรงมีกฎเกณฑ์มากมาย ว่าใครนั่งที่ไหน ใครพูดก่อนใคร แต่ไม่มีกฎข้อไหนที่บอกว่า 

เมื่อไหรที่หัวใจสองดวงจะเต้นในจังหวะเดียวกัน

และนั่นแหละคือสิ่งเดียว ที่ท้องพระโรงไม่อาจกำกับได้"

..สุสาส์นราคะ..